<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739</id><updated>2011-09-23T05:21:28.726+07:00</updated><title type='text'>narabondzai</title><subtitle type='html'>ว่าด้วยเรื่องจับฉ่าย สุข เศร้า เหงา ระทึกขวัญ ร้อนอบอ้าว และหนาวสั่นของมนุษย์ไร้สาระวีหนึ่ง</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>77</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-5110021024187619670</id><published>2010-12-26T13:22:00.002+07:00</published><updated>2010-12-26T13:33:27.177+07:00</updated><title type='text'>งามเลิศในปฐพี โดย 'นรา'</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TRbhhxKSszI/AAAAAAAAAPg/Qkj7fs7M0Bc/s1600/weg2.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 303px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TRbhhxKSszI/AAAAAAAAAPg/Qkj7fs7M0Bc/s320/weg2.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5554875160656524082" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ภาพนั้นในหน้าหนังสือหลายเล่ม คงเคยผ่านตาผมมาบ้างแล้วหลายวาระโอกาส แต่ผมไม่ได้ใส่ใจสังเกต และปล่อยปละละเลยข้ามไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จนเมื่อรสนิยมขยับเคลื่อนเข้าหาการดูจิตรกรรมฝาผนัง ผมก็ได้เห็นภาพนี้อีกครั้ง จากหนังสือในห้องสมุด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บวกปนกับการมีโอกาสได้ผ่านตาภาพเรื่องเดียวกันในวัดหลายแห่ง เป็นการเทียบเคียง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความรู้สึกล่าสุดเมื่อได้เห็นภาพนี้ในเวลาต่อ ๆ มา  จึงค่อย ๆ ผิดแผกแตกต่างกว่าก่อน ๆ ทีละน้อย ค่อย ๆ เห็นว่า เปี่ยมเสน่ห์ สวยจับจิตจับใจ และมีแรงดึงดูดตราตรึงล้นเหลือ ทำให้ผมตระหนักว่า ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงในตัว แทบว่าจะกลายเป็นการมองโลกด้วยสายตาคู่ใหม่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ติดซึ้งตรึงใจถึงขั้นเก็บนำไปฝันยามหลับ ผมฝันว่า ได้มีโอกาสเดินทางไปดูภาพนั้น-ภาพที่เป็นของจริง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความปรารถนาจะดูภาพดังกล่าวให้เป็นที่แล้วใจ ก่อตัวหนาแน่นขึ้นตามลำดับ จนผมเริ่มกระวนกระวายไม่สงบ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เช้าวันหนึ่ง แรงเร้าเรียกร้องของภาพนี้ก็ทวีขึ้นสู่ขีดสุด เกินกว่าจะทนนิ่งเพิกเฉยอีกต่อไป ผมตัดสินใจเดินทางมุ่งสู่วัดชมภูเวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัดชมภูเวกอยู่ใกล้ ๆ สนามบินน้ำ เดิมทีด้านหน้าอุโบสถกับวิหารอยู่ติดคลองท่าทราย ซึ่งเป็นคลองใหญ่แยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันตื้นเขินกลายเป็นลำคูเล็ก ๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สันนิษฐานว่า วัดนี้น่าจะสร้างขึ้นเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2300 ครั้งนั้นชาวมอญถูกพม่ารุกราน ได้อพยพหลบหนีเข้ามายังแถบจังหวัดนนทบุรี บริเวณที่เป็นตัววัดในปัจจุบัน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จนถึงช่วงฤดูฝน เมื่อฝนตกลงมา วัวควายได้เหยียบย่ำเนินดิน ทำให้เห็นเนินอิฐโผล่ขึ้นมา ท่านหัวหน้าชาวมอญผู้อพยพเชื่อว่า ฐานเนินอิฐแห่งนี้ คงจะต้องเคยเป็นซากโบราณสถานมาก่อน และถือว่าเป็นพื้นที่อันนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล จึงได้ร่วมกันสร้างเจดีย์ทรงมอญ หรือที่เรียกกันว่าพระมุเตา ขึ้น ณ เนินแห่งนี้ (ต่อมาในปีพ.ศ. 2460 มีพระสงฆ์จากมอญเดินทางมาบูรณะ เพิ่มความสูงใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และทำมงกุฏสวมที่ยอดพระมุเตา พร้อมกับสร้างเจดีย์ขึ้นที่มุมฐานทั้ง 4 ทิศ) รวมทั้งใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาจากเมืองมอญ เพื่อให้เป็นสถานที่สักการะบูชา และค่อย ๆ มีสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติม จนกลายเป็นวัดชื่อ ‘ชมภูวิเวก’ มีความหมายว่า ขอสรรเสริญบริเวณที่เป็นเนินสูง และมีความสงบวิเวก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภายหลังคำเรียกชื่อวัดจึงค่อย ๆ กร่อนหายกลายเป็น ‘ชมภูเวก’ แต่บรรยากาศอันเงียบสงบและวิเวก ก็ยังคงมีอยู่มาจนถึงปัจจุบัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คำแปลชื่อวัดนั้นตรงตามตัวอักษร ‘ชม’ ก็คือ ชื่นชมสรรเสริญ ‘ภู’ นั้นเป็นภูเดียวกับภูเขาหรือเนินที่สูง ‘เวก’ รวบรัดมาจากสงบวิเวก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โบสถ์เก่าวัดชมภูเวกซึ่งภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น ตำราหลายแห่งระบุว่า เป็นโบสถ์แบบมหาอุด คือมีประตูทางเข้าแค่เพียงหนึ่งเดียว ด้านหลังเป็นผนังทึบตัน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อันนี้ค่อนข้างต่างจากที่ผมเคยรู้มา (จากข้อมูลคนละแหล่ง) ว่า โบสถ์มหาอุด มีประตูทางเข้าด้านเดียว (จะกี่บานก็ได้) ส่วนผนังด้านข้างทึบตันไม่มีหน้าต่าง และด้านหลังทึบตันไม่มีประตู&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลบอกว่าเป็นมหาอุด ผมก็เชื่อตามประสาคนว่าง่ายนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผนังแบบมหาอุด (ซึ่งเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมตามวัดวาอารามที่หาดูได้ยาก) ถือและเชื่อกันว่า เป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลัง แล้วจะมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นอกจากลักษณะแบบมหาอุดแล้ว โบสถ์วัดชมภูเวก ยังมีความโดดเด่นอีกประการ เป็นรูปทรงที่เรียกกันว่า แบบวิลันดา (คือรับอิทธิพลจากฮอลแลนด์) คือ ตัวอาคารจะไม่ตรงตั้งฉากกับพื้นดินเสียทีเดียว แต่จะเอียงสอบเข้าหากันเล็กน้อย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่น่าสนใจและควรแวะไปดูชมอย่างยิ่งอีกประการก็คือ บริเวณหน้าบัน ซึ่งประดับด้วยเครื่องถ้วยลายครามและเบญจรงค์ เป็นลวดลายซึ่งรับอิทธิพลแบบศิลปะโรโคโคของยุโรป มาปรับประยุกต์เป็นลายไทย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จิตรกรรมฝาผนังวัดชมภูเวก จัดอยู่ในสกุลช่างนนทบุรี ซึ่งโดดเด่นเคียงคู่กับภาพเขียนที่วัดปราสาทและวัดโพธิ์บางโอ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรื่องสกุลช่างนนทบุรีนี้ ยังเกินปัญญาและความเข้าใจของผม ในการแยกแยะหาจุดเด่นลักษณะร่วมหรือเอกลักษณ์เฉพาะในทางศิลปะ ส่วนหนึ่งเพราะตัวอย่างเหลือให้เปรียบเทียบค่อนข้างน้อย และเท่าที่มีอยู่ก็ต่างลีลาต่างแบบแผนกันเยอะพอสมควร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเดาเล่น ๆ ว่า การนับเป็นสกุลช่างเดียวกัน อาจพิจารณาจากถิ่นทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ในจังหวัดนนทบุรี ถัดมาคือ ยุคสมัยระยะเวลาที่วาดน่าจะใกล้เคียงไม่ห่างกันมากนัก (ทว่าอายุแท้จริงของภาพจิตรกรรมแต่ละแห่งก็ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด) ประการสุดท้าย (ซึ่งผมเดาเอาเอง) คือ อาจวาดโดยครูช่างซึ่งเป็นคนพื้นถิ่นละแวกนั้น ไม่ใช่ฝีมือช่างหลวงดังเช่นวัดหลายแห่งในกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยรวมแล้ว จิตรกรรมฝาผนังวัดชมภูเวก ประเมินและมองผ่านสายตายังไม่แตกฉานรู้จริงอย่างผม มีเกณฑ์ความงามอยู่ในระดับดี อาจจะไม่สวยประณีตวิจิตรพิสดารเทียบเท่ากับฝีมือช่างหลวง แต่เทียบกับภาพเขียนฝีมือครูช่างท้องถิ่นพื้นบ้านด้วยกันแล้ว ถือว่าเป็นอีกแห่งที่โดดเด่นอยู่ในลำดับต้น ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มีภาพหนึ่งที่พิเศษล้ำลอยออกมา คือ ภาพแม่พระธรณี ซึ่งได้รับการยกย่องและลงความเห็นพ้องกันหลายปากหลายความคิดว่า เป็นแม่พระธรณีที่สวยสุดในประเทศไทย บางความเห็นถึงกับกล่าวครอบคลุมไปถึงขั้นชื่นชมว่า สวยที่สุดในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครูบาอาจารย์หลายท่าน นิยมกล่าวถึงแม่พระธรณีว่า ‘นางธรณี’ ซึ่งน่าจะเป็นคำเรียกขานที่ถูกต้องกว่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อธิบายง่าย ๆ คือ ‘แม่พระธรณี’ ไม่ใช่เจ้า ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่ยักษ์ ไม่ใช่สัตว์ ปราศจากสถานะแน่ชัด ทราบแต่เพียงว่า ท่านทำหน้าที่รักษาแผ่นดิน และเป็นเสมือนประจักษ์พยาน เวลามีผู้ทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล น้ำที่เทลงบนดิน ก็จะซึมเข้าไปอยู่ในมวยผมของท่าน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดง่าย ๆ ว่า แม่พระธรณีเปรียบเสมือนธนาคารแห่งการทำบุญกุศล&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในวรรณคดีต่าง ๆ เมื่อกล่าวถึงแม่พระธรณี ไม่ว่าจะเป็นงานของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) หรือพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณะเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ล้วนมิได้ใช้ราชาศัพท์ และเรียกขานแต่เพียงว่า ‘นางธรณี’ เหมือนสามัญชน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กระทั่งเพลงไทยเดิมที่เราท่านคุ้นชื่ออย่าง ‘ธรณีกันแสง’ (ที่ถูกจะต้องสะกดอย่างนี้นะครับ เพราะ ‘กันแสง’ แปลว่าผ้าเช็ดหน้า ต่อมาจึงแผลงความหมายกลายเป็น ‘ร้องไห้’ ส่วน ‘กรรแสง’ นั้นไม่มีความหมาย) เดิมก็มีชื่อเพียงว่า ‘ธรณีร้องไห้’ แล้วจึงค่อยคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนมาเป็น ‘ธรณีกันแสง’ ในภายหลัง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหตุผลสนับสนุนอีกอย่างคือ ประโยคคุ้นหูที่ว่า ‘แม่พระธรณีบีบมวยผม’ ซึ่งก็ไม่ใช้ราชาศัพท์เหมือนกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โดยส่วนตัวแล้ว ผมนิยมเรียกว่า ‘แม่พระธรณี’ มากกว่า ‘นางธรณี’ ซึ่งฟังดูห้วน ๆ และดูจะเป็นการลดเกียรติของท่านมากไปหน่อย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมจึงใช้ ‘แม่พระธรณี’ ตามความคุ้นเคยและสะดวกใจของผมเอง ขณะเดียวกันก็จะเขียนถึงท่านโดยไม่ใช้ราชาศัพท์ ด้วยความเชื่อตามผู้หลักผู้ใหญ่ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อนบอกมา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนใหญ่ภาพ ‘แม่พระธรณี’ มักปรากฎอยู่ในพุทธประวัติตอน ‘มารผจญ’ ตรงกันหมด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรื่องมารผจญเป็น ‘ท่าบังคับ’ อยู่เคียงคู่กับจิตรกรรมฝาผนังของไทย ผมได้เคยกล่าวอ้างพาดพิงไปบ้างแล้ว และคงจะมีโอกาสได้เขียนถึงอย่างถี่ถ้วนอีกหลายครั้งในอนาคตและเคี้ยวและโค้งอ้อมโลกภายภาคหน้า &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภาพมารผจญส่วนใหญ่ ออกไปทางดุดันน่ากลัว มีลีลาโลดโผนโจนทะยาน องค์ประกอบภาพเนืองแน่นวุ่นวายโกลาหล เพราะเล่าถึงเหตุการณ์ที่กองทัพมารรวมพลกันเพื่อมุ่งทำร้ายขัดขวาง มิให้พระพุทธเจ้าครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ประสบความสำเร็จในการตรัสรู้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พร้อม ๆ กันนั้น ก็เล่าถึงแม่พระธรณีปรากฎตัวขึ้นสู่ผิวพื้นดิน เพื่อบีบมวยผม จนจำนวนน้ำที่พระพุทธเจ้าหลั่งลงดินในการบำเพ็ญบารมีต่าง ๆ หลายชาติภพ (และสะสมไว้ในมวยผมของแม่พระธรณี)กลายเป็นคลื่นยักษ์โถมท่วมเข้าใส่ จนทัพมารแตกพ่ายกระเจิดกระเจิงไม่เป็นขบวน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภาพมารผจญที่วาดไว้ตามวัดต่าง ๆ จึงสวยแบบดุ ๆ น่าสะพรึงกลัว ใกล้เคียงหนังแอ็คชันปนสยองขวัญ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทว่าภาพมารผจญที่วัดชมภูเวก กลับให้ความรู้สึกแตกต่างจากขนบดังกล่าวอยู่เยอะทีเดียว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กล่าวคือ ไม่สู้จะดุร้ายน่ากลัวนัก จุดเด่นของภาพก็ผิดแผกจากมารผจญส่วนใหญ่ที่พบเห็นกัน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ปกติแล้วบริเวณที่ถือกันว่าเป็นไฮไลท์ไคลแม็กซ์หรือลูกชิ้นในภาพมารผจญ ก็คือ จินตนาการอันหวือหวาของครูช่าง ที่จะเขียนภาพมวลหมู่กองทัพมารให้พิสดารพันลึกสุดจะพรรณนา ทว่าจุดเด่นสุดของภาพมารผจญที่วัดชมภูเวก กลับอยู่ตรงภาพแม่พระธรณี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรื่องนี้มีเบื้องหลังความอร่อยอยู่สองสาเหตุนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ประการแรกก็คือ โบสถ์วัดชมภูเวกนั้น มีขนาดพื้นที่เล็กมาก ราว ๆ 12.80x5.35 เมตร มิหนำซ้ำตอนบนยังมีเพดานไม้ ลักษณะโดยรวมจึงค่อนข้างต่ำ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครูช่างที่วาดภาพนี้ (ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านสันนิษฐานกันว่า น่าจะเขียนขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย) เลือกที่จะวาดตัวยักษ์และไพร่พลมาร ด้วยขนาดใหญ่ตามปกติเช่นเดียวกับวัดอื่น ๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหตุที่ต้องวาดตัวใหญ่ ๆ ก็เพราะ ตำแหน่งปกติที่นิยมเขียนภาพมารผจญ คือบริเวณตอนบนเหนือประตูทางเข้าโบสถ์ ไปจนจรดเพดาน อยู่สูงและไกล จำเป็นต้องขยายขนาดเพื่อให้ผู้ชมมองเห็นได้เด่นชัด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผลก็คือ ด้วยเนื้อที่อันจำกัด กองทัพมารในโบสถ์วัดชมภูเวก จึงออกจะว่างโล่งโหรงเหรง มีเพียงฝั่งละ ประมาณสิบกว่าตัวเท่านั้น ขณะที่มารผจญส่วนใหญ่หรือบางที่บางแห่ง อาจวาดตัวละครแออัดคับคั่งราว ๆ ร้อยตัว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แม้ว่าจะไม่ดุเดือดเลือดพล่าน ไม่โกลาหลอลหม่าน และขาดคุณสมบัติ ‘อลังการงานสร้าง’ ทว่าภาพมารผจญวัดชมภูเวกนั้น ฝีมือเขียนหน้ายักษ์และตัวละครต่าง ๆ อยู่ในขั้นสวยมาก โดยเฉพาะฝั่งที่วาดน้ำท่วม ครูช่างท่านเขียนรูปปลาและสารพัดสัตว์ในจินตนาการ โผล่ขึ้นมาเหนือคลื่นน้ำได้น่าเกรงขามอย่างยิ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความจำกัดเรื่องพื้นที่ ทำให้เชื่อกันต่อไปอีกว่า เป็นเหตุให้ภาพแม่พระธรณี ต้องเขียนในท่านั่งชันเข่าบีบมวยผมแทนท่ายืน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เท็จจริงอย่างไรผมไม่ยืนยัน เท่าที่เคยผ่านตา ผมพบภาพแม่พระธรณีในฉากมารผจญ ทั้งท่านั่งและท่ายืนในอัตราส่วนค่อนข้างใกล้เคียงกัน โดยท่ายืนอาจมีจำนวนเหลื่อมมากกว่านิด ๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหตุผลต่อมาที่ทำให้ภาพแม่พระธรณีของวัดชมภูเวก  กลายเป็นจุดเด่นสุดแทนบริเวณอื่น ๆ จนผิดจากขนบส่วนใหญ่ เป็นเพราะว่า เคยมีการวาดซ่อมในสมัยรัตนโกสินทร์ (เชื่อกันว่า น่าจะราว ๆ สมัยรัชกาลที่ 3)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จิตรกรรมฝาผนังของไทย หายากมากนะครับ ที่จะวาดในยุคไหน แล้วเหลือตกทอดถึงปัจจุบันเป็นฝีมือของยุคนั้นล้วน ๆ โดยมากมักจะชำรุดเสียหาย จนต้องเขียนซ่อมขึ้นใหม่ ฝีมือจึงปนกันหลายสกุลช่าง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บางที่บางแห่งหากเสียหายมาก อาจต้อง Restart วาดทับใหม่หมด จนกระทั่งไม่เห็นเค้าในภาพดั้งเดิมเลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภาพเขียนในโบสถ์วัดชมภูเวก คงจะกระเทาะหลุดร่อนทรุดโทรมเพียงแค่บางส่วน และเขียนต่อเติมเฉพาะบริเวณที่ขาดหาย ผลที่ปรากฎจึงสะท้อนให้เห็นทั้งลีลาแบบอยุธยาตอนปลายผสมกับศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผู้เชี่ยวชาญเขาพิจารณาความแตกต่างนี้ จากลักษณะของลายเส้นง่าย ๆ และการใช้สีในโทนสว่าง ซึ่งยังเป็นสไตล์แบบอยุธยาอยู่นะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ร่องรอยของการวาดซ่อมใหม่ มีวิธีสังเกตอยู่เหมือนกัน คือ สีพื้นจะค่อนข้างมืดทึบ นิยมการปิดทอง รวมทั้งเส้นและลวดลายที่วาดอย่างประณีตพิถีพิถัน ตามสไตล์สมัยรัตนโกสินทร์  ต่างจากสมัยอยุธยาที่วาดด้วยลีลาเชื่อมั่นฉับไว &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เทียบง่าย ๆ ก็เหมือนเขียนด้วยลายมือบรรจงกับลายมือหวัด ซึ่งสวยกันไปคนละอย่าง แบบหนึ่งนั้นสวยวิจิตร ขณะที่อีกแบบสะท้อนถึงความเฉียบขาดเชื่อมั่นและได้ความสด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ลักษณะผสมผสานระหว่างสองสกุลช่าง มีปรากฎให้เห็นในภาพวาดทั่วทั้งโบสถ์เลยนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภาพมารผจญวัดชมภูเวก ส่วนที่ยังคงเค้าเดิมเอาไว้ คือ ภาพพระพุทธเจ้าตอนบนสุด และบรรดากองทัพมาร ส่วนบริเวณที่ต่อเติมซ่อมแซมขึ้นใหม่ ได้แก่บริเวณพุ่มไม้ และลูกคลื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พุ่มไม้นั้นเขียนด้วยวิธีใช้เปลือกไม้แทนพู่กัน กระทุ้งเป็นพุ่ม อันเป็นแบบอย่างที่เริ่มมีปรากฏให้เห็นในสมัยรัตนโกสินทร์ แทนลักษณะการเขียนตัดเส้นทีละใบแบบของเก่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จิตรกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์ หรือกล่าวให้ชัดคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 มีเยอะเลยนะครับ ที่ครูช่างได้วาดพุ่มไม้ ด้วยการตัดเส้นทีละใบอย่างละเอียดประณีต และใช้เปลือกไม้กระทุ้งเป็นพุ่มให้เหมือนรอยฝีแปรงฉับไว ปนรวมสองเทคนิคกรรมวิธีอยู่ในภาพเดียวกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนภาพคลื่นในจิตรกรรมไทย หากเป็นสมัยอยุธยา นิยมเขียนด้วยการตัดเส้นโค้งซ้อนกันหลายชั้น เป็นคลื่นแบบลวดลายประดิษฐ์ ขณะที่สมัยรัตนโกสินทร์ เปลี่ยนมานิยมวาดให้สมจริง เห็นน้ำเป็นน้ำ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คลื่นในโบสถ์วัดชมภูเวก เห็นร่องรอยเดิมว่าวาดเป็นคลื่นประดิษฐ์นะครับ แต่ขณะเดียวกันก็เห็นการวาดเติมในทางสมจริงอยู่ด้วยเหมือนกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อันนี้ก็สามารถเป็นไปได้อีกว่า ในภาพเดียวกันอาจวาดทั้งประดิษฐ์และคลื่นแบบสมจริงปนกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดังนั้นการพิจารณาจากลีลาวาดพุ่มไม้หรือคลื่น ยังต้องมีเงื่อนไขปัจจัยอื่นมาดูประกอบ ส่วนที่ช่วยให้แยกแยะความต่างระหว่าง ศิลปะแบบอยุธยาและรัตนโกสินทร์ได้เด่นชัดขึ้นก็คือ การใช้สี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภาพเขียนสมัยอยุธยาใช้สีค่อนข้างจำกัด ประมาณ  4-5 สี คือ แดง ขาว เหลืองอ่อน ดำ แล้วพลิกแพลงยักเยื้องผสมสีเท่าที่มีอยู่ลวงตาให้เกิดความหลากหลาย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะที่ภาพเขียนสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มมีการใช้สีอย่างแพรวพราว เน้นการปิดทองแวววาว และระบายพื้นฉากหลังมืดทึบ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นั้นสืบเนื่องมาจาก 2 สาเหตุใหญ่ อย่างแรกคือ โดยวันเวลาเคลื่อนผ่าน เริ่มมีการนำเข้าสีจากจีน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถัดมาคือ ลักษณะและขนาดของโบสถ์ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โบสถ์สมัยอยุธยา (อาศัยตัวอย่างจากโบสถ์วัดใหญ่สุวรรณาราม และวัดเกาะแก้วสุทธาราม ที่จังหวัดอยุธยา ซึ่งสอบทานมีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา) ไม่นิยมเจาะช่องหน้าต่าง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การเขียนภาพจึงต้องคำนึงถึงเรื่องแสงเงาอันจำกัด และบริเวณโบสถ์ค่อนข้างมืดครึ้ม การระบายสีพื้นจึงเน้นสีโปร่งเบาสว่างไสว เพื่อความเหมาะพอดีกับสายตาของผู้ชม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โบสถ์สมัยรัตนโกสินทร์ มีขนาดใหญ่โตขึ้น และนิยมทำช่องหน้าต่าง แหล่งแสงส่องกระทบจากภายนอกสู่ภายในโบสถ์สว่างขึ้น การระบายสีพื้นโปร่งเบาแบบสมัยอยุธยา อาจส่งผลให้ภาพจืดซีดขาวโพลนจนเกินควร ครูช่างจึงหันมานิยมการระบายสีพื้นมืดทึบ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครั้นสีพื้นค่อนข้างไปทางหนักเข้ม ภาพตัวละครอาจจมไปกับฉากหลัง จึงแก้ปัญหากันอีกชั้น ด้วยกรรมวิธีปิดทอง เพื่อให้ภาพบุคคลลอยเด่นเห็นชัดไม่ถูกกลืนหาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นี้เป็นหลักกว้าง ๆ ในการพิจารณาแยกแยะความแตกต่างด้านยุคสมัยของจิตรกรรมฝาผนัง ระดับลึกซึ้งมากกว่านั้น อาจต้องพิจารณาถึงลายเส้นพู่กัน ลักษณะของลวดลายประดิษฐ์ และการกำหนดแบบแผนว่าผนังใดควรจะวาดเรื่องราวหัวข้อใด &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม จิตรกรรมฝาผนังวัดชมภูเวก บริเวณที่วาดขึ้นใหม่แบบปราศจากข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น คือ ภาพแม่พระธรณี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สังเกตได้ง่าย ๆ  คือ ภาพนี้วาดแบบคัดลายมือตัวบรรจง เนี้ยบเฉียบประณีตไปหมดทุกส่วน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดอีกแบบคือ เห็นชัดแจ๋วเลยว่า เป็นคนละฝีมือ คนละสำนัก คนละกระบวนท่า ต่างจากบริเวณอื่น ๆ ในภาพมารผจญผนังเดียวกัน ทั้งผิดจากภาพเดิมสมัยอยุธยา และมีลายเซ็นเฉพาะตัวไม่เหมือนภาพอื่น ๆ ที่วาดซ่อมในคราวเดียวกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่น่าทึ่งคือ ครูช่างนิรนามผู้วาดภาพนี้ ฝีมือยอดเยี่ยมแหวกแนวจากท่านอื่น ๆ ที่ทำการวาดซ่อมแซมในตัวโบสถ์ทั้งหมด และเหนือชั้นมากตรงที่ ท่านวาดด้วยลีลาแบบฉบับของตนเอง แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความกลมกลืน ไม่ ‘โดด’ และหลุดแปลกแยกจากส่วนอื่น ๆ ที่เป็นของเดิม  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สวยตั้งแต่กรอบรูปซุ้มโค้งปลายแหลม รวมทั้งการลดความแข็งกระด้าง ด้วยการวาดโขดหินยื่นล้ำเข้ามาตรงด้านล่าง ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษอีกอย่างที่ผมไม่เคยเห็นในรูปแม่พระธรณีที่ไหนเลย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถัดมาคือ การคุมโทนสีดินแดงของฉากหลังให้เข้ากับเส้นสายของตัวภาพแม่พระธรณี และลวดลายในกรอบทั้งหมดอย่างสอดคล้องกลมกลืนเป็นเอกภาพ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่โดดเด่นสุดก็คือ ใบหน้าอันสวยประณีต สัดส่วนเรือนร่างของแม่พระธรณีที่งามมาก รวมทั้งความอ่อนช้อยไหวพลิ้วของเส้นสายต่าง ๆ ซึ่งรับส่งต่อเนื่องกันไปหมด จนเกิดลีลาลวงตาเป็นภาพเคลื่อนไหว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จุดหนึ่งซึ่งใครต่อใครยกย่องว่า งามไม่มีแห่งใดเทียม ได้แก่ บริเวณแขนขวาที่ทอดเหยียดจับมวยผม รวมทั้งปลายนิ้วมือทั้งห้า &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ว่าตามหลักกายวิภาคแล้ว นี่เป็นการวาดที่ผิดสัดส่วนไม่สมจริงอย่างรุนแรง แต่จิตรกรรมไทยก็ไม่ได้ชี้วัดตัดสินกันตรงนี้ และถือเอาความงามในเชิงอุดมคติ ด้วยท่วงท่าแบบนาฎลักษณ์เป็นเกณฑ์มากกว่า &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในแง่นี้ พูดได้เต็มปากนะครับว่า ภาพแม่พระธรณีที่วัดชมภูเวก บรรลุถึงขีดขั้นความงามสูงสุด เข้าขั้นน่าอัศจรรย์ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ไม่ใช่ความอัศจรรย์ในเชิงของฝีมือเพียงอย่างเดียวหรอกนะครับ แต่ยังอัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้น ในการประดิษฐ์คิดค้นให้ได้ท่วงท่าสวยงามลงตัวดังเช่นที่เห็น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ใช้สำนวนร่วมสมัยก็ต้องรำพึงรำพันว่า “คิดได้ยังไง?”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ภาพแม่พระธรณีวัดชมภูเวก ไม่ใช่แห่งแรกที่วาดในท่วงทีลีลานี้ แต่เป็นการสืบทอดจากแบบแผนโบราณ และพัฒนาจนกระทั่งสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กระทั่งงานยุคหลังต่อมาอีกหลายภาพหลายแห่ง ก็ต้องยึดถือภาพนี้เป็น ‘ภาพครู’ และยังไม่มีภาพไหนวาดออกมาได้งามเทียบเท่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แม่พระธรณีวัดชมภูเวก มีขนาดไม่ใหญ่นัก ประมาณคร่าว ๆ แล้ว น่าจะมีด้านยาวส่วนสูงไม่เกินห้าสิบเซนติเมตร สอดคล้องกับขนาดพื้นที่ค่อนข้างเล็กของตัวโบสถ์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นั้นกลายเป็นข้อดี เพราะผู้ชมไม่ต้องแหงนเงยมากนัก รวมทั้งมีระยะห่างกำลังเหมาะ ใกล้พอที่จะสังเกตดูรายละเอียดและชื่นชมความงามได้ถนัดด้วยตาเปล่า (หลายที่หลายแห่ง ภาพเดียวกันนี้ ผมต้องใช้กล้องส่องทางไกลเป็นอุปกรณ์ช่วย)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมมาซึ้งในรสพระธรรม ถึงความพิเศษพิสดารของภาพนี้เพิ่มขึ้น เมื่อพยายามจะวาดลอกเลียนแบบ ผลปรากฏว่าล้มเหลวเละเทะ เนื่องจากยากสุด ๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความยากอยู่ที่ว่า เส้นสายเขียนขึ้นอย่างบางเฉียบ มือและสายตาต้องแม่นยำมาก แค่เลียนแบบวาดเส้นใดเส้นหนึ่งให้โค้งหวานราบรื่น ไม่สะดุดสะดุ้งกระตุก ได้ความคมกริบตรงตามต้นแบบ ก็นับว่ายากสาหัสแล้วนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทุกเส้นสายในภาพนี้  ตั้งแต่เส้นโครงร่างรอบนอก รวมไปถึงลายกระหนก ลายผ้าต่าง ๆ ทั้งหมดล้วนเกี่ยวโยงสัมพันธ์รับส่งเชื่อมกันตลอด &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดง่าย ๆ คือ วาดเส้นใดเส้นหนึ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย ภาพนี้ก็เสียทันที &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โดยไม่ต้องถามกระจกวิเศษให้ยุ่งยากเสียเวลา  ผมเชื่อสนิทใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นของจริง ว่านี่คือภาพแม่พระธรณีที่งามเลิศในปฐพี สมดังคำร่ำลือที่ได้สดับรับรู้มาทุกประการ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำหรับคนบ้าดูจิตรกรรมฝาผนังอย่างผม นี่คืองานศิลปะฝีมือชั้นครูอันเลอเลิศ แบบที่พูดกันไม่เกินเลยความจริงว่า ในชีวิตควรจะต้องหาโอกาสแวะเยือนไปยลดูให้ได้สักครั้งเป็นอย่างน้อย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ไม่งั้น ‘นอนอายตาไม่หลับ’ นะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-5110021024187619670?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/5110021024187619670/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=5110021024187619670' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/5110021024187619670'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/5110021024187619670'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/12/blog-post_26.html' title='งามเลิศในปฐพี โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TRbhhxKSszI/AAAAAAAAAPg/Qkj7fs7M0Bc/s72-c/weg2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-8964901674725604698</id><published>2010-12-21T12:37:00.003+07:00</published><updated>2010-12-21T12:45:55.823+07:00</updated><title type='text'>ลงโลหิตไปจนเท่าวันตาย โดย 'นรา'</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TRA-w_KmX1I/AAAAAAAAAPY/GdOWZNuqzzk/s1600/DSC09174.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 240px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TRA-w_KmX1I/AAAAAAAAAPY/GdOWZNuqzzk/s320/DSC09174.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5553007351858356050" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ในบรรดาแหล่งจิตรกรรมสถานทั่วสยามประเทศ ภาพเขียนในโบสถ์ วัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี ได้รับการยกย่องว่าเป็นอีกแห่งหนึ่งที่งามสุดยอด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สุดยอดตรงที่ หากดูอย่างผิวเผินลวก ๆ ก็สามารถใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีผ่านเลยไปได้ทันที ไม่มีอะไรโดดเด่นสะดุดตา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน สำหรับนักดูจิตรกรรมฝาผนังประเภทฮาร์ดคอร์ ภาพเขียนที่นี่ก็มหัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะสามารถดูแบบละเลียดดื่มด่ำพินิจพิเคราะห์ ชนิดใช้เวลาทั้งวันก็ยังซึมซับความงามได้ไม่ทั่วถึงหมดสิ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น วัดใหญ่สุวรรณาราม ยังมี “ของดี” อันเป็นงานศิลปะชั้นเลิศในด้านต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หากจะระบุว่า ตัววัดทั้งวัดนั่นแหละ คือ พิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ขนาดใหญ่ ก็ไม่ผิดจากความจริงแต่อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประวัติความเป็นมาของวัดใหญ่สุวรรณาราม มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยาตอนปลาย และเป็นไปได้มากว่า ระยะเวลาที่สร้างขึ้น อาจเก่าแก่ย้อนไกลกว่านั้นอีก &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มีคำบอกเล่าจากพระสูงอายุในวัด ระบุว่า เดิมชื่อ “วัดน้อย” หรือ “วัดนอกปากใต้” คล้องจองกับ “วัดในไก่เตี้ย” ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังห่างกันไม่ไกล&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ปัจจุบันวัดในไก่เตี้ย ร้างไปนานแล้ว ยังมีเจดีย์และฐานอุโบสถหลงเหลือร่องรอยอยู่บ้าง พื้นที่แถบนี้เคยมีคนนำมาทำสนามวัวเกวียน (เป็นการละเล่นอย่างหนึ่ง ใช้วัวเทียมเกวียน 2 เล่ม วิ่งแข่งกัน) บางครั้งจึงเรียกสถานที่นี้ว่า “วัดหัวสนาม”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จนเมื่อประมาณ พ.ศ. 2475 ทางราชการได้ใช้พื้นที่แถบวัดหัวสนาม และวัดไผ่ล้อม (วัดนี้ก็เป็นวัดร้าง และมีลวดลายปูนปั้นที่ยกย่องกันว่างามมาก หลงเหลือให้เห็น) สร้างเป็นเรือนจำประจำจังหวัด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหตุที่ในอดีต วัดใหญ่สุวรรณารามเคยได้ชื่อว่า “วัดนอกปากใต้” ก็เพราะเดิมเคยตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของแม่น้ำเพชร ก่อนที่แนวพาดผ่านของลำน้ำจะค่อย ๆ เปลี่ยนเส้นทางในเวลาต่อมา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มีบุคคลสำคัญหลายท่าน ซึ่งเกี่ยวโยงผูกพันกับวัดใหญ่สุวรรณาราม ท่านแรกคือ สมเด็จพระสังฆราช (แตงโม) หรือสมเด็จฯ แตงโม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตำนานเล่ากันมาว่า สมเด็จ ฯ แตงโม มีนามเดิมว่า “ทอง” เกิดที่บ้านหนองหว้า ตำบลหนองขนาน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี กำพร้าบิดา มารดา อาศัยอยู่กับพี่สาว และช่วยงานจิปาถะจำพวกตักน้ำหาฟืนตำข้าว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วันหนึ่งเด็กชายทอง ทำข้าวหกในระหว่างตำ จึงโดนพี่สาวคว้าไม้ไล่ตี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ด้วยความกลัว เด็กชายทองจึงวิ่งหนีเอาตัวรอด ไม่ยอมกลับเข้าบ้านอีกเลย เที่ยวระหกระเหินเร่ร่อนไปเรื่อย จนในที่สุดก็มาถึงบริเวณวัดนอกปากใต้ พบเจอเด็กวัดนั้นจนคุ้นเคยนับเป็นเพื่อน และชวนกันไปเล่นน้ำที่ท่าวัด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะกำลังเล่นน้ำนั้นเอง ก็มีเปลือกแตงโมลอยมา ความหิวโหยทำให้เด็กชายทอง คว้าเปลือกแตงโมแล้วดำลงไปในเคี้ยวกินในน้ำ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พฤติกรรมดังกล่าว มิได้รอดพ้นสายตาเด็กอื่น ๆ จึงพากันล้อเลียนเย้ยหยันต่าง ๆ นานา หาว่าตะกละเห็นแก่กิน แล้วก็เลยพลอยเรียกขานเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเสียใหม่กลายเป็นเด็กชายแตงโม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ค่ำคืนนั้นเด็กชายแตงโม อาศัยนอนที่วัดนอกปากใต้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในวันเดียวกัน ท่านสมภารรับนิมนต์ไปสวดมนต์เย็นที่จวนท่านเจ้าเมือง กลับมาถึงวัดตอนกลางคืน ไม่ทราบความใด ๆ และจำวัดหลับไป ช่วงใกล้รุ่งท่านนิมิตฝันว่า มีช้างเผือกเชือกหนึ่งเข้ามาในวัด แทงตู้พระไตรปิฏกและหอไตรพังหมด &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครั้นรุ่งเช้า ท่านสมภารตื่นมาทบทวนความฝัน เห็นว่าเข้าลักษณะตรงตามสุบินนิมิต ก่อนไปฉันเช้าท่านจึงสั่งพระลูกวัดไว้ว่า หากมีใครแวะมาหาแล้ว ขอให้ผู้นั้นรอ อย่าเพิ่งรีบกลับไปเสียก่อน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อกลับจากฉันเช้า ท่านเที่ยวสอบถามก็ไม่ปรากฎว่ามีใครมาหา คอยกระทั่งเย็นย่ำก็ยังไร้วี่แวว จึงสอบถามพระ เณร ศิษย์วัดอีกครั้งโดยถี่ถ้วน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เด็กวัดผู้หนึ่งนึกถึงเด็กชายทอง แจ้งเรียนท่านสมภารว่า มีเด็กแปลกหน้ามาขออาศัยอยู่ด้วย ท่านจึงให้ไปตามตัวมาดู&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พลันเมื่อพบปะเข้า ท่านสมภารก็รู้ได้ทันทีว่า เด็กคนนี้มีหน่วยก้านดี สอดคล้องกับเรื่องราวในฝัน ไล่เรียงสอบถามความเป็นมาต่าง ๆ แล้ว จึงชักชวนให้อยู่ที่วัด โดยจะรับอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษา  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เด็กชายทอง เริ่มหัดอ่านหัดเขียน ก. ข. ก. กา จนอ่านออกเขียนได้ในเวลาอันรวดเร็ว เรียนรู้ล้ำหน้าเด็กวัดอื่น ๆ ด้วยมีเชาวน์ไวไหวพริบดีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ท่านสมภารจึงจัดแจงให้บวชเณร หัดเทศน์และแปลอรรถกถาบาลี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จนมาวันหนึ่ง เจ้าเมืองนิมนต์ท่านสมภารไปเทศน์ตามวาระประจำ เผอิญท่านอาพาธ จึงให้สามเณรแตงโมไปปฏิบัติกิจแทน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แรกเริ่มท่านเจ้าเมืองไม่สู้จะศรัทธาในสามเณรนัก ถึงขั้นหลบไปอยู่ในห้อง  แต่เมื่อได้ยินเสียงเสนาะโสตลอยมา ท้ายสุดก็อดรนทนไม่ไหว ต้องออกมานั่งฟังข้างนอกเหมือนดังเคย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เทศน์จบแล้ว ญาติโยมต่างก็ซาบซึ้งจับใจไปตาม ๆ กัน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นับจากนั้นสืบมา ท่านเจ้าเมืองก็อาราธนาสามเณรมาเทศน์แทนเป็นการถาวร ไม่รบกวนสร้างความยากลำบากให้แก่ท่านสมภารที่อยู่ในวัยชราอีกต่อไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สามเณรแตงโมเล่าเรียนพระปริยัติ ข้อวัตรปฏิวับัติต่าง ๆ จนสิ้นภูมิรู้ของท่านสมภาร ทว่าเจ้าอาวาสก็เห็นว่า ด้วยคุณสมบัติอันดีเลิศเพียบพร้อม สามเณรสมควรต้องเล่าเรียนให้สูงขึ้นไปอีก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ท่านสมภารจึงพาสามเณรไปยังอยุธยา ฝากให้เล่าเรียนในสำนักวัดหลวงแห่งหนึ่ง กระทั่งแตกฉานรู้พระไตรปิฏกเข้าขั้นเจนจบ จนถึงวัยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พระแตงโมเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังทางเทศนา เป็นที่ยกย่องนับถือของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ได้เป็นอาจารย์สั่งสอนราชบุตรราชนัดดาหลายพระองค์ ซ้ำยังเชี่ยวชาญวิชาในเชิงช่างอีกแขนง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ต่อมาภายหลัง เมื่อพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์หนึ่งได้สืบราชสมบัติ จึงถวายสมณศักดิ์พัดยศเป็นพระราชาคณะ ที่พระสุวรรณมุนี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อบริบูรณ์ด้วยสมศักดิ์ฐานันดรแล้ว พระสุวรรณมุนีก็หวนระลึกถึงบ้านเกิด คิดจะมาบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามที่เคยศึกษาเล่าเรียน จึงถวายพระพรลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตำนานเล่าต่อไปว่า ในครั้งนั้นได้ถวายท้องพระโรงหลังหนึ่ง ช่วยเหลือเจ้าคุณพระอาจารย์นำมาประดิษฐานเป็นศาลาการเปรียญ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ศาลาการเปรียญดังกล่าว ยังปรากฎมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นหนึ่งในสิ่งล้ำค่า ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องแวะชมชนิดห้ามพลาดเด็ดขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดแบบห้วน ๆ แห้งแล้ง ความเกี่ยวโยงผูกพันระหว่างสมเด็จฯ แตงโมกับวัดใหญ่สุวรรณาราม มีอยู่เพียงว่า ท่านเคยพำนักบวชเณรร่ำเรียนครั้งวัยเด็ก และเมื่อได้ดิบได้ดีเป็นพระราชาคณะแล้ว ก็หวนกลับมาเป็นแม่กองควบคุมการบูรณะปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งวัด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครั้นเมื่อแล้วเสร็จลุล่วง สมเด็จฯ แตงโมก็เดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา เพื่อปฏิบัติหน้าที่ภารกิจอื่น ๆ มิได้อยู่ครองวัดเป็นเจ้าอาวาส&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มองดูผิวเผินเหมือนเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ไม่สลักสำคัญ&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ สันนิษฐานไว้ว่า จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ วัดใหญ่สุวรรณาราม น่าจะวาดขึ้นราว ๆ พ.ศ. 2172-2199 (สมัยพระเจ้าปราสาททอง) ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งสันนิษฐานว่า น่าจะเขียนขึ้นประมาณพ.ศ. 2255-2251 (สมัยพระเจ้าเสือ)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทั้งสองสมมติฐานนี้ ต่างมีเหตุผลห้อมล้อมรองรับ ซึ่งยังไม่อาจสรุปชี้ชัด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เพื่อความบันเทิงในการผูกแต่งนิทานขึ้นมาเป็นการส่วนตัว แบบไม่คำนึงถึงความถูกต้องทางด้านข้อเท็จจริง ผมก็เลยมีใจเอนเอียงมาทางความเชื่อว่า วาดขึ้นในสมัยพระเจ้าเสือมากกว่านะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กล่าวคือ ศาลาการเปรียญที่อยู่ติดกับพระอุโบสถนั้น เชื่อและเล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมเคยเป็นตำหนักหรือท้องพระโรงหลังหนึ่งของพระเจ้าเสือ ซึ่งได้พระราชทาน เมื่อทรงทราบข่าวว่า สมเด็จฯแตงโม จะทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเดิมที่เคยบวชเณร ณ จังหวัดเพชรบุรี&lt;br /&gt;เวลานั้น ยังคงใช้ชื่อวัดน้อยปากใต้ และน่าจะมีอาณาบริเวณไม่กว้างขวางใหญ่โตเหมือนเช่นปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวสมเด็จฯ แตงโมเป็นแม่กองซ่อมแซมบูรณะนี้เอง ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นชนิดอลังการงานสร้าง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สิ่งใดชำรุดทรุดโทรมอยู่ก่อน ก็แก้ไขจนกระทั่งมั่นคงแข็งแรง สิ่งใดผุพังเสื่อมสลายเกินเยียวยาก็รื้อถอนสร้างใหม่ สิ่งใดยังขาดพร่องไม่ครบถ้วน ก็ต่อเติมกระทั่งเพียบพร้อมสมบูรณ์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เชื่อกันอีกว่า พระอุโบสถนั้นคงมีอยู่ก่อนแล้ว แต่น่าจะมีการ “ยกเครื่อง” ปรับจูนเสียใหม่ จนงามหมดจดก็ในช่วงเวลานี้เอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็เลยเดาเล่น ๆ เพื่อให้เข้าล็อคกันว่า ภาพจิตรกรรมฝาผนังก็ควรจะเพิ่งเขียนขึ้น จะได้สมกับความเป็น “เมกะโปรเจกต์” &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เดาแบบเลื่อนลอยเสียทีเดียว ในหนังสือ “พระดีศรีเมืองเพชร” ของอาจารย์บุญมี พิบูลย์สมบัติ ได้เล่าไว้ว่า&lt;br /&gt;“การซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ วัดใหญ่สุวรรณารามนี้นับว่าเป็นงานใหญ่มาก สมเด็จฯ จะต้องระดมช่างมิใช่น้อย มีทั้งช่างไม้ ช่างแกะสลัก ช่างปูน ช่างปั้น และช่างเขียน และจะต้องมีคนงานนับสิบ ๆ ถ้าใครได้มาเห็นเครื่องตกแต่ง และลวดลายอันละเอียดลออของศาลาการเปรียญ และพระอุโบสถแล้วก็ต้องยอมรับว่าเหมือนกับสมเด็จพระสังฆราชท่านมาเนรมิตขึ้นฉันนั้น...”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความตอนนี้รวมทั้งถ้อยคำระบุว่า “และช่างเขียน” น่าจะเป็นเหตุผลรองรับที่มีน้ำหนักอยู่พอสมควรว่า คงมีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังขึ้นในคราวซ่อมแซมโดยมีท่านสมเด็จฯ แตงโมดูแลกำกับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การซ่อมและสร้างวัดเมื่อครั้งโบราณ น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือที่แตกต่างจากปัจจุบัน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ท่านไม่ได้กระทำการในเชิง “ก่อสร้าง” เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเป้าหมายมุ่งสร้างสรรค์งานศิลปะชั้นเยี่ยมหลากหลายแขนงด้วย ระดับความยากจึงน่าจะโหดหินสาหัสมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จึงไม่น่าจะใช้เวลาแค่ปีสองปี แต่คงเนิ่นนานทีเดียวกว่าจะแล้วเสร็จครบถ้วน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตลอดช่วงเวลายาวนานในระหว่างนั้น ความรู้และคุณสมบัติอันล้ำเลิศอีกด้านหนึ่งของสมเด็จฯ แตงโม นอกเหนือจากศักยภาพทางด้านงานช่าง อย่างเช่น ความแตกฉานในพระธรรม, ลีลาการเทศน์อันเป็นที่จับอกจับใจ รวมถึงจริตยวัตรในฐานะพระสงฆ์ (ซึ่งตามประวัติได้เล่าไว้ว่า ท่านเป็นที่ยกย่องมาแล้ว เมื่อครั้งอยู่กรุงศรีอยุธยา) ก็น่าจะปรากฎเป็นที่ประจักษ์แก่ญาติโยมสาธุชน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นี่ยังไม่นับรวมว่า เมื่อบูรณะวัดใหญ่สุวรรณารามจนเสร็จสรรพ สมเด็จฯ แตงโมยังถือโอกาสปฏิสังขรณ์วัดหนองหว้า อันเป็นละแวกบ้านเกิดของท่าน เพื่อแสดงความกตัญญูอีกแห่งหนึ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คนเมืองเพชรจึงเคารพสมเด็จฯ ท่านอย่างลึกซึ้งสืบทอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตอนที่สมเด็จฯ แตงโมมาซ่อมแซมวัดใหญ่ ท่านยังเป็นเพียงแค่พระราชาคณะ (โดยมีสมณศักดิ์เป็น “พระสุวรรณมุนี”) ไม่ได้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อการบูรณะสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้คนก็เปลี่ยนคำเรียกขานชื่อ จาก “วัดน้อย” มาเป็น “วัดใหญ่” ตามสภาพความโอ่โถงกว้างขวางที่ผิดแผกไปจากเดิม และด้วยเหตุที่ท่านสมเด็จฯ แตงโม มีนามเดิมเมื่อครั้งเป็นฆราวาสว่า “ทอง” รวมทั้งเป็นพระราชาคณะในนาม “พระสุวรรณมุนี” &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ชื่อ “วัดน้อยปากใต้” จึงคลี่คลายเปลี่ยนแปลงมาเป็น “วัดใหญ่สุวรรณาราม” และไม่ปรากฎหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่า ได้เรียกขานกันในตอนที่ท่านสมเด็จฯ แตงโมมรณภาพไปแล้ว หรือก่อนหน้านั้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ปัจจุบัน ในพระอุโบสถวัดใหญ่ ด้านหน้าบริเวณขวามือขององค์พระประธาน (หรือซ้ายมือของผู้ชมเมื่อเดินเข้าไปในโบสถ์มองตรงไปยังองค์พระประธาน) ยังมีรูปหล่อของสมเด็จฯ แตงโม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเห็นจากครูบาอาจารย์นักวิชาการส่วนใหญ่ เชื่อกันว่า รูปหล่อนี้น่าจะเป็นงานประติมากรรมตัวบุคคลแบบเหมือนจริงชิ้นแรกในประเทศไทย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ธรรมเนียมโบราณนั้น เว้นจากพระพุทธรูปแล้ว ไม่นิยมหล่อรูปเหมือนของบุคคลนะครับ ด้วยเกรงกันว่า จะเกิดอาถรรพ์ในทางร้าย เนื่องจากในกระบวนการหล่อนั้น ต้องเผาโลหะหรือทอง ท่ามกลางไฟอันร้อนแรง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;รูปหล่อของสมเด็จฯ แตงโม ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า สร้างขึ้นด้วยเหตุใด แต่ก็น่าจะเป็นเพราะความเคารพศรัทธาของชาวบ้าน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มีตำนานเล่าขานเพิ่มเติมอีกว่า รูปหล่อดังกล่าว เผชิญอุปสรรคต่าง ๆ นานา ทำขึ้นกี่ครั้งก็ผิดเพี้ยนเฉไฉไม่เหมือนจริง แม้จะแก้หุ่นต้นแบบกันอยู่หลายครั้งหลายคราว ลงท้ายก็ยังล้มเหลว กระทั่งท้ายสุดก็มีตาแป๊ะแก่ ๆ นิรนามท่านหนึ่ง ปรากฎตัวขึ้นมาดำเนินการ จึงค่อยสำเร็จลุล่วงด้วยดี &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากนั้นตาแป๊ะก็หายไปอย่างลี้ลับไร้ร่องรอย ตำนานที่เล่าสืบตากันจึงเพิ่มเกร็ดเติมความเชื่อว่า ท่านเป็นเทวดาปลอมตัวมา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พร้อม ๆ กับที่หล่อรูปท่านสมเด็จฯ แตงโมแล้วเสร็จ ตาแป๊ะก็ได้หล่อรูปเหมือนของท่านเองไว้ด้วย เดิมเคยอยู่ในพระอุโบสถ ปัจจุบันข้อมูลระบุว่า เก็บไว้ในกุฏิของท่านเจ้าอาวาส&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;รูปหล่อตาแป๊ะได้รับความเคารพนับถือ และเรียกกันว่าเทวรูป ซึ่งร่ำลือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มีเรื่องเล่าซึ่งระบุไว้คร่าว ๆ ว่า เกิดขึ้นเมื่อไม่นาน (แต่ก็น่าจะหลายปีอยู่นะครับ) ครั้งหนึ่งชาวบ้านตำบลไสกระดาน ชื่อนายอ่วม เห็นเทวรูปดังกล่าวในโบสถ์ แลดูเหมือนตุ๊กตาจีน จึงเอามือลูบคลำเล่นด้วยความคะนอง แล้วก็เห็นผลทันที คือ หลังจากกลับถึงบ้านก็เกิดอาการไม่สบาย ต้องย้อนไปขอขมาจึงหาย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหตุการณ์ก็ควรจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเพียงเท่านี้ ทว่าคุณอ่วมนั้นยังไม่ยอมจบ เกิดความเจ็บใจเจ้าคิดเจ้าแค้น ซัดโทษว่าเทวรูปตาแป๊ะเป็นต้นเหตุให้ตนเองป่วยไข้ จึงกลับเข้าไปในพระอุโบสถ หยิบเอา “ต้นเหตุ” มาเตะให้หายแค้น &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผลก็คือ อ่วมสมชื่อนะครับ เกิดอาการเท้าเหยียดไม่ออก ลุกลามเป็นแผลจนมีหนอง ถึงตอนนี้ก็เข้าขั้น “สายเกินไป” จะบนบานศาลกล่าวขอขมาลาโทษอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ดีที่สุดก็เพียงแค่แผลหาย แต่ต้องขาเสียพิการไปตลอดชีวิต &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;รายนี้ก็เป็นอย่างงั้นไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;รายต่อมา (กรุณาอ่านด้วยสำเนียงลีลาแบบรายการอ่านข่าวทางวิทยุสถานีเอเอ็มตอนเช้า ๆ นะครับ จะได้อรรถรสแซ่บซึ้งยิ่งขึ้น) ชื่อนายอิ่ม บ้านอยู่ที่หน้าวัดธ่อ เมื่อครั้งยังบวชเคยเอามือไปแตะที่ปากเทวรูป แล้วเอามาลูบปากตนเอง เพื่อขอให้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์เหมือนดังคำร่ำลือ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผลก็คือ อิ่มสมชื่อนะครับ ปากบวมเจ่อเอิบอิ่มเป็นปากครุฑ ต้องนำดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมา อาการจึงค่อยทุเลาลงและหายเป็นปรกติ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;รูปหล่อของสมเด็จฯ แตงโมนั้น นับถือกันว่าท่านอำนวยความร่มเย็นเป็นสุขแก่ผู้เลื่อมใส ขจัดปัดเป่าโพยภัยอันตราย และประสาทพรในสิ่งที่พึงปรารถนา หากปีใดฝนแล้ง ผู้คนก็จะนำท่านออกแห่แหนรอบตลาดเมืองเพชร เพื่อขอฝน ร่วมกับพระพุทธรูปอีกองค์ ซึ่งเรียกกันว่าพระคันธารราษฏร์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;รวมทั้งมีการอัญเชิญไปประดิษฐานในปะรำพิธีที่หน้าเขาวัง ช่วงเทศกาลตรุษสงกรานต์ เพื่อให้ประชาชนสรงน้ำ ปิดทอง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2491รูปหล่อสมเด็จฯ แตงโม ได้รับความกระทบกระเทือน เกิดชำรุดที่ก้านศอ เมื่อซ่อมแซมแล้วเสร็จ นับแต่นั้นจึงมิได้อัญเชิญไปในที่ใดอีกเลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรื่องของสมเด็จฯ แตงโมกับเมืองเพชรบุรี มีเพียงเท่านี้ แต่ประวัติของท่านนั้นยังไม่จบ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ท่านกลับไปอยุธยา กระทั่งได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชในเวลาต่อมา และมีงานสำคัญในช่วงบั้นปลายชีวิต คือ การซ่อมแซมมณฑป พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ใกล้ ๆ มณฑปพระพุทธบาท มีไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง  ขนาดประมาณ 3 หรือ 4 คนโอบ มีดอกโตเท่าฝาบาตร แผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรื่องมาเกิดอารมณ์ในเชิงดราม่า ตรงที่สมเด็จฯ ท่านต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างการโค่นต้นไม้นั้น ซึ่งหากปล่อยไว้ กิ่งก้านของมัน ไม่เพียงแต่จะเป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างเท่านั้น ทว่ายังมีแนวโน้มก็เบียดเบียนทำให้หลังคาพระมณฑปเสียหายในกาลข้างหน้า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จินตนาการเล่น ๆ เลียนแบบหนังหรือนิยาย ผมก็นึกภาพได้ว่า สมเด็จฯ แตงโมท่านใช้เวลาชั่งน้ำหนักไตร่ตรองโดยถี่ถ้วนแล้ว ท่านก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวมั่นคงเลือกรักษาพระมณฑปไว้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วท่านจึงมีคำสั่งให้โค่นต้นไม้ แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ มิหนำซ้ำใครต่อใครก็ยังพากันทักท้วงขอร้องสมเด็จฯ ให้งดเว้นเสีย ด้วยเกรงเทวดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ จะลงโทษให้ได้รับเคราะห์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โดยยึดเอาการซ่อมมณฑป เพื่อเป้าหมายเป็นพุทธบูชา สมเด็จฯ แตงโมจึงคว้ามีด ฟันโค่นต้นไม้ดังกล่าวด้วยมือของท่านเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พลันที่คมมีดแรกกระทบเปลือกลำต้น สมเด็จฯ แตงโมก็หยั่งรู้ทันทีว่า ผลสืบเนื่องติดตามมาอันจะเกิดแก่ตัวท่านเป็นอย่างไร แต่เพื่อให้สามารถซ่อมแซมเปลี่ยนหลังคามณฑปสำเร็จลุล่วง เป็นปูชนียสถานอันงดงามล้ำค่าถาวรสืบไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีดแล้วมีดเล่าจึงโหมฟันไม่หยุดหย่อน ท่ามกลางผู้คนและนายช่างทั้งปวงที่นั่งนิ่งอึ้งตะลึงงัน บางคนน้ำตาไหลพรากด้วยสะเทือนใจจนสุดกลั้น กระทั่งไม้ใหญ่ต้นนั้นล้มลง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ประชุมพงศาวดารภาคที่ 7 “คำให้การขุนโขลน เรื่องพระพุทธบาท” เล่าไว้ว่า “...แต่วันนั้นไป ท่านสมเด็จพระเจ้าแตงโมก็ตั้งแต่ลงโลหิตไปจนเท่าวันตาย”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-8964901674725604698?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/8964901674725604698/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=8964901674725604698' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/8964901674725604698'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/8964901674725604698'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/12/blog-post_21.html' title='ลงโลหิตไปจนเท่าวันตาย โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TRA-w_KmX1I/AAAAAAAAAPY/GdOWZNuqzzk/s72-c/DSC09174.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-9141815290347877338</id><published>2010-12-17T21:22:00.002+07:00</published><updated>2010-12-17T21:31:37.729+07:00</updated><title type='text'>ความสุข โดย 'นรา'</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TQt0LQ9WdCI/AAAAAAAAAPQ/eGOXdxHv60k/s1600/untitled.bmp"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TQt0LQ9WdCI/AAAAAAAAAPQ/eGOXdxHv60k/s320/untitled.bmp" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5551658702543942690" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ราว ๆ กลางปี 2552 ผมไปเที่ยวน่าน พร้อมพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง และ-เป็นหนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ก็เลยมีโอกาสได้ติดตามทั้งสองท่าน ขึ้นเวทีพูดคุยบอกเล่าประสบการณ์ทำงาน โดยมีเด็ก ๆ ‘นักอยากเขียน’ จากโรงเรียนสตรีศรีน่านเป็นผู้ฟังที่ดีเยี่ยม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มีคำถามใส่เศษกระดาษชิ้นหนึ่งจากนักอยากเขียนวัยเยาว์ ซึ่งผมประทับใจมาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถามมาดังนี้คือ “อยากทราบความเห็นของพวกพี่ว่า ความสุขอยู่ในงานเขียน หรืองานเขียนอยู่ในความสุข”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เฉียบและคมมากนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอบไปยังไงบ้าง? แต่กับสถานการณ์ปุบปับเฉพาะหน้าจวนตัว ไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดไตร่ตรองเช่นนั้น เชื่อย้อนหลังไปไกลถึงสมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่แตกได้เลยว่า  ผมคงตอบออกมาเละเทะไม่เป็นโล้เป็นพาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมได้เอ่ยปากขออนุญาตเจ้าของคำถามนี้ เพื่อนำมาพิจารณา และลั่นวาจาประกาศกร้าวเสียงแผ่ว ๆว่า จะนำมาขบคิดไตร่ตรองต่อ เพื่อเขียนเป็นบทความ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นี่คือการตอบคำถามย้อนหลัง...และล่าช้า จนขี้เกียจนับเวลาที่คลาดเคลื่อนผิดนัด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำหรับผม ‘ความสุขอยู่ในงานเขียน และงานเขียนก็อยู่ในความสุข’&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมหมายถึงว่า ในการทำงานเขียนแต่ละครั้ง ผมมีความสุข รู้สึกสนุก และได้รับความรื่นรมย์ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะเดียวกันในการใช้ชีวิตตั้งแต่เช้ายันค่ำ ผ่านไปวันแล้ววันเล่า  การเขียนหนังสือก็เป็นส่วนหนึ่งของหลากหลายสิ่งที่นำมาซึ่งความสุข&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อ่านแล้วสับสนวกวนไหมครับ?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมจะอธิบายให้ปวดหัวงุนงงยิ่งขึ้นว่า ความสุขอยู่ในงานเขียน และงานเขียนก็อยู่ในความสุข เป็นทั้งสิ่งเดียวกันและแตกต่างกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมกับเพื่อนนักเขียนหลาย ๆ คน ชอบคุยกันเรื่องนี้นะครับ เราต่างถามไถ่แลกเปลี่ยนความเห็นกันอยู่เสมอว่า มีความสุขกับงานที่ทำหรือเปล่า?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คำตอบนั้นมีรายละเอียดผิดแผกแตกต่างกัน แต่หลักใหญ่ใจความแล้ว ทุกคนมีความสุข&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บางคนสุขขณะทำงานเขียนสำเร็จเสร็จลุล่วง, บางคนสุขเพราะผลตอบรับเป็นบวกจากงานเขียนนั้น, บางคนสุขปิติตั้งแต่ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนผุดวาบเข้ามาในหัว ฯลฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทุกคนตอบมาคล้าย ๆ กันอีกว่า ควบคู่กับความสุขที่ได้รับแล้ว ช่วงก่อนและระหว่างลงมือทำงาน ยังมีอีกหลายความรู้สึกติดพ่วงแนบมาด้วยอยู่บ่อยครั้ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นั้นคือ ความเครียด, ความกดดัน, วิตกกังวล โดยเฉพาะกับการเผชิญหน้าสถานการณ์ภาวะความคิดตีบตัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดง่าย ๆ ว่า ล้วนเจอะเจอทุกข์หนักเวลาเขียนไม่ออก และต้องดิ้นรนผ่านพ้นมันไปให้ได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมแถมให้อีกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองว่า ทุกครั้งก่อนลงมือทำงาน แค่คิดว่า จะต้องทำงาน ผมก็ร่ำ ๆ ว่า อยากทิ้งตัวลงนอนหลับฝันหวานต่อ ไม่อยากลุกลงจากเตียงซะแล้วนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาจเป็นความรู้สึกในทางจิตวิทยาก็ได้ ผมมีใจพร้อมจะต่อต้านขัดขวางการทำงานทุกรูปแบบ และเชื่อสนิทติดแน่นมานานว่า งานเป็นความทุกข์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ต่อให้นับเป็นอาชีพในฝัน ผมก็ถือเอางานนั้นเป็นเสมือนฝันร้ายสยดสยอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมมีทัศนคติติดลบฝังลึกกับการทำงาน รู้สึกเป็นของแสลง หวาดกลัว และแน่นอนว่า ยึดถือการทำงานเป็นที่สุดแห่งความทุกข์อย่างหนึ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นี้ไม่ใช่คำถ่อมตัว อดีตสมัยเริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ ผมเคยสร้างชื่อลือลั่นประกอบวีรกรรมด่างพร้อย เรื่องเกียจคร้านในการทำงาน จนโดนตราหน้าสบประมาทมานักต่อนักว่า ชาตินี้คนอย่างนราไม่มีวันเอาดีในการทำงานได้เลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมไม่ทราบชัดว่า เริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองตอนไหน? กระทั่งกลายเป็นคนละคน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เป็นคนละคนที่ยังรู้สึกแหยงและขยาดในการทำงานเหมือนเดิมนะครับ ต่างกันตรงที่จากเดิมพยายามอู้หรือคอยหลบเลี่ยง ผมเปลี่ยนตัวเองกระทั่งสามารถรู้สึกสนุกกับการทำงานได้สำเร็จ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เคล็ดลับของผมมีอยู่นิดเดียว คือ ทุกครั้งที่ลงมือเขียนหนังสือ ผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นการทำงาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมคิดแต่เพียงว่า กำลังหาเรื่องเล่นอะไรสนุก ๆ คล้าย ๆ เล่นเกมส์, chat หรือติด facebook &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สารพัดอย่างในบรรทัดข้างต้นนั้น ผมข้องแวะแตะต้องแต่เพียงน้อยนิดนะครับ เพราะรู้ว่าเข้าสู่วงการเต็ม ๆ เมื่อไร หายนะย่อมบังเกิดเมื่อนั้น แน่แท้ชัวร์มากชนิดไม่ต้องรอการพิสูจน์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดอีกแบบหนึ่ง ผมแค่เปลี่ยนการละเล่น จากเกมส์สารพัดสารพัน จากการ chat หรือใช้ facebook มาเป็นการเขียนหนังสือ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเขียนต้นฉบับทุกชิ้น ด้วยอารมณ์ความรู้สึกนี้ คือ ผ่านเจออะไรต่อมิอะไรมา แล้วมีเรื่องอยากเล่า อยากพูดคุยกับเพื่อนฝูง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แทนที่จะยกโทรศัพท์ไปคุยเล่าให้เพื่อนสักคนฟัง ก็แค่เปลี่ยนมาสนทนาผ่านตัวหนังสือ เท่านั้นเองจริง ๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเป็นเด็กเกเร เกียจคร้าน วิธีจัดการแก้ปัญหา จึงต้องคอยล่อหลอกหนักไปทางใช้แท็กติกเข้าสู้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นอกจากจะใช้วิธีสะกดจิตตัวเองว่า การเขียนหนังสือไม่ใช่งานแล้ว ผมยังวางกับดักตัวเองอีกสารพัดประการ ทั้งติดสินบนจูงใจให้อยากเขียน, สร้างเงื่อนไขสนุก ๆ ล่วงหน้าขึ้นมาท้าทายการเขียน (เช่น แนะนำหนังสือบางเล่มโดยกำหนดโจทย์บังคับว่า ห้ามพาดพิงถึงเนื้อหาภายในของผลงานนั้น ๆ) และอีกเยอะแยะมากมายที่ผมนำมาใช้ฝึกตัวเองให้เชื่อง (เขียนไปแล้วก็รู้สึกหมา ๆ ยังไงชอบกล)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เคยแม้กระทั่งว่า ตอนลาออกจากงานประจำที่ ‘ผู้จัดการ’ ผมฉลองศรัทธาให้ตัวเองเต็มคราบ โดยซื้อคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง เพื่อตั้งหน้าตั้งตาเล่นเกมล้วน ๆ ไม่มีงานเจือปน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เล่นจนเบื่อและบรรลุโสดาบันไปหลายเกม  พลันก็ระลึกนึกได้ว่า คนเราควรต้องทำงานบ้าง...นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ยังดี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;งานนิด ๆ หน่อย ๆ นี้เหมือนเป็นยาขมของชีวิต แม้จะรู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่า เป็นสิ่งมีประโยชน์คุณค่า แต่รสขื่นระคายลิ้นก็ชวนให้นึกขยาดล่วงหน้าอยู่ร่ำไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็เลยวางแผนดัดหลังล่อหลอกตัวเอง ด้วยการเขียนข้อความลงบนกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แปะไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ว่า “ใช้สำหรับเล่นเกมเท่านั้น ห้ามแอบทำงาน”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นับตั้งแต่นั้น ผมก็แอบย่องมาใช้เครื่องคอมดังกล่าว เพื่อลักลอบเขียนหนังสือ ดังเช่นทฤษฏีที่ว่า ‘อะไรก็ตาม ยิ่งห้าม ก็เหมือนยิ่งยุ’&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จะเป็นด้วยอุปาทาน ความรู้สึกลวง หรือการหลอกตัวเองก็ตามที ที่แน่ ๆ ผมสนุกหรรษากับการละเมิดข้อห้ามนี้อย่างล้นเหลือ&lt;br /&gt;นานวันเข้าก็สวนทางตรงกันข้าม การเล่นเกมกลายเป็นเรื่องน่าอึดอัดราวกับถูกบังคับให้ต้องฝืนใจทำงาน และการทำงานกลายเป็นเรื่องรื่นรมย์คลับคล้ายกิจกรรมเพื่อความบันเทิง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมค่อย ๆ ตะล่อมโน้มน้าวงัดสารพัดเล่ห์เหลี่ยมทำนองนี้ออกมาใช้อีกนับไม่ถ้วนกรรมวิธี เพื่อฝึกตัวเองให้เชื่องกับการทำงาน (เขียน ๆ ไป ผมก็ยังรู้สึกหมา ๆ อยู่เหมือนเดิม แต่เริ่มหัดยืนสองขาได้แล้วนะครับ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง การทำงานหรือการเขียนหนังสือก็ไม่ได้เป็นอะไรอื่นอีกต่อไป แต่เป็นการเขียนหนังสือโดยแท้จริง และผมก็รู้สึกสนุกที่จะเขียนโดยธรรมชาติอัตโนมัติ  เริ่มปีกกล้าขาแข็ง และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยตัวช่วยใด ๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;งานกลายเป็นกิจวัตรส่วนหนึ่งในชีวิตที่ขาดไม่ได้ เหมือนคนเราหิวข้าวแล้วต้องกิน ผมเขียนหนังสือด้วยความรู้สึกเช่นนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วันไหนห่างเว้นไม่ได้เขียน ผมรู้สึกเคว้งคว้างว่างโหวง รู้สึกผิดว่าทำตัวเหลวไหลไร้ค่า และเป็นวันที่ชีวิตจืดชืดไม่เป็นรส เหมือนนักผจญภัยที่จับเจ่าอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ไม่ได้ออกไปผาดโผนท่องโลก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ควรเปิดเผยด้วยว่า แม้จะเขียนหนังสือต่อเนื่องสม่ำเสมอ จน ‘อยู่ตัว’ แล้ว แต่ผมยังมีเวลาวาระเละเทะบ่อย ๆ ยิ่งกว่าวันหยุดราชการตลอดทั้งปีรวมกันเสียอีก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เป็นโจทย์การบ้าน ที่ผมจะต้องพยายามเรียนรู้แก้ไขกันต่อไปไม่มีจุดสิ้นสุด (นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความสนุกเร้าใจเหมือนกัน)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หากวันไหนเขียนได้ตามเป้า และทำได้ดี ก็ยืดอกเดินกร่างออกจากบ้านอย่างเบิกบาน พร้อมจะตบเด็กเตะหมาที่ผ่านมาขวางทาง (เขียนโดยปากกาพาไปนะครับ ไม่ได้หมายความตามนี้จริง ๆ ผมใจไม่ถึง)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อพัฒนาฝีมือและแรงงานถึงจุดนี้แล้ว ระหว่างเขียนหนังสือแต่ละครั้ง (หมายถึงโดยรวมส่วนใหญ่) จึงกลายเป็นความสุขขณะลงมือปฏิบัติ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บางทีแค่คิดประโยคนึกถ้อยคำถูกใจออกมาได้ โลกรอบ ๆ ตัวของผมก็เหมือนเต็มไปด้วยเสียงนกร้องเพลง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ยิ่งชิ้นงานไหนคุณภาพเข้าขั้นน่าพึงพอใจ อารมณ์ความรู้สึกนั้นลิ่วโลดไปไกลคล้าย  ๆ เด็กหนุ่มสมหวังในความรักยังไงยังงั้นเชียว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเขียนหนังสือด้วยความสุข คล้าย ๆ ได้ออกท่องโลกผจญภัยทุก ๆ เช้านะครับ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แน่นอนว่า การผจญภัยบางวันก็อาจมีติดขัดคับขัน หรือฟอร์มตกขึ้นมาดื้อ ๆ สมองไม่ไหล ไอเดียไม่แล่น และทำได้ไม่ดีพอเหมือนที่ใจอยาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในวันที่งานชวนให้ทุกข์มากกว่าสุขเช่นนี้ ความรื่นรมย์ของผม (ซึ่งขนานนามตั้งฉายาให้ตัวเองว่า ‘เฮียเครียด’ หรือ ‘โชเซ่ มูริญโญแห่งวงการนักเขียน’) เปลี่ยนย้ายมาอยู่ที่การวิเคราะห์หาสาเหตุและวางแผนแก้เกมสำหรับวันต่อไป &lt;br /&gt;ด้วยเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ ผมจึงเชื่อหมดทั้งใจว่า ‘มีความสุขอยู่ในงานเขียน’ จริง  ๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถัดมาคือประเด็นว่า ‘มีงานเขียนอยู่ในความสุข’&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จะตอบตรงนี้ได้ แต่ละท่านต้องนิยามความสุขของตนเองออกมาให้ได้เสียก่อน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเชื่อของผมเองนะครับว่า ชีวิตคือความทุกข์ เป็นแก่นหรือแกนหลัก เป็น theme เป็นหัวใจหรือสาระสำคัญของการดำรงอยู่เกิดมาบนโลกใบนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความสุขเป็นแค่เครื่องประดับตกแต่ง เป็นสีสันชั่วขณะ ไม่จีรังยั่งยืน แต่ความทุกข์นั้นเป็นของแท้ของจริงและคงทนติดค้างเนิ่นนาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดให้ฟังดูร้ายและย่ำแย่ยิ่งขึ้น ความทุกข์นั้นไม่เคยลดน้อยถอยลง มีแต่จะเพิ่มพูนตลอดเวลา ตามวัยอายุขัยจำนวนปีที่ล่วงผ่านพ้นเลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม แง่งามประการหนึ่งของชีวิตก็คือ เท่า ๆ กับความทุกข์และอายุที่มากขึ้น ภูมิต้านทานของมนุษย์ในเรื่องทุกข์สุขต่าง ๆ ก็สมทบเพิ่ม เพื่อที่จะสามารถเผชิญหน้ารับมือได้อย่างพอเหมาะพอดีกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดังนี้แล้ว ความสุขตามนิยามของผมในวัยปัจจุบัน ก็คือ การทำตัวให้พร้อมยอมรับ, เข้าใจ และรู้ทันความทุกข์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ความสุขของผมอยู่ที่การใช้ชีวิตราบรื่นเป็นปกติในทุก ๆ เรื่อง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เข้าบ้านแล้วพบว่า น้ำประปาไหล ไฟฟ้าสว่าง นั้นก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ฟังดูคล้าย ๆ เล่นสำนวนโวหาร แต่เมื่อไม่นานมานี้ ไฟฟ้าที่บ้านผมเกิดช็อตขึ้นมาจนดับสนิท ผมทำได้อย่างเดียวคือ โทรศัพท์ตามช่างมาซ่อมแซมแก้ไข&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สองชั่วโมงที่นั่งรอช่างไฟ ผมรู้สึกเหมือนตกนรก ไปไหนไม่ได้ จะทำงานก็ไม่สะดวก นั่งร้อนอบอ้าวเหงื่อแตกอย่างทุกข์ทรมาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สองชั่วโมงนั้นผ่านไปเชื่องช้าราวกับห้าชั่วโมง ยิ่งนานนาที ผมก็เริ่มจินตนาการเพิ่มเติมว่า หากช่างไม่มา ค่ำคืนนี้ ผมจะผ่านความมืดและร้อนนรกแตกนั้นอย่างไร?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วายป่วงนะครับ แค่ไฟฟ้าดับ ชีวิตก็วายป่วง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความทุกข์หลาย ๆ เรื่อง สืบเนื่องมาจากอะไรก็ตามที่เคยปกติ แปรเปลี่ยนไปเป็นไม่ปกติ ผมขอฟันธง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อกหัก โดนแฟนทิ้ง ฝนตกหนัก รถติด น้ำท่วม การเมืองตึงเครียด ตังค์มีไม่พอใช้ ทั้งหมดนี้ก็ทำให้ชีวิตที่เคยปกติ เปลี่ยนเป็นไม่ปกติ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความสุขของผมก็คือ พยายามประคับประคองให้ทุกอย่าง ทั้งสุขภาพร่างกาย, สติปัญญา, การใช้ชีวิตประจำวัน, การงาน, รายได้, ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวที่สนิทชิดใกล้ ฯลฯ เป็นไปตามวิถีทางธรรมดาดังเช่นที่ควร อย่าโลดโผนหวือหวาเป็นอื่น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความฝันเรื่องอยากร่ำรวย, มีบ้าน, ที่ดิน, รถยนต์, เครื่องเสียงแพง ๆ, ชื่อเสียงลาภยศฯลฯ เหล่านี้เป็นแค่ผงชูรสหรือเครื่องปรุงที่ทำให้ชีวิตอร่อยขึ้นบ้างเท่านั้นนะครับ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;และในทางปฏิบัติ ยังมีน้ำจิ้มอีกหลายอย่างในการปรุงรสชีวิตให้แซ่บ ซึ่งผมคิดว่าเรียบง่ายกว่า เช่น การอ่านหนังสือ, ดูหนัง, ฟังเพลง ชื่นชมงานศิลปะ, คบหามิตรสหายดี ๆ รวมทั้งความรักแบบเติมเต็มภายในใจให้ครบถ้วน ฯลฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างหลังทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมคิดว่าเป็นเครื่องปรุงให้กับชีวิต โดยไม่ทำให้อะไรที่เคยปกติ เบี่ยงเบนเฉไฉมากไปจนเกินควร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หลายหนหลายคราว รสนิยมเหล่านี้ ยังสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความสุขได้ด้วยตัวของมันเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเรียกความปกติในชีวิตว่าความสุขแบบที่หนึ่ง และเรียกรูปแบบการใช้ชีวิตตามรสนิยมส่วนตัวนี้ว่า ความสุขแบบที่สอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมนับเอาการเขียนหนังสืออยู่ในหมวดหมู่ของความสุขแบบที่สอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหตุผลข้อแรก มันเป็นงานอย่างเดียวที่ผมถนัด &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในบรรดาเปลือกนอกสารพัดอย่างของมนุษย์ งานเป็นรากใหญ่ที่ยึดเหนี่ยวเลยนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ไม่มีงาน ชีวิตก็ว่างโหวง และร้ายกาจขนาดทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กระทั่งเปลือกนอกภาพลวงตาอีกอย่างคือ การเป็นที่รู้จักและยอมรับของโลกรอบข้าง นั้นก็ผูกพันขึ้นอยู่กับงานที่แต่ละคนสร้างทำไว้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเป็นมนุษย์พันธุ์ที่ไม่พกนามบัตร ไม่มีนามบัตร หลายครั้งที่กล่าวแนะนำตัวต่อผู้อื่นแล้วก็เคว้งคว้าง งานของผมไม่เป็นที่รู้จักของผู้คนแวดวงนอกเหนือการเขียนการอ่าน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ในทางตรงข้าม หลายครั้งผมได้รับการทักทายชวนคุย เจอะเจอมิตรภาพดีงาม ก็เนื่องมาจากงานของผมเป็นใบเบิกทาง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หากปราศจากงานเสียแล้ว ตัวตนเล็ก ๆ ของผมคงจมหายไปอีกเยอะเลย อาจเหลือโลกแคบ ๆ แค่แวดวงของคนรู้จักคบหาเป็นการส่วนตัว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;งานเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนแสดงให้เห็นว่า ตัวเรายังมีอยู่นะครับ กระทั่งว่างานบางชิ้นอาจคงทนอยู่นานยิ่งกว่าชีวิตของผู้สร้างมันขึ้นมาเสียอีก &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหนือกว่านั้น ผมคิดว่ามนุษย์สามารถใช้ทุก ๆ อาชีพการงาน เป็นเครื่องมือขัดเกลาความคิดจิตใจให้ก้าวไปในทางบวก กลายเป็นคนดียิ่ง ๆ ขึ้น (หรืออย่างแย่ก็คือ ทำให้เป็นคนเลวน้อยลง เช่น ผม เป็นต้น)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;งานของผมคือการเขียนหนังสือ จึงอธิบายเรื่องนี้ได้ค่อนข้างชัดว่า เพื่อจะให้เกิดคุณภาพชิ้นงานที่ดี ผมจำเป็นต้องฝึกตัวเองให้เฉียดใกล้ความเข้าใจโลกเข้าใจชีวิต จะโดยวิธีใดก็ตาม ตั้งแต่สังเกตเรียนรู้จากผู้คนที่พบเจอ, อ่านหนังสือ-ดูหนัง, ออกเดินทาง, ขบคิดพิจารณาประเด็นต่าง ๆ, แก้ไขขัดเกลาข้อผิดพลาดบกพร่องของตนเอง ฯลฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเรียกขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ว่า การเรียนรู้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การเรียนรู้นั้น ด้านหนึ่งส่งผลสะท้อนต่อตัวงาน แต่อีกด้านหนึ่งก็ส่งผลสะท้อนต่อตัวเรา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;งานเปลี่ยนแปลงคนได้นะครับ และโดยมากที่เกิดขึ้น งานมักจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในทางดีงามสร้างสรรค์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผู้เปลี่ยนตัวเองในด้านลบเนื่องเพราะการทำงาน อาจมีอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่โดยรวมเป็นผลจาก ‘ความเชื่อผิด ๆ’ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความเชื่อผิด ๆ นั้น สรุปรวบรัดได้ว่า ไม่ได้เป็นการทำงานเพื่อมุ่งหวังงานที่ดี แต่ทำงานบนพื้นฐานเป้าหมายปลายทางอื่น ทำเพื่อความร่ำรวย เพื่ออำนาจอิทธิพล, ลาภยศ, ชื่อเสียง หรือผลประโยชน์ในทางวัตถุ ฯลฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;งานที่เป็นงานอันถ่องแท้  คือขั้นตอนวิธีหนึ่ง ทำให้พินิจพิจารณาความทุกข์อย่างเข้าอกเข้าใจ (ขึ้นบ้าง) และเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับตัวแสวงหาความสุข&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความสุขของผม (พ้นจากการดำรงชีวิตโดยปกติ) มีอยู่หลายอย่าง การนั่งเรือด่วนดูแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเย็นก็เป็นความสุข, อ่านหนังสือดี ๆ ถูกใจก็เป็นความสุข, เข้าวัดเข้าวาดูงานศิลปะก็เป็นความสุข ฯลฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในรายละเอียดของความสุขปลีกย่อยหลาย ๆ อย่างจำนวนนับไม่ถ้วน แน่นอนว่า ย่อมมีการทำงานเขียนปรากฏรวมอยู่ในนั้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เป็นความสุขลำดับต้น ๆ ด้วยนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า ได้ตอบคำถาม ‘ความสุขอยู่ในงานเขียน หรืองานเขียนอยู่ในความสุข?’ ตรงประเด็นหรือเปล่า? &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่รู้และแน่ใจว่า ขณะตอบ-โดยวิธีการเขียนเล่าสู่กันฟัง-ผมมีความสุข พร้อมทั้งหวังเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยตามประสาคนละโมบว่า ขณะอ่านคำตอบของผม ญาติโยมทุกท่านคงจะสุขกายสบายใจโดยทั่วหน้า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-9141815290347877338?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/9141815290347877338/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=9141815290347877338' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/9141815290347877338'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/9141815290347877338'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/12/blog-post_17.html' title='ความสุข โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TQt0LQ9WdCI/AAAAAAAAAPQ/eGOXdxHv60k/s72-c/untitled.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-6893658892481558637</id><published>2010-12-07T14:04:00.002+07:00</published><updated>2010-12-07T14:18:37.178+07:00</updated><title type='text'>ปัญหาหัวใจ โดย 'นรา'</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TP3fqCgi4tI/AAAAAAAAAPI/COJDokMyQz4/s1600/09446.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TP3fqCgi4tI/AAAAAAAAAPI/COJDokMyQz4/s320/09446.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5547836229311193810" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เละเทะไม่เป็นท่าเลยนะครับ สำหรับการเขียนหนังสือของผมในระยะหนึ่งเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา เข้าสู่ภาวะฟอร์มตกและต่ำอย่างฉกาจฉกรรจ์ ยิ่งกว่าสภาพเศรษฐกิจดิ่งเหวของหลาย ๆ ประเทศรวมกันเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟอร์มตกในที่นี้ สาธยายขยายความได้ว่า ผมยังเขียนหนังสือทุกวัน ใช้เวลาการทำงานเท่าเดิม แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาย มีงานค้างคาเขียนไม่จบอยู่เยอะแยะมากมาย และงานที่เขียนเสร็จอีกหลายชิ้นมีคุณภาพไม่ดีอย่างเด่นชัด กระทั่งต้องปล่อยทิ้งไว้ รอการชำระสังคายนาทางวิชาการกันอีกยกใหญ่ในอนาคตข้างหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปอีกเรื่อย ๆ แล้วล่ะก็ มีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงลิ่วว่า ความเป็นนักเขียนของผมคงไม่แคล้ว จบเห่เอวังในสภาพน่าอนาถดูไม่จืด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมจึงแก้ปัญหา ด้วยการนอนหงายเหยียดยาวบนโซฟา เล่าปรับทุกข์ระบายความในใจ โดยมีเด็กชายพี่หมี ตุ๊กตาหมีติงต๊องพุงป่องสมองเล็ก ปลอมตัวเป็นจิตแพทย์นั่งฟังตาปริบ ๆ อยู่ข้าง ๆ เหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิตแพทย์ลูกหมีไม่ได้วินิจฉัยอาการของผมแต่อย่างไร  มันนั่งหลับสัปหงกไปก่อนที่ผมจะเล่าจบ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พอผมเล่าจบ เด็กชายพี่หมีก็สะดุ้งตกใจตื่น เพื่อให้แลดูแนบเนียนเหมือนใส่ใจรับฟังอยู่ตลอดเวลา มันจึงผงกศีรษะกลม ๆ เหมือนมันบดในน้ำเกรวี่ พลางพูดว่า “อืมม์ สำคัญ นี่เป็นปัญหาสำคัญ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นผมถามไปว่า “ปัญหาอะไรเหรอพี่หมี?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลูกหมีพุงป่องทำหน้าอิหลักอิเหลื่อเหมือนกินน้ำผึ้งรสบอระเพ็ด อึกอักอยู่พักหนึ่ง แล้วก็รีบตอบส่งเดชเพื่อเอาตัวรอดว่า “ปัญหาหัวใจ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พลางปีนอุ้ยอ้ายขึ้นมาบนบ่า ตบหลังตบไหล่ผม พร้อมกับเอ่ยปลอบโยนเป็นปริศนาธรรมว่า “ไม่เป็นไรหรอก นายผิดพลาดมาถูกทางแล้ว ประเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปลอบเสร็จ เด็กชายพี่หมีก็ปีนทุลักทุเลลงไปนั่งทำหน้าเคร่งขรึม...เตรียมหลับต่อ ทิ้งให้ผมฉงนสงสัยเพิ่มขึ้นอีกข้อว่า “ปัญหาหัวใจอะไรวะ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะเล่าอะไรต่อมิอะไรให้พ่อหมอจิตแพทย์ลูกหมีฟัง ตอนหนึ่งผมหลุดปากออกไปว่า “คุณหมอครับ ระยะหลัง ๆ ผมรู้สึกเหมือนสมาธิไม่ดีเวลาเขียนหนังสือ ความคิดไม่ไหล ไอเดียไม่แล่น วางแผนไม่รัดกุม ทุกอย่างติดขัดไปหมดนะครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทบทวนดูแล้ว ผมก็พบว่านั่นคือ ต้นตอสาเหตุที่ทำให้ผมฟอร์มตก จนกระทั่งเขียนหนังสือได้เละเทะอิเหละเขละขละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีผลต่อเนื่องทางความรู้สึกอยู่อย่างหนึ่ง พอเขียนหนังสือไม่ได้ดังใจสักสองสามวันติดกัน สิ่งที่ติดตามมาคือ กลายเป็นความกดดันและสูญเสียความเชื่อมั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นก็วนเวียนเป็นงูกลินหาง หรือเข้าข่ายทฤษฏีฝนตกเพราะกบมันร้อง กบมันร้องเพราะท้องมันปวด  เนื่องจากกินข้าวดิบ เพราะฝนตก... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปราศจากความมั่นใจเสียแล้ว การลงมือเขียนหนังสือแต่ละครั้ง ก็ไร้ซึ่งความคึกคักฮึกเหิม เขียนด้วยอาการลังเล กลัว ๆ และไม่ค่อยกล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความกลัวที่เข้าครอบงำ ก็เลยยิ่งทำให้เนื้องานนั้นออกทะเลกู่ไม่กลับ ย้อนมาทบต้นเหมือนดอกเบี้ยเงินกู้ กลายเป็นความไม่เชื่อมั่นที่หนักหนารุนแรงกว่าเดิมเพิ่มขึ้นตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดได้ว่า แต่ละวัน ทุก ๆ เช้า ผมยังมีใจอยากจะเขียนหนังสือ อยากเขียนโน่นเขียนนี่ มีเรื่องอยากเล่าสู่กับผู้อ่านมากมายเต็มไปหมด แต่ที่ขาดหายไปคือ ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจที่จะลงมือเขียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นความอยากเขียนกับแรงกระตือลือล้นที่จะเขียนไม่ค่อยไปด้วยกันนะครับ ผมอยากเขียนเช่นเดียวกับอารมณ์ปรารถนาลม ๆ แล้ง ๆ ทั่วไป ค่อนข้างเพ้อฝันเลื่อนลอย และขาดแรงจูงใจที่จะนำไปสู่ภาวะจดจ่อคร่ำเคร่งเอาจริงเอาจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดอีกแบบหนึ่ง ตลอดเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา ขณะเขียนหนังสือผมไม่ค่อยรู้สึกสนุก และเมื่ออ่านทวนแต่ละเรื่องที่เขียนจบลง ผมก็พบว่าจืดชืดไม่เป็นรสซังกะตายพอ ๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงบรรทัดนี้ เด็กชายพี่หมีที่นอนหลับอุตุเป็นก้อนกลม ๆ อยู่ข้างจอคอมพิวเตอร์ ก็ละเมอพึมพำออกมาเบา ๆ  ว่า “พี่หมีก็ไม่สนุกเหมือนกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าจะถามตัวเองต่อไปในลักษณะสอบปากคำผู้ต้องหา คำถามนั้นคือ ทำไมผมจึงรู้สึกไม่สนุกระหว่างเขียน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบก็น่าจะตรงตามที่จิตแพทย์กำมะลอเด็กชายพี่หมีวินิจฉัยเอาไว้ มันเป็นปัญหาหัวใจนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเป็นคนเขียนหนังสือจำพวก เอนอิงพิงเหยียดอยู่แนบเนื่องกับการใช้ชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวคือ ในแต่ละวันใช้ชีวิตผ่านพบทำอะไรมาบ้าง สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ส่งผลใหญ่หลวงต่อการทำงานในเช้าวันถัดมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี 2552 เป็นช่วงท็อปฟอร์มในการเขียนหนังสือของผม นั่นก็เพราะว่า แต่ละวันผมแทบจะไม่เคยทำอะไรวอกแวกเป็นอื่น ตื่นเช้า เขียนหนังสือ ออกจากบ้านเข้าห้องสมุด ค้นข้อมูลทำการบ้าน ตกเย็นก็เดินเล่น ดูพระอาทิตย์ตก, นั่งเรือด่วนดูวิวสองฝั่งแม่น้ำ หรือนั่งรถเมล์กลับบ้าน พร้อม ๆ กับทำในสิ่งที่เรียกว่า “เขียนหนังสือในหัว” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ้นจากกิจวัตรปกติเหล่านี้ ผมก็เดินทางไปดูจิตรกรรมฝาผนังตามวัด หรือไม่ก็เที่ยวชมโบราณสถานต่าง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้วนเวียนเกี่ยวโยงกับการเขียนหนังสือ และเป็นไปอย่างหมกมุ่นหลงใหล ขนาดยามหลับ ผมก็ยังฝันว่าเขียนหนังสือหรือไปดูจิตรกรรมฝาผนัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนนักกีฬาที่ฟิตซ้อมมาดี สภาพร่างกายสมบูรณ์ พอลงสนาม จะทำอะไรก็ได้ดังใจถูกต้องคล่องแคล่วไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเขียนหนังสือนี่ก็เช่นกัน เขียนโดยมีประเด็นต่าง ๆ ร้อยเรียง มีเค้าโครงต้น กลาง ปลาย ชัดเจนอยู่ก่อนแล้วในหัว เวลาลงมือทำงานจริง ย่อมไหลแล่นราบรื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริง ช่วงเดือนกว่า ๆ ที่ฟอร์มตกฮวบฮาบ ผมก็ยัง “เขียนหนังสือในหัว” ล่วงหน้า ก่อนลงมือจริงทุกครั้ง แตกต่างแค่ว่า เป็นสเก็ตช์หยาบ ๆ คร่าว ๆ ไม่ละเอียดถี่ถ้วน และยังไม่ชัดเจนเพียงพอเหมือนที่เคยเป็นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเค้าโครงกว้าง ๆ เลือนรางอยู่สักหน่อย มีเรื่อง มีประเด็นที่จะเขียน แต่ขาดรายละเอียดระหว่างทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สภาพฟิตซ้อมมาไม่เต็มที่เช่นนี้ ส่งผลให้ผมเจอปัญหาสำคัญ คือ ในทุกครั้งการเขียน มักมีความคิดเฉพาะหน้า ผุดปรากฏขึ้นอยู่เป็นระยะ ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคิดล่วงหน้ามาดีและรัดกุม จะช่วยได้มากในการรับมือกับสิ่งที่งอกเพิ่มกะทันหันขณะเขียน รู้ว่าแวบหนึ่งของบางสิ่งบางอย่างที่โผล่พรวดแทรกเข้ามา ดีพอที่จะเติมเพิ่มเข้าไปหรือควรตัดทิ้งข้ามผ่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในสภาพไม่ฟิต คิดมาไม่กระจ่าง เจอะเจอไอเดียปุบปับฉับพลัน ผมมักจะเอาไม่อยู่รับมือไม่ไหว ลงท้ายกลายเป็นเฉไฉ โดนความคิดใหม่นั้น ลากจูงไปเข้ารกเข้าพง และต่อไม่ติดกับประเด็นที่กำหนดตั้งวางไว้ในใจก่อนหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีประเด็นเดิมกับรายละเอียดเฉพาะหน้า ก็ขัดแย้งกันจนกลายเป็นทางแยกที่เลือกไม่ถูก ว่าจะมุ่งต่อไปในทิศไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเขียนตลอดหนึ่งเดือนกว่า ๆ ของผม ส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะนี้ ขึ้นต้นไว้อย่างหนึ่ง ลงเอยกลายเป็นอีกอย่าง และบ่อยครั้ง ‘ออกทะเล’ จนหารันเวย์ลงจอดไม่เจอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการ ‘เขียนหนังสือในหัว’ ไม่เพียงพอ และเกี่ยวโยงกับ ‘ปัญหาหัวใจ’ อย่างเต็ม ๆ จัง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘ปัญหาหัวใจ’ นั้น หมายความว่า ระยะหลัง ผมทุ่มเทใส่ใจให้กับการเขียนหนังสือน้อยไปหน่อย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรกเริ่มมันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวหรอกนะครับ แต่นานวันเข้า ‘ความใส่ใจ’ อันย่อหย่อนบกพร่อง ก็พัฒนาแพร่ลามบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็น ‘ไม่ใส่ใจ’ เกือบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่เพิ่งเริ่มเล่น facebook ใหม่ ๆ และติดงอมแงมชนิดลืมกินลืมนอน ตอนนั้นผมรู้ตัวตลอด รู้ว่าแต่ละวันจะต้องโดนแย่งชิงเวลาการทำงาน เพื่อไปเพลิดเพลินกับการเข้าสังคมในโลกเสมือนจริงวันละหลาย ๆ ชั่วโมง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การระวังป้องกัน สำหรับทำงานเขียน จึงยังมีอยู่และการ์ดไม่ตก กระทั่งผ่านวาระนั้นมาได้ โดยไม่บอบช้ำบุบสลาย ไม่ก่อเกิดกลายเป็น ‘ปัญหาหัวใจ’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมาพลาดพลั้งเสียที เมื่อเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ  เริ่มหวนกลับมาหมกมุ่นหลงใหลการวาดรูปอีกครั้ง หลังจากทิ้งห่างวางมือไปร่วม ๆ ยี่สิบปี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี้เป็นผลโยงใยต่อเนื่องมาจากการดูจิตรกรรมฝาผนังนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูบ่อย ๆ ผ่านตามาก ๆ ก็นึกครึ้มอยากขีดเขียนเล่น ๆ บ้าง แต่ที่ผมนึกไม่ถึงก็คือ การวาดอะไรก๊อก ๆ แก๊ก ๆ จะส่งผลให้ผมย้อนมาดูจิตรกรรมฝาผนังที่เคยผ่านตา สวยและเข้าถึงดื่มด่ำได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็เริ่มวาดเล่นเป็นการใหญ่ แล้วก็ได้รับบทเรียนต่อมาคือ การดูจิตรกรรมฝาผนังควบคู่กับฝึกมือไปด้วย ช่วยให้ย้อนกลับมาดูศิลปะตะวันตก ด้วยความตื่นตาตื่นใจมากขึ้นไม่แพ้กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไวรัสโรค Art Addict เล่นงานผมงอมแงมตอนนี้นี่เอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่หลงใหลจิตรกรรมฝาผนังและศิลปะไทยเพียงแขนงเดียว แต่ชอบไปหมดแทบครบทุกสกุลช่าง (ยกเว้นศิลปะร่วมสมัยมาก ๆ จำพวก Installation หรือ Modern Art รสจัด ๆ ซึ่งยังเกินปัญญาความเข้าใจของผม)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กิ่งก้านสาขาหนึ่งของศิลปะตะวันตกที่ผมหลงใหลมากคือ งานในสกุลอิมเพรสชั่นนิสม์ อันที่จริงก็ชอบและหลงรักมานานแล้ว แต่ข้อจำกัดเรื่อง ขาดทุนทรัพย์จะเดินทางไปชื่นชมดูของจริง (รวมทั้งหน้าตาโหดติดลบขอวีซ่ายากลำบาก) ช่วยระงับดับความฟุ้งซ่านไว้ได้เยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั่งอาการของโรคกำเริบ คราวนี้รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ นอกจากผมจะกัดฟันทุบกระปุก ซื้อหนังสือเล่มหนา ๆ มาชื่นชมดูรูปภาพให้หนำใจแล้ว ผมยังเข้าเว็บไซต์หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อ save รูปที่ชอบ มาดูให้ดับกระหายคลายอยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อิทธิฤทธิ์ของงานศิลปะนั้นมีพิษสงแรงกล้านะครับ ผ่านการดูเฉย ๆ ไประยะหนึ่ง ผลงานอมตะเหล่านี้ก็จุดไฟให้ผมอยากวาดแบบนี้ได้บ้างจังเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเสาะแสวงหาภาพงานศิลปะชั้นครูของไทยและเทศมาดู ผมก็เริ่มลงมือวาดเลียนแบบทำตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งวาดก็ยิ่งพบความห่างชั้น ฝีมือห่างไกลกับต้นแบบ ชนิดกลับชาติมาเกิดใหม่อีกหลายชาติ ก็ไม่มีทางเฉียดเข้าใกล้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน ผมก็พบว่า ยิ่งวาดถี่บ่อยต่อเนื่อง ฝีมือของผมดีขึ้นตามลำดับ บางภาพที่ไม่เคยมีปัญญาหรือกล้าวาดมาก่อน ก็เริ่มทำได้เพิ่มขึ้นทีละนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคึกคักฮึกเหิม ความมั่นอกมั่นใจที่เคยเกิดในการเขียนหนังสือ เปลี่ยนย้ายถ่ายโอนมาลงที่การวาดรูปเล่น  ๆ เกือบหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญ ผมดันมีความคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นคุณหรือเป็นโทษก็ไม่รู้ นั่นคือ ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะวาดรูปให้ดีขึ้นคล่องขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นความคิดที่รู้ซึ้งแก่ใจว่า อยู่ในวิสัยที่ทำได้และเป็นไปได้แน่นอน บนเงื่อนไขเดียวคือ ผมต้องฝึกปรืออย่างต่อเนื่องเอาจริงเอาจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุประมาทเลินเล่อชะล่าใจน่าจะอยู่บริเวณแถว ๆ นี้ ผมเชื่อว่า ผมเขียนหนังสือมาเกินกว่า 20 ปี จนเกิดความคุ้นชินชำนาญและ ‘อยู่ตัว’พอสมควร สามารถทอดระยะห่างว่างเว้นไปได้หลาย ๆ วัน แล้วกลับมาเร่งฟอร์มเรียกความฟิตได้ในเวลาไม่นานนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงข้ามกับการวาดรูป ซึ่งจำเป็นต้องวาดต่อเนื่องติด ๆ กันหลายวัน จึงจะกระเตื้อง และเพียงแค่เว้นวรรคไปวันเดียว ทุกอย่างก็กลับไปเหลือศูนย์ ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัตราส่วนในการใช้เวลาแต่ละวัน สำหรับเขียนหนังสือ,วาดรูป และการอ่าน ยังเท่า ๆ กันอยู่  แต่น้ำหนักความทุ่มเทใส่ใจนั้นเปลี่ยนไปอย่างเด่นชัด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิด, ความรื่นรมย์ และเชื้อไฟขยันของผม (อย่างหลังนี่มีน้อยเหลือเกิน) ล้วนรุมสุมอยู่ที่การวาดรูป ส่วนการเขียนและอ่าน กลายเป็นงานอดิเรกอันดับรอง ๆ ลงมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรค Art Addict จึงนำไปสู่โรค Arthoholic ด้วยประการฉะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา ผมวาดรูปดีขึ้น แต่เขียนหนังสือแย่ลง ค่อย ๆ สวนทางกันทีละนิด จนกระทั่งโจ่งแจ้งชัดเจน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเริ่มรู้ตัวตอนที่ฟอร์มตกในการเขียนหนังสือเกิดขึ้นได้สักพัก แต่ยังติดประมาท คิดว่า ‘รับมือและจัดการได้’ ทว่าเมื่อเวลาเคลื่อนผ่านจากปฏิทินไป ทุก ๆ วันกลับกลายเป็นว่า สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท้ายที่สุดก็เข้าขั้นวิกฤติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระนั้น การวาดรูปก็ช่วยผมได้อย่างหนึ่ง คือ ภาวะฉุกเฉินในการเขียนหนังสือ ไม่ใช่เรื่องน่าตระหนกอกสั่นขวัญเสีย และเป็น ‘ปัญหาหัวใจ’ ที่แก้ไขเยียวยาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใด ๆ ก็ตามในชีวิต ซึ่งขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติของผมเองเพียงลำพัง เช่น ทำตัวขยัน, ลดความอ้วน, ศึกษาหาความรู้ประดับสติปัญญา, สร้างงานเขียนที่มีคุณภาพแล้วใจ ฯลฯ  ผมคิดว่าสามารถสะสางคลี่คลายได้หมด...ถ้าผมมีใจใฝ่ดีคิดจะทำจริง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่จำต้องเกี่ยวพันกับผู้อื่นต่างหากนะครับ ที่แก้ยากซับซ้อนกว่า และบางทีอาจกระทำได้ไม่สำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่ออย่างนี้ครับว่า ยกตัวอย่างจากการวาดรูปเป็นตัวตั้ง ซึ่งผมไม่เคยร่ำเรียนติวเข้มตัวเองทางด้านนี้มาก่อน การวาดเล่นแบบเอาจริงในช่วงเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา ยังเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ว่า ‘ดีขึ้น’ ผิดหูผิดตา (ผมควรรีบบอกไว้ด้วยว่า เป็นการ ‘ดีขึ้น’ จากจุดต่ำสุดขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น ทางข้างหน้ายังต้องฝึกและวาดกันอีกมหาศาล)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าการวาดรูปยังเป็นไปในรูปนี้ การเขียนหนังสือซึ่งเป็นเรื่องคุ้นมือ และผ่านการฝึกมือฝึกคิดมาต่อเนื่องเกินกว่าครึ่งค่อนชีวิต หากผม ‘เอาจริง’ และกลับมา ‘ใส่ใจ’ อย่างเข้มข้น ผมก็น่าจะบูรณปฏิสังขรณ์ฝีมือแรงงานของตัวเองกลับคืนมา กระทั่งสามารถยกระดับพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘ปัญหาหัวใจ’ ของผม ในรักสามเส้าระหว่างการเขียนและการวาด สามารถแก้ได้และไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเลือก ทุกอย่างทั้งหมดยังสามารถดำเนินไปเคียงคู่กันอย่างสงบสุข แค่เพียงผมจัดสรรแบ่งเวลาให้เหมาะเจาะลงตัว และเกียจคร้านน้อยกว่าที่เป็นอยู่อีกสักนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขียน ๆ ไปแล้ว ก็เหมือนวางกับดักตัวเอง เป็นท่าบังคับให้ต้องลงเอยทิ้งท้ายว่า ปัญหาหัวใจเรื่องความรักแก้ยากกว่าเยอะเลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาบานสด ๆ ร้อน ๆ ก็ได้ว่า ข้อเขียนชิ้นนี้ไม่มีนัยยะแอบแฝงพาดพิงไปถึงเรื่องความรักกับหญิงสาวคนไหนทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหากผมโกหกแล้วล่ะก็ ขอให้เด็กชายพี่หมีตกน้ำป๋อมแป๋มเหมือนในภาพที่เห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลอนมันพาไปเท่านั้นเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-6893658892481558637?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/6893658892481558637/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=6893658892481558637' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/6893658892481558637'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/6893658892481558637'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/12/blog-post.html' title='ปัญหาหัวใจ โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TP3fqCgi4tI/AAAAAAAAAPI/COJDokMyQz4/s72-c/09446.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-7676686182245699785</id><published>2010-10-02T14:06:00.004+07:00</published><updated>2010-10-02T14:25:12.575+07:00</updated><title type='text'>แมวผี โดย 'นรา'</title><content type='html'>‘แมวผี’ เป็นผลงานเรื่องสั้นขนาดกะทัดรัดเล่มล่าสุดของแดนอรัญ แสงทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาว (หรือสั้น) ประมาณเกือบ ๆ 30 หน้า ราคาเล่มละ 50 บาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะแพง หากเทียบผิวเผินว่ามันเป็นแค่การซื้อขายแผ่นกระดาษ แต่ถ้ามองในแง่ของ ‘ราคาทางความคิด’ และคุณ&lt;br /&gt;ค่าที่จะได้รับจากการอ่านแล้วล่ะก็ ราคานี้ถูกเหมือนได้เปล่าสำหรับผม&lt;br /&gt;              &lt;br /&gt;ปกติแล้ว ความยาว (หรือสั้น) ขนาดนี้ ผมควรจะใช้เวลาไม่เกินชั่วโมงในการอ่านให้จบ แต่ผมก็ต้องบวกเพิ่มไปอีกเท่าตัว ในการอ่านเรื่องสั้น (หรือยาว) เรื่อง ‘แมวผี’&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;เพื่อสุขภาพจิตอันดีงามของผู้อ่านและตัวผมเอง จะยาวหรือสั้นก็ช่างมันเถอะนะครับ&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ทำไมต้องใช้เวลาอ่านมากกว่าปกติ? เป็นเพราะว่าอ่านยากหรือเปล่า?&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;คำตอบคือ ทั้งไม่ใช่และใช่&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ไม่ใช่เพราะว่า เรื่องราวที่บอกเล่านั้น เพลิดเพลินรื่นรมย์ ชวนติดตาม และสนุกเหลือหลาย&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;และใช่...มันอ่านยาก เพราะว่า ความบันเทิงเริงใจส่วนหนึ่ง อยู่ที่วิธีการเขียนและวิธีการอ่าน&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;นี่เป็นหนึ่งในน้อยเรื่องน้อยเล่ม ที่ผมไม่สามารถพกพาติดตัวไปอ่านบนรถเมล์หรือตามที่สาธารณะ ต้องหลบอ่านในหลืบมุมมิดชิดเป็นส่วนตัว ราวกับเด็กนักเรียนวัยคึกคะนองฮอร์โมนพลุ่งพล่าน แอบอ่านหนังสือแนวปลุกใจเสือป่า&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;‘แมวผี’ ไม่ได้โป๊ดุเดือดเลือดพล่าน ถึงขนาดต้องอ่านด้วยกรรมวิธีกระมิดกระเมี้ยนหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรอกนะครับ และเอาเข้าจริงก็สะอาดถูกสุขอนามัยตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;แต่นี้เป็นงานเขียนที่เรียกร้องให้ต้อง ‘อ่านออกเสียง’ จึงจะสนุกได้อรรถรสเต็มพิกัด&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;เพื่อมิให้ผู้คนรอบข้างแตกตื่นตกใจ ผมก็เลยเลือกที่จะอ่านดัง ๆ ในบ้าน&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;มีคำชี้แจงสั้น ๆ ก่อนเริ่มเรื่องของ ‘พ้อนักประพันธ์โฉ่มเอ้ก’ บอกกล่าวตกลงกับผู้อ่านไว้ว่า “ข่อเรียนให้ซาบย้างนี้น่ะขะรับว้า ถ้าหากว้าย้ากจะอ้านเรื้องมะโน่ส่าเร้เรื้องนี้แล้วล่ะก้อ ข่อความกรุ่ณาอ้านให้เปนส่ำเนียงเหน้อ ๆ แบบสู้พรรณ ๆ ซักน่อยนึ่งเถิ้ดจ้า หรือถ้าไม่ย้างนั้นก๊อเชิญเอาเวล่ำเวลาไป่ทำอะไร ๆ ย้างอื่น ๆ เห่อะ แล้วก๊ออย่าอ้านในใจ อ้านในใจแล้วคือว่ามันจะตะกึ้กตะกั่กอยู้ซักกะน่อย”&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ครับ ทุกหน้า ทุกบรรทัด ทุกประโยคของ ‘แมวผี’ เขียนด้วยสำเนียงเหน่อแบบสู้พรรณ&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;ดังนี้เอง จึงปรากฏในเรื่องว่า อ้ายวิลลีหมากรุงเทพฯ กลายเป็นอ้ายหวิ่นลี่ ก่อนจะเสี่ยหม่า เห่าเหน่อหลังจากไปอยู่บ้านนอกได้สักพัก&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;หลังจากอ่านออกเสียงจบแล้ว และทดลองอ่านเงียบ ๆ ในใจอีกรอบ ผมพบว่าวิธีแรก สนุกกว่าเยอะ ขณะที่วิธีหลังจืดชืดไม่เป็นรส&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;เหตุผล ที่มาที่ไป เกี่ยวกับการเลือกใช้เทคนิคสำเนียงสุพรรณตลอดทั้งเรื่อง ปรากฏอยู่ในคำชี้แจงของผู้เขียนตอนท้ายเล่ม (ซึ่งไม่ควรรู้ล่วงหน้าก่อนอ่าน)&lt;br /&gt;               &lt;br /&gt;นอกจากจะเป็นลูกเล่นในการทำให้แปลก สร้างรสระรื่นเสนาะหูระหว่างการอ่านแล้ว ผมคิดว่าสำเนียงเหน่อนี้ เมื่อบวกรวมกับสำนวนลูกทุ่งของนักเขียน- -ที่ผมนับถือและยกย่องว่าเป็น ‘นายแห่งภาษา’ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งส่งผลให้ ‘แมวผี’ กลายเป็นเรื่องเล่าที่ถึงแก่นวิญญาณความเป็นชนบท (ในอดีต) และเขียนได้เนียนหูเนียนตา เหมือนนั่งอยู่ต่อหน้าทิดโขดผู้เป็นตัวละคร ฟังแกเล่าอะไรต่อมิอะไรเป็นคุ้งเป็นแคว ในลีลา ‘เดี่ยวไมโครโฟน’ แบบไม่เสียบปลั๊ก (เนื่องจากยังไม่มีไฟฟ้าใช้) อย่างเพลิดเพลินลืมเวลา&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;พูดง่าย ๆ คือ มันทำให้ ‘แมวผี’ มีบรรยากาศแบบชนบทไทยแท้ ทั้งคำพูดคำจาและมุมมองความคิดของตัวละคร (นี้เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งที่แข็งแรงมากในผลงานระยะหลัง ๆ ของแดนอรัญ แสงทอง พูดแล้วก็ขอแนะนำ ‘ตำนานเสาไห้’ อีกสักเล่ม พร้อมคำยืนยันว่าดีเยี่ยมน่าอ่าน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                &lt;br /&gt;รวมทั้งได้อารมณ์ขันเสียดสีแบบน่ารักน่าเอ็นดูเป็นโบนัสแถมพก&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;เนื้อที่กว่าครึ่งหนึ่งของ ‘แมวผี’ เล่าไปเรื่อย ๆ เหมือนปราศจากเค้าโครงเหตุการณ์ (และเหมือนคนเล่านึกอันใดขึ้นมาได้ก่อนก็เล่าไปตามนั้น ไม่ได้เรียบเรียงวางลำดับของเนื้อหาให้มีต้น กลาง ปลายที่แน่ชัด) พูดถึงความทรงจำฝังใจในอดีต เกี่ยวกับการดูหนังกลางแปลง การเดินข้ามทุ่งข้ามหมู่บ้าน นานหลายชั่วโมงหลายสิบกิโลเมตร เพื่อไปเสพงานศิลป์มหรสพยังต่างถิ่น โดยไม่คิดว่านั้นเป็นอุปสรรคยากลำบาก ฉากประทับใจและภาพจำจากหนังไทยรุ่นเก่าหลาย ๆ เรื่อง ความพึงพอใจและขัดใจจากการปรุงรสให้แก่หนังโดยฝีปากนักพากย์ ความหลงใหลชื่นชมต่อบทบาทการแสดงของพระเอกยอดนิยม-มิตร ชัยบัญชา (หรือมิตร ไฉ่บัญชาในสำเนียงสุพรรณ)&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;อารมณ์และรสบันเทิงนั้น พอจะเทียบคร่าว ๆ ได้ว่า ใกล้เคียงกับหนังอิตาเลียนเรื่อง Cinema Paradiso&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;ไม่ได้เด่นที่การผูกเนื้อเรื่องให้ซับซ้อนย้อนยอก เป็นพล็อตเรียบง่ายธรรมดา แต่พิสดารโดยรสของถ้อยคำและการพรรณนารายละเอียดอันน่าตื่นตาตื่นใจ&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;ถึงแม้ ‘พ้อนักประพันธ์โฉ่มเอ้ก’ จะกล่าวไว้ท้ายเล่มหลังจบเรื่องว่า ‘แมวผี’ เป็นเรื่องมโนสาเร่ เป็นเรื่องอ่านเล่น จุดประสงค์ก็เพียงเพื่อหยอกเอินให้ได้หัวเราะหัวใคร่กันบ้างเท่านั้น&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;แต่ในท่ามกลางลีลาทีเล่นผ่อนคลาย ‘แมวผี’ ก็สะท้อนภาพรายละเอียดบางด้านของสังคมชนบทในอดีตเมื่อครั้งพายุแห่งความเจริญยังไม่พัดผ่าน, ความเปลี่ยนแปลงพ้นเลยในหลายสิ่งหลายอย่างชนิดไม่หวนย้อนกลับมาอีก, อารมณ์ถวิลถึงอดีตอันสวยเศร้าจับอกจับใจ, แถมยังเป็นพงศาวดารชาวบ้านจดจารจารึกถึงประวัติศาสตร์หนังไทยเสี้ยวเล็ก ๆ ได้อย่างมีชีวิตชีวา และเสน่ห์แรงเป็นบ้า&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;หนังไทยจำนวนมากที่กล่าวถึงในงานเขียนชิ้นนี้ บางเรื่องผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย บางเรื่องก็แค่สดับรับฟังคำร่ำลือ แต่โตไม่ทันดู บางเรื่องเคยผ่านตา ทว่าก็เป็นความหลังรางเลือน ไม่แจ่มชัดเท่ากับที่ตัวละครสาธยาย&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;ทว่าทุกเรื่อง แดนอรัญ แสงทอง เขียนเล่าและเร้าโน้มน้าว กระทั่งผู้อ่านรู้สึกว่า น่าดูมากและเกิดความรู้สึกอยากเสาะหามาดูด้วยตนเอง&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;แต่ผมก็รู้อีกว่า ต่อให้ออกไล่ล่าหนังเหล่านั้นมาได้จริง ๆ การดูเองก็คงไม่สนุกและมีเสน่ห์เทียบเท่ากับที่ตัวละครทิดโขดเล่าให้ฟังใน ‘แมวผี’&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;มันเป็นเรื่องของมุมมองซื่อใสบางอย่าง ซึ่งผมไม่มีอยู่ในตัว และเป็นเรื่องของพรสวรรค์ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวในการถ่ายทอดความบันเทิงดาด ๆ ให้กลายเป็นเรื่องกระทบความรู้สึกเร้าใจผู้อ่าน&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;ตัวละครทิดโขด โดยการพูดผ่านปลายปากกาของแดนอรัญ แสงทอง มีคุณสมบัติและพรสวรรค์ดังกล่าวอยู่เต็มเปี่ยม&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;ร้ายกาจกระทั่งว่า หนังบางเรื่องเช่น ‘สิ่งล้าสิ่งห์’ (สิงห์ล่าสิงห์) ที่ทิดโขดในเรื่องไม่มีโอกาสได้ดู และเห็นเพียงแค่ภาพวาดจากโป๊ดสะเต้อ ตะแกยังจินตนาการและนึกสงสัยเกี่ยวกับหนังไปได้ต่าง ๆ นานา จนผมคิดว่า อาจสนุกกว่าตัวหนังจริง ๆ เสียอีก&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;พูดอีกแบบนะครับ ตลอดทั้งเรื่องใน ‘แมวผี’ แทบจะมีทิดโขดเป็นตัวละครหลักที่แสดงบทบาทวาดลวดลายอยู่ตามลำพัง ทว่าในเรื่องเล่าผ่านท่วงทำนอง ‘พูดคนเดียว’ ตั้งแต่ต้นจนจบ อีกมุมหนึ่งก็เหมือนประกอบด้วยตัวละครเยอะแยะมากมาย และล้วนเป็นคนดังในอดีตที่ผู้อ่านรู้จักชื่อคุ้นหน้าค่าตากันอย่างดี เช่น มิตร ชัยบัญชา, สมบัติ เมทะนี, เพชรา เชาวราษฏร์, ล้อต๊อก และดาราดังรุ่นเก่าอีกหลายสิบชีวิต&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;ตลอดเวลาช่วงต้นจนถึงกึ่งกลางของการอ่าน ผมมีข้อสงสัยและคำถามหนึ่งอยู่ในใจ นั่นคือ เรื่องทั้งหมดที่เล่ามา ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับชื่อเรื่อง ‘แมวผี’ เลยสักนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;ชื่อนั้นชวนให้คิดและคาดหวังล่วงหน้าไปว่า จะต้องเป็นเรื่องสยองขวัญ อาถรรพ์ลี้ลับ บรรยากาศน่าสะพรึงกลัว อ่านแล้วขนหัวลุก&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;จนอ่านจบแล้วนั่นแหละ ผมจึงถึงบางอ้อ Oh I See ทั้ง ๆ ที่เรื่องเกิดขึ้น ณ หมู่บ้านมาบสันตะวา ว่าทำไมจึงตั้งชื่อเรื่องเช่นนี้&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;เป็นชื่อที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงนะขะรับ&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;เหตุการณ์ในครึ่งเรื่องหลังไปจนกระทั่งจบ เป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผย&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;ผม- -ในการเขียนเชิญชวนอย่างระแวดระวัง เพื่อรักษาอรรถรสเกี่ยวกับความลับของเรื่อง- -เล่าได้แค่ว่า ครึ่งท้ายของ ‘แมวผี’ มีเค้าโครงเหตุการณ์ให้จับต้องได้, มีการบรรยายฉากและอารมณ์ภายในของตัวละครที่ทรงพลังแบบวางไม่ลง (หลายจังหวะ เรื่องนั้นสะกดตรึงดึงดูดจนผมพลั้งเผลอ ทำสำเนียงสุพรรณตกหล่นหลงหายจากปลายลิ้นไปชั่วขณะ) และมีทั้งสิ่งที่ผู้อ่านคาดหวังไว้ก่อนอ่านควบคู่ไปกับเหตุการณ์นึกไม่ถึง&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;รวมถึงทีเด็ดสำคัญใน ‘เรื่องเล่าเช้าวันนั้น’&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;และเมื่อไล่สายตาอ่านออกเสียงจนถึงบรรทัดสุดท้าย ผมเผลอตัวปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกหนึ่งออกมาแบบสุดกลั้น ควบคู่ไปกับมีรสแห่งการอ่านอีกแบบ แผ่คลุมแน่นทึบภายในใจ ราวกับความกดอากาศต่ำพาดผ่านตอนหนึ่งตอนใดของประเทศไทย จนทำให้รู้สึกเยียบยะเยือกอยู่ลึก ๆ&lt;br /&gt;                    &lt;br /&gt;เมื่ออ่าน ‘แมวผี’ จบลง ผมไม่อยากให้จบ ยังอยากอ่านต่ออีก ทั้งที่รู้ว่า เรื่องได้ยุติตรงจุดที่สวยสุดกำลังเหมาะเจาะลงตัว&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;งานเขียนชั้นเยี่ยม มักทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้ คือ อิ่มแปล้แล้ว แต่ยังตะกละตะกลามอยากกินอีก ก็เพราะมันอร่อยเหาะเด็ดดวงนัก&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;อาจทิ้งท้ายเป็นสำเนียงสู้พรรณปลอม ๆ ได้ว่า “แหม่ หมั่นแหงแก๋อยู้ ข้าอ่านแล้ว ข้าช้อบ หมั่นชุ้มชื่นหั่วใจดีพี่ลึกล่ะ”&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;แต่ถ้าจะให้ตรงกับความเป็นจริง ผมต้องใช้สำเนียงจีนพูดไทยไม่ชัดว่า “โขงเค้าลีจิง ๆ นาค้าบ”&lt;br /&gt;                 &lt;br /&gt;บทความชิ้นนี้จะอ่านออกเสียงหรืออ่านในใจก็ได้ตามอัธยาศัย แต่ที่แน่ ๆ ควรจะ ‘อ่านออกตังค์’ โดยซื้อ ‘แมวผี’ ไว้เป็นหนังสือดีประจำบ้าน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-7676686182245699785?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/7676686182245699785/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=7676686182245699785' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/7676686182245699785'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/7676686182245699785'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' title='แมวผี โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-2967292208661546035</id><published>2010-08-30T23:11:00.001+07:00</published><updated>2010-08-30T23:15:37.118+07:00</updated><title type='text'>อารมณ์ขันของฮิวเมอริสต์ โดย 'นรา'</title><content type='html'>ผมเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ด้วยวิธีครูพักลักจำ ผ่านการอ่านอย่างตะกละตะกลาม แล้วจึงค่อยเลือกเฟ้น ‘ครู’ ที่ตรงกับจริตนิสัยและรสนิยม &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่แปลกกว่า ‘ครู’ ท่านอื่น คือ งานเขียนของ ‘ฮิวเมอริสต์’ มีส่วนสำคัญยิ่ง ในการหล่อหลอมกำหนดสร้างนิสัยบุคลิกให้ผมเป็นอย่างที่เป็นอยู่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นิสัยนั้นจำแนกคร่าว ๆ ได้ว่า หลงใหลอารมณ์ขัน, มีความสุขกับการได้ยียวนกวนประสาทผู้คน, ชอบเล่นโลดโผนพลิกแพลงกับภาษา,   และกลายเป็นมนุษย์การ์ตูนในร่างคนที่ค่อนข้างไปทางเหลวไหลไร้สาระ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;DNA ในร่างกายของผมคงถูกออกแบบทางพันธุกรรมให้โน้มเอียงมาทางนี้เป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้รับสารกระตุ้นจากการอ่านงานเขียนของ ‘ฮิวเมอริสต์’ ...นับแต่นั้นมา สติของผมก็ไม่เคยปกติอีกเลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;‘ฮิวเมอริสต์’ เป็นนามปากกาของครูอบ ไชยวสุ ผู้ล้ำเลิศไร้เทียมทานใน 2 แขนง อย่างแรกคือ เป็นตำรวจตรวจภาษา ระดับอภิมหามือปราบ มีข้อเขียนบทความมากมาย ทักท้วงติติงการใช้ภาษาไทยผิดพลาดบกพร่องตามสื่อต่าง ๆ (บางทีก็เถียงแย้งความหละหลวมของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ ด้วยเหตุผลและความรู้ที่ถี่ถ้วนรัดกุมกว่า) ในลีลาหยิกแกมหยอกร่ำรวยอารมณ์ขัน ชนิดที่อ่านแล้วลืมไม่ลง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมไม่เคยสับสนในการใช้คำผิดที่ผิดทางต่างความหมาย ระหว่างคำว่า ‘ถ้า’ กับ ‘ท่า’ เลยนะครับ นี้ก็ด้วยเคล็ดวิชาที่ได้รับจากครูอบ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ท่านสอนวิธีใช้ง่าย ๆ ไว้ว่า ให้เติมคำในใจเป็น ‘ถ้าหาก’ กับ ‘ท่าทาง’ วางแนบประโยคที่จะเขียน  ก็จะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าคำใดถูกต้อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น ‘เทวดา...จะบ๊องส์’ หรือ ‘...หิมะตกในกรุงเทพฯ’ ลองใช้ ‘ถ้าหาก’ กับ ‘ท่าทาง’ เติมลงในช่องว่าง อันไหนอ่านแล้วได้ใจความ คำนั้นคือคำที่ถูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่มีความรู้เรื่องหลักภาษาและไวยากรณ์ไทยมาตลอดชีวิตวัยเรียน รวมเลยจนถึงปัจจุบันก็ยังโหลยโท่ยเท่า ๆ เดิม แต่ก็ทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเลี้ยงตับไตไส้พุง ทั้งเครื่องในและเครื่องนอก ด้วยอาชีพขีดเขียนเกี่ยวเนื่องกับการใช้ภาษาเรื่อยมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาศัยหลักยึดแค่ว่า เขียนให้อ่านรู้เรื่อง อ่านเข้าใจ และวางลำดับถ้อยคำต่าง ๆ ก่อน-หลังให้ราบรื่น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายละเอียดอื่น ๆ ที่เหลือ เป็นวิชาที่ได้จากครูตำรวจตรวจภาษาล้วน ๆ เลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แจกแจงเป็นข้อ ๆ ไม่ได้หรอกนะครับว่า ประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่สรุปหลักสั้น ๆ ได้ว่า ภาษาไทยมีหลุมพรางความยอกย้อนพิสดารซ่อนอยู่มากมาย วิธีรับมือจัดการแบบ ‘เอาอยู่’ ก็คือ คิดเยอะ ๆ และละเอียดรัดกุม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครูอบเก่งในการเสาะหาหลุมพรางช่องโหว่ต่าง ๆ ในภาษา แล้วนำมายั่วล้อสร้างอารมณ์ขัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น ในเรื่องสั้น ‘ลึกลับนักสืบ’ ท่านเล่นคำกับคำ ‘นักสืบ’ ประเภทต่าง ๆ  ไว้ว่า “...นักสืบมีอยู่หลายประเภท คือ นักสืบสวนมักสืบแต่เรื่องผลหมากรากไม้ นักสืบสาวมักสืบแต่เรื่องผู้หญิง นักสืบเสาะมักสืบค้นหาอะไรแปลกแปลก เช่นร้านที่เชื่อแล้วไม่ค่อยทวง นักสืบพันธุ์มักสืบเสร็จแล้วตอนจบเรื่องก็ได้นางเอกเป็นเมีย และนักสืบเท้ามักสืบแต่เรื่องต่ำต่ำเลวเลว แต่มีความเจริญคืบหน้า...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นบรมครู เป็นนายแห่งภาษา บรรลุถึงขั้นเลือกสรรถ้อยคำมาใช้งานชนิดสั่งได้ของครูอบ ส่งผลให้ท่านเป็นที่สุดในอีกตำแหน่ง นั่นคือ ราชาอารมณ์ขัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในคำนำหนังสือทุกเล่มของฮิวเมอริสต์ มักจะตกลงกับผู้อ่านไว้ 2 ข้ออยู่เสมอ นั่นคือ “ผู้อ่านเรื่องของผมควรจะผ่านอย่างต่ำมัธยมหก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่กล้ารับรองว่าจะรู้เรื่องได้ทุกรายไป ที่จริงคิดว่าควรจะให้มีการแสดงประกาศนียบัตรหรือหนังสือสำคัญรับรองพื้นความรู้ก่อนจะยอมให้ซื้อ แต่เห็นว่าจะยุ่งแก่การขายการทอนสตางค์และการคืนสตางค์ ก็เลยระงับเสีย” และ “...เมื่อหนังสือนี้ตกอยู่ในครอบครองของผู้อ่านแล้ว ช่วยอ่านให้ครบทุกตัวทุกคำทุกประโยคทุกบรรทัดและทุกหน้า อย่าอ่านอย่างวิธีคำเว้นคำ หรือบรรทัดเว้นสองบรรทัด หรือหน้าเว้นสามหน้า เพราะไม่มีอะไรฟุ่มเฟือยที่จะควรข้ามไปเลย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้ง 2 ข้อตกลงนี้ เกี่ยวโยงกับจุดเด่นในงานเขียนของ ‘ฮิวเมอริสต์’ นั่นคือ ความละเอียดถี่ถ้วนในการหารูร่องช่องโพรง สำหรับสอด แทรก ซ้อน ซ่อน ซึม ลูกเล่นอารมณ์ขันอย่างมั่งคั่งแพรวพราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมติดวิธีการอ่านแบบกัดแทะและเล็มทุกถ้อยคำอย่างเชื่องช้ายิ่งกว่าระบบราชการไทย นั้นก็เพราะคุ้นชินกับการอ่านทุกคำ ตามคำชี้แนะของพระเจ้าตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีนักเขียนไทยคนไหนอีกแล้วนะครับ ที่จะเล่นหกคะเมนตีลังกากับภาษาไทยอย่างละเอียดละเมียดวิจิตรบรรจงเทียบเท่า ‘ฮิวเมอริสต์’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดกันหลายปากว่า ภาษาไทยนั้นมั่งคั่งอลังการ ผมน้อมรับคล้อยตามความคิดดังกล่าวโดยปราศจากข้อเถียงแย้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ที่ผิดแผกคือ ผมเห็นความหลากหลายและคุณค่าวิเศษต่าง ๆ ในภาษาไทยจากงานของฮิวเมอริสต์ ไม่ใช่จากภาษาสวมชฏา (สำนวนของ’รงค์ วงษ์สวรรค์) ที่เต็มไปด้วยศัพท์แสงสูงส่งเข้าใจยากของเหล่าปวงปราชญ์ผู้รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเขียนของ ‘ฮิวเมอริสต์’ ใช้สำนวนภาษาเรียบง่าย โน้มเอียงไปทางภาษาพูด แต่พิเศษเหนือธรรมดาตรงที่แฝงอารมณ์ขันไว้ แทบว่าทุกย่อหน้า ทุกวรรค ทุกประโยค และทุกคำ เปิดอ่านไปตรงไหนก็เจอทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลกภาษาของ ‘ฮิวเมอริสต์’ มีหลายระดับ ตั้งแต่เด่นชัดจะแจ้งไปจนถึงซ่อนลึกแนบเนียน กระทั่งว่าต้องขบกันหลายชั้น จึงจะเห็นแง่มุมขำขัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น “แต่มีผู้คนและเมียคนอื่นมากหน้าหลายตา (ซึ่งเป็นสองเท่าของหน้า)” นี้เป็นการเล่นกับคำว่า –ตัวผู้ตัวเมีย-และเล่นกับจำนวนปริมาณของคำว่า ‘มากหน้าหลายตา’ หรือ “หลักเศรษฐกิจสตางคะการ”, “ชุบมือเปิบล้างช้อนตักเช็ดตะเกียบคีบ”, “สุดเหวี่ยงเต็มแกว่ง”, “ทุ่มทุนสร้าง ขว้างทุนเสี่ยง เหวี่ยงทุนเสนอ”, “พอวิทยุปิดสถานีลั่นกุญแจ”, “สมบัติอหิวาต์เหว”, “ถอดเสื้อคนกางเกงคนออก เหลือแต่กางเกงลิง”, “ต้องซื้อด้วยอัตราตลาดมืด หรืออย่างดีก็ตลาดโพล้เพล้ขมุกขมัว อัตราตลาดสว่างให้แลกเฉพาะสิ่งของจำเป็น”, “ชนใครแล้วไม่มีผิด (คือชนถูก)”, “ข่าวสังคมนาคม”, “กลอนเปล่าซึ่งทำให้กระดาษเปล่าเลอะเทอะไปเปล่าเปล่า”&lt;br /&gt;หรืออีกครั้งเพื่อขึ้นย่อหน้าใหม่เล่น ๆ นะครับ “ข้าพเจ้า-เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง-เป็นอีกข้าพเจ้าหนึ่ง-ไม่ใช่ข้าพเจ้าผู้เขียนเรื่องดังที่ใส่ชื่อผู้เขียนเอาไว้ แต่เป็นข้าพเจ้าในเรื่อง ฉะนั้นเมื่อปรากฏคำว่าข้าพเจ้าในเรื่องนี้ โปรดเข้าใจว่าไม่ใช่ข้าพเจ้าจริงจริง พึงทราบว่าเป็นข้าพเจ้าอีกข้าพเจ้าหนึ่ง...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องอารมณ์ขันในการใช้ภาษาของ ‘ฮิวเมอริสต์’ ยังยกตัวอย่างกันได้อีกเยอะแยะมากมาย และสามารถตั้งเป็นหัวข้อทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ได้สบาย ๆ (และเคยมีคนทำไปแล้ว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ความเป็นราชาอารมณ์ขันของ ‘ฮิวเมอริสต์’ ไม่ได้สิ้นสุดยุติอยู่เพียงแค่ อัจฉริยะในการใช้ภาษาเท่านั้น แต่ครบเครื่องรอบด้านในทุก ๆ รูปแบบ ตั้งแต่มุมมองความช่างสังเกตแบบนักสร้างสรรค์, ความเชี่ยวชาญชำนาญชำนิในการเสียดสียั่วล้อเหน็บแนมประชัดประชันความเป็นไปต่าง ๆ (ที่ไม่เข้าท่า) ในสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะเด่น ๆ เหล่านี้ สามารถหาอ่านได้จากเรื่องสั้น ‘สุนทรพจน์เปิดส้วมสาธารณะ’, ‘เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง’, ‘ออกป่าล่าสัตว์’, ‘นำเที่ยวไทยแลนด์ (สยาม), และ ‘โรสแมรีหน้าบึ้ง’ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และสิ่งสำคัญที่ไม่ค่อยจะมีใครกล่าวถึงสักเท่าไร นั่นคือ ระบบตรรกะอธิบายเหตุผลต่าง ๆ ของฮิวเมอริสต์ที่ตลกเหลือหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบตรรกะในการอธิบายเหตุผลของฮิวเมอริสต์นั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ บางจังหวะบางวาระบางภาวะบางขณะ ท่านคิดเป็นการ์ตูนนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อธิบายยืดยาวมากความไปกว่านี้ ผมอาจจะพาผู้อ่านเข้ารกเข้าพงลงเหวไกลจากเป้าหมาย ยกตัวอย่างดีกว่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เช่น “และชอบกล! ผีไทยไม่ยักหลอกเจ๊ก คงเนื่องด้วยกรมม่ะอะไรองค์นั้นไม่ทรงรู้ภาษาเจ๊ก จึงหลอกเจ๊กไม่รู้เรื่องกัน เป็นอย่างเดียวกับผีเจ๊กไม่หลอกแขก ผีแขกไม่หลอกฝรั่ง เพราะไม่รู้ภาษากัน หลอกกันไม่เข้าใจ นอกจากจะหาผีล่ามมาด้วย ซึ่งเป็นการประดักประเดิดและเปลืองค่าใช้จ่าย” และ “ผีคนคือคนที่ตายร่างกายเน่าเปื่อยแล้ว ผีบ้านคือบ้านที่พังทลายไม่มีรูปร่างแล้ว ผีบุหรี่ก็คือบุหรี่ที่คนสูบเข้าไปหมดแล้ว พวกฉันนี่เป็นผีคน ก็กินผีขนม สูบผีบุหรี่ และอยู่ในผีบ้าน”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หรือ “ฉาก-ดาดฟ้าเรือเดินทะเลไประยองจันทบุรี เห็นท้องฟ้าสีฟ้า มีเมฆลอยอย่างสบายสบายสองก้อน มีนกนางแอ่นที่แอ่นพอสมควรสองตัว บินไปทางโน้น แล้วก็มาทางนี้ แล้วก็ไปทางโน้นอีก ตลอดเวลาของเรื่องนี้ ไม่บินไปไหนนอกจากทางโน้นกับทางนี้  เห็นทะเลสีน้ำทะเลลิบลิบไปจดขอบฟ้า ปลาฉลามที่ยังมีหูสองตัว ปลาทูที่ยังไม่ได้นึ่งสองตัว ปลาที่เขาเอามาทำปลาเค็มไม่รู้จักชื่ออีกหลายชนิด ชนิดละสองตัว ว่ายไปว่ายมาคลาคล่ำอยู่ มีคลื่นพอประมาณ ไม่ถึงแก่ทำให้คลื่นไส้...”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;และที่เด็ดขาดบาดใจมากก็คือ “อนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าได้รับเชิญมาแล้วในวันนี้ ข้าพเจ้าใคร่จะขอฝากความคิดเห็นไว้แก่คณะกรรมการจัดสร้างและดูแลบำรุงรักษาส้วมสาธารณะด้วยว่า ตู้สำหรับหยอดสตางค์ที่ประตูส้วมนั้น ควรจะจัดให้เป็นที่สบใจผู้เข้าไปถ่ายสักหน่อย โดยทำอย่างทำนองสล็อทแมชชีนในเมืองนอก ซึ่งเด็กผู้ใหญ่ในเมืองไทยเมื่อสมัยสามสิบปีมาแล้วรู้จักดี เรียกกันว่า ‘อีดำอีแดง’ คือเมื่อหยอดสตางค์ลงไปแล้ว ประสบคราวโชคเหมาะเคราะห์ดี ก็จะมีสตางค์ไหลกราวออกมาเป็นกำไร ถ้าโชคไม่ดี ก็หยอดลงไปหายเปล่า  ซึ่งเท่ากับเสียค่าผ่านประตูตามธรรมดาอยู่แล้ว ทำเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการแถมพกนั่นเอง แต่แถมเฉพาะผู้เคราะห์ดี เมื่อคนมีหวังจะรวยขึ้นได้ โดยหยอดสตางค์ค่าผ่านประตูเข้าส้วมเช่นนี้ คนก็จะนิยมการถ่ายมากขึ้น อาจจะเวียนมาถ่ายกันคนละหลายหลายหนในวันหนึ่งวันหนึ่ง  แล้วการจะถ่ายให้ได้มากมากครั้ง ก็จำต้องกินให้มากขึ้น ทั้งจำนวนครั้งและจำนวนอาหาร เมื่อคนกินมากก็ต้องซื้อมามาก คนขายก็จะขายดี การค้าก็จะเจริญ โภคกิจก็จะฟื้นฟู หรือจะมีไอเดียในการลดค่าผ่านประตูเข้าส้วมปีละเดือน ปีละฤดู อย่างไรก็ได้ จะถ่ายหนึ่งแถมหนึ่ง ก็ดีเหมือนกัน จะจัดปับลิคศิตี้ให้คนนิยมอย่างไรน่ะ เป็นสิ่งควรทำทั้งนั้น”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหตุผลสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ ‘ฮิวเมอริสต์’ ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชาอารมณ์ขัน ก็คือ ตลกของท่าน มีรสนิยมดี สุขุมลุ่มลึก เหนือชั้น และไม่ก้าวร้าวหยาบคาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในฐานะผู้นิยมและหลงรักอารมณ์ขัน ผมพูดได้ว่า งานเขียนประเภทหัสคดี เป็นศิลปะชั้นสูงและยากสุดขีด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เขียนให้ผู้อ่านสะเทือนใจร้องไห้ยังง่ายกว่าเยอะนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรื่องนี้อธิบายได้ว่า มนุษย์มีประสบการณ์ร่วมต่อเรื่องทุกข์โศกในชีวิต ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ขณะที่อารมณ์ขัน สามารถจำแนกแยกย่อยได้หลายระดับชั้น ตั้งแต่ขั้นหัวเราะเพราะเห็นคนเหยียบเปลือกกล้วยหกล้ม, ใช้ถาดตีหัว, ตลกใต้สะดือสัปดน, ตลกแบบประจานให้ผู้อื่นได้อาย, ตลกปัญญาชน, ตลกล้อเลียน, ตลกร้าย, ตลกเสียดสี ฯลฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จึงเป็นการยากที่อารมณ์ขันแบบใดแบบหนึ่ง จะสามารถตอบสนองรสนิยมทุกคนให้รู้สึกได้พ้องพานตรงกันอย่างครอบคลุมทั่วถึง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมมีความจำเลวร้ายในทุกเรื่องปกติของการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันก็มีความจำดีเลิศในทุกเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ขัน จะเป็นพรสวรรค์หรือคำสาปนรก...ผมเองก็ยังไม่แน่ใจ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ที่แน่ใจและมั่นใจก็คือ ในบรรดาอารมณ์ขันทั้งหมดที่ผมจำได้ดีแม่นยำนั้น...&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมประทับใจ, จดจำ และรักอารมณ์ขันของฮิวเมอริสต์มากที่สุด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-2967292208661546035?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/2967292208661546035/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=2967292208661546035' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/2967292208661546035'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/2967292208661546035'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='อารมณ์ขันของฮิวเมอริสต์ โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-2415149161611442894</id><published>2010-08-15T15:21:00.002+07:00</published><updated>2010-08-15T15:27:07.874+07:00</updated><title type='text'>Wanich 60 และ 60.5 โดย 'นรา'</title><content type='html'>ผมเพิ่งมาระลึกชาติได้สด ๆ ร้อน ๆ ก่อนลงมือเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ว่า คนดังที่ผมเดินใจเต้นระทึกตึ้กตั้กเข้าไปขอลายเซ็นเป็นรายแรกในชีวิต คือเจ้าของผลงานหนังสือรวมบทความ 2 เล่มชุด ชื่อปก Wanich 60 และ Wanich 60.5&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อภาษาอังกฤษนั้นหมายถึงวาณิช จรุงกิจอนันต์ในฐานะผู้เขียน ส่วนตัวเลขกำกับแนบท้ายเป็นจำนวนผ่านร้อนผ่านหนาวในชีวิต หรือบางทีอาจเป็นการใบ้หวยระยะยาว (ตามซื้อเลขนี้ทุกงวดต่อเนื่อง สักวันอาจจะถูก)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตอนนั้นผมไปฟังพี่วาณิชเสวนาอภิปรายเรื่องอะไรสักอย่าง ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบรายการแล้ว ผมก็เดินเข้าไปยื่นหนังสือให้พี่วาณิชเซ็น พร้อมทั้งไถ่ถามถึงผลงานรวมบทกวีชื่อ ‘บันทึกแห่งการเดินทาง’ ที่พี่เขาเขียน ว่าสามารถหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ว่าแล้วผมก็ขอใบ้หวยเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เหตุการณ์เกิดขึ้นราว ๆ 26 ปีเห็นจะได้ พี่เขาคงราว ๆ Wanich 34 ส่วนผมก็อยู่แถว ๆ Nara 19 ยังสดใสอ่อนเยาว์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เจอกันหนถัดมา พี่เขากลายเป็น Wanich 47 ผมกลายเป็น Nara 32 ครั้งนี้พี่วาณิชขึ้นเวทีพูดคุยเรื่อง ‘หนังกับหนังสือ’ (อีก 2 ท่านที่ร่วมสนทนาคือ พี่หง่าว-ยุทธนา มุกดาสนิท และพี่เตี้ย-สนานจิตต์ บางสพาน) โดยมีผมผู้เป็นน้องเล็ก ทำหน้าที่ดำเนินรายการ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เป็นการเสวนาที่ได้ทั้งเนื้อหาสาระและเกือบจะเกิดการปะทะคารมบนเวที แต่ผมใช้สิทธิ์คนดำเนินรายการ ชิงตัดบทเป่านกหวีดหมดเวลาเสียก่อน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พวกพี่ ๆ เขาก็เลยต้องลงมาอภิปรายต่อรอบสองในวงเหล้า (วงใหญ่) จนกระทั่งดึกดื่นและกรึ่ม ๆ ครึ้ม ๆ อย่างทั่วถึง ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หลังจากนั้น ผมได้เจอพี่วาณิชอีกสองสามครั้ง ทุกคราวเว้นช่วงห่างเนิ่นนาน จนพี่เขาจำผมไม่ได้ ต้องแนะนำตัวกันใหม่อยู่ร่ำไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครั้งหลังสุดคือ ประมาณปลายปี 2548 ตอนเกือบ ๆ เที่ยงคืน ที่ซูเปอร์มาเก็ตแบบเปิดตลอด 24 ชั่วโมงแห่งหนึ่ง (ผมเลิกใบ้หวยแล้วนะครับ และไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นในความแม่นยำของตัวเลขที่มีปรากฏในย่อหน้านี้) &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คืนนั้นผมไปพร้อมเพื่อน ซึ่งเคยทำงานที่เดียวกับพี่วาณิช คุ้นเคยกันดีพอสมควร &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พี่กับเพื่อนต่างไม่ได้เจอะเจอกันมานาน จึงทักทายไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันและกันหลายประโยค &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“ดีใจว่ะที่ได้เจอ” พี่วาณิชบอกกับเพื่อนผม แล้วก็หันมาจ้องหน้าผมอยู่หลายวินาที ก่อนจะกล่าวว่า “เอ๊ะ ไอ้นี่หน้าตาคุ้น ๆ โว้ย ต้องเคยเจอกันที่ไหนสักแห่งมาก่อนแน่ ๆ”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็เลยแปลงกายเป็นเหตุการณ์ Déjà vu พูดแนะนำตัวสั้น ๆ กับพี่เขาเหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้นอกรายการโทรทัศน์ของพี่วาณิช&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนพี่วาณิชก็เป็น Idol ของผม เป็นฮีโร่ของผม และเป็นอีกหนึ่งครูคนสำคัญในการเขียนหนังสือ ที่ผมพยายามเรียนผ่านการอ่านผลงานจำนวนมาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครูนักเขียนของผมมีเยอะนับไม่ถ้วน หากจะเปรียบว่า ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คือ ‘ครูใหญ่’ พี่วาณิชก็คงจะเป็นเสมือน ‘ครูประจำชั้น’&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครูใหญ่ให้อิทธิพลแรงบันดาลใจในการทำงานมากมายมหาศาล มอบเคล็ดวิชาล้ำค่าคือ ความรื่นรมย์กับการอ่านและเขียนหนังสือให้อร่อยทุกถ้อยคำ รวมทั้งกระบวนท่าไม้ตายในการเขียนบรรยายพรรณนาสิ่งต่าง ๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนครูประจำชั้น สอนผมเรื่องกลเม็ดเด็ดพรายสารพัด, จังหวะลีลาในการใช้คำให้ลื่นไหล, การโน้มน้าวเร้าอารมณ์อันหลากหลายให้ผู้อ่านคล้อยตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีจบข้อเขียนแบบ ‘ทิ้งหมัด เข้ามุม’ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครูที่ผมเรียกโดยใช้สรรพนามว่าพี่ เป็นเซียนในทุก ๆ ประการที่กล่าวมา และมีทีเด็ดอีกเยอะวิชาที่ผมยังไม่ได้เอ่ยถึง อีกทั้งยังเรียนไม่จบหลักสูตร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พี่วาณิชเป็นนักเขียนที่ครบเครื่อง เขียนมาแล้วทั้งนิยาย, เรื่องสั้น, บทหนังบทละคร, บทกลอน, สารคดี, ตอบปัญหาชีวิต, บทความ ฯลฯ จนผมนึกไม่ออกว่า เหลืองานเขียนแขนงใดบ้างในโลกนี้ ที่พี่เขายังไม่ได้เขียน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ว่ากันเฉพาะการเขียนบทความ สไตล์ของพี่วาณิช ถือได้ว่าเป็น ‘สกุลช่าง’ ที่เด่นชัดแข็งแรงมากสกุลหนึ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข้อเขียนของผม ก็จัดอยู่ใน ‘สกุลช่าง’ ที่พี่วาณิชเป็นเจ้ายุทธจักรอยู่นะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สกุลช่างนี้ ผมไม่ทราบถ่องแท้ว่า ใครคือต้นตำรับหรือผู้ริเริ่มบุกเบิก เท่าที่จำความได้และรู้เดียงสาในการอ่าน ผมพบว่ามีอาจารย์ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ก่อนแล้ว และผ่านวันเวลานั้นมาถึงปัจจุบัน แบบแผนดังกล่าวได้รับการปรุงโฉม กระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพี่วาณิช&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นิยามสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ นิยมเรียกขานสกุลช่างนี้ก็คือ ‘เขียนเล่าเรื่องตัวเอง’  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บทความของพี่วาณิช มีประเด็นแง่คิดบางอย่างเป็นโจทย์หรือตัวตั้ง แล้วเล่าเรื่องผูกเหตุการณ์ผ่านประสบการณ์ตัวเอง ใช้มุมมองความคิดความเข้าใจของตัวเอง เพื่อนำพาเนื้อหาเรื่องราวไปสู่แง่มุมนั้น ๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเรียกสกุลช่างนี้อีกชื่อหนึ่งว่า เป็นการเขียนในลักษณะเหมือน ‘เพื่อนคุย’ เล่าสู่กันฟังในสิ่งละอันพันละน้อยกับผู้อ่าน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความโดดเด่นอีกอย่าง ได้แก่ การเขียนให้อ่านง่ายและสนุกสุดขีด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พิจารณาอย่างผิวเผินหยาบ ๆ บทความของพี่วาณิช คล้าย ๆ กับนึกอะไรได้ขณะเขียน ก็ว่าแบบไหลไปเรื่อย ไม่ต้องปั้นแต่งประดิดประดอยอันใด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พิจารณาแบบใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียด บทความของพี่วาณิช ก็เต็มไปด้วยทักษะฝีมือชั้นสูง มีสัมผัสคล้องจองลื่นไหลชวนอ่าน, อารมณ์ขันเฉียบคม, ลีลาเลื้อยลากกระชากหลบและสับขาหลอก, จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบา และอีกสารพัดเทคนิคความสามารถเฉพาะตัว...ซึ่งสรุปง่าย ๆ ว่า ร่ำรวยมั่งคั่งในเชิงวรรณศิลป์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมคิดว่า ผมเรียนรู้เทคนิคเหล่านี้จากพี่วาณิชค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งที่ไม่มีวันเทียบเปรียบติดได้เลยก็คือ พี่เขาเขียนและใช้ลีลาอันแพรวพราวทั้งหลายประดามี ได้อย่างผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ จนมองไม่เห็นร่องรอยการปั้นแต่งประดิดประดอย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ได้แค่เทคนิควิธีเท่านั้นนะครับ ขณะที่พี่วาณิชยังมีต้นทุนส่วนตัวอีกหลายอย่าง เช่น ประสบการณ์ชีวิต, ทัศนคติ และความรอบรู้แบบครอบจักรวาล อันเป็นสมบัติส่วนบุคคล ซึ่งต่อให้นับถือเลื่อมใสในฐานะครูกับศิษย์มากเพียงไร ก็ขอหยิบขอยืมหรือนำมาใช้ไม่ได้เด็ดขาด...มิฉะนั้นจะกลายเป็นการลอกเลียนแบบทำเทียมทันที&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จุดเด่นอีกข้อเท่าที่ผมนึกออกคือ บทความของพี่วาณิช เปรียบเป็นมวยก็ตั้งการ์ดแน่นรัดกุม หากจะเถียงสู้บู๊ทางความคิดกับใครแล้ว พี่วาณิชเป็นมวยประเภทแพ้ยาก (และดูเหมือนว่าไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้ใคร) ตรรกะเหตุผลและวิธีแจกแจงสาธยาย ผ่านการคิดไตร่ตรองอย่างเป็นระบบ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มีอยู่บ่อยครั้ง ที่ผมอ่านงานของพี่วาณิชแล้ว ไม่เห็นด้วยและคิดต่างกับคุณครู แต่นั่นก็แค่ไม่เห็นพ้องคล้อยตามนะครับ...เพราะถึงคราวจะคัดง้างหักล้างพยายามเถียงในใจทีไร ผมเป็นต้องยอมแพ้จำนนต่อเหตุและผลอยู่ร่ำไป&lt;br /&gt; พูดง่าย ๆ คือ อ่านแล้วไม่เห็นด้วย แต่นึกหาเหตุผลที่ดีกว่ามาเอาชนะเหตุผลที่พี่วาณิชวางไว้ในข้อเขียนไม่สำเร็จ พี่เขาเป็นกองหลังระดับทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์โลกทุกสมัยรวมกันเลยทีเดียว เหนียวแน่น เก๋าเกม และอ่านขาดดักทางกองหน้าได้หมด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นี่ยังไม่นับรวมจังหวะเข้าปะทะแบบถึงลูกถึงคน หนักหน่วงรุนแรง แต่ไม่ฟาวล์ไม่ผิดกติกาและไม่โดนใบเหลืองด้วยนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความยอดเยี่ยมสุดท้ายที่ผมเห็นจากบทความแบบ ‘เล่าเรื่องตัวเอง’ ของครู ได้แก่ ความพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ระหว่างการอวดตัวกับการถ่อมตัว สำหรับผมแล้วนี่เป็นศิลปะ และเป็นศิลปะชั้นสูง มีเพียงนักเขียน ‘มือถึง’ เท่านั้น จึงจะ ‘เอาอยู่’&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พี่วาณิชไม่ใช่แค่ ‘เอาอยู่’ หรือ ‘คุมได้’ นะครับ พี่เขาพัฒนาฝีมือแรงงานถึงขนาดทำได้คล่องแคล่วชนิดเป็นนายเหนือ ควบคุมบงการออกคำสั่งได้ตามใจชอบ ราวกับสั่งก๋วยเตี๋ยวร้านเจ้าประจำกันเลยทีเดียว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สำหรับนักเขียนระดับซือแป๋อย่างพี่วาณิช ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ทั้งสิ้น ที่จะต้องมาแนะนำว่า เนื้อหาภายในของหนังสือ Wanich 60 และ Wanich 60.5 ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และน่าสนใจควรค่าแก่การเสาะหามาอ่านอย่างไรบ้าง?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แค่ตีฆ้องร้องป่าวว่า หนังสือวางแผงแล้ว เท่านี้ก็เหลือเฟือเกินพอ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ข้อเขียนชิ้นนี้ ดูเหมือน ‘ขายของ’ แบบฮาร์ดเซลส์ขึ้นมาบ้าง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หนังสือ Wanich 60 และ Wanich 60.5 มีคำสรรเสริญเยินยอต่าง ๆ ที่ผมกล่าวอ้างถึง ‘ครูของผม’อยู่ครบถ้วน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เว้นแต่ว่า...ดีกว่า สนุกกว่า และแพรวพราวกว่าที่ผมเขียนไว้เยอะเลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บรรทัดข้างบนนี่ ผมพูดแบบอวดตัวและมั่นใจสุดชีวิตแล้วนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-2415149161611442894?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/2415149161611442894/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=2415149161611442894' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/2415149161611442894'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/2415149161611442894'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/08/wanich-60-605.html' title='Wanich 60 และ 60.5 โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-4071132433818275084</id><published>2010-07-27T18:27:00.003+07:00</published><updated>2010-07-27T18:39:39.553+07:00</updated><title type='text'>วาดรูป โดย 'นรา'</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TE7FTpjqrzI/AAAAAAAAAOw/2kx4lxIm7yQ/s1600/09311.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 193px; height: 320px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TE7FTpjqrzI/AAAAAAAAAOw/2kx4lxIm7yQ/s320/09311.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5498549136429592370" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เข้าสู่วงการเป็นมือใหม่ตระเวนฝึกสายตาดูจิตรกรรมฝาผนังได้ราว ๆ ครึ่งปี ผมก็เกิดความสนใจงอกเงย ‘บานปลาย’ อีกหลายแขนง อาทิเช่น เริ่มประทับใจลวดลายปูนปั้นตามโบราณสถานต่าง ๆ, หัดดูใบสีมา, ฟังดนตรีไทย, อ่านหนังสือจำพวกพงศาวดาร ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ฯลฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ล้วนแล้วแต่เป็นรสนิยมตามสมัยไม่ทัน ฝุ่นจับหนาเตอะทั้งสิ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แรกเริ่มก็เพื่อจะช่วยให้ดูจิตรกรรมฝาผนังเกิดอรรถรสอร่อยยิ่ง ๆ ขึ้น ต่อมาก็กลายเป็นความชอบความหลงใหลจริงจัง และติดงอมแงม รวมทั้งมีแนวโน้มว่าจะ ‘รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ กู่ไม่กลับ’ อยากรู้อะไรต่อมิอะไรแบบ ‘เจาะเวลาหาอดีต’ เพิ่มเติมตลอดเวลา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็เลยค้นพบตัวเองขนานใหญ่ว่า แท้ที่จริงแล้ว ผมมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น มีเชื้อไทยมุงผสมพันธุ์ปาปารัซซีอยู่ในสายเลือดอย่างเข้มข้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เพียงแต่แปรความอยากรู้อยากเห็นนั้น เบนห่างจากเรื่องซุบซิบนินทา ข่าวลืออื้อฉาวคาวสวาท ฯ ไปสู่หัวข้อประเด็นอื่น ๆ ตามความสนใจส่วนตัว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดได้ว่า ในความเป็นเด็กเปรต (อ้วน ๆ) ผมมีวาสนาดีอยู่บ้างตรงที่ รักชอบสนใจหลายสิ่งในทางที่ถูกที่ควรดีงาม หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีรสนิยมไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในบรรดาความสนใจ 353 สาขา 765 แขนงที่บวกเพิ่ม มีการวาดรูปรวมอยู่ด้วย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เริ่มต้นก็เจตนาจะสเก็ตช์ภาพคร่าว ๆ ว่า ผนังโบสถ์แต่ละแห่งที่ไปดูมา ด้านไหนวาดรูปอะไรบ้าง เหมือนเป็นบันทึกไว้กันลืม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ต่อมา ยิ่งผ่านตาภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทั้งในสถานที่จริง รูปประกอบตามตำรับตำรา และภาพที่ผมถ่ายแล้วนำมาอัดไว้ดูเล่น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดูบ่อย ๆ เข้า นอกจากจะยิ่งหลงใหลดื่มด่ำแล้ว ผลข้างเคียงก็คือ อาการคันไม้คันมือยุบยิบ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็เลยซื้อปากกา ซื้อกระดาษ และลงมือหัดวาดรูปเป็นการเอิกเกริก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เล่าย้อนหลังไปอีกนิดราว ๆ เกือบจะชาติที่แล้ว สมัยผมยังเป็นเด็กนั้น กิจกรรมที่เรียกได้ว่าเข้าข่าย ‘มีใจรัก’ คือ การอ่านการ์ตูน (ซึ่งคลี่คลายเป็นชอบอ่านหนังสือในเวลาต่อมา) และการวาดรูป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมยังจำภาพแรกที่วาดได้ ตอนนั้นอายุประมาณ 6 ขวบ เย็นวันหนึ่งผมนั่งอ่านการ์ตูน เจอรูปหมูอ้วนตลก ๆ ตัวหนึ่ง ผมก็หยิบกระดาษมาวางทาบ ใช้ดินสอลอกลาย จนกระทั่งสำเร็จ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จริง ๆ แล้วลอกทั้งดุ้นนะครับ ไม่ได้วาดเอง แต่สำหรับผมในตอนนั้น นั่นคือ การค้นพบครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่มากในแวดวงศิลปะ ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่า การวาด อยู่ด้วย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมหลงใหลได้ปลื้มภาคภูมิใจกับภาพที่ลอกมาอยู่หลายสัปดาห์ พกพาติดตัวเที่ยวอวดใครต่อใคร แลกกับคำชมว่าเป็นศิลปินอัจฉริยะรุ่นเยาว์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จนวันหนึ่ง พี่ชายผมคงจะหมั่นไส้และเหลืออด จึงเฉลยความจริงว่า การใช้กระดาษวางทาบแล้วลอกลายตาม ไม่นับว่าเป็นการวาด ผิดกติกา ขี้โกง และไม่ใช่ฝีมืออันแท้จริง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โลกทั้งใบของผมพังทลายลงในชั่วกระพริบตา เหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่เพิ่งรู้ความจริงว่า ‘เหาะไม่ได้’ การลอยตัวโลดโผนที่ผ่าน ๆ มานั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่เซถลาลื่นหกล้ม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พลันที่พบว่า ผมไม่มี ‘พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่’ และเป็นเพียงหนูน้อยธรรมดาสามัญดาษดื่นพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กอื่น ๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็หัดบินทันที ด้วยการหยิบเอารูปหมูอ้วนตลก ๆ ตัวนั้นมาเป็นนายแบบ แล้วตั้งหน้าตั้งตาวาดมันอย่างคร่ำเคร่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ไม่เคยมีภาพไหนดีเท่ากับที่ลอกมาเลย หมูอ้วนตลก ๆ รุ่นต่อมา ล้วนโย้เย้เฉไฉบิดเบี้ยว บางภาพก็เหมือนหมาผอม ๆ บางภาพก็คล้ายแมวป่วยเป็นโรคท้องเดิน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ถึงผมจะไม่อาจเป็นซูเปอร์ฮีโรที่บินได้ แต่ผมก็กลายเป็นเด็กมือบอน ชอบวาดและขีดเขียนไปเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็วาดอะไรต่อมิอะไรก๊อกแก๊กเรื่อยมา จนเริ่มพัฒนาฝีมือและแรงงานอยู่ในขั้นพอดูได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มาหายห่างร้างเลิกวางมือตอนสมัยเรียนมัธยม เหตุผลแท้จริงนั้นผมเลือน ๆ ไปแล้ว ถ้าจะให้คาดเดาสันนิษฐาน ทฤษฏีที่มีแนวโน้มความเป็นไปได้มากสุด (เมื่อประเมินจากซาก, หลักฐาน และร่องรอยทางโบราณคดีส่วนตัว) น่าจะสืบเนื่องจากว่า ผมติดหญิง มีความรัก และ...อกหักตามระเบียบ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรื่องนี้ นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ ยังไม่ปลงใจเชื่อเด็ดขาด และรอการค้นพบปรากฏหลักฐานข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เสมอ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมมาจับปากกาดินสอเพื่อวาดรูปอีกครั้ง ช่วงแตกเนื้อหนุ่มเปรี้ยงปร้างเป็นวัยรุ่น คราวนี้มีเหตุผลแน่ชัดว่า มุ่งมั่นวาดรูปเพื่ออวดหญิงจีบหญิง จนประสบความสำเร็จเกินคาด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เกินคาด...นี้หมายถึง อกหักผิดหวังกระจุยกระจายเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มานึกทบทวนย้อนหลังแล้วก็สมควรอยู่ สาวที่ไหนจะมาชอบล่ะครับ มัวแต่ตะบี้ตะบันวาดรูปการ์ตูนให้อยู่นั่นแหละ แต่ไม่เคยชวนไปดูหนัง ไม่เคยชวนไปกินข้าว ไม่เคยชวนไปออกเดท ไม่เคยพูดจาอะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘จีบ’&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ให้ผมในอายุปัจจุบัน ย้อนเวลากลับไปยังอดีตหน่อยไม่ได้ รับรองหวานเลี่ยนเอียนกึ๋ยส์ อ้วกแตกกันระนาวเลยทีเดียว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมอกหักจนวาดรูปอยู่ในเกณฑ์ดี ทว่าพ้นจากเป้าหมายวาดให้สาว ๆ แตกตื่นฮือฮาแล้ว ก็ไม่เคยมีเป้าหมายอื่นใด  ไม่เคยฝันใฝ่อยากเป็นศิลปิน ไม่อยากรังสรรค์งานศิลป์ไว้จรรโลงโลก &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วาดเพราะวาดได้ และชอบเท่านั้นเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พ้นจากช่วงระยะวาดเพื่อแสวงหา (แฟน) แล้ว ผมก็ฝึกมือต่อเนื่องเรื่อยมาอีกหลายปี จนรู้ถ่องแท้แก่ใจว่า อยากร่ำเรียนทางด้านนี้ให้เป็นกิจจะลักษณะ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถึงตอนนั้นก็ช้าเกินไป ผมจวนเจียนจะจบระดับปวส. ใกล้เวลาต้องออกหางานทำเต็มที&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมมาเลิกหยุดวาดรูปเด็ดขาดจริง ๆ ตอนอายุยี่สิบต้น ๆ เมื่อเพื่อนไม่สนิทผู้หวังดีแบบประสงค์ร้ายคนหนึ่ง ออกความเห็นต่อหน้าธารกำนัลจำนวนมากว่า รูปที่ผมวาด ดูผิวเผินก็สวยดีอยู่หร็อก แต่จริง ๆ แล้ววาดมั่ว และใช้ความมั่วมากลบเกลื่อนพื้นฐานฝีมือที่ไม่แน่น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เป็นความเห็นที่ทำให้ผมทั้งเจ็บทั้งอาย  และก็จริงเสียด้วย ตรงที่ว่า ผมวาดมั่ว เนื่องจากเรียนฝึกเองดุ่ย ๆ ตามลำพัง ไม่เคยรู้หลักวิชาใด ๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมในเวลานั้นไม่รู้เลยว่า หากฝึกมือต่อไปตามวิธีของตนเอง ประสบการณ์, ความคิดอ่าน การลองผิดลองถูก จะค่อย ๆ ขัดเกลาความมั่วให้หมดไป และสามารถบ่มเพาะสร้างฝีมืออันจัดเจนขึ้นมาได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเป็นมนุษย์พันธุ์ไม่เชื่อมั่นในตนเองเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว เจอะเจอความเห็นเชิงลบของเพื่อนเข้าไป ก็ยิ่งจบเห่ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งมีน้ำหนักมากพอ ๆ กัน นั่นคือ ระหว่างที่สนใจหลงใหลการขีดเขียนวาดรูป ผมก็แวะไปดูนิทรรศการศิลปะต่าง ๆ ตามหอศิลป์หลายแห่ง รวมทั้งโฉบไปป้วนเปี้ยนแถว ๆ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ด้วยความอยากเรียนที่นั่นเป็นอย่างยิ่ง) &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตรงนี้ทำให้ผมได้เห็นฝีมือของคนหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และพอนำมาเปรียบกันแล้ว ผมก็นึกท้อถอดใจ เพราะรู้ตัวว่า ฝีมือห่างกันหลายล้านปีแสง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมมองตัวเองคนที่เป็นเด็กหนุ่มในอดีตแล้วก็เห็นใจต่อความไร้เดียงสาของเขานะครับ ควบคู่กันนั้นผมก็ขอบคุณที่เขาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ จนเกิดกลายเป็นผมในปัจจุบัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรื่องหันหลังให้กับการวาดรูป เป็นกรณีอกหักในด้านการใช้ชีวิตครั้งใหญ่สุดของผม เป็นเรื่องเศร้าเสียดายที่ไม่เคยเลือนหาย แต่แง่ดีงามนั้นมีอยู่คือ ส่งผลให้ผมเลือกเดินมาอีกทาง...เป็นคนเขียนหนังสือ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในละครชีวิต บางทีเราก็ไม่สมหวังกับสิ่งที่รักและอยากเป็นมากสุดหรอกนะครับ นางเอกหรือคู่แท้บุพเพสันนิวาสแต่ชาติปางก่อน อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดได้ว่า ท้ายสุดแล้วทั้งโชคชะตาและการเลือกตัดสินใจของผมเอง ได้ประกอบรวมกัน จนนำพาผมมาสู่การเป็นนักเขียนสาขาใฝ่รู้ แต่เกียจคร้าน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เล่ากระโดดจากอดีตกลับมาสู่ปัจจุบัน วาระแรก ๆ ที่หวนคืนเวทีวาดรูปอีกครั้ง ผมพบว่า มือไม้สายตาไม่อยู่ในโอวาท สนิมจับเกาะแน่น  เส้นสายแข็งทื่อ สัดส่วนรูปทรงผิดพลาดฉกาจฉกรรจ์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หากเทียบว่าผมในวัยรุ่นวาดรูปมั่ว ๆ แล้วล่ะก็ ผลงานในปัจจุบันก็เข้าข่าย ‘ก่อการร้าย’ ทางด้านวิชาวาดเขียนเลยนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เละเทะดูไม่จืด และล้าหลังถดถอยจนน่าตกใจ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กระนั้นก็ตาม ‘ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ’ ของผม มีจุดมุ่งหมายที่เติบโตทางความคิดขึ้น ไม่ได้เจตนาจะวาดอวดให้ใครอื่นมาดูมาชื่นชม ไม่ได้หวังผลลัพธ์ว่าฝีมือจะต้องเลอเลิศ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แค่วาดเพื่อตอบสนองความชอบและใจรักตามลำพัง  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เล่นโวหารสำนวนสักหน่อยก็ต้องบอกว่า ไม่ได้วาดเพื่อหวังให้รูปออกมาสวย แต่วาดเพื่อจะดูรูปผลงานของศิลปินอื่น ๆ ให้ซาบซึ้งเข้าใจดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กล่าวคือ ใช้ความอ่อนด้อยบกพร่องของตนเอง เป็นเครื่องมือค้นหาความดีงามคุณค่าวิเศษในผลงานชั้นเยี่ยมของผู้อื่น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมกลับมาหัดวาดรูปอีกครั้ง ช่วงเวลาเดียวกับที่เขียนเรื่องอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ นั้นทำให้ผมได้รับเคล็ดวิชาสำคัญ นั่นคือ วาดโดยไม่กลัวว่าจะออกมาเสีย ออกมาแย่ ผิดตรงไหน ก็สามารถวาดใหม่แก้ไขได้ เท่าที่ใจต้องการ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หลักยึดนี้ใช้ได้ครอบคลุมถึงการทำงานเขียนหนังสือ, ทุกวิชาชีพ และการดำเนินชีวิต คล้าย ๆ กับที่’รงค์ วงษ์สวรรค์กล่าวไว้ว่า ‘ฆ่างาน ก่อนที่งานจะฆ่าเรา’&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;งานที่ต้องฆ่ากำจัด เปรียบแล้วก็เหมือนรูปที่วาดผิด หรือฝีมือยังไม่ดีพอนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผ่านมา 7-8 เดือน โดยการหาเวลาเก็บเล็กผสมน้อยซ้อมมือทุกวัน ผมคิดว่ารูปที่วาดระยะหลัง ๆ กระเตื้องขึ้นในทางบวก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถึงตรงนี้ผมรู้ซึ้งแล้วว่า ตลอดประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา หากผมวาดต่อเนื่องโดยไม่ทิ้งขว้าง ป่านนี้ฝีมือก็คงมีการ ‘ยกระดับ’ อยู่บ้างเหมือนกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คล้าย ๆ การเขียนหนังสือ ผมเริ่มจากเตาะแตะแบบเด็กหัดเดิน พลาดพลั้งเกิดแผลใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ อาศัยการค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเรียนรู้ จนผ่านวันเวลาต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง ก็ก่อรูปเกิดร่างเป็นทักษะฝีมือที่พอจะไปวัดไปวาตอนสาย ๆ ได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรื่องกลับมาหัดวาดรูป เปรียบแล้วก็คล้ายผมพบเจอความฝันชิ้นหนึ่งซึ่งหล่นอยู่กลางทาง และหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทำยังไงก็ไม่มีวันใหม่สะอาดแวววาวไปถึงปลายทางที่เคยหวังไว้หรอกนะครับ แต่มันยังคงเป็นความฝันเดิมที่ผมเคยมี และผมดีใจที่ตอนนี้ฝันนั้นอยู่ในมือ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหลือแต่เรื่องความรักนี่แหละที่ยังต้องเหนื่อยกันต่อไป ผมเพิ่งค้นพบตัวเองว่า นอกจากจะไม่หล่อ จน เกเร และลงพุงแล้ว ผมยังจู้จี้จุกจิกช่างเลือกและใฝ่สูงไม่ค่อยเจียมตัวอย่างแรง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สวยน่ารักระดับน้องแพนเค้ก ยังโดนผมปฏิเสธตัดสัมพันธ์มาแล้วนักต่อนัก ด้วยคำพูดเด็ดขาดเหี้ยมเกรียมว่า “ระหว่างเราสองคน ต่างฝ่ายต่างไปตามทางของตัวเองดีกว่านะครับ”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เป็นการพูดออกไป โดยที่สาวเจ้าแต่ละคนยังไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักผม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมพูดพึมพำของผมคนเดียว อีตอนเดินเฉียดสวนกันในระยะห่างห้าเมตร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดเสร็จแล้ว นักหักอกหญิงอย่างผม ก็น้ำตาซึม สงสารและทุเรศตัวเองชิบเป๋งเลย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-4071132433818275084?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/4071132433818275084/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=4071132433818275084' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/4071132433818275084'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/4071132433818275084'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/07/blog-post_27.html' title='วาดรูป โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TE7FTpjqrzI/AAAAAAAAAOw/2kx4lxIm7yQ/s72-c/09311.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-5958698134134981900</id><published>2010-07-23T09:58:00.003+07:00</published><updated>2010-07-23T10:08:55.243+07:00</updated><title type='text'>Facebook Story โดย 'นรา'</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEkHoxqH5hI/AAAAAAAAAOo/ZBv36_En9P0/s1600/09329.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 229px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEkHoxqH5hI/AAAAAAAAAOo/ZBv36_En9P0/s320/09329.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5496933217288578578" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;หลายวันมานี้ผมติดเล่น Facebook จนวินิจฉัยฟันธงได้แบบไม่ต้องพึ่งพาจิตแพทย์ว่า น่าจะอาการเพียบหนัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ยังไม่ถึงกับเสียงานหรอกนะครับ ยังเขียนหนังสือได้ตามปกติ และเขียนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอมากกว่าเดิมนิดหน่อย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่มาเละเทะกระจุยกระจาย ตรงที่มันทำให้ผมไม่ได้เข้าออฟฟิศ (ห้องสมุด) เลย ตลอดทั้งสัปดาห์ และอ่านหนังสือน้อยลง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จึงต้องล้างแค้นให้สะอาดผ่องใส ด้วยการหยิบเรื่องนี้มาเขียนถึง เพื่อเป็นการถอนทุนเอาคืน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เรื่องคงเริ่มต้นขึ้นประมาณหลายเดือนก่อน มีรุ่นน้องรายหนึ่ง ส่งเทียบชวนผมมาทางอีเมล์ให้เข้าสู่วงการ และตอบรับเขาเป็นเพื่อน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตอนนั้น (รวมถึงตอนนี้) ผมไม่รู้หรอกนะครับว่า Facebook คืออะไร? มีประโยชน์หน้าที่ใช้สอยอย่างไร?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็เข้าไปลงทะเบียนสมัคร  เพื่อตอบรับรุ่นน้องคนนั้นเป็นเพื่อน แล้วก็เกิดอาการเหวอ ๆ ได้แต่มองตาปริบ ๆ ทำอะไรไม่ถูก ไปไม่เป็น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากนั้นก็ไม่ได้เฉียดใกล้เข้าไปเยือนอีกเลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในความถั่วโหลยโท่ยไม่เอาไหนอย่างรุนแรงของผม เรื่องสารพันบรรดามีเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ นับเป็นของแสลงลำดับต้น ๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาการเดียวกับตอนได้โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกในชีวิตมาฟรี ๆ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มีกิจกรรมโปรโมทคุณสมบัติของโทรศัพท์รุ่นที่ว่า ซึ่ง ‘ล้ำ’ มากในขณะนั้น คือ สามารถถ่ายวิดีโอ และตัดต่อลำดับภาพได้ ถ่ายภาพนิ่งได้ และอีกหลาย ๆ ประการ (ซึ่งจนถึงบัดนี้ ผมก็ยังโง่สนิท)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กิจกรรมนั้นก็คือ ให้ผู้กำกับหนัง, นักแสดง และนักวิจารณ์ ประมาณสิบกว่าชีวิต ใช้โทรศัพท์รุ่นที่ว่า ผลิตหนังสั้นคนละหนึ่งเรื่อง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็ได้มากับเขาเครื่องหนึ่ง รับมอบเสร็จสรรพ หยิบคู่มือใช้งานมาอ่าน ก็ร่ำ ๆ ว่าจะนำไปถวายคืนทันที&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ไม่รู้เรื่องโดยสิ้นเชิงนะครับ ตกใจถึงขั้นนั่งกลัดกลุ้มนอนไม่หลับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จนเพื่อนจ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ ต้องปลอบใจว่า “ทำใจดี ๆ ไว้ ค่อย ๆ กดปุ่มโน่นนี่นั่นไปเรื่อย ๆ ประเดี๋ยวก็ใช้เป็น”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็นำโอวาทคำชี้แนะของกัลยาณมิตร กลับมาทำการทดลองที่บ้าน ลองผิดลองถูก กระทั่งท้ายสุดก็สำเร็จเป็นหนังสั้นเรื่อง ‘องค์เป็ด’ ส่งมอบเอาตัวรอดมาได้ แบบผมหงอกร่วงโรยเกินวัยไปอีกหลายปี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ต่อมา ผมก็ใช้โทรศัพท์มือถือที่ได้มาฟรี แทนกล้องถ่ายรูป และใช้ทำหน้าที่อยู่แค่นั้น ใช้โทรฯ เข้า โทรฯ ออกไม่เป็น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ปราบดา หยุ่นเคยเห็นการใช้โทรศัพท์แบบไม่สมศักดิ์ศรีของผม ถึงกับอำว่า “พี่ไม่ลองเอาโทรศัพท์มาโกนหนวดดูบ้าง อาจจะเวิร์คและคุ้มขึ้นบ้างนะครับ”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ไม่กี่วันต่อมา ผมก็ขายโทรศัพท์ มีคนแย่งกันเสนอราคางาม ๆ หลายราย เกือบจะเป็นการประมูลเลยทีเดียว เนื่องจากรุ่นมันใหม่มาก และยังไม่มีวางขายตามท้องตลาด (ล่าสุดโทรศัพท์รุ่นนี้กลายเป็นโบราณวัตถุในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตามประสายอดนักธุรกิจจอมเก็งกำไรนะครับ ผมจึงขายให้เพื่อนจ๋องในราคาครึ่งหนึงของความเป็นจริง ได้ตังค์มาหมื่นบาท&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แล้วนำเงินนั้นไปซื้อกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ซึ่งแพงกว่าเท่าตัว (รวมทั้งเสียเวลาตกใจกับวิธีการใช้งานไปอีกหลายวัน)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนโทรศัพท์มือถือ ผมเพิ่งซื้อเพื่อใช้งานในฐานะโทรศัพท์จริง ๆ ประมาณครึ่งปีที่ผ่านมานี้เอง (เหมือนเดิมครับ คือ วุ่นวายโกลาหลขนานใหญ่ กว่าจะรู้วิธีกดปุ่มรับสายตอนที่มีคนโทรฯ มาหา โดนค่อนขอดนินทาว่าหยิ่งไม่ยอมรับโทรศัพท์อยู่ร่วม ๆ หนึ่งเดือน)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทันทีที่ปรากฎข่าวว่า ผมได้ซื้อโทรศัพท์มือถือเรียบร้อยแล้ว แพร่กระจายสู่แวดวงญาติมิตรที่รู้จัก &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อาทิตย์แรกผมแทบไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งรับโทรศัพท์อย่างเดียว ทั้งหมดโทรฯ มาเพื่อลองของ เหมือนทำการพิสูจน์เรื่อง ‘แปลกแต่จริง’ ยังไงยังงั้นเชียว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บางรายหนักข้อถึงขั้น นำเบอร์โทรศัพท์ของผมไปแทงหวย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ใบ้หวยแม่นนะครับ เลขท้ายสองตัวงวดนั้นตรงกับเบอร์โทรศัพท์ของผมเป๊ะ ๆ เลย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เทคโนโลยีล่าสุดที่บ้านผม คือ มีเครื่องสแกนรูป &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จู่ ๆ บินหลา สันกาลาคีรี ก็ยกให้ผมฟรี ๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข่าวดีคือ ที่ได้มามีแต่ตัวเครื่องล้วน  ๆ ไม่มีสายสำหรับต่อเชื่อมใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีแม้กระทั่งคู่มือใช้งาน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตอนนี้ผมใช้เครื่องสแกนรูปคล่องแล้วนะครับ แต่ใช้แทนอุปกรณ์ยกน้ำหนักออกกำลังกาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ความไม่เอาไหนด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ นานาที่ผ่านมาในชีวิต ทำให้ผมกลัว ๆ แหยง ๆ Facebook ไม่ค่อยกล้าข้องแวะ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่แล้ววันหนึ่ง ผู้คนรอบ ๆ ตัวผม ก็เล่น Facebook กันอย่างเอิกเกริก ต่อหน้าต่อตา วันละหลาย ๆ ชั่วโมง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ลูกอีช่างอยากรู้อยากเห็น อยากก้าวให้ทันโลกบ้าง แต่มักจะตกกระแสล้าหลังสม่ำเสมออย่างผม จึงตัดสินใจกระโดดเข้าสู่วงการ Facebook เต็มตัว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แล้วก็พบว่า เนิ่นนานผ่านมาหลายเดือน ผมจำ password ที่ลงทะเบียนไว้ไม่ได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อะไรก็ตามแต่ที่ต้องใช้ password เป็นใบเบิกทาง ผมนิยมใช้รหัสเดียวเหมือนกันหมด เพื่อกันลืม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พอใส่รหัสที่ตั้งไว้แล้วเข้าไม่ได้ ผมก็ลอง password สำรองอีกสองสามชื่อที่คิดเผื่อ ผลปรากฏว่าเข้าไม่ได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผ่านไปอีกหลายเดือน บ่ายวันหนึ่ง ขณะผมกำลังนั่งคิดถึงเรื่องทฤษฏีแรงโน้มถ่วงของเซอร์ไอแซค นิวตัน อยู่ที่ใต้ต้นมะม่วง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พลันลูกมะม่วงก็ตกใส่หัว จนผมระลึกชาติได้ว่า  password นั้นถูกต้องแล้ว ที่ผิดคือ ผมใช้อีกอีเมล์หนึ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เข้า Facebook ได้แล้ว ผมก็เป็นบ้านนอกเข้ากรุง ไม่รู้ว่าสนามหลวงอยู่ตรงไหน? จะไปอนุสาวรีย์ชัยฯ ต้องขึ้นรถเมล์สายอะไร? ไม่รู้วิธีหาเพื่อนหาพวกหรือเล่นเกมใด ๆ ในนั้นทั้งสิ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ระยะแรกจึงต้องพึ่งใบบุญ ขอ add บรรดาคนคุ้นเคยที่เห็นหน้าค่าตากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่คนมันพบมันเจอกันอยู่จนชินตา จะไปสนทนาวิสาสะอีกใน Facebook ผมก็รู้สึกแปร่ง ๆ แปลก ๆ ไม่รู้ว่าจะคุยอะไร?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมจึงเริ่มไล่ลำดับญาติโยมที่รู้จัก แต่ไม่มีโอกาสพบปะกันมานาน แล้วผมก็นึกถึงอี่น้องคนงามนามว่าสาวจูน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมก็เลยโทรศัพท์ไปหา ถามซื่อ ๆ ตรง ๆ ว่าเล่น Facebook หรือเปล่า? ถ้าเล่นใช้ชื่ออะไร? แล้วก็จดใส่สมุด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สาวจูนก็มีทีท่าว่างง ๆ อยู่เหมือนกัน ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรศัพท์มาหา จู่ ๆ ก็โทรศัพท์มาขอ add เป็นเพื่อนใน Facebook ซะยังงั้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“ไม่ค่อยน่าไว้ใจเลยเน้อ พี่คิดแผนชั่วอะไรไว้รึเปล่าเน้อ?” สาวจูนเธอมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง ตรงคำลงท้ายว่า เน้อ อยู่แทบทุกประโยคคำพูด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมไม่ได้ตอบคำถามนี้ ทว่าพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากนั้นผมก็โทรศัพท์ไปหาญาติโยมอีกสองสามราย ด้วยแผนชั่วแบบเดียวกัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แล้วก็อาศัยรายชื่อเพื่อนของเพื่อน ค่อย ๆ ค้นหาคนรู้จักไปทีละรายสองราย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สะสมจำนวนญาติมิตรได้พอสมควร ผมก็ยังทำอะไรไม่ถูก ใช้งานไม่เป็นเช่นเดิม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมมาติด Facebook ตอนนี้นี่เอง ตอนที่เริ่มเจอพรรคพวกเพื่อนฝูงจำนวนมากในนั้น ระยะเวลาที่ไม่ได้เจอทุกคนรวมกัน สามารถย้อนยุคกลับไปถึงสมัยอยุธยายังไม่เสียกรุงครั้งที่ 2 เลยทีเดียว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ติดต่อขอเป็นเพื่อนกับใครต่อใครเขาไปทั่ว เสร็จสรรพแล้ว ผมก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น ยังไม่ค่อยได้ข้องแวะแตะต้องติดต่อสื่อสารอะไรทั้งสิ้น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มากและบ่อยสุด คือ ตอบรับคำทักทายสั้น ๆ จากบรรดาคุณโยมทั้งหลาย ซึ่งเข้ามากรี๊ดกระจาย แสดงความแปลกใจที่มนุษย์ไฮถึกดึกดำบรรพ์อย่างผม เล่น Facebook&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;รู้สึกอยู่เหมือนกันว่า สภาพ สถานะของผมประดุจดัง ปลาหมึกพอลว่ายน้ำอยู่ในตู้หลังจบบอลโลก มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียน ชี้ชวนกันดูอย่างขำ ๆ แล้วก็จากไป&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เจอบ่อยเข้า ผมก็ร่ำ ๆ ว่า แทบจะลุกขึ้นมาสาธิตวิธีการทำนายผลบอลโลกครั้งต่อไป ให้เป็นที่ประจักษ์ฮือฮาในความแม่นยำบ้าง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ทันใดนั้นเอง ผมก็คิดแผนชั่วขึ้นมาได้ลาง ๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แผนนั้นง่าย ๆ ครับ คือ คิดว่า Facebook น่าจะเป็นตัวเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างผมกับผู้อ่าน, เพื่อนฝูง และคนที่เคารพนับถือจำนวนมาก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คล้าย ๆ เป็นที่แถลงข่าว แลกเปลี่ยนสอบถามข้อมูล  ทักทายสารทุกข์สุกดิบ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;รวมทั้งใช้เป็นที่แจ้งเหตุเกี่ยวกับความคืบหน้าต่าง ๆ ในการอัพเดตบล็อก ประกาศสถานการณ์ทั้งฉุกเฉินและเฉื่อยชา ราชการทั้งหลายประดามีของตัวผมเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ประโยชน์การใช้สอยคร่าว ๆ กว้าง ๆ ของ Facebook ตามความเข้าใจผม น่าจะและคงจะอยู่ตรงแถว ๆ นี้ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในข้อมูลส่วนตัวของผม มีช่องให้กรอกว่า เข้ามาเพื่อจุดมุ่งหมายความประสงค์ใด? ระหว่างหาเพื่อน และอีกสองสามอย่าง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมระบุไปว่า เครือข่าย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จะเป็นเครือข่ายขึ้นมาได้ จำนวนนั้นต้องเยอะ เพราะเหตุนี้เอง หลายวันที่ผ่านมา ผมจึงก้มหน้าก้มตา ค้นหาเพื่อนใน Facebook อย่างคร่ำเคร่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเขียนถึงเรื่องนี้ลงในบล็อก ก็เพื่อจะบอกกล่าวเล่าสู่ให้มิตรรักแฟนเพลงที่ติดตามอ่าน (และรอจนลืมว่า เมื่อไหร่มันจะอัพเดตบล็อก) ได้ทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารใน Facebook เพิ่มขึ้นอีกช่องทาง ซึ่งน่าจะสะดวกคล่องตัวยิ่งกว่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน ผมก็พยายามจะป่าวประกาศใน Facebook เพื่อเชื้อเชิญให้ญาติโยมทางนั้น ได้รับทราบเกี่ยวกับความคืบหน้าของบล็อก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดตามตรงก็เหมือน ผมกำลังโฆษณาขายของนะครับ และผมก็เชื่อว่าผมทำอย่างนั้นจริง ๆ แบบไม่มีอะไรต้องแก้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชื่อที่ผมใช้ใน Facebook คือ จ้อย นรา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรับ add ด้วยความเต็มใจนะครับ และขอถือโอกาสขอบคุณทุกท่านที่นับผมเป็นเพื่อน (ทั้งในตอนนี้และอนาคตข้างหน้า)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเรื่องจะชี้แจงอย่างเดียวคือ ระหว่างนี้ผมยังเงอะงะมะงุมมะงาหรา (เชื่อหรือยังครับว่าผม in trend มาก ขนาดศัพท์ที่ใช้ยังอยู่แถว ๆ วรรณคดีเรื่อง ‘อิเหนา’เลย คำนี้แปลเป็นสำนวนไอทีได้ว่า random) และกำลังอยู่ในขั้นตอนเรียนรู้การใช้งาน จึงเป็นไปได้มากเหลือเกินว่า เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว ผมอาจจะวางตัวนิ่งเฉย ไม่ได้ทักทายพูดคุยสุงสิงกับใคร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ได้หยิ่งหรอกนะครับ เป็นเรื่องของมือใหม่ อ่อนหัด ขาดประสบการณ์ ซื่อใส ไร้เดียงสา ล้วน ๆ เลย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-5958698134134981900?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/5958698134134981900/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=5958698134134981900' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/5958698134134981900'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/5958698134134981900'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/07/facebook-story.html' title='Facebook Story โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEkHoxqH5hI/AAAAAAAAAOo/ZBv36_En9P0/s72-c/09329.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-1639688975765706410</id><published>2010-07-21T16:01:00.003+07:00</published><updated>2010-07-21T16:12:48.006+07:00</updated><title type='text'>เราพบกันเพราะหนังสือ โดย 'นรา'</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEa57aA07XI/AAAAAAAAAOg/MuiL4sc8X_Y/s1600/DSC01342.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEa57aA07XI/AAAAAAAAAOg/MuiL4sc8X_Y/s320/DSC01342.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5496284825498479986" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;อยู่ดีไม่ว่าดี จู่ ๆ ผมก็นึกอุตริ สร้างความยุ่งยากให้แก่ตนเอง ตามประสาคนกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมยื่นโจทย์ตั้งเงื่อนไขว่า จะเขียนแนะนำหนังสือเรื่อง ‘เราพบกันเพราะหนังสือ’ ของบินหลา สันกาลาคีรี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามเด็ดขาดไม่ให้พูดถึงเนื้อหาภายในว่าเกี่ยวกับอะไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ได้พยายามจะพิสูจน์อะไรหรอกนะครับ แค่ยืนยันว่าผมเป็นพวกสติไม่เรียบร้อยเท่านั้นเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ระหว่างผมกับบินหลา เราพบกันเพราะหนังสือ- - ที่เขาเป็นคนเขียน ส่วนผมเป็นคนอ่าน เป็นเช่นนี้อยู่นานร่วม ๆ สิบปี&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จนเมื่อปีกลายนี้เอง ผมกับเขาก็ได้เจอหน้าค่าตา คุยกัน รู้จักกัน มีโอกาสทำงานชิ้นหนึ่งด้วยกัน และกลายมาเป็นเพื่อนกัน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เขากับผมมีรสนิยมอย่างหนึ่งตรงกัน คือ เราต่างล้วนเป็นเด็กแนว...โบราณทั้งคู่ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บินหลาแม่นยำในวรรณคดี หลงใหลประวัติศาสตร์ จดจำเนื้อความในพงศาวดารได้ขึ้นใจชนิดเล่าเนื้อความเหตุการณ์ปากเปล่าได้สบาย ๆ (แต่เรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน เขาขี้ลืมสุดขีด จนผมคิดว่า สามารถนำมาเขียนเป็นนิยายหนา ๆ ได้หนึ่งเรื่อง) ล่าสุดเขาพัฒนาฝีมือและแรงงานถึงขั้น ศึกษาการอ่านศิลาจารึกด้วยตนเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนผมเพิ่งมาบ้าดูจิตรกรรมฝาผนังได้ปีกว่า ๆ และพลอยทำให้ต้องเริ่มต้นอ่านตำรับตำราและเอกสารย้อนยุค จนท้ายที่สุด ผมก็แทบว่าจะคลานตามกันมาทางด้านการอ่านแนวทางเดียวกับเขาในระยะห่าง ๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บินหลาแนะนำให้ผมรู้จักกับหนังสือชุดสำคัญคือ ประชุมพงศาวดาร (มีทั้งหมด 50 เล่ม) ซึ่งเป็นคลังความรู้ขนาดใหญ่มหาศาล และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการทำงานของผม รวมทั้งยินดีแปลงร่างเป็นพี่ศิราณี ให้ผมแบกปัญหาไปปรึกษาถามไถ่อยู่เนือง ๆ ว่า หนังสือเล่มนี้ดีไหม แล้วเล่มนั้นเป็นยังไงบ้าง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วันดีคืนดีบินหลาก็มีของกำนัล เป็นหนังสือเล่มกะทัดรัด เช่น อักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล และสัพะ พะจะนะ พาสา ไท ของชอง-บาตีสต์ ปาเลอกัว (รวมกันแล้วน้ำหนักน่าจะตกประมาณ 3  กิโลกรัม) มอบให้ผมแบกกลับบ้านไปอ่านเล่น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นาทีนั้น ผมแทบอยากจะลงมือเขียนหนังสือชื่อ ‘หลังแอ่น’ ออกมาวางคู่ขนาบกับ ‘หลังอาน’ ของเขา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครึ่งปีมานี้ บินหลาชวนผมเดินทางอยู่บ่อยครั้ง เขาเป็นคนขับ ผมเป็นผู้โดยสาร &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เขาเป็นยอดนักขับรถสมกับชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนคือ ‘บินทีละหลา’ ระยะทางที่ใครและใครใช้เวลา 5 ชั่วโมง บินหลาทำเวลาราว ๆ 7 ชั่วโมงเป็นอย่างเร็วสุด นอกจากจะยึดหลักขับรถแบบปลอดภัยไว้ก่อน ควบคู่ไปกับมุ่งสู่จุดหมายปลายทางแล้ว สองข้างทาง...เป็นอีกสิ่งที่เขาใส่ใจคำนึงถึง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ต้นปีที่ผ่านมา บินหลา, พี่เรืองรอง รุ่งรัศมี, เป็นหนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์, เต้-ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ และผม (กับตุ๊กตาสมีพูห์ชื่อเด็กชายพี่หมี)เดินทางจากเชียงใหม่ไปน่าน เขาหยิบแผนที่ออกมา พลางตัดสินใจไตร่ตรองว่า จาก 3 เส้นทางที่มีอยู่ ควรจะเลือกมุ่งไปสายไหน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครับ บินหลาเลือกเส้นที่อ้อม กินระยะทาง เปลืองเวลามากสุด และให้เหตุผลว่า ถ้าจะไปทางที่สั้นกระชับ รวดเร็ว นั่งรถทัวร์เอาก็ได้ ไม่ต้องขับรถไปเองหรอก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เหลืออีก 2 เส้นทาง คือ ไปทางอำเภอเชียงม่วน กับไปทางอำเภอเชียงคำ เขาบอกกับผมว่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“ไปทางเชียงม่วน ชื่อก็บอกอยู่ทนโท่ว่าม่วน พวกเราสนุกแน่ ๆ แต่เส้นนี้ผมเคยไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมว่าไปทางเชียงคำดีกว่า เดี๋ยวเราค่อย ๆ คลำ ๆ หาทางให้มันม่วนขึ้นมาทีหลังก็แล้วกัน”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อันที่จริงเส้นทางเชียงใหม่สู่น่าน ผ่านทางอำเภอเชียงคำนั้น ถ้าขับรถทำเวลาจริง ๆ ล้อหมุนออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ก็สามารถถึงน่านได้ในตอนค่ำ แต่คุณบินหลาของผมแกไปได้ไกลสุดแค่ครึ่งทาง คือ จอดป้ายแค่อำเภอเชียงคำ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ไม่ใช่เพราะบินหลาบินช้าเป็นเหตุหรอกนะครับ แต่ทั้งแก๊งมีส่วนร่วมรับผิดชอบร่วมกันหมด เราเจอต้นไม้ออกดอกริมถนน ก็จอดแวะ เจอวิวข้างทางสวยหน่อยก็ร้องตะโกน เฮ้ย!! จอด จอด &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คราวหนึ่งรถวิ่งผ่านถนนสายยาว สองข้างทางมีต้นเหลืองอินเดีย ออกดอกบานสะพรั่งละลานตา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บินหลาไม่เพียงแค่จอดแวะชื่นชม แต่ยังเกิดไอเดียบรรเจิด ให้ชาวคณะโพสต์ท่าถ่ายรูป เดินเข้าแถวเรียงเดี่ยวข้ามถนนเลียนแบบปกแผ่นเสียงอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดง่าย ๆ ว่า เวลาเดินทางกับบินหลา เขาใช้สิทธิและข้อได้เปรียบทุกอย่างที่การเดินทางโดยรถทัวร์ไม่อาจกระทำได้โดยครบถ้วน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ที่นกนักเขียนตัวนี้ จะใช้เวลาบินบนหลังพวงมาลัยรถกระบะคู่ชีพ จากเชียงใหม่ไปขอนแก่น  4 คืน 5 วัน กว่าจะถึงที่หมาย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในบทสนทนาระหว่างทางบนรถรวมแล้วหลายร้อยชั่วโมง ผมรู้สึกเหมือนเข้าชั้นเรียนหลากวิชากับครูบินหลา ทั้งโบราณคดี, ประวัติศาสตร์, ศิลปะ, การเขียนหนังสือ เรื่อยไปจนถึงการทำตัวมีสาระควบคู่กับไร้สาระ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;โดยอายุและความอาวุโส ผมกับบินหลาน่าจะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน (เราต่างอุบไต๋ไม่ยอมบ่งบอกและไม่เคยมีใครเอ่ยถามวันเดือนปีเกิดของอีกฝ่าย) เชือดเฉือนกันไม่ลงว่าใครควรเป็นพี่ ใครควรเป็นน้อง แต่โดยอายุงานและความจัดเจน ผมยอมรับแบบไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่า เขาแก่วัดเกินผมไปร่วม ๆ สิบพรรษา &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ใครที่เคยไปเที่ยวอยุธยา โดยมีบินหลาเป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ ย่อมเป็นพยานให้ผมได้ในความเหนือชั้นกว่าไกด์ทั่วไปอยู่หลายขุม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เขาพาลูกทัวร์ดำดิ่งย้อนหลังไปเห็นอดีตโลดเต้นมีชีวิต ด้วยจังหวะลีลาเหนือคาดหมายตลอดทุกระยะ และปิดท้ายด้วยการอธิบายฉากสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 บนเจดีย์ภูเขาทองอันสูงลิบลิ่ว พร้อมกับแจกแจงให้เห็นว่า เหตุเกิดตรงจุดใดบ้างที่อยู่เบื้องล่าง &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จนเมื่อเรื่องเล่ามาถึงคำพูดสุดท้าย ผมแอบเห็นว่า ผู้ฟังหลายท่านน้ำตาซึม ทุกคนเงียบอึ้งสะเทือนใจ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในความเป็นเพื่อน ผมมีโอกาสดีเพิ่มขึ้น จนได้เห็นว่า ก่อนรับงานทำนองนี้แต่ละครั้ง เขาออกสำรวจอยุธยาล่วงหน้าเพื่อสอบทานเตรียมความพร้อมไม่น้อยกว่า 4-5 หน  เข้าห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์ เพื่อย้ำความแม่นยำถูกต้องของข้อมูล และผุดความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับลีลาการนำเสนอให้น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ละเอียด พิถีพิถัน ถึงขนาดคำนวณว่า บริเวณใด เวลาใด ผู้ฟังเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจากอากาศอบอ้าวสู่ขีดสูงสุด เขาวางแผนจัดเตรียมน้ำมะพร้าวเย็นชื่นใจไว้บริการแบบถูกที่ ถูกเวลา และไม่มีใครคาดคิด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กระทั่งว่า พรุ่งนี้จะถึงวันเดินทาง ความคิดและการเรียกร้องสูงกับงานที่ได้รับมอบหมายก็ยังไม่เคยหยุดนิ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมเห็นตัวอย่างการทำงานในลักษณะเอาจริงเอาจังทำนองนี้ของบินหลาอีก 2 ครั้ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คราวแรกเป็นการขึ้นเวทีพูดคุยเกี่ยวกับการทำหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เขาบ่ายเบี่ยงเรื่อยมาว่า ขอเป็นเพียงแค่ผู้ฟัง แต่เมื่อได้รับคำยืนยันว่าต้องขึ้นเวที&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สองชั่วโมงถัดจากนั้น เขานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ กำหนดวางเค้าโครงว่าจะสนทนาอย่างไร รื้อค้นหนังสือต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ตระเตรียมอุปกรณ์&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นั้นเป็นการอภิปรายที่ดีที่สุดคราวหนึ่งเท่าที่ผมเคยพบ ในแง่ของการโน้มน้าวให้ผู้ฟังรู้สึกซาบซึ้งจับใจ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อีกวาระ เป็นการพูดในกิจกรรมออกค่ายของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน หัวข้อว่าด้วยการเขียน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ค่ำคืนก่อนหน้า บินหลาระบุขอให้ครูจัดหา กระป๋องนมเจาะรู น้ำผลไม้หลากสี และสารพัดสิ่งของจุกจิก ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะนำมาใช้ประกอบการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเขียนหนังสือได้อย่างไร?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;และเหมือนเดิม เขานั่งขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างเคร่งเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานหลายชั่วโมง โดยไม่พูดคุยกับใคร&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อเขายืนอยู่ต่อหน้าผู้ฟังในเช้าวันต่อมา มันเป็นการบรรยายเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ที่เปรียบได้กับโชว์ชั้นดี ราวกับยอดมายากลร่ายเวทมนตร์สะกดผู้ฟัง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ล่าสุด เขาเพิ่งเล่าให้ผมฟังเมื่อวันเสาร์ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ ร้านกาแฟในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในค่ายนักเขียนเมื่อไม่นาน บินหลาอธิบายถึงเรื่องความสำคัญของการขัดเกลางานเขียน เสร็จแล้วก็ทิ้งช่วงให้เวลาแต่ละคนลงมือสะสางแก้ไขผลงานของตนเอง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ระหว่างนั้น บินหลาผู้ซึ่งเลี้ยงหนวดไว้เหนือริมฝีปากมาหลายสัปดาห์จนดกเฟิ้ม ก็หลบฉากไปโกนมันทิ้งจนเกลี้ยงหมดจด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กลับมาอีกครั้ง เขากล่าวกับผู้ฟังว่า “การขัดเกลางานเขียนก็คล้าย ๆ การโกนหนวด มันทำให้หน้าตารูปโฉมหรือเรื่องที่เขียน เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...ในทางที่ดีขึ้น” &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หมัดเด็ดดอกนั้น น็อคผู้ฟังจนหงาย และใครต่อใครคงยากที่จะลืมได้ลง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในวงสนทนาระหว่างมื้ออาหารคราวหนึ่ง ผมเคยเอ่ยด้วยความสงสัยว่า “ถามจริง ๆ เถอะ ตั้งแต่รู้จักกันมา ผมไม่เคยเห็นคุณลงมือเขียนหนังสือเลย คุณเอาเวลาตอนไหนมาทำงานเยอะแยะมากมาย (วะ)”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บินหลายิ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ และตอบง่าย ๆ ว่า “ตอนเช้า”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เทียบกับนักเขียนด้วยกันหรือเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ที่รู้จักแล้ว ผมจัดได้ว่าเป็นพวกตื่นเช้าพอสมควร (ประมาณ 6 โมงกว่า ๆ) แต่บินหลานั้นเท่าที่ผมทราบ ตื่นสายสุดแถว ๆ ตี 5 และนั่นเป็นเวลาที่เขาออกบินท่องทะยานในโลกของการเขียน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มีภาษิตฝรั่งกล่าวไว้ว่า “นกที่ตื่นเช้าย่อมได้หนอนเป็นอาหาร”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บินหลาคือนกตัวนั้น...ตื่นเช้า ทำงานหนัก และทำให้งานทุกชิ้นมีน้ำหนัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ขณะที่ผมเป็นนกอีกตัว...ตื่นเช้าเพื่อจะนั่งสะลึมสะลืองัวเงีย ทำงานเบา และทำให้งานทุกชิ้นกลายเป็นเรื่องหนักใจ (ผมถือคติว่า “หนอนที่ตื่นเช้าย่อมกลายเป็นอาหารของนก”)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตอนที่ยังไม่รู้จักบินหลา ผมอ่านงานของเขาด้วยความรู้สึกว่า เขียนเก่งเหลือเกิน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อรู้จักคบหาเป็นเพื่อนกันแล้ว ความรู้สึกที่ผมได้รับจากการอ่านหนังสือที่เขาเขียน ไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกนะครับ ยังชื่นชมเท่า ๆ เดิม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แค่บวกเพิ่มมาอีกอย่างคือ ผมเข้าใจถึงที่มาที่ไปว่า ทำไมบินหลาจึงทำงานออกมาได้ในคุณภาพอย่างที่ปรากฏ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตอนไม่รู้จักกัน ผมเห็นอยู่แล้วว่า เขามีเทคนิค ชั้นเชิง ลีลาแพรวพราว แต่ในความเป็นเพื่อน ผมเห็นว่า เขาซ้อมหนัก มุ่งมั่น และอ่านเกมล่วงหน้ามากกว่าปกติทั่วไปถึงสองชั้นสามชั้นอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;บินหลาบอกผมถึงหลักการง่าย ๆ เกี่ยวกับการเขียนหนังสืออยู่ 3 ข้อ ซึ่งเขาเรียนรู้จากการอ่านผลงานยิ่งใหญ่ชื่อ ‘ศิลปะคืออะไร?’ ของลีโอ ตอลสตอย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เขาเปิดเผยเคล็ดวิชานี้ให้กับผมโดยไม่ปิดบังอำพรางว่า เมื่อจะลงมือเขียน ให้ตั้งคำถามว่า จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรให้มีคุณค่าน่าสนใจ? จะเขียนมันอย่างไรให้น่าอ่าน? และทั้งสองข้อนั้นบวกรวมกันแล้ว มีอะไรเป็นความใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน?&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;‘เราพบกันเพราะหนังสือ’ มีหลัก 3 ข้อในการเขียนที่เขาเล่าให้ผมฟัง, มีผลสืบเนื่องจากการใช้ชีวิตในแบบของเขา, และมีทุกสิ่งทั้งหมดที่ผมเล่ามาแฝงอยู่ในนั้นครบถ้วน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มันแตกต่างจากที่ผมพบเจอเขาในชีวิตจริงอยู่นิดเดียว...นิดเดียวจริง ๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตอนเป็นตัวหนังสือเป็นข้อเขียนในเล่ม บินหลาโกนหนวดมาแล้วเรียบร้อย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-1639688975765706410?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/1639688975765706410/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=1639688975765706410' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/1639688975765706410'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/1639688975765706410'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/07/blog-post_3967.html' title='เราพบกันเพราะหนังสือ โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEa57aA07XI/AAAAAAAAAOg/MuiL4sc8X_Y/s72-c/DSC01342.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-4937598251645146725</id><published>2010-07-21T15:48:00.003+07:00</published><updated>2010-07-21T15:57:24.739+07:00</updated><title type='text'>ชกข้ามรุ่น โดย 'นรา'</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEa2YetiFtI/AAAAAAAAAOY/ABEY31eJpHU/s1600/DSC07781_resize.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEa2YetiFtI/AAAAAAAAAOY/ABEY31eJpHU/s320/DSC07781_resize.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5496280926929426130" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเปรียบการอ่านหนังสือเหมือนขึ้นเวทีชกมวย ผมมีโอกาสแบกน้ำหนักชกข้ามรุ่น ปะหมัดประลองฝีมือกับนิยายเรื่อง East of Eden ของจอห์น สไตน์เบ็คมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผลการชกนั้น ทุกไฟต์ผมไม่เคยยืนต้านได้ครบยก เผชิญหน้ากันไม่ทันไร ผมก็โดนสอยร่วงหลับกลางอากาศ ถูกหามลงจากเวทีในสภาพบอบช้ำเละเทะ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดง่าย ๆ คือ ผมไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้จนจบ และถอดใจยอมแพ้กลางคันอยู่เป็นประจำ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา แต่ที่บ่อยครั้งสุดคือ อ่านไม่ผ่านจุดบริเวณสำคัญ กระทั่งสมาธิแตกซ่าน ไม่เข้าใจ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่การอ่านมีเงื่อนไขดีกว่าต่อยมวยอยู่บ้าง ตรงที่เมื่อแพ้แล้ว ใช้เวลาพักฟื้นฝึกซ้อมเรียกความฟิตอีกไม่นาน ก็สามารถหวนย้อนกลับไปแก้มือได้อีก โดยไม่ถือว่า ที่เคยพ่ายแพ้มา เป็นการหมดสภาพหรือเสียมวย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;และสามารถอ่านไปโดนน็อคไป โดยไม่เกิดผลร้ายข้างเคียงเหมือนอย่างนักมวยเกิดอาการเมาหมัด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ว่างหรือสบโอกาสเหมาะคราวใด ผมก็มักจะขึ้นเวทีไปให้ลุงจอห์น สไตน์เบ็ค แกถลุงเล่นแบบมวยคนละชั้น กระดูกคนละเบอร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมนึกฮึกเหิมอย่างไรก็ไม่ทราบ จึงท้าชกกับ East of Eden อีกแบบไม่เจียมสังขาร ไม่ประมาณฝีมือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกแรก ผมตีวนวงนอกแบบไม่ผลีผลาม ผู้เฒ่านักเขียนปล่อยหมัดแย็บเบา ๆ เป็นการรบกวน ด้วยการพรรณนาถึงทัศนียภาพของหุบเขาสลีนัส แวลลีย์ เนิบช้าใจเย็น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นลีลาง่าย ๆ แต่ถี่ถ้วนรัดกุม เห็นภาพแจ่มชัด ตั้งแต่ต้นไม้ใบหญ้า พืชไร่ ผืนดิน และลมฟ้าอากาศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครบยกเซียนพนันออกราคา ให้สไตน์เบ็คเป็นต่อนิด ๆ แต่ผู้สันทัดกรณีเชื่อว่า  แชมป์ยังออมฝีมือออมกำลัง เพื่อเลี้ยงคู่ต่อสู้ไว้ดูเล่น รอเชือดในยกถัด ๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกที่สอง สไตน์เบ็คเริ่มรุกประชิด ออกหมัดขู่เป็นระยะ ๆ เขาสร้างตัวละครไซรัส ทรัสค์ พ่อจอมเฮี้ยบ กับลูกชายสองคนคือ แอดัมกับชาลส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมัดนี้ของยักษ์ใหญ่แห่งโลกวรรณกรรมวูบวาบน่ากลัว มันสาธยายถึงพื้นเพหนหลังของบรรดาตัวละครหลัก ๆ  ความซับซ้อนในจิตใจ อันเป็นพื้นฐานไปสู่พฤติกรรมหนักหน่วงในบทต่อ ๆ มา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาทำให้ผมสับสนอยู่บ้าง เมื่อตัวละครเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับหุบเขาสลีนัส แวลลีย์ในบทแรก ๆ เลยสักนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมยังพอรับมือกับการจู่โจมต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แต่ทันใดนั้นเองก็เจอหมัดตรงแย็บสวนแหวกการ์ดที่ตั้งไว้รัดกุมจนหน้าหงาย สไตน์เบ็คใช้วิธีตัดสลับไปเล่าแนะนำตัวละครอื่นคือ แซมมวล แฮมิลตัน ราวกับกำลังจะเขียนนิยายอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระฆังตีหมดยก พี่เลี้ยงผมแนะนำแก้ทางมวยว่า อย่าหลงไปตามกับดักของคู่ชก ถึงตอนนี้ ราคาต่อรองไม่ได้เล่นพนันว่าใครจะแพ้ใครจะชนะแล้ว แต่เดิมพันกันว่า ผู้ท้าชิงอย่างผมจะยืนระยะรอดจากการถูกน็อคได้ถึงยกไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกที่สาม สไตน์เบ็คเริ่มเครื่องร้อน ปล่อยหมัดสาวหมัดออกมาเป็นชุด ๆ เขาร่ายมนต์สะกด ด้วยการเทียบเคียงเรื่องราวความสัมพันธ์ทั้งรักระคนเกลียดชัง ระหว่างสองพี่น้อง แอดัมกับชาลส์ เทียบเคียงกับนิทานจากคัมภีร์ไบเบิล ว่าด้วยเรื่องเคนกับอเบล (สองพี่น้องมอบของขวัญให้แก่พระผู้เป็นเจ้า ทรงโปรดปรานในสิ่งที่อเบลสรรหามามากกว่า ด้วยอารมณ์ริษยาน้อยใจ เคนจึงฆ่าน้องชายโดยอารมณ์ชั่ววูบ และถูกพระเจ้าสาปให้ต้องร่อนเร่โดดเดี่ยวตามลำพังชั่วชีวิต พร้อมทั้งเครื่องหมายติดตัว ให้เป็นเป้าแห่งการเกลียดชังของผู้พบเห็น นับแต่นั้นมา มนุษย์ก็มีบาปกำเนิดติดตัว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมผ่านยกที่สามมาได้เพราะระฆังช่วย โหนกแก้มเริ่มบวมช้ำ ตาของซ้ายเริ่มปิด มองเห็นทุกอย่างพร่าเลือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่า สไตน์เบ็คตั้งใจพิชิตศึกให้เด็ดขาดในยกที่สี่ เขารัวหมัดถี่ยิบ สร้างอีกตัวละครหนึ่งคือ แคธีหญิงสาวผู้มีเปลือกนอกสวยบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่จิตใจชั่วร้ายน่าสะพรึงกลัวอย่างไม่มีใดเปรียบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยเผชิญหน้ากับ ‘นังตัวร้าย’ ผ่านหนังและวรรณกรรมมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่เปรียบเทียบเคียงกัน ไม่เคยมีใครเลือดเย็นอำมหิตและเจ็บป่วยทางจิตเท่ากับแคธี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น สไตน์เบ็คยังทำให้สัตว์ประหลาดอย่างแคธี แลดูจริงและไม่แบน เต็มไปด้วยความซับซ้อนในใจ หนักแน่นน่าเชื่อถือ &lt;br /&gt;และต่อยผมจนกระทั่ง ลงไปนอนกองให้กรรมการนับแปด เมื่อผู้อ่านรู้จักแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวละครนี้อย่างถี่ถ้วน แต่คงเป็นการบังอาจเหิมเกริมมากทีเดียว หากใครจะกล้าพูดว่า เข้าใจหรืออ่านออกว่า เนื้อแท้แล้วแคธีเป็นคนอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พักยก พี่เลี้ยงเกลี้ยกล่อมให้ยอมแพ้ ผมหนื่อยและเจ็บเกินกว่าจะหลุดคำพูดใด ๆ ออกมา จึงได้แต่สั่นหน้าปฏิเสธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกที่ห้า สถานการณ์ของผมนั้นยิ่งเลวร้ายและน่าสยดสยอง สไตน์เบ็คกระหน่ำผมไม่ยั้ง เหี้ยมเกรียม ดุดัน และปราศจากความปราณี เขาเล่าเรื่องการฆาตกรรม, การทรยศหักหลัง, พฤติกรรมต่ำช้าของแคธี, การแก้แค้นจากชายโฉดที่เล่นงานสาวสวยใจโหดตกอยู่ในอาการปางตาย แล้วผูกสถานการณ์ให้แคธีพบกับแอดัม หลอกให้เราเชื่อว่า สิ่งดีงามกำลังจะเกิด แต่แล้วกลับทิ้งท้ายชนิดช็อคความรู้สึกอย่างรุนแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แคธีเล่นบทตีสองหน้า ด้านหนึ่งเป็นหญิงสาวซื่อใสไร้เดียงสา อีกด้านหนึ่งเป็นบทนางมาร เธอหลับนอนกับชาลส์ผู้เป็นน้องชายของแอดัม (และเป็นไปได้ว่าทั้งคู่อาจมีลูกด้วยกัน) จากนั้นเมื่อตั้งท้องก็พยายามทำแท้งตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ และคลอดลูกเป็นฝาแฝด โดยไร้สัญชาติญาณความรักของเพศแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สไตน์เบ็ค ทิ้งหมัดเด็ด แล้วเดินหันหลังเข้ามุม โดยไม่จำเป็นต้องดูสภาพของคู่ชกอย่างผม แคธีใช้ปืนยิงแอดัม และทิ้งลูกทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าจากไปเป็นโสเภณีโดยเจตนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตอนนี้ผมหูอื้อตาพร่า แทบไม่รู้ตัวว่ารอดพ้นมรสุมหมัดในยกที่แล้วมาได้ยังไง ผู้ชมจำนวนหนึ่งเริ่มตะโกนและบอกกล่าวต่อกันว่า นี่ไม่ใช่กีฬาชกมวยเสียแล้ว แต่เป็นการฆาตกรรมบนเวทีโดยแท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แพทย์สนามขึ้นมาตรวจดูอาการของผม แล้วทำหน้าเคร่งเครียดกังวล ก่อนจะอนุญาตให้ชกต่อได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า นาทีนั้น สายตาแข็งขันยืนยันว่าพร้อมสู้ คือ สิ่งเดียวที่ทำให้หมอใจอ่อน ยอมให้โอกาสสุดท้ายแก่ผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยกที่หก ท่าทีของสไตน์เบ็คเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม แทนที่จะบดขยี้ปิดเกม กลับทำตรงกันข้าม หลายครั้งหลายหน ผมคิดว่า ไม่ต้องโดนหมัดเต็ม ๆ หรอก แค่ลมที่เกิดจากการเงื้อเหวี่ยงออกหมัดวืดวาดเฉียดใกล้ ก็สามารถโค่นผมล้มลงได้ง่ายดาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แชมป์กลับใช้หมัดทั้งซ้ายทั้งขวา ทำทีเป็นต่อย ทว่าแท้จริงแล้วอุ้มประคองให้ผมทรงกายอยู่ได้ ลุงสไตน์เบ็ค เล่าถึงภาวะหดหู่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิตของแอดัมส์ และการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณอีกครั้ง โดยวิธีกระตุ้นเร้าแปลก ๆ จากเทวดาในร่างของชาวไร่อารมณ์ดีชื่อแซมมวล (ซึ่งเบื้องต้นดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงหนึ่งที่ผมโผเข้าคลุกวงใน ใช้สองแขนโอบรัดคู่ต่อสู้ไว้แน่น และถือโอกาสทิ้งน้ำหนักพิงร่าง ผ่อนเรี่ยวแรงอ่อนล้าที่ปลายเท้า ลุงสไตน์เบ็คแกกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูว่า “ใจเย็นไว้ ไอ้ลูกชาย เอ็งอย่าเพิ่งล้ม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำกระซิบนั้น เล่าผ่านเหตุการณ์ถกสนทนาระหว่างสามตัวละครสำคัญ ย้อนกลับไปยังนิทานเรื่องเคนกับอเบล ในคำสาปของพระเจ้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คัมภีร์หลายฉบับแปลความคำพูดหนึ่งไว้ไม่ตรงกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตำราหนึ่งระบุว่า “เจ้าจงเอาชนะบาป” อีกตำราแย้งว่า “เจ้าต้องเอาชนะบาป”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างแรกนั้นเหมือนคำมั่นสัญญา คลับคล้ายว่า ไปเผชิญหน้ากับมันแล้วมนุษย์จะเป็นฝ่ายชนะ ความหมายหลังนั้นเหมือนการออกคำสั่ง ว่ามนุษย์นั้นมีภารกิจหน้าที่ต้องต่อสู้กับความชั่วร้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงสไตน์เบ็คแกให้ตัวละครทุ่มเถียงว่า แท้จริงแล้วที่ถูกต้อง พระเจ้าตรัสไว้อย่างไร จนกระทั่งค้นพบอีกความหมายหนึ่งแปลไว้ว่า “เจ้าน่าจะเอาชนะบาป”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันไม่ใช่ทั้งคำมั่นสัญญา และไม่ใช่ทั้งคำสั่ง แต่เป็น ‘ทางเลือก’ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรงนี้แหละครับที่เป็นหัวใจของเรื่องราวทั้งหมดในอภิมหานิยาย East of Eden ซึ่งสะท้อนถึงความดีและความเลวที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน และมนุษย์นั้นยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ผ่านยุคสมัยความผันผวนครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่ถูกทำลายย่อยยับไปเสียก่อน ก็เพราะว่ามนุษย์นั้นมีทางเลือกว่า จะทำความดี (หรือไม่ทำ) เพื่อต่อสู้เอาชนะบาป แม้ว่าจะหนักหนาสาหัสยากเย็น แต่มนุษย์ก็มีสิทธิและทางเลือกนั้นอย่างเต็มเปี่ยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงพักยก ร่างกายผมเหมือนได้รับการฟื้นฟู ถึงตรงนี้ผมมั่นใจแล้วว่าสามารถยืนได้ครบยก ลุงสไตน์เบ็คแกใจดีเกินกว่าจะน็อคผม&lt;br /&gt;ยกที่เจ็ด แปด เก้า สิบ ลุงสไตน์เบ็คต่อยแบบชกโชว์ ด้วยท่าทีผ่อนคลาย บางขณะก็อวดลวดลายเย้าหยอก บางทีก็โชว์ฟุตเวิร์คพลิ้วไหวแบบมวยเหนือชั้น บางจังหวะก็บุกประชิดเข้ามาเพื่อเทศนาสั่งสอน พอเห็นผู้ชมเริ่มเบื่อเพราะเกมการชกคลายความดุดัน ก็สลับฉากด้วยการออกหมัดงาม ๆ อย่างจัง ๆ เรียกเสียงฮือฮา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวถัดจากนั้น มีทั้งความเศร้าที่งดงาม การตอกย้ำแนวคิดแก่นเรื่องอย่างหนักแน่น การผูกวางเค้าโครง คล้าย ๆ จะย่ำซ้ำรอยเดิม แต่แล้วก็คลี่คลายหาทางออกเบนไปอีกทางอย่างน่าทึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีสำนวนภาษาเฉียบแหลมคมคาย มีอารมณ์ขันแบบช่างเหน็บแนมเสียดสี มีเรื่องหักเหลี่ยมหักหลังชิงไหวชิงพริบ มีเรื่องรักจับจิตจับใจแพรวพราวอยู่แทบทุกหน้ากระดาษ รวมทั้งตัวละครรุ่นลูกเปี่ยมเสน่ห์อย่างคู่ฝาแฝด แคลกับเอร็อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รายแรกนั้นมีเสน่ห์ขโมยหัวใจผู้อ่านไปจนหมด ส่วนคนหลังมีเสน่ห์ดึงดูดตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในยกที่สิบนั้นเอง ลุงสไตน์เบ็คก็แสดงความเป็นมืออาชีพ ซัดผมจนน่วมอย่างไม่ปราณี ด้วยหมัดชุดที่กระหน่ำมาอย่างไม่ยั้งและไม่นับจำนวน มันนำไปสู่บทสรุปที่เข้มข้น สะเทือนอารมณ์ และน่าตระหนกตกใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นบทส่งท้ายที่โดยเหตุการณ์แล้ว มืดหม่นหดหู่สิ้นหวัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แชมป์ก็ยังคงเป็นแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน พร้อม ๆ กับที่บดขยี้ทำร้ายความรู้สึกของผู้อ่านแบบเหี้ยมเกรียม นิยายเรื่องนี้ก็ลงเอยด้วยแสงสว่างแห่งความหวัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และพร้อม ๆ กับที่ผู้อ่านอาจต้องเสียน้ำตาสะเทือนใจ บรรทัดท้าย ๆ ก็หยิบยื่นถ้อยคำสั้น ๆ ที่ผันเปลี่ยนเป็นอารมณ์ปิติสุข เกิดรอยยิ้ม และสั่นคลอนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างรุนแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การชกสิ้นสุดลง ผมยืนครบยก และแพ้คะแนนขาดลอยหลุดลุ่ย บอบช้ำเจ็บหนักไปอีกนาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมก็คิดว่า ในการชกทั้งสิบยก ผ่านการโดนอัดด้วยหมัดแย็ป หมัดฮุค หมัออัปเปอร์คัท เข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ในร่างกาย ตลอดทั้ง 900 กว่าหน้ากระดาษนั้น ลุงสไตน์เบ็คไม่ได้ทำให้คู่ชกเจ็บตัวฟรี ๆ หรอกนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีบทเรียนอันล้ำค่าและยิ่งใหญ่ ทั้งทัศนคติในการมองโลก แง่คิดคติธรรม และความงาม มากพอที่จะทำให้ผู้อ่านแข็งแรงและเติบโตผิดแผกจากเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่บังอาจกล้าใช้คำว่า เป็นนิยายที่อ่านแล้วเปลี่ยนชีวิตหรอกนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมมั่นใจอย่างหนึ่งว่า ขึ้นเวทีชกครั้งต่อไป บทเรียนที่ได้รับจาก East of Eden จะช่วยให้ผมต่อยดีขึ้น และแพ้ยากกว่าที่ผ่าน ๆ มา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นหนึ่งในน้อยครั้งของชีวิต ที่ผมขึ้นเวทีชกผ่านการอ่าน แล้วแพ้ยับเยินแต่รู้สึกบรมสุขเหลือเกิน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-4937598251645146725?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/4937598251645146725/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=4937598251645146725' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/4937598251645146725'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/4937598251645146725'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/07/blog-post_21.html' title='ชกข้ามรุ่น โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEa2YetiFtI/AAAAAAAAAOY/ABEY31eJpHU/s72-c/DSC07781_resize.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-8962961422289075244</id><published>2010-07-21T15:29:00.004+07:00</published><updated>2010-07-21T15:46:26.568+07:00</updated><title type='text'>กลับมาแล้ว (จริง ๆ?) โดย 'นรา'</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEazeqhNP1I/AAAAAAAAAOQ/SZJp2cQDRX8/s1600/PhotoFunia-68a385.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 222px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEazeqhNP1I/AAAAAAAAAOQ/SZJp2cQDRX8/s320/PhotoFunia-68a385.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5496277734643285842" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่เคยผิดนัดกับผู้อ่านเนิ่นนานกระจุยกระจายและเสียสุนัขถึงเพียงนี้มาก่อนเลยนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากสัญญาตกปากรับคำไว้หนักแน่นมั่นเหมาะ ผมก็ล่องหนหายเข้ากลีบเมฆไปหลายกลีบ แทบว่าจะหาทางกลับไม่เจอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แจกแจงสาเหตุความนัยทั้งหมดได้สั้น ๆ แค่ว่า ผม ‘หลงทาง’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือ เพลิดเพลินเลยเถิดไปกับการเดินสายเที่ยววัดดูโบราณสถานแบบติดพันและบานปลาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เดิมทีผมสนใจแบบมีกรอบกำหนดแน่ชัดว่า จะเลือกดูเฉพาะจิตรกรรมฝาผนัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ต่อมาไม่นาน ผมพบว่า เพื่อจะให้เข้าถึงซาบซึ้งจริง ๆ ผมควรจะขยายขอบเขตความสนใจไปสู่ศิลปะไทยแขนงอื่น ๆ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มทดลองตระเวนดูลวดลายปูนปั้น, พระพุทธรูป, โครงสร้างของโบสถ์วิหาร, เจดีย์, สีมา, หน้าบัน, พระปรางค์, ธรรมาสน์เทศน์ ฯลฯ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ระยะแรกผมคิดว่า เหล่านี้คงเป็นแค่ส่วนเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ ทว่ารู้ตัวอีกที เหมือนลงทะเบียนเรียนเพิ่มอีกหลายวิชาไปเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวคือ พอดูไปได้สักพัก ก็เกิดอาการหมกมุ่นหลงใหล เข้าขั้นติดงอมแงม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตยุ่งเหยิงอยู่แล้วของผมจึงปั่นป่วนทวีคูณ ด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้น แต่มีเวลาเท่าเดิม มิหนำซ้ำยังมีจำนวนงานที่ต้องทำมากขึ้นอีกเล็กน้อย แถมท้ายด้วยภาระต้องขัดเกลาต้นฉบับสำหรับเตรียมรวมเล่มอีก 2 โครงการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นี่ยังไม่นับกิจธุระทั้งเรื่องปลีกย่อยและเรื่องสำคัญเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวในบางขณะ ซึ่งดึงเอาเวลาไปเยอะพอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;อย่าว่าแต่ความฝันอยากจะเขียนเรื่องสั้นหรือนิยาย ที่ต้องมีอันชะงักหยุดนิ่งไม่คืบหน้าไปไหนเลยนะครับ ลำพังแค่คอลัมน์ประจำที่รับผิดชอบอยู่ ผมก็ผ่านมาได้อย่างหวุดหวิดจวนเจียนเต็มที ในสภาพร่อแร่รุ่งริ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดได้อีกแบบเหมือนกันว่า ครึ่งปีมานี้ ผมทำตัวขยันสุดเมื่อเทียบกับตลอดชีวิตที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แปลกและเหลือเชื่อตรงที่ ยิ่งขยันเท่าไร กลับยิ่งไม่อาจปลีกตัวมาทำตามสัญญา จนบางทีก็รู้สึกว่า เหมือนเวลาในชีวิตขาดหายไปดื้อ ๆ วันละห้า-หกชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมตื่นช่วงระหว่าง หกโมงถึงเจ็ดโมงเช้า ทุกวัน&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จสรรพ ก็ต้มน้ำชงกาแฟ และเริ่มลงมือเขียนหนังสือ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;วันจันทร์ พุธ ศุกร์ ผมใช้เวลาเขียนไม่นาน เต็มที่มากสุดก็แค่ 2 ชั่วโมง จากนั้นก็รีบออกจากบ้าน เดินทางเข้าออฟฟิศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออฟฟิศของผมมีอยู่ 3 แห่ง คือ หอสมุดกลาง จุฬา, ธรรมศาสตร์ และศิลปากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเข้าออฟฟิศไหน ขึ้นอยู่กับความจำเป็นเร่งด่วนในการค้นข้อมูลขณะนั้น แต่ละแห่งมีจุดเด่นส่วนดีแตกต่างกันอยู่&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมประจำการอยู่ที่ออฟฟิศ จนกระทั่งใกล้เวลาปิด เฉลี่ยแล้วก็ราว ๆ ทุ่มครึ่งถึงสองทุ่ม ถึงบ้านก็หมดแรง ล้มพับ หลับสนิท กรนสนั่น ฝันสนุก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ระหว่างอยู่ออฟฟิศ ผมไม่ได้เขียนหนังสือเลยสักตัว แต่ใช้เวลาให้หมดไปกับการถ่ายเอกสาร และสำรวจรื้อค้นหนังสือต่าง ๆ เป็นงานหลัก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อานิสงส์ผลบุญจากการเข้าห้องสมุด ส่งผลให้ผมเลิกเชื่อมั่นศรัทธาในการหาข้อมูลจากเว็บไซต์โดยเด็ดขาด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นี้หมายถึงเฉพาะข้อมูลในพากย์ภาษาไทยนะครับ ส่วนข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นอีกกรณี แต่งานของผมในระยะหลังเกี่ยวโยงกับข้อมูลไทยล้วน ๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข้อมูลในเว็บกับหนังสือเป็นเล่ม ๆ มีความละเอียดถี่ถ้วน (และถูกต้องแม่นยำ) แตกต่างกันเป็นคนละโลกเลยทีเดียว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;รายได้ทั้งหมดของผม หกสิบเปอร์เซ็นต์หมดไปกับค่าถ่ายเอกสาร บ่อยครั้งที่คำนวณแบบหักลบกำไรขาดทุนแล้ว &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;งานหลายชิ้น มีต้นทุนสูงกว่าค่าเรื่องที่ได้รับ แบบเทียบกันไม่ได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ผมคิดเสมอว่า ได้กำไร คือ ได้ทั้งงานที่พึงพอใจ, ได้เรียนรู้เพิ่มเติม และได้หนังสือดี ๆ เป็นโบนัสแถมพก&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ส่วนวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ เป็นเวลาทำงานเขียนแบบเต็ม ๆ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เต็ม ๆ ในที่นี้ หมายถึงเขียนตั้งแต่เริ่มตื่นนอน ไปสิ้นสุดยุติประมาณเที่ยง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เคยพยายามฝืนทำให้นานกว่านี้ แต่หมดสภาพ มึนตึ้บ ปวดหัว คิดอะไรไม่ออก และอ่อนล้าสุดขีด&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ร่างกายอนุญาตให้เขียนได้ไม่เกินวันละหกชั่วโมงเท่านั้นนะครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หลังเที่ยงเป็นต้นไป คือ ช่วงขัดเกลาแก้ไขต้นฉบับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมไม่ได้แก้งานโดยนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ใช้วิธีเดินเล่นหรือนอนเล่น นึกทบทวนถึงข้อเขียนที่เพิ่งเสร็จ ค้นหาจุดอ่อนรอยโหว่ และพยายามขัดเกลาขั้นแรกในความคิด ก่อนจะลงมือจริงในเช้าวันต่อไป (ส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วง 1 ชั่วโมง ก่อนไปห้องสมุด)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แดดร่มลมตกในแต่ละวัน เป็นเวลาสำหรับการอ่าน &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พูดได้ว่า ปีนี้ชีวิตการเป็นนักอ่านของผม เละแหลกละเอียดยิ่งกว่าที่ผ่าน ๆ มา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมอ่านงานจำพวกวรรณกรรมได้น้อยมาก สมองมันไม่ค่อยรับ ที่อ่านได้หนักเอียงไปทางเรื่องประวัติศาสตร์และโบราณคดีเสียมากกว่า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่เรื่องที่ผมสนใจ ล้วนมีเนื้อหาจริงจัง อ่านยาก ความคืบหน้าในการอ่านจึงขยับเคลื่อนค่อนข้างล่าช้า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สวนทางกลับจำนวนหนังสือที่ต้องอ่าน ซึ่งงอกเงยทวีเพิ่มอย่างรวดเร็วและมากมาย&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ถึงตอนนี้ ตัวเลขจำนวนหนังสือที่ต้องอ่าน น่าตกใจและน่าหนักใจนะครับ ประมาณหนึ่งพันเล่ม&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;และพร้อมจะพุ่งพรวดพราดเป็นพันห้าร้อยเล่ม ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ผมอ่านจบจริง ๆ เพียงแค่ 20-30 เล่มเท่านั้นเอง ใกล้เคียงกับเป้าหมายเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะหกเดือนที่ผ่านมาของผม อยู่ในร่องรอยตารางการใช้ชีวิตทำนองนี้ มีเว้นบ้างบางขณะที่เดินทางไปเปิดหูเปิดตา ดูรูปเขียนตามวัด ส่วนใหญ่เป็นต่างจังหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนถึงขณะนี้ รูปแบบการใช้ชีวิตและทำงานของผมยังคงขรุขระไม่ลงตัว ต้องค่อย ๆ คลายปมยุ่งเหยิง สะสางปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ไม่หยุดหย่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาสำคัญก็คือ นิสัยจอมโปรเจกต์ พร้อมที่จะผุดงอกโครงการอะไรต่อมิอะไรอยู่ตลอด และลงมือปฏิบัติจริงได้ไม่ทัน ถูกความคิดตะกละทิ้งห่างไกลออกไปทุกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การงานที่คั่งค้าง ทั้งโครงการระยะสั้นระยะยาว ทั้งงานที่เขียนค้าง งานที่เขียนเสร็จแล้ว (ทว่ายังไม่ได้ชำระสังคายนาให้เป็นที่พึงพอใจ) และงานที่กำหนดวางเค้าโครงเสร็จ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หยิบทั้งหมดออกมาวางกองรวมกัน อาจเทียบได้กับห้องหับที่มีข้าวของสัมภาระรกรุงรังเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดอีกแบบ หากเปรียบงานเหล่านี้เป็นหนี้สิ้น สภาพของผมก็ร่ำ ๆ ว่าใกล้จะโดนฟ้องล้มละลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่เล่าสู่กันฟังคล้าย ๆ จะบ่นนะครับ แต่แท้จริงแล้ว ผมยืนยันได้ว่า  เหตุการณ์โกลาหลที่เกิดขึ้น เป็นช่วงหนึ่งในชีวิตที่ผมมีความสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลามันมักจะสั้นและผ่านไปเร็วเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผมแล้ว เร็วชิบเป๋งเลย เหมือนแค่กระพริบตา หกเดือนก็ผ่านพ้นไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมกลับมาแล้วนะครับ ครั้งนี้กลับมาจริง ๆ กลับมาแบบไม่กล้าสัญญิงสัญญาอะไรกันอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัญญาไว้แต่ทำไม่ได้จริงครั้งที่แล้ว สอนให้ผมรู้ว่า อย่าเที่ยวได้พร่ำพูดคุยโม้แทนการทำงาน แต่ควรให้งานนั้นอธิบายทุก ๆ อย่างแทนตัวเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จบแบบมีคติธรรมด้วยแฮะ!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-8962961422289075244?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/8962961422289075244/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=8962961422289075244' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/8962961422289075244'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/8962961422289075244'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='กลับมาแล้ว (จริง ๆ?) โดย &apos;นรา&apos;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/TEazeqhNP1I/AAAAAAAAAOQ/SZJp2cQDRX8/s72-c/PhotoFunia-68a385.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-4595838850504284425</id><published>2010-01-29T14:36:00.003+07:00</published><updated>2010-01-29T14:56:31.133+07:00</updated><title type='text'>รายงานตัว ‘ว่าหายหัวไปไหนมา’ โดย "นรา"</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/S2KRwMWD4fI/AAAAAAAAAOI/stgM_bIwh_Y/s1600-h/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 240px; DISPLAY: block; HEIGHT: 320px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5432064357695742450" border="0" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/S2KRwMWD4fI/AAAAAAAAAOI/stgM_bIwh_Y/s320/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ปี 2552 ที่ผ่านมา ผมหายหัวหายตัวไปเกือบทั้งปี ด้วยสารพัดเหตุผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรกสุดเป็นเพราะผมตระเวนดูจิตรกรรมฝาผนัง ใช้ชีวิตแบบ ‘หันหน้าเข้าหาวัด’ เป็นชายสามสิบสามโบสถ์ เพลิดเพลินไปหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถัดมา เครื่องคอมพิวเตอร์คู่ทุกข์คู่ยากของผม ชื่อคุณ “พิมพ์ดีด” ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคชรา ออกอาการรวน ทำท่าไม่ค่อยจะดี และอาการของมันก็หนักหนาสาหัสมากขึ้นตามลำดับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนวันหนึ่ง ผมก็ตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่เป็นโน้ตบุ๊ค ไว้ใช้ราชการสำรอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่านั้นเอง คุณพิมพ์ดีด มันก็ร้องลั่นว่า “ใช่ซี้”ประชดชีวิต ตัดพ้อ น้อยใจ แล้วก็ดับสนิท ตายจากกันเป็นการถาวร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทิ้งผมกับคุณ “ปุยนุ่น” (คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ซึ่งหนักชิบเป๋งเลย) เผชิญชีวิตกันตามยถากรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปุยนุ่นนั้นยังอ่อนต่อโลก จึงมีปัญหาเชื่อมต่อินเตอร์เน็ตไม่ได้ เวลาจะส่งงานส่งต้นฉบับแต่ละครั้ง ผมจึงมีสภาพเหมือนลงจากดอยแวะเข้าเมือง ไปทำกิจธุระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมฉกฉวยมาใช้เป็นข้ออ้างบังหน้าแทนคำว่า ‘ขี้เกียจ’ จนกระทั่งไม่สามารถอัพเดตบล็อกได้ถี่บ่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือพูดให้ตรงกว่านั้น คือ ปล่อยบล็อกทิ้งไว้ฝุ่นจับเหมือนบ้านร้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม เหตุผลใหญ่สุดคือ ชีวิตผมเกิดเหตุยุ่งเหยิงอีรุงตุงนุง จนหลายครั้งตกอยู่ในสภาพ ‘โงหัวไม่ขึ้น’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีทั้งเรื่องรับนิมนต์ออกไปพบผู้คนและงานอื่น ๆ นอกเหนือจากราชการประจำ, การย้ายออฟฟิศใหม่ จากเดิมที่เคยปักหลักเขียนหนังสืออยู่บ้าน ผมเปลี่ยนมาเป็นเขียนหนังสือในห้องสมุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมทั้งเหตุการณ์ ‘งานเข้า’ ใหญ่ ๆ 2 จ๊อบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานแรกคือ การทำหนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ อาว์ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ร่วมกับบินหลา สันกาลาคีรี, วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และธวัชชัย พัฒนาภรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานถัดมาคือ เย็นวันหนึ่ง คุณวรพจน์แกคุยกับผมในร้านกาแฟ ตรงหน้าวัดธาตุทอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามประสาคนขรึม ไม่ช่างพูดช่างเจรจา เขากับผมคุยกันตั้งแต่ราว ๆ ห้าโมงเย็นจนถึงสามทุ่มครึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุยกันจนร้านกาแฟปิด พนักงานเก็บของ ปิดร้าน ดับไฟ กลับบ้านไปแล้ว ผมสองคนก็ยังคุยกันต่อตรงที่เดิม ท่ามกลางความมืดตึ้ดตื๋ออีกนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หัวข้อประเด็นนั้นมีสารพัด ตั้งแต่แง่มุมหยุมหยิมปลีกย่อยอย่างสภาพดินฟ้าอากาศ ไปจนถึงเรื่องการใช้ชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่ามกลางประเด็นอันหลากหลาย เรื่องหลักประจำเย็นวันนั้นก็คือ เรื่องของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเริ่มตรงที่ผมเกริ่นไม่จริงจังนักว่า อยากเขียนบทความเกี่ยวกับอาจารย์เฟื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์เฟื้อเป็นไอดอล เป็นฮีโร่ของผมนะครับ ยิ่งเมื่อมาหลงใหลดูจิตรกรรมฝาผนังด้วยแล้ว ผมก็ยิ่งเกิดศรัทธาชื่นชมในชีวิตและงานของบรมครูท่านนี้เพิ่มพูนกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลก็คือ วรพจน์ค่อย ๆ ตะล่อมโน้มน้าวเกลี้ยกล่อมผมอย่างแนบเนียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มารู้ตัวอีกที วันรุ่งขึ้น ผมก็เริ่มลงมือเขียนถึงอาจารย์เฟื้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากแผนเดิมที่กำหนดไว้ว่า จะขึ้นโครงด้วยวัดระฆังเป็นหลัก แล้วสอดแทรกเกร็ดชีวิตอาจารย์เฟื้อลงไปในเรื่องราวเหล่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับกลายเป็นว่า ผมเขียนถึงอาจารย์เฟื้อเป็นหลัก โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับวัดระฆังเป็นส่วนเสริมบทแทรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บานปลายนะครับ จากเดิมที่คิดว่าจะเขียนเรื่องอาจารย์เฟื้อประมาณ 2-3 ตอนจบ เป้าหมายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นซีรีส์ยาวเหยียดราว ๆ 20 ตอนจบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล่าสุดผ่าน 20 ตอนไปเรียบร้อยแล้ว และต้องขยายขอบเขตเป็น 30 ตอน (โดยหวังว่าจะจบ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานเขียนเกี่ยวกับอาจารย์เฟื้อ กลายเป็นอีกปัจจัยหลัก ทำให้ผม ‘โงหัวไม่ขึ้น’ อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เริ่มต้นผมคิดว่าไม่น่าจะยาก แค่ตะลุยเข้าห้องสมุดค้นข้อมูล นั่งอ่าน แล้วลงมือเรียบเรียงเขียนขึ้นใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมาเจอปัญหา หลังจากลงมือเขียนบทแรก ๆ ไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาแรกคือ ข้อมูลนั้นมีอยู่ และพบเจอเป็นจำนวนพอสมควร แต่ที่คุณภาพเข้าขั้นใช้อ้างอิงได้ มีไม่เยอะนัก (ส่วนใหญ่จะให้ข้อมูลและเรื่องราวซ้ำ ๆ กัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาต่อมา บุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์เฟื้อ ส่วนหนึ่งล่วงลับดับจากไปแล้ว หลายท่านที่ยังอยู่ก็มีอายุอานามสูงวัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การไปขอพบพูดคุยสัมภาษณ์ เพื่อสืบเสาะข้อมูลนั้นอยู่ในวิสัยที่ทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หมายความว่า ผมต้องมีเวลาปลอดโปร่งโล่ง ๆ อีกหลายเดือน สำหรับเตรียมความพร้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อยุ่งยากก็คือ ผมเริ่มต้นเขียนไปแล้ว จากนั้นข้อมูลต่าง ๆ จึงค่อยทยอยตามมาทีหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำไป ออกอากาศไปนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์จึงเป็นไปในรูปของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (บางวาระก็ค่อนข้างฉุกละหุกจวนเจียน) แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์&lt;br /&gt;การสัมภาษณ์เพิ่มเติม จึงไม่สามารถที่จะทำได้ เนื่องจากเวลาเป็นเงื่อนไขเร่งรัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ้นจากนี้แล้ว ผมยังสร้างความยุ่งยากให้แก่ตนเอง ด้วยการกำหนดให้บทความแต่ละชิ้น มีลักษณะจบในตอน ผู้อ่านสามารถเริ่มอ่านตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องไล่เรียงหรือติดตามตั้งแต่ต้น ก็อ่านรู้เรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน เนื้อหาของแต่ละบทแต่ละตอน จำเป็นต้องเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เท่านั้นยังไม่พอ ผมเขียนงานชุดนี้ โดยรู้จุดอ่อนข้อจำกัดว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ใช้ เป็นข้อมูลชั้นสองชั้นสาม คือ บอกเล่ากันมาหลายทอด และขาดแคลนข้อมูลชั้นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การบ้านใหญ่ก็คือ จะทำอย่างไรให้ข้อเขียนเกิดความแตกต่างจากส่วนใหญ่ที่เคยมีมา และน่าสนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางแก้ได้แก่ การเดินทางในลักษณะ ‘ตามรอยอาจารย์เฟื้อ’ ไปยังโบราณสถานหลายแห่ง ซึ่งอาจารย์เคยออกสำรวจ และทำงานสำคัญ ทั้งการคัดลอกภาพและอนุรักษ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นส่งผลโยงใย ทำให้ผมต้องออกเดินทางไปหลายจังหวัด (จริง ๆ แล้วก็อยากตามรอยอาจารย์เฟื้อไปอินเดียและอิตาลีด้วยเหมือนกัน แต่ไม่มีปัญญาและขาดทุนทรัพย์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็เลยใช้ชีวิตแบบชีพจรลงเท้า เดินทางถี่บ่อยเฉลี่ยประมาณ 10 วันต่อ 1 ทริป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นึกทบทวนย้อนหลังดูแล้ว ผมก็ต้องรำพึงรำพันว่า เดชะบุญ คุณพระช่วย ที่เอาตัวรอดมาได้ยังไงก็ไม่รู้ สำหรับการเขียนต้นฉบับส่งตามที่ต่าง ๆ ได้เกือบครบถ้วนไม่ตกหล่น (ยกเว้นการอัพเดตบล็อก และหายหน้าจากนิตยสารสีสันไปหลายเดือนต่อเนื่องกัน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากเดินทางภายในประเทศแล้ว จู่ ๆ ผมก็เจอส้มหล่นตกใส่หัวลงมาทั้งเข่ง ได้เที่ยวเมืองนอกฟรี ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจฟังดูน่าหมั่นไส้และเหมือนอวดโม้สักหน่อยนะครับ ผมไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์มา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็พูดได้อีกเหมือนกันว่า เป็นการเที่ยวแบบเข้าข่ายทุกขลาภ และต้องจ่ายราคาชดใช้อยู่พอสมควร คือ เต็มไปด้วยความวิตกกังวลก่อนออกเดินทาง, หืดจับกับการเตรียมงานเขียนล่วงหน้าให้ทันเวลา รวมถึงเบียดเบียนรายได้อันจำกัด สำหรับค่าใช้จ่ายงอกเงยในการไปเที่ยว (โดยเฉพาะอุปกรณ์กันหนาวสารพัดชนิด)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดง่าย ๆ ผมได้ไปเที่ยว ในช่วงเวลาที่นอกจากจะจำเป็นต้องปักหลักสะสางงานคั่งค้างจำนวนมาก และก็เคลียร์ได้แค่บางส่วน ไม่ลุล่วงทั้งหมดแล้ว รายจ่ายยุบยับทั้งการซื้อ ‘ปุยนุ่น’ คอมพิวเตอร์ใหม่, ค่าซีร็อกซ์ถ่ายเอกสารข้อมูลสำหรับเมกะโปรเจคท์อีก 5 ปีข้างหน้า, ค่าครองชีพที่สูงขึ้น, ภาระจับจ่ายใช้สอยภายในครอบครัว ฯลฯ ก็ทำให้ผมไปเที่ยวแบบสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ไปเที่ยวประเทศแพง ๆ ตอนที่ยากจนสุดขีด นับได้ว่าเป็นความทุกข์แอบแฝงที่มาพร้อม ๆ กับบุญหล่นทับเหมือนกันนะขอรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาแล้ว ผมก็เจองานคั่งค้างเป็นกองพะเนิน ซึ่งยิ่งยากลำบากกว่าเดิม เพราะอารมณ์ความรู้สึก ยังตื่นเต้นฝังใจกับประสบการณ์ใหม่ที่เพิ่งเจอะเจอมาสด ๆ หนาว ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ยังไม่นับรวม ‘งานเข้า’ เพิ่มอีกหนึ่งโปรเจกต์ คือ การลงมือเขียนถึงเรื่องที่ไปเที่ยวเมืองนอกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างหลังนี่เกิดขึ้นเพราะความแค้น และต้องการขจัดปมด้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตลอดการเที่ยวสวิส ผมเหมือนแค่ได้ไปเห็นเท่านั้น แต่ไม่รู้อะไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้กระทั่งว่า ตรงบริเวณที่ไปยืนถ่ายรูปเป็นวรรคเป็นเวรนั้น บางแห่งคือที่ไหน? สำคัญอย่างไร? มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับลูกอีช่างสงสัยอย่างผม การไปดูไปเยือนแบบไม่รู้อะไรเลย เป็นเรื่องค้างคาใจและ ‘เสียเที่ยว’มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมก็เลยตั้งใจว่า จะเขียนหนังสือสักเล่มเกี่ยวกับสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อแก้โง่ให้กับตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นโครงการระยะยาวนะครับ ต้องใช้เวลาทำการบ้านเพิ่มเติม ไล่เรียงลำดับความคิด และลงมือเขียนอีกนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะออกมาดีหรือไม่ดี ผมเองก็ไม่รู้ แต่มั่นใจว่า จะเป็นหนังสือเล่มหนาหลายร้อยหน้า ทั้ง ๆ ที่ไปเที่ยวมาแค่ 4 คืน 5 วัน (ไม่นับตอนนั่งเครื่องบินไป-กลับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องเที่ยวมาหนึ่ง แล้วเล่าได้ถึงสิบ โปรดเชื่อเถิดครับว่า ผมเก่งและถนัดจังเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระนั้นก็อย่าเพิ่งเชื่อผมเป็นอันขาดเชียว ว่าจะมีปัญญาเขียนได้สำเร็จจนจบ เรื่องเงื้อง่าตั้งท่าว่าจะทำอะไรต่อมิอะไร ลงท้ายแล้วได้แต่ตั้งท่าวางเฉย ปราศจากรูปธรรมใด ๆ เกิดขึ้น นับเป็นทักษะอีกด้านหนึ่ง ซึ่งผมสันทัดจัดเจนเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ้นจากคำบอกเล่ารวบรัดว่า ผมหายหัวไปทำอะไรมาแล้ว สิ่งที่อยากบอกกล่าวก็คือ ผมจะทำอะไรต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ใช่คนจำพวกที่เชื่อในเรื่องโชคชะตาโหราศาสตร์นะครับ ทว่าช่วงเริ่มต้นปีใหม่ของแต่ละปี ผมจะมีความรู้สึกลางสังหรณ์ พอคาดคะเนได้คร่าว ๆ ว่า ปีนี้สถานการณ์ชีวิตส่วนตัวโดยรวมจะเป็นไปในทิศทางใด (เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ ความสืบเนื่องเกี่ยวโยงกับสิ่งที่ทำมาในปีก่อน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมทำนายทายทักตัวเองว่า ปี 2553 จะเป็นปี ‘ทำงานหนัก’ สำหรับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนหนึ่งคือ ผมน่าจะมีงานรวมเล่มออกมามากกว่าปีอื่น ๆ นี่คือความต่อเนื่องจากสิ่งที่ลงพุงลงแรงทำมาตั้งแต่ปีกลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกส่วนหนึ่ง ผมกำลังวางแผนเปลี่ยนวิธีทำงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวคือ เท่าที่ผ่านมา งานส่วนใหญ่ของผม เป็นการเขียนคอลัมน์ ถึงกำหนดต้องส่ง จึงลงมือเขียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถัดจากนี้ไป ผมจะพยายามปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็น การลงมือทำงาน โดยกำหนดวางเค้าโครงล่วงหน้า แล้วเขียนให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน จึงค่อยส่งลงตีพิมพ์ทีหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีนี้ ผมเชื่อว่า จะช่วยให้ทำงานได้ต่อเนื่อง มีคุณภาพดียิ่งขึ้น (และขี้เกียจน้อยลง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำสัญญาอีกข้อก็คือ ผมจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟังในบล็อก เป็นประจำสม่ำเสมอกว่าเดิม อย่างน้อยก็อาทิตย์ละหนึ่งครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อแตกต่างนั้นมีอยู่ว่า ที่ผ่าน ๆ มา ผมพึ่งพาอาศัยการนำงานเก่าตามที่ต่าง ๆ มาเผยแพร่ใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อแต่นี้ไป เนื้อหาหลัก ๆ ในบล็อกจะเป็นการเขียนแนะนำหนังสือที่ผมได้อ่านมาแล้วถูกใจนะครับ และบางครั้งอาจแทรกด้วยเรื่องโม้ ๆ ส่วนตัวบ้างเป็นการสลับฉาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การป่าวประกาศ ณ ที่นี้ เป็นวิธีที่ผมใช้ ‘วางยา’ สร้างกับดักให้ตัวเอง เพื่อจะทำให้ปรากฏเป็นจริงได้ตามที่สัญญาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะถ้าหากประกาศแล้วทำไม่ได้ ผมจะเป็นฝ่าย ‘เสียสุนัข’ ไปโดยพลัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมีนิสัยด็อก ๆ บ๊อก ๆ ทำนองนี้ เป็นสันดานประจำตัวอยู่หลายข้อ ซึ่งยังพึงพอใจหวงแหนอยู่ และไม่อยากสูญเสียมันไป จำเป็นต้องถนอมรักษาไว้นาน ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวัสดีปีใหม่ย้อนหลัง ตอนปลายเดือนมกราคมครับ ขอให้ญาติโยมมีความหวังเยอะ ๆ มีกำลังใจท่วมท้น และมีพลังในการทำงานอย่างเบิกบานโดยทั่วกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-4595838850504284425?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/4595838850504284425/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=4595838850504284425' title='7 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/4595838850504284425'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/4595838850504284425'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='รายงานตัว ‘ว่าหายหัวไปไหนมา’ โดย &quot;นรา&quot;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/S2KRwMWD4fI/AAAAAAAAAOI/stgM_bIwh_Y/s72-c/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-3615032328768243693</id><published>2009-11-01T18:07:00.002+07:00</published><updated>2009-11-01T18:12:31.254+07:00</updated><title type='text'>กลิ่นหอมของบ้านเกิด โดย "นรา"</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/Su1sL3ElmnI/AAAAAAAAAN4/om1xOb3oZgk/s1600-h/Linh_3D+B_mark.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5399090479304645234" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 294px; CURSOR: hand; HEIGHT: 320px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/Su1sL3ElmnI/AAAAAAAAAN4/om1xOb3oZgk/s320/Linh_3D%2BB_mark.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ชายชราผู้หนึ่ง สูญเสียแทบทุกสิ่งในชีวิต ครอบครัวและหมู่บ้านพังพินาศย่อยยับ ผู้คนที่เคยรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขา ล้วนล้มหายตายจากไปหมดสิ้น เหลือเพียงตัวแกโดยลำพัง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผู้เฒ่าหมดสิ้นแรงใจและความกระตือรือล้นที่จะมีชีวิตต่อไป แต่เหตุผลประการเดียวที่ทำให้แกยังคงยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ทรุดล้มลงก็คือ หลานสาวซึ่งเป็นเด็กทารกวัยหกสัปดาห์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เขาบอกกล่าวกับตนเองว่า จะต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อปกป้องดูแลและทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้แก่ยายหนูจนกว่าแกจะเติบใหญ่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุผลดังกล่าว ชายชราจึงยินยอมอพยพลี้ภัย ละทิ้งแผ่นดินถิ่นเกิด เดินทางรอนแรมไปกับเรือข้ามน้ำข้ามทะเลสู่โลกใหม่ที่เขาไม่รู้จักโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งกระเป๋าหนังใบเล็กๆ และหลานสาวที่กอดกระชับไว้แนบอกภายในกระเป๋าหนัง มีสมบัติล้ำค่าเท่าที่ยังเหลืออยู่ของท่านผู้เฒ่า เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ตัว, ภาพตัวเขาเมื่อครั้งวัยหนุ่มถ่ายคู่กับภรรยาผู้ล่วงลับไปเนิ่นนาน และถุงผ้าใบเล็กบรรจุดินหนึ่งกำมือ-เป็นดินจากบ้านเกิดที่กำลังจะพรากจากกันตลอดกาล&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้คือ จุดเริ่มต้นของนิยายอันยอดเยี่ยมเรื่อง “ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” (La petite fille de Monsieur Linh) เขียนโดยฟิลิปป์ คลอเดล (สำนวนแปลภาษาไทยโดยวิภาดา กิตติโกวิท) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นี่เป็นนิยายที่เพียงได้อ่านหน้าแรก ผ่านตาข้อความแค่ไม่กี่บรรทัด ผมก็ “ตกหลุมรัก” ไปเรียบร้อยแล้ว มันมีความเศร้าหม่นปะปนกับความงามอันละเมียดละไม รวมทั้งลีลาการเขียน สำนวนภาษา ตลอดจนวิธีเปรียบเปรยลึกซึ้งคมคายในแบบที่ผมชื่นชอบประทับใจนะครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เป็นรูปแบบลีลาการเขียนที่ผมอยากจะเรียกว่า ซ่อนบทกวีไว้ในนิยาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น “...เขายืนอยู่ที่ท้ายเรือ มองไปยังบ้านเมืองของตัวเอง บ้านเมืองของบรรพบุรุษและญาติมิตร ซึ่งตายจากไปนั้นค่อยๆ ห่างไกล รางเลือน ขณะที่ทารกในอ้อมแขนหลับสนิท ภาพบ้านเกิดถอยห่าง ห่างออกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นจุดเล็กๆ เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ยืนมองภาพนั้นที่ค่อยๆ เลือนหายจนลับสายตา ณ แนวขอบฟ้า เขายืนอยู่เช่นนั้นนานนับชั่วโมง แม้ลมจะพัดแรงมากจนทำให้เขาซวดเซโงนเงนราวหุ่นกระบอก” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“...ชายชราเดินไปที่หน้าต่าง สายลมไม่ได้ทำให้ต้นไม้ใหญ่เอนไหวอีกแล้ว ราตรีถูกห้อมล้อมอยู่ในเมืองแห่งแสงไฟนับพันๆ ที่สว่างไสว ว่ากันว่าดวงดาวร่วงลงบนปฐพีและหาทางที่จะหนีกลับขึ้นสู่ฟากฟ้าใหม่ แต่ไม่อาจทำได้ เราไม่เคยสามารถหวนกลับไปหาสิ่งที่สูญเสียไปแล้วนั้นได้อีก เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์คิดดังนี้” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” ดำเนินไปในบรรยากาศและอารมณ์ห่อหุ้มเช่นนี้ตลอดทั้งเรื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพรรณนาสาธยายถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร มากกว่ามุ่งเน้นไปที่พล็อตหรือเค้าโครงเหตุการณ์ (ซึ่งเรียบง่ายเหลือเกิน) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวใจความหลักๆ กล่าวถึง การที่คุณปู่พลัดถิ่น ต้องเผชิญความแปลกแยกในสภาพแวดล้อมใหม่ ผู้คนใช้ภาษาที่แตกต่าง จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารทำความเข้าใจ มิหนำซ้ำในหมู่เหล่าคนอพยพด้วยกัน ก็มองชายชราเหมือนตัวประหลาดที่น่าขบขัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ควบคู่ไปกับการแปลกแยกไม่ลงรอยต่อดินแดนใหม่ ผู้เฒ่าก็มักจะนำเอาสิ่งที่ปรากฎเบื้องหน้าในปัจจุบัน มาเทียบเคียงกับชีวิตความเป็นอยู่เมื่อครั้งอดีต ด้วยอารมณ์โหยหาถวิลถึง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึกแรกสุดของเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ เมื่อเรือเทียบท่าสู่ที่หมายปลายทางในการอพยพก็คือ “เขาสูดกลิ่นอายของประเทศใหม่ แต่ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย มันไม่มีกลิ่น นี่คือบ้านเมืองที่ไม่มีกลิ่น” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากในนิยายเรื่องนี้ก็คือ การเล่าด้วยลักษณะบอกกล่าวน้อยนิดแฝงไว้ด้วยความคลุมเครือ ทว่ากินใจความกว้างไพศาล &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตลอดทั้งเรื่องนั้น คุณฟิลิปป์ คลอเดล ไม่ได้ระบุเจาะจงออกมาชัดๆ ตรงๆ สักครั้งเลยนะครับว่า เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์มาจากประเทศอะไร และระหกระเหินมาสู่ประเทศอะไร แต่ผู้อ่านก็สามารถทราบได้ไม่ยาก จากรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็นเวียดนามและฝรั่งเศส (ถึงตรงนี้ผมแอบคิดเรื่อยเปื่อยเฉไฉออกนอกเรื่องเล็กน้อยว่า ดินแดนที่คุณปู่แกรู้สึกว่าไม่มีกลิ่น คือประเทศที่เราๆ ท่านๆ นิยมเรียกกันด้วยสมญาว่า “เมืองน้ำหอม” คิดแล้วก็รู้สึกว่ามันมีนัยยะประชดประชันอยู่ลึกๆ โดยที่คนเขียน อาจไม่มีเจตนาให้เป็นเช่นนั้นก็ได้นะครับ)&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;มีการบอกเล่าอ้อมๆ ทำนองนี้อยู่แพรวพราวเต็มไปหมด และทำได้น่าทึ่งมาก เพราะถ้าบอกน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ไม่ถี่ถ้วน กระทั่งอาจกลายเป็นสับสนงุนงง และอ่านยากโดยใช่เหตุ ขณะเดียวกันถ้าเปิดเผยเยอะไป ก็อาจแห้งแล้งแข็งทื่อ ขาดชั้นเชิงความแนบเนียน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ความคลุมเครือในนิยายเรื่องนี้ นำเสนอได้อย่างเหมาะเจาะพอดี ให้ความรู้สึกเหมือนถนนหนทาง ตึกรามบ้านเรือน ปกคลุมด้วยหมอกจางๆ เต็มไปด้วยบรรยากาศกึ่งจริงกึ่งฝัน สอดคล้องกับลีลาละเมียดทางด้านภาษา และอารมณ์สวยเศร้าที่มีอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เรารู้ว่าเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์เป็นคนเวียดนาม ด้วยคำบอกเล่าผ่าน ๆ แค่ไม่กี่ประโยค เกี่ยวกับแผ่นดินถิ่นเกิดของผู้เฒ่าที่ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เพราะพิษภัยสงคราม จนผู้คนต้องอพยพหลบหนีลอยเรือเคว้งคว้างไปตายเอาดาบหน้า &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เรารู้ว่าเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์เดินทางมาสู่ฝรั่งเศส ด้วยรายละเอียดน้อยนิด ในเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่ง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หลังจากถูกจัดแจงให้อยู่ในหอพักสำหรับผู้ลี้ภัย เวลาหลายวันผ่านไป โดยที่ผู้เฒ่าปักหลักเอาแต่กอดหลานสาวอยู่บนเตียงไม่ยอมไปไหน จนกระทั่งหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นล่าม ต้องอธิบายโน้มน้าวให้ชายชราออกไปเดินเล่นสัมผัสอากาศแดดลมภายนอกเสียบ้าง (เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ยินยอมทำตาม ด้วยเหตุผลว่า “การออกไปเดินเล่นจะดีต่อสุขภาพของหลานสาวตัวน้อย”) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เช้าวันหนึ่ง ผู้เฒ่าจึงสวมเสื้อผ้าแทบทุกชุดที่มีอยู่เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น โอบอุ้มหลานสาวออกไปเดินเล่น และด้วยความเกรงว่าจะพลัดหลงกลับที่พักไม่ถูก แกจึงเดินอยู่บนทางเท้าเดิม โดยไม่ยอมข้ามถนน กระทั่งวนผ่านที่พักหลายต่อหลายรอบ ก่อนจะหยุดพักเหนื่อยบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามกับสวนสาธารณะ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ที่นั่น เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ได้พบกับชายร่างใหญ่ชื่อเมอร์สิเยอร์บาร์ก ทั้งสองพูดคนละภาษา แต่กลับสามารถสื่อสารทำความเข้าใจกันด้วยรอยยิ้ม, สายตา, และการเอื้อมมือสัมผัส &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นับจากนั้นมา ทุกๆ วันบนมานั่งฝั่งตรงข้ามสวนสาธารณะ จะปรากฎภาพที่คุ้นตา ผู้ชายสองคนที่รูปลักษณ์แตกต่างตรงข้ามอย่างยิ่งนั่งเคียงข้างกัน โดยมีเด็กหญิงตัวน้อยๆ อยู่ในอ้อมกอดของชายชรา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มิตรภาพที่งอกงามขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เฒ่าเริ่มรู้สึกว่าดินแดนใหม่ ไม่โหดร้ายเปล่าเปลี่ยวจนเกินไป ยังมีด้านที่อบอุ่น มีสายใยบางอย่างให้รู้สึกผูกพัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;และกลิ่นบุหรี่ที่เมอร์สิเยอร์บาร์กสูบตลอดเวลาแบบมวนต่อมวน ทำให้คุณปู่ผู้ไกลบ้าน สามารถสัมผัสได้เป็นครั้งแรกว่า “ควันบุหรี่ของชายที่อยู่ที่หอพักนั้นน่ากลัว แต่ของเมอร์สิเยอร์บาร์กคนนี้ต่างออกไป กลิ่นของมันหอม เป็นกลิ่นหอมกลิ่นแรกที่บ้านเมืองใหม่นี้ให้แก่เขา และกลิ่นหอมนี้ทำให้เขาคิดถึงกลิ่นกล้องยาสูบที่ผู้ชายในหมู่บ้านสูบกันยามเย็น” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ก็ออกปากขอบุหรี่จากเจ้าหน้าที่วันละหนึ่งซอง เพื่อนำมามอบเป็นของขวัญให้แก่เพื่อนใหม่ รวมทั้งสอบถามจากล่ามว่า “สวัสดี” ในภาษาของประเทศนี้พูดอย่างไร ผู้เฒ่าทบทวนซ้ำๆ หลายเที่ยว หลับตาเพื่อตั้งใจจดจำ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“วันหนึ่งล่วงไป ที่ไกลออกไป ดวงตะวันเหมือนจะตกลงไปอย่างรุนแรงบนท้องฟ้า เขาต้องกลับแล้ว ชายร่างใหญ่ไม่มา เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์จากไปพร้อมซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อ และคำว่าบงชูร์ในปากที่ไม่ได้พูดออกมา” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เรารู้ว่าผู้เฒ่าเดินทางมาสู่ฝรั่งเศส ก็จากรายละเอียดตรงนี้นี่เอง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มิตรภาพระหว่างชายต่างสัญชาติทั้งสอง ยังมีแง่มุมอื่นๆ นอกเหนือจากที่ผมหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังอีกมาก และเต็มไปด้วยความซาบซึ้งจับอกจับใจอย่างยิ่ง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมเข้าใจเป็นการส่วนตัวนะครับว่า แก่นเรื่องของ “ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” มุ่งสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ทุกข์สุขที่อยู่เบื้องลึกในใจของคนพลัดถิ่น, มิตรภาพอันสวยงามไร้พรมแดนใดๆ มากีดขวางกางกั้น, ความหวังในการดำรงชีวิต ฯลฯ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่ในอีกมุมหนึ่งนิยายเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามแบบอ้อมๆ แทนที่จะแสดงผ่านภาพความเสียหายใหญ่โต กลับขมวดรวมมาเล่าผ่านจุดเล็กๆ คือตัวละครอย่างผู้เฒ่าหลิ่นห์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พูดง่ายๆ คือ เฉพาะแค่โศกนาฏกรรมที่กระทบสู่ชีวิตของชายชรา ยังหมองหม่นรันทดเข้าขั้นชวนให้ใจสลายถึงเพียงนี้ ภาพใหญ่โดยรวมทั้งหมดของผู้คนทั้งประเทศ ก็ยิ่งเป็นความสูญเสียย่อยยับ จนแทบไม่กล้าจินตนาการนึกถึงว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงไร &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นิยายเรื่องนี้จบลงด้วยอารมณ์ทั้งสวยและเศร้า พร้อมๆ กับมีความลับบางอย่างที่เปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด (ขอแนะนำว่า เพื่ออรรถรสที่ถึงพร้อม ไม่ควรอ่านข้อความโปรยตรงปกหลังก่อน) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมบอกได้เพียงแค่ว่า ผมอ่านนิยายเรื่องนี้จบลงแล้วไม่ได้ร้องไห้เสียน้ำตา แต่เกิดอาการ “ฝนตกหนักในใจ” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จนถึงขณะที่เขียนอยู่นี้ ฝนก็ยังไม่ยอมหยุดตก &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;(เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 29 กันยายน 2551)&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-3615032328768243693?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/3615032328768243693/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=3615032328768243693' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/3615032328768243693'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/3615032328768243693'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2009/11/blog-post_01.html' title='กลิ่นหอมของบ้านเกิด โดย &quot;นรา&quot;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/Su1sL3ElmnI/AAAAAAAAAN4/om1xOb3oZgk/s72-c/Linh_3D%2BB_mark.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-8835725211547967187</id><published>2009-08-11T08:44:00.006+07:00</published><updated>2009-08-11T08:52:57.398+07:00</updated><title type='text'>เหตุผลที่ควรเดินช้า โดย "นรา"</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SoDOIAEhHGI/AAAAAAAAANo/qgjUvQMP4dU/s1600-h/woman.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5368517392678853730" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 311px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SoDOIAEhHGI/AAAAAAAAANo/qgjUvQMP4dU/s400/woman.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ช่วงสัปดาห์กว่า ๆ ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ดูหนังเก่าและใหม่อย่างละหนึ่งเรื่อง คือ Tokyo Tower และ Click &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;Tokyo Tower เป็นหนังประเภทที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าพล็อต มีเค้าโครงเบาบาง เน้นการบอกเล่ารายละเอียดกระจัดกระจาย ไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน เรื่องคร่าวร่าว ๆ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกครอบคลุมช่วงเวลาหลายสิบปี &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ใจความหลักของหนังก็คือ การแสดงให้เห็นชีวิตช่วงวัยรุ่นของฝ่ายลูก ซึ่งเกิดเหตุก้าวถลำพลาดพลั้งเพราะสิ่งเย้ายวนต่าง ๆ จนเกือบจะล้มเหลวเรียนไม่จบ แต่ก็รอดพ้นมาได้อย่างฉิวเฉียด ด้วยความรักอันไร้ขีดจำกัดของแม่ และมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว ประกอบอาชีพการงานมั่นคง จนกระทั่งสามารถกลับมาเป็นฝ่ายดูแลแม่ผู้แก่เฒ่า (และล้มป่วยด้วยโรคร้าย) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จุดเด่นก็คือ มันเป็นหนังชีวิตที่เรียบง่ายเหลือเกิน แม้จะเต็มไปด้วยเหตุการณ์มากมาย ซึ่งสามารถบีบคั้นฟูมฟายเร้าอารมณ์ได้สบาย ๆ ทว่าคนทำหนังกลับหลีกเลี่ยงเสนอแบบผ่าน ๆ ปล่อยให้เรื่องราวค่อย ๆ บดขยี้สร้างความสะเทือนใจทีละน้อยอย่างใจเย็น (ผมประทับใจกับฉากแม่ลูกเดินจูงมือกันข้ามถนนมากเป็นพิเศษ)&lt;br /&gt;ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ อารมณ์เศร้าชนิด “เอาตาย” แบบ feel good &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ดูจบแล้ว ผมแทบไม่ได้คิดถึง Tokyo Tower ในแง่มุมของการวิจารณ์เลย และแยกแยะไม่ถูกหรอกว่า หนังดีหรือไม่ดีอย่างไร รู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเองว่า อยากนั่งรถทัวร์เดินทางไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัดขึ้นมาฉับพลัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ส่วนเรื่อง Click นั้นมาในทางตรงกันข้าม หน้าตาภายนอกเป็นหนังตลกเต็มตัว ว่าด้วยสถาปนิกหนุ่ม ซึ่งใฝ่ฝันอยากประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพการงาน จนกระทั่งยินยอมสละเวลาที่ควรจะมีให้แก่ “ครอบครัว” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่ง คุณพระเอกก็พบกับบุรุษลึกลับ และได้รับมอบรีโมทคอนโทรลสารพัดประโยชน์ ไม่เพียงแต่จะสามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้แบบเอนกประสงค์เท่านั้น ทว่าอุปกรณ์ดังกล่าวยังสามารถกำหนดความเป็นไปของชีวิตได้อีกด้วย เช่น ย้อนถอยกับไปดูเหตุการณ์ในอดีต, กดปุ่มปิดเสียงของคู่สนทนา, เร่งสปีดสถานการณ์ที่เชื่องช้าให้กระชับฉับไว, หยุดความเคลื่อนไหวรอบข้างชั่วขณะ ฯลฯ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นับจากนั้นสถาปนิกหนุ่มก็ใช้รีโมทคอนโทรลแบบไม่ยั้งมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ่มกลไกเกี่ยวกับการเร่งเหตุการณ์เคลื่อนไปสู่ข้างหน้าอย่างฉับไว (เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์น่าอึดอัดรำคาญใจ เช่น ขณะกำลังทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียงกับภรรยา, ช่วงอาบน้ำแต่งตัวยามเช้าก่อนไปทำงาน, ข้ามเหตุการณ์รถติดเสียเวลาบนท้องถนน ฯลฯ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เร่งรัดเวลาอันเนิ่นนานยืดยาวในการทำงาน เพื่อผ่านเลยไปสู่ความสำเร็จบั้นปลายในชั่วพริบตา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พูดง่าย ๆ ว่า เขาเร่งสปีดเพื่อหลีกเลี่ยงเว้นข้ามห้วงเหตุการณ์ที่มีปัญหา และใช้ความเร็วมาขจัดลบล้างเรื่องที่ต้องใช้เวลารอคอยล่าช้าไม่ทันใจ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ ชายหนุ่มทำรายละเอียดต่าง ๆ ในช่วงเร่งรัดให้เวลาคืบหน้ารวดเร็ว ตกหล่นสูญหายไปเกือบหมด กระทั่งเหมือนกับชีวิตที่เคว้งคว้างว่างโหวง เหลือเพียงเหตุปัจจุบันเฉพาะหน้า ทว่าปราศจากเรื่องราวใด ๆ ในอดีตให้จดจำ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ย่ำแย่ร้ายกาจกว่านั้นก็คือ การกดปุ่มเร่งรัดเวลาบ่อยครั้ง ส่งผลให้เครื่องมือวิเศษสารพัดประโยชน์เกิดอาการรวน เร่งรวบเหตุการณ์ไปข้างหน้าอยู่บ่อยครั้ง จากชายหนุ่มกลายเป็นวัยกลางคน ล่วงเลยสู่ช่วงชราภาพโดยรวดเร็ว เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นานาสารพัด และล้วนแต่หนักไปในทางร้ายติดลบ (เช่น ภรรยาขอหย่าร้างชีวิตครอบครัวล้มเหลว ฯลฯ) ความสำเร็จหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ มีเพียงความก้าวหน้าในอาชีพการงานเท่านั้น (เมื่อตัดพ้อต่อว่าบุรุษลึกลับเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ ก็ได้รับคำตอบยืนยันว่า ก่อนจะมีรีโมท สถาปนิกหนุ่มก็ใช้ชีวิตเร่งรัดเช่นนี้อยู่ก่อนแล้ว) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ถึงตรงนั้นคุณพระเอกของเราก็พบว่าตนเองโดดเดี่ยวไม่มีใคร และมีแต่อดีตไม่พึงปรารถนา (คือ เหตุชวนหงุดหงิดจนทำให้เขาต้องกดรีโมทเร่งสปีด) เต็มไปหมด&lt;br /&gt;ที่สำคัญคือ เขาใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ กระทั่งพล่าผลาญเวลาสูญหายสิ้นเปลือง เป็นชีวิตที่กล่าวได้ว่ามีแต่เค้าโครงเรื่องย่อคร่าว ๆ ปราศจากรายละเอียด เป็นชีวิตที่บรรลุผลตามเป้าหมาย แต่ขาดไร้สิ่งที่เรียกกันว่า ทิวทัศน์ “ระหว่างทาง” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;Click ใช้เรื่องราวแบบแฟนตาซีและนิทานสอนใจ มาเปรียบเปรยกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ของคนชั้นกลางในสังคมอเมริกัน ซึ่งบ้างานแบบไม่ลืมหูลืมตา กระทั่งทำลายสายใยผูกพันในครอบครัวล่มสลายพังพินาศ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ที่ผมนึกไม่ถึงก็คือ มันเป็นหนังตลกแค่ครึ่งเดียว เฉพาะช่วงสาธิตแสดงให้เห็นถึงลูกเล่นของรีโมทมหัศจรรย์ พ้นจากนั้นแล้วก็กล่าวได้ว่า เป็นหนังชีวิตสะเทือนอารมณ์ ฉายภาพด้านลบของวิถีความเป็นอยู่แบบทุนนิยม/วัตถุนิยมสุดขั้วได้น่าสะพรึงกลัวมาก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ฉากที่ชวนให้ใจสลายเป็นอย่างยิ่งคือ เมื่อคุณพระเอกเพิ่งทราบข่าวว่าพ่อของตนเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เขาพยายามกดปุ่มย้อนอดีตก็พบเพียงความว่างเปล่า (เนื่องจากตอนที่พ่อเสียชีวิต เขาไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย) สิ่งที่ทำได้มากสุด จึงเป็นแค่ย้อนกลับไปยังการพบปะกันครั้งสุดท้าย ซึ่งเขานั่งหมกมุ่นคร่ำเคร่งอยู่กับงานในออฟฟิศ พ่อผู้ชราภาพเข้ามาชักชวนไปหากิจกรรมผ่อนคลายหลังเลิกงาน แต่ฝ่ายลูกกลับตอบปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย (และไม่ยอมแม้แต่จะเสียเวลาชั่วครู่ เงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ) ที่เจ็บปวดสุด เขายังพูดจาไม่ยั้งคิดทำร้ายจิตใจผู้เฒ่าอย่างรุนแรงเกินให้อภัย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อย้อนหลังกลับไปดูอดีตที่ไม่อาจแก้ไข คุณพระเอกของเรา จึงทำได้มากสุดเพียงแค่ “หยุดความเคลื่อนไหว” ขณะที่พ่อกำลังเดินหันจากมาด้วยอาการใจสลาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะบอกกล่าวสารภาพความในใจว่า “พ่อครับ ผมรักพ่อ” ในวาระที่ทุกสิ่งทุกอย่าง “สายเกินไป” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แม้จะเป็นหนังที่นำเสนอด้วยอารมณ์และบรรยากาศห้อมล้อม ผิดแผกแตกต่างกันอยู่เยอะ แต่จุดร่วมประการหนึ่งที่ Tokyo Tower และ Click มีอยู่ตรงกันก็คือ ประเด็นว่าด้วยความรักความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก การชี้ชวนให้ผู้ชมหันมาตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของช่วงหนึ่งในชีวิต-ซึ่งไม่ยาวนานนัก-ที่มีอยู่ร่วมกัน (และควรจะใช้สอยมันอย่างคุ้มค่าเปี่ยมความหมาย) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ขอสารภาพว่า ผมดูแล้วน้ำตาร่วงทั้งสองเรื่อง และเมื่อนึกทบทวนความหลังอย่างตรงไปตรงมา ล้วนเคยก่อความผิดพลาดเช่นเดียวกับตัวละครในหนัง ทั้งการทำตัวเหลวไหลให้เป็นภาระหนักอกของพ่อแม่ และการเลือกวิถีชีวิตเร่งรีบ จนละทิ้งใส่ใจต่อสมาชิกในครอบครัวน้อยเกินไป &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;สมัยวัยรุ่นนั้น พฤติกรรมแบบไร้เดียงสาไม่เข้าใจโลกของผม ทำให้แม่ต้องกลัดกลุ้มเสียน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็พูดได้อีกเช่นกันว่า น้ำตาของแม่เป็นสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งให้ผมสามารถรอดพ้นจากการเสียผู้เสียคน กลับมาเกิดสติใช้ชีวิตอยู่บนหนทางที่ถูกที่ควร &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คล้อยหลังจากนั้น ในการสนทนาหลายต่อหลายครั้ง แม่มักจะบอกกับผมอยู่เสมอว่า แค่เพียงไม่ต้องหวาดวิตกกังวลเรื่องลูกจะเดินผิดก้าวพลาด มีอาชีพการงานที่สุจริต และสามารถเลี้ยงดูตนเองได้โดยไม่เดือดร้อน นั่นถือได้ว่าเป็นความสุขสูงสุดของแม่แล้ว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แม่จะไม่เคยพูดออกมาตรง ๆ แต่ผมเชื่อว่า กระทั่งทุกวันนี้ แม่ก็ยังไม่เคยเลิกหรือหยุดห่วงใยบรรดาลูก ๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เวลาอาจจะเคลื่อนผ่านไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้คนเราเกิดการเปลี่ยนสถานะจากวัยหนึ่งสู่อีกวัยหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่ในสายตาและมุมมองของผู้เป็นแม่ ลูกทุกคนยังคงเป็นเสมือนลูกนกหัดบิน ที่ต้องเฝ้ามองสอดส่องด้วยความระมัดระวังใส่ใจอยู่เสมอ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากการดูแลแม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ผมคิดว่าสิ่งสำคัญอีกประการที่ลูกทุกคนพึงกระทำก็คือ การเดินช้า ๆ บินช้า ๆ อย่างรอบคอบรัดกุม เพื่อให้แม่วิตกกังวลห่วงใยน้อยสุด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;การเดินช้าหรือบินช้าในที่นี้ ผมหมายถึงทัศนคติต่อการทำงานและการใช้ชีวิต &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมนั้นไม่ใช่คนบ้างาน ปราศจากเป้าหมายไกล ๆ หรือแผนการว่าจะต้องทำโน่นทำนี่ใหญ่โตให้สำเร็จภายในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เป้าหมายใกล้ตัวของผมจึงมีอยู่แค่ ทำงานเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด และทำอย่างเต็มที่ตามกำลังสติปัญญาจะเอื้ออำนวย แสวงหารายรับพอเหมาะสม ไม่เป็นหนี้ใคร มีเงินพอจับจ่ายใช้สอยเท่าที่จำเป็น เหลือเก็บออมไว้ส่วนหนึ่งสำหรับรับมือกับกรณีฉุกเฉิน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พ้นจากนี้แล้ว สิ่งสำคัญสูงสุดก็คือ การใช้เวลาดูแลทุกข์สุขซึ่งกันและกันกับคนรอบข้างที่รักใคร่ผูกพันเท่านั้นนะครับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ส่วนความสำเร็จหรือชื่อเสียงลาภยศ ผมคิดว่าไม่จำเป็น ทุกสิ่งทุกอย่างมันจบลงตั้งแต่ผมทำงานเสร็จแล้ว ถ้างานออกมาเป็นที่พึงพอใจ มีประโยชน์ทางหนึ่งทางใดต่อผู้อ่านอยู่บ้าง นั่นนับเป็นความสำเร็จ ในทางตรงข้าม หากออกมาบกพร่อง ผมถือว่าเป็นความล้มเหลวสุดขีดที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงมิให้ผิดพลาดซ้ำสอง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เปรียบการใช้ชีวิตเหมือนการเดินทาง ผมให้น้ำหนักความสำคัญกับ “ระหว่างทาง” มากกว่า “เป้าหมาย” กล่าวคือ ที่สุดแล้วจะไปถึงไหนก็ไม่เป็นไร แต่เส้นทางหรือวิธีการนั้น ควรจะอยู่บนความถูกต้องดีงาม เป็นวิถีที่สามารถก้าวเดินด้วยความสุขสงบ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อต่อไปอีกนิดว่า เส้นทางมุ่งสู่สรวงสวรรค์ ไม่น่าจะบรรลุถึงด้วยวิธีการเหยียบย่ำผู้อื่น แต่สมควรเป็นการประคับประคองช่วยเหลือหยิบยื่นน้ำใจไมตรีต่อกันและกันมากกว่า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม เรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่ละท่านอาจจะคิดเห็นแตกต่างกันได้ และยิ่งไม่ควรมีการใช้ความเชื่อแบบหนึ่ง ไปตัดสินความเชื่อที่เห็นต่างไม่ตรงกันว่าเป็นสิ่งเลวร้าย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมเพียงแต่มั่นใจว่า แม่คงจะมีความสุขขึ้นมาสักเล็กน้อย ถ้ารู้ว่าการเดินช้า, ความเชื่อ และทัศนคติต่าง ๆ ของผมในปัจจุบัน จะทำให้แม่ลดทอนความกังวลห่วงใยต่อผมลงไปได้บ้าง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยทำให้แม่เสียใจและร้องไห้มาแล้วบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจลบล้างไถ่ถอน แต่ข้อดีงามอย่างหนึ่งของชีวิตก็คือ ยังมีโอกาสอีกมากมายในการทำให้แม่เกิดรอยยิ้มอย่างมีความสุข &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แม่ผมอ่านหนังสือไม่ออกนะครับ แต่ผมก็อยากจะเขียนถึงเรื่องเหล่านี้ เพื่อแม่และทุก ๆ คนที่เป็นแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(เขียนเมื่อ 3 พฤษภาคม 2551 เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน นำมาลงในบล็อกให้อ่านกันอีกครั้ง เนื่องในวาระวันแม่นะครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-8835725211547967187?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/8835725211547967187/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=8835725211547967187' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/8835725211547967187'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/8835725211547967187'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2009/08/blog-post_11.html' title='เหตุผลที่ควรเดินช้า โดย &quot;นรา&quot;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SoDOIAEhHGI/AAAAAAAAANo/qgjUvQMP4dU/s72-c/woman.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-1864451129956187270</id><published>2009-08-11T08:26:00.005+07:00</published><updated>2009-08-11T08:58:01.830+07:00</updated><title type='text'>คืนนั้นดวงจันทร์ส่องแสงเหมือนหยาดน้ำตา โดย "นรา"</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SoDKtP9W8wI/AAAAAAAAANg/2rEksM5ZFSw/s1600-h/animalaltcover.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5368513634552443650" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 317px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SoDKtP9W8wI/AAAAAAAAANg/2rEksM5ZFSw/s320/animalaltcover.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SoDKsroiYSI/AAAAAAAAANY/fusH5E9iV28/s1600-h/animal+statue.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5368513624801435938" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SoDKsroiYSI/AAAAAAAAANY/fusH5E9iV28/s320/animal+statue.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SoDKsD-WVOI/AAAAAAAAANQ/CIMGJ4AAORM/s1600-h/animalpplTHcover.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5368513614155502818" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 96px; CURSOR: hand; HEIGHT: 137px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SoDKsD-WVOI/AAAAAAAAANQ/CIMGJ4AAORM/s320/animalpplTHcover.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ชื่อบทความชิ้นนี้ อาจชวนให้เข้าใจล่วงหน้าไขว้เขวอยู่สักหน่อยว่า คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องรักหวานขมสะเทือนอารมณ์&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่หรอกนะครับ แท้จริงแล้วผมนำมาจากประโยคหนึ่งที่ปรากฎในตอนท้าย ๆ ของนิยายเรื่อง Animal’s People (ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อ “เรียกผมว่า ไ...อ้สัตว์” สำนวนแปลโดยวิภาดา กิตติโกวิท) ซึ่งมีรายละเอียดเนื้อใน ห่างไกลจากเรื่องรักโรแมนติคอยู่เยอะทีเดียว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นิยายยอดเยี่ยมเรื่องนี้ เชื่อมโยงอยู่กับเหตุโศกนาฎกรรมที่เคยเกิดขึ้นจริง ในเมืองโภปัล ประเทศอินเดียเมื่อปี 1984 &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;กลางดึกคืนวันที่ 3 ธันวาคม ปีนั้น เกิดเหตุระเบิดในโรงงานผลิตยาฆ่าแมลงของบริษัทยูเนียนคาร์ไบด์ ส่งผลให้สารเคมีและก้าซพิษรั่วไหลแพร่กระจายไปทั่วเมืองโภปัล คร่าชีวิตชาวบ้านประมาณสองพันคนในทันที และล้มตายอีกราว ๆ สองหมื่นในเวลาต่อมา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;กรณีดังกล่าว เรียกขานกันว่า “หายนะที่เมืองโภปัล” เป็นอุบัติเหตุเกี่ยวกับสารพิษที่รุนแรงสาหัสมากสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ที่น่าสะเทือนใจยิ่งก็คือ หลังจากค่ำคืนแห่งโศกนาฎกรรมผ่านพ้นไปแล้ว พิษร้ายยังแทรกซึมปนเปื้อนอยู่ในพื้นดินและน้ำดื่ม ส่งผลให้ชาวเมืองนับแสนคน ล้มป่วยและพิการ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหตุดังกล่าวผ่านพ้นล่วงเลยมา 20 กว่าปีแล้ว ทว่าบริษัท ยูเนียนคาร์ไบด์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ได้หนีจากหายไปโดยไม่เหลียวแลรับผิดชอบ กระทั่งกลายเป็นคดีฟ้องร้องที่ยังคงยืดเยื้อคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เป็นการต่อสู้เพื่อทวงถามเรียกร้องความยุติธรรม ระหว่าง 2 ฝ่ายที่แตกต่างเหลื่อมล้ำกันสุดขั้ว ฝ่ายหนึ่งคือชาวบ้านผู้ยากไร้ขัดสน (แถมยังเจ็บป่วย) มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่เลวร้ายเสมือนดังพำนักอาศัยใน “นรกบนดิน” กับอีกฝ่ายคือ บริษัทยักษ์ใหญ่ทุนข้ามชาติที่มีพร้อมทั้งกำลังเงิน, อำนาจ, อิทธิพล และเครือข่ายกว้างขวางในการประชาสัมพันธ์สร้างภาพ รวมทั้งว่าจ้างทนายความเก่ง ๆ มาเล่นแง่ทางด้านตัวบทกฎหมาย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น ทางบริษัทยักษ์ใหญ่ ยังใช้เงื่อนไขทางด้าน “การลงทุน” ในอินเดีย เป็นกลไกสำคัญในการกดบีบข้าราชการและรัฐบาลอินเดีย กระทั่งเกิดอาการ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” เพิกเฉยมองข้ามความทุกข์ยากลำบากของชาวบ้าน และไม่ดำเนินไปตามครรลองอันถูกต้องถ่องแท้ของกระบวนการยุติธรรม &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนนิยายเรื่อง Animal’s People คือ อินทรา สิงห์เกิดในอินเดีย เติบโตที่บอมเบย์ เรียนจบปริญญาตรีทางด้านวรรณคดีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเคยมีอาชีพเป็นก็อปปีไรเตอร์เขียนข้อความโฆษณาให้แก่เอเยนซีชื่อดังในอังกฤษ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ในปี 1994 เขาได้รับการไหว้วานร้องขอให้ช่วยรณรงค์ เพื่อระดมทุนก่อตั้งคลีนิครักษาฟรีให้แก่ชาวเมืองโภปัล จึงเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน กระทั่งได้รับการสนับสนุนท่วมท้นล้นหลามจากผู้อ่าน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นนำพาเขาเข้าไปสัมผัสรับรู้ปัญหาความทุก์ยากเดือดร้อนชนิดหยั่งลงสู่รากลึก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ถัดจากนั้นอินทรา สิงห์ก็ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ “หายนะที่เมืองโภปัล” อีกหลายต่อหลายครั้ง และมีบันทึกข้อมูลจำนวนหนึ่ง ซึ่งตระเตรียมใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับเขียนบทหนังเรื่อง Bhopal Express ในปี (เดิมหนังเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า Green Song) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือ จุดเริ่มต้นสำหรับความคิดที่จะนำบันทึกข้อมูลดังกล่าว มาเขียนดัดแปลงเสียใหม่เป็นนิยายเกี่ยวกับโศกนาฎกรรมที่โภปาล &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;อินทรา สิงห์เริ่มลงมือเขียนนิยายในช่วงฤดูร้อนปี 2001 แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่น่าพึงพอใจนัก จนกระทั่งได้พบกับสองบุคคลที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มีเพื่อนบางคนมาบอกเล่าให้เขาฟังถึง ชายหนุ่มพิการชื่อสุนิล กุมาร ซึ่งมีกระดูกหลังคดงอ จนต้องเดินสี่เท้า ถัดมาลูกสาวของอินทรา สิงห์เล่าให้ฟังว่า เธอไปพบแม่ชีชราชาวฝรั่งเศส ซึ่งหลงลืมภาษาอื่น ๆ หมดสิ้น จดจำได้เพียงแต่ภาษาฝรั่งเศสที่นางเคยพูดเมื่อครั้งวัยเด็ก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ทั้งสองกลายเป็นที่มาแรงบันดาลให้แก่ตัวละครสำคัญในนิยาย คือ ชานวร (อ่านว่า ชาน-นะ-วอน) และแม่ชีฟรองซี &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อค้นพบตัวละครอย่างชานวร ก็เหมือนกับอินทรา สิงห์เล็งเห็นหนทางสว่างในการเขียนนิยายเรื่องนี้นะครับ คือ รู้ว่าจะบอกเล่าเรียงลำดับเหตุการณ์ เชื่อมโยงร้อยเรียงข้อมูลอันกระจัดกระจายให้เป็นเอกภาพกลมกลืนกันได้อย่างไร &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;อินทรา สิงห์ใช้เวลาเขียนเรื่อง Animal’s People อยู่ประมาณ 5 ปี จึงเสร็จสิ้นสมบูรณ์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ในนิยายเขาได้สร้างเมืองสมมติขึ้นมาชื่อเขาฟ์ปุระ (khaufpur) และไม่ระบุชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของโรงงานต้นเหตุสารพิษรั่ว แต่กล่าวถึงเพียงแค่ในนาม “กัมปานี” เหตุผลก็เพราะเขาไม่ต้องการให้ข้อเท็จจริงตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ มาเป็นกรอบจำกัดจินตนาการส่วนตัวในการเล่าเรื่อง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญ เจตนาในการเขียนนิยายเรื่องนี้ของอินทรา สิงห์ (จากคำให้สัมภาษณ์โดยตัวเขาเอง) ต้องการบอกเล่าถึงชีวิตของผู้คน (ซึ่งมีนัยยะเชื่อมโยงพาดพิงไปถึงชาวเมืองโภปัล) สิ่งที่พวกเขารู้สึกนึกคิด ชะตากรรมทุกข์ยากที่พบเผชิญ สภาพความเป็นอยู่ ฯลฯ มากกว่าจะพูดถึงลำดับความเป็นมาเป็นไปต่าง ๆ ของเหตุการณ์ “หายนะที่เมืองโภปัล” โดยตรง (อันเป็นสิ่งที่ชาวโลกรับทราบกันดีอยู่แล้ว) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เรียกผมว่า ไ...อ้ สัตว์” เป็นนิยายที่สามารถสะกดตรึงผู้อ่านตั้งแต่เริ่มเรื่อง โดยให้ตัวเอกบอกกล่าวทักทายกับผู้อ่านว่า “ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นมนุษย์...” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ขอสารภาพว่า เหตุผลเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้ผมเสี่ยงซื้อนิยายเรื่องนี้ โดยไม่ทราบอะไรมาก่อนเลย ก็เพราะวรรคทองนี้เอง กล่าวคือ ผมเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า ถ้าลำพังแค่ประโยคเริ่มต้นยังเฉียบคมถึงเพียงนี้ รายละเอียดอื่น ๆ ถัดมาก็น่าจะดีเยี่ยม (ผลปรากฎว่า ผมเดาถูกนะครับ) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เรื่องทั้งหมดเล่าผ่านมุมมองของชานวร โดยกำหนดให้เขาอัดเสียงคำพูดตนเองลงในเครื่องบันทึกเทป ตามคำขอร้องจากนักข่าวชาวตะวันตก (ซึ่งไม่ได้ปรากฎตัวมีบทบาทเลยตลอดทั้งเรื่อง) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ชานวรเกิดมาได้เพียงแค่ไม่กี่วัน ก็ประสบเหตุ “คืนนั้น” จนทำให้พ่อแม่ของเขาเสียชีวิต ส่วนทารกน้อยรอดตาย ได้รับการเลี้ยงดูและเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยแม่ชีฟรองซี (ซึ่งเคยพูดได้หลายภาษา แต่หลังจากโดนก้าซพิษเข้าไป ก็ลืมเลือนหมด สามารถสื่อสารได้แค่ภาษาฝรั่งเศส และเชื่อเป็นตุเป็นตะว่า ภาษาอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ไม่ใช่ภาษามนุษย์) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั่งเมื่ออายุหกขวบ ชานวรก็เกิดอาการไข้ขึ้น ปวดร้าวไปทั้งตัว หลังจากนั้นโครงกระดูกบริเวณกลางหลังก็คดงอบิดเบี้ยว กระทั่งไม่อาจยืนตัวตรงและเดินสองเท้าได้เหมือนผู้คนอื่น ๆ ต้องใช้มือคืบคลานค้ำยันเหมือนสัตว์สี่เท้า &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นั่นเป็นที่มาของชื่อชานวร (แปลว่า “สัตว์” ในต้นฉบับภาษาอังกฤษเรียกชื่อตัวละครว่า Animal) ซึ่งเกิดจากการเรียกขานด้วยน้ำเสียงล้อเลียนของคนรอบข้าง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ปมด้อยและความพิกลพิการดังกล่าว รวมทั้งสภาพจิตใจที่มีอาการวิกลจริตอยู่บ้าง ส่งผลให้ชานวร ขมขื่นคับแค้นและรู้สึกว่าตนเองผิดประหลาดไม่เข้าพวกกับผู้อื่น เขาจึงสร้างเกาะคุ้มกัน ด้วยการเลือกข้างยืนกรานที่จะเป็น “สัตว์” และปฏิเสธความเป็น “มนุษย์” (และมักจะหยิบยกมาเป็นเหตุผลข้ออ้างอย่างดื้อรั้นอยู่บ่อยครั้ง ในการไม่ยอมประพฤติตนตามกติกาของสังคมส่วนรวม) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ความไม่ปกติของชานวรนี่แหละครับ คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คำบอกเล่าต่าง ๆ ที่ปรากฎในนิยายเรื่องนี้ “พิสดาร” และเต็มไปด้วยรสชาติหลากหลายชวนอ่าน ทั้งตลกขบขัน ช่างเหน็บแนม เย้ยหยัน ละเมียดละเอียดอ่อน ก้าวร้าวหยาบคาย มีลีลางดงามเหมือนบทกวี ดิบเถื่อนสากกร้านชวนพะอืดพะอม ความเข้มข้นสมจริง รวมไปถึงบรรยากาศในเชิงอุปมาอุปมัยจนเหนือจริง (เช่น การที่เขาได้ยินเสียงต่าง ๆ มากมายในหัวพูดคุยกันเอง หรือแม้กระทั่งสามารถคุยกับซากทารกสองหัวที่ดองน้ำยาในขวดโหล) &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นิยายเรื่องนี้ ไม่ได้มีพล็อตหรือเค้าโครงหวือหวา แต่ในรายละเอียดที่บอกเล่าอย่างลื่นไหลฉวัดเฉวียน มันเป็นเรื่องว่าด้วยมุมมองของสัตว์ (ชานวร) ซึ่งมีต่อผู้คนหลากหลายชีวิตที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวเขา, ว่าด้วยผู้คนจำนวนหนึ่ง ที่มีเปลือกนอกและสภาพความเป็นอยู่อัปลักษณ์ทุเรศนัยน์ตา แต่เปี่ยมด้วยจิตใจสวยงาม, ว่าด้วยมนุษยธรรมอันซาบซึ้งน่าประทับใจบนชะตากรรมรันทดหดหู่, ว่าด้วยตัวละครที่เป็นสัตว์ทางกายภาพ แต่มีจิตใจเป็นมนุษยที่แท้ไม่ด้อยไปกว่าใคร, ว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างความดีกับความเลว, ว่าด้วยศรัทธามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว บนสภาพความเป็นจริงที่แทบไม่เหลืออะไรให้หวังหรือยึดเหนี่ยว, ว่าด้วยสวรรค์บนดินที่กลายเป็นนรกเพียงชั่วข้ามคืน และนรกอันยาวนานที่มีมุมหนึ่งของสรวงสวรรค์แฝงซ่อนอยู่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหนือสิ่งอื่นใดคือ การที่ชานวรใช้วิธีเยาะเย้ยตอบโต้ทุกข์ยากโศกนาฎกรรมของตนเอง ด้วยอารมณ์ขันอันชาญฉลาดคมคาย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;บางรายละเอียดในนิยายเรื่องนี้ โหดร้ายทารุณและเศร้าสลดหดหู่ทำร้ายจิตใจ เกินกว่าที่ผมจะกล้าใช้คำว่า “สนุก” แต่โดยรวมแล้วผมสรุปได้ว่า Animal’s People เป็นนิยายที่เขียนได้อย่างมีชีวิตชีวา ชนิดหยิบอ่านแล้ววางไม่ลง นี่เป็นโศกนาฏกรรมที่บอกเล่าอย่างรื่นรมย์หรรษา และทำให้อ่านจบลงด้วยรอยยิ้มเปื้อนหยดน้ำตา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะช่วงสองสามบทท้าย ๆ (ประมาณ 70 หน้ากระดาษ) อินทรา สิงห์ เขียนได้ประณีตวิจิตรทรงพลังอย่างยิ่ง และเล่นงานจู่โจมกระหน่ำโบยตีอารมณ์ของผู้อ่านหนักหน่วง ทั้งตื่นเต้นระทึกใจ, ทั้งโศกสลดจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่, ทั้งสยดสยองน่ากลัวราวกับฝันร้าย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญมันนำเสนอบทสรุปในแบบไม่เป็นสูตรสำเร็จ ไม่ได้จบอย่างสุขสดชื่นสมหวัง หรือจบแบบโศกนาฎกรรมทำร้ายจิตใจ แต่เป็นการลงเอยที่เปี่ยมความหวัง งดงาม ก่อเกิดศรัทธาต่อการมีชีวิตและความเป็นมนุษย์อย่างแรงกล้า เป็นการจบโดยปล่อยให้เหตุการณ์ต่าง ๆ และตัวละคร ยังคงมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในใจของผู้อ่าน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นี่คือ นิยายที่น่าประทับใจมากสุดอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตการอ่านของผม &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;(เขียนเมื่อ 2 สิงหาคม 2551 ตีพิมพ์และเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในการเพยแพร่คราวนี้ คงไว้ตามเดิมทุกอย่าง ไม่ได้แก้ไขขัดเกลาใด ๆ แต่อยากจะยืนยันอีกครั้งว่า เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมมาก และขอแนะนำอย่างออกนอกหน้า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;พร้อม ๆ กันนี้ ก็ต้องขออภัยสำหรับการหายหัวหายตัวหายหน้าหายตาไปหลายเดือน ช่วงที่ผ่านมา ผมออกไปใช้ชีวิตโลดโผนผจญภัย ทำให้เกิดความอัตคัดขาดแคลนเวลาสำหรับดูแลบล็อก ตอนนี้ราชการบ้านเมืองก็คลี่คลายไปเยอะแล้ว คงจะกลับสู่ภาวะปกติ และเจอะเจอกันบ่อยขึ้นในเร็ววันนี้นะครับ) &lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-1864451129956187270?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/1864451129956187270/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=1864451129956187270' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/1864451129956187270'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/1864451129956187270'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2009/08/blog-post.html' title='คืนนั้นดวงจันทร์ส่องแสงเหมือนหยาดน้ำตา โดย &quot;นรา&quot;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SoDKtP9W8wI/AAAAAAAAANg/2rEksM5ZFSw/s72-c/animalaltcover.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-6731558362392489956</id><published>2009-05-30T10:06:00.004+07:00</published><updated>2009-05-30T10:23:59.335+07:00</updated><title type='text'>นิทานข้างผนัง (ตอนจบ):ภาพที่เกินมา  โดย "นรา"</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiClGP2QH5I/AAAAAAAAAMw/jHNrU-YHGgI/s1600-h/06189_resize.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5341450684813287314" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 300px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiClGP2QH5I/AAAAAAAAAMw/jHNrU-YHGgI/s400/06189_resize.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiClG9mPrtI/AAAAAAAAANI/pJ57bVJrCSk/s1600-h/DSC06193_resize.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5341450697094180562" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiClG9mPrtI/AAAAAAAAANI/pJ57bVJrCSk/s400/DSC06193_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiClGmLkj-I/AAAAAAAAANA/oHHrIOBQa20/s1600-h/DSC06192_resize.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5341450690808287202" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiClGmLkj-I/AAAAAAAAANA/oHHrIOBQa20/s400/DSC06192_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiClGbe2oeI/AAAAAAAAAM4/Pec-ONOMB04/s1600-h/DSC06191_resize.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5341450687936373218" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiClGbe2oeI/AAAAAAAAAM4/Pec-ONOMB04/s400/DSC06191_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;๙&lt;br /&gt;ตะวันคล้อยต่ำสาดสีหมากสุก ลมโกรกจากป่าผ่านมาสู่ทุ่ง จำเรียงนั่งเหม่อลอยอยู่หน้ากระท่อม นับแต่พ่อแผ้วผัวรัก รับอาสาพระครูสังเขียนภาพมารประจญในโบสถ์ ล่วงถึงบัดนี้ก็เจ็ดเดือนเข้าให้แล้ว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เห็นหลังคาโบสถ์อยู่ลิบ ๆ สุดตา รู้แน่ว่าเจ้าแผ้วอยู่ ณ ที่นั้น แต่ก็ไม่อาจเยี่ยมสู่พบปะ ที่ใกล้เพียงตาแลเห็น ก็กลายเสมือนดั่งไกลสุดตา เลือนรางประหนึ่งเป็นเพียงเงาจาง ๆ ของความฝันอันคลุมเครือ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คล้อยหลังจากพรากกันเพียงมินาน จำเรียงก็พบว่าตัวเจ้านั้นตั้งท้อง จึงรีบตรงไปทำบุญที่วัด บอกกล่าวให้พระครูขรัวเฒ่ารู้ข่าว หวังว่าท่านจะเล่าต่อให้เจ้าแผ้วที่กักตัวเองเขียนรูปในโบสถ์ได้รู้ แลเมื่อมันรู้ การที่ยังคั่งค้างอยู่ ก็จักเร่งมือให้แล้วเสร็จในเร็ววัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นับแต่นั้นสืบมา ทุกย่ำค่ำจำเรียงก็จับจ้องมองไปยังทิศที่ตั้งของโบสถ์ ชะเง้อชะแง้แลหาว่าเมื่อไร ผัวรักจึงจะกลับ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จำเรียงมิได้ฉุกใจคิดเลยสักนิดว่า พระครูสังเก็บงำข่าวที่มันตั้งท้องไว้มิดชิด มิได้บอกกล่าวให้แผ้วล่วงรู้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๑๐&lt;br /&gt;เป็นเพลาข้างขึ้น เดือนเด่นจันทร์ลอย ทั่วหมู่บ้านแลคล้ายกำลังหลับ ไร้สุ้มเสียงผู้คน มีเพียงแมลงกลางคืนกรีดร้องระงม แว่วมาจากตรงนั้น ตรงนี้ อื้ออึงสลับกันไป &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แต่พระครูสังยังมิอาจข่มตาหลับ ขรัวเฒ่าเฝ้าคิดตรองไม่ตกว่าควรทำกระไรดี จะแจ้งข่าวให้แผ้วรู้ว่าเมียมันท้อง ก็เกรงทำร้ายเจ้าหนุ่มให้สมาธิแตกซ่าน เป็นภัยแก่มันยิ่งนัก ครั้นจะนิ่งเฉยอมพะนำ ก็ผิดบาปทั้งละเมิดศีลมุสาโป้ปด บอกกล่าวความจริงไม่หมด คล้ายดั่งท่านเป็นใจรู้เห็น พรากผัวเมียจากกัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ครั้นแล้วท่านพระครูก็พอจะคิดอ่านหาหนทางคลี่คลาย จึงมุ่งตรงไปยังโบสถ์กลางวิกาล &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“แผ้วเอ๊ย หลับรึยัง?” พระครูสังเคาะประตูเรียกขาน&lt;br /&gt;“ยังขอรับ” เสียงขานรับจากเจ้าแผ้วดังลอดประตูออกมา&lt;br /&gt;“ข้ามีเรื่องจะหารือกับเอ็ง” ขรัวเฒ่ากล่าวช้า ๆ ชัดถ้อยชัดความ&lt;br /&gt;“การอันใดขอรับ หลงพ่อ” เสียงเจ้าหนุ่มเจือความสงสัยอยู่ในที&lt;br /&gt;“เอ็งเลิกเขียนผนังโบสถ์ กลับบ้านกลับช่องเสีย ปล่อยทิ้งไว้หยั่งงั้นแหละ” ท่านพระครูเอ่ยด้วยความห่วงใย&lt;br /&gt;“มีเหตุอันใดรึขอรับ” เสียงนั้นฉงนใจแลร้อนรนจนจับความชัดถนัดหู&lt;br /&gt;“ข้าคิด ๆ ดูแล้ว มันเสี่ยงเกินไป” ขรัวเฒ่าแถลงไขพร้อมทั้งถอนหายใจเฮือกใหญ่&lt;br /&gt;“พระคุณท่าน กระผมหาได้เกรงอันใดไม่ แลพร้อมสละตนเองทุกสิ่ง เพื่อกิจอันเป็นพุทธบูชา” น้ำเสียงเจ้าหนุ่มหนักแน่นดื้อดึง คล้ายปิดกั้นช่องทางมิให้สิ่งใดเล็ดรอดมาโยกคลอนการปลงใจของมัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระครูสังเกือบจะหลุดปากบอกข่าวเรื่องจำเรียง แต่ท่านก็หักห้ามตนเองไว้ทัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย เอ็งจะว่ากระไร หากข้าจะขอให้เอ็งเลิกเขียน ด้วยเหตุสำคัญที่มิอาจแพร่งพราย” ขรัวเฒ่าโน้มน้าวอีกครั้ง&lt;br /&gt;“ไฉนหลงพ่อ จึงบอกให้ข้ารู้ไม่ได้” เจ้าแผ้วซักไซร้ไล่เรียง&lt;br /&gt;นิ่งไปอึดใจ พระครูสังก็พูดอย่างปลง ๆ แลจนปัญญา “ก็เพราะข้ารู้ว่า ต่อให้บอกเล่าแล้ว เอ็งก็ไม่มีเปลี่ยนใจ”&lt;br /&gt;“ข้าขอเถิดพระคุณท่าน ขอให้ข้าได้เขียนโบสถ์จนแล้วเสร็จ” เสียงของเจ้าหนุ่มเต็มไปด้วยความปรารถนาร้อนแรง จนใครที่ได้ยินได้ฟังก็หักใจขัดขืนความต้องการของมันไม่ลง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คืนนั้น พระครูสังกลับกุฏิสวดมนต์ภาวนา อาราธนาคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองให้เจ้าแผ้วแคล้วคลาดปลอดภัย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ขรัวเฒ่าสวดอยู่จนกระทั่งฟ้าสางสว่างแจ้ง หากใจนั้นสิกลับมิได้สงบลงเลยสักนิด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๑๑&lt;br /&gt;นับแต่แผ้วเข้าโบสถ์เพื่อเขียนรูปมารประจญ พื้นผนังอันขาวโพลน ค่อย ๆ ปรากฎรูปแลเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาทีละน้อย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;บัดนี้เล่าก็เหลือเพียง ผนังข้างล่างทั้งสองฟาก ด้านขวานั้นกำหนดไว้ว่า จะเขียนกองทัพมารพร้อมอาวุธ เตรียมกลุ้มรุมทำร้ายพระพุทธองค์ ด้านซ้ายเล่าความถึงคราวเมื่อมวลมารทั้งปวงโดนน้ำท่วมจนแตกพ่ายโกลาหล &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระครูสังท่านกล่าวเตือนนักว่า ให้เว้นสองส่วนนี้เหลือไว้วาดท้ายสุด เนื่องด้วยกองทัพมารนั้น กอปรไปด้วยไพร่พลยักษ์สัตว์ร้าย ปะปนอยู่กับรูปคนต่างชาติ ฝรั่ง อังกฤษ วิลันดา โปรจุเกศ ยี่ปุ่น จีน จาม พม่า รามัญ มักกะสัน แขก ชวา ทมิฬ สิงหล &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“จำไว้นะแผ้ว วาดคนก่อน ตามด้วยสัตว์ แล้วจึงค่อยวาดยักษ์แลภูติผีไว้รั้งท้าย? ของมันแรง อาถรรพ์มันเยอะ” แผ้วยังคงได้ยินเสียงท่านพระครูแว่วอยู่เต็มหู &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๑๒&lt;br /&gt;อุ้มท้องมาได้เก้าเดือน จำเรียงก็เจ็บเร่าทรมานด้วยใกล้คลอด คืนนั้นฟ้าคลุ้มพายุคลั่ง เสียงลมเสียงฝนสาดพัดปนเสียงร้องครวญครางเหมือนใจจะขาด... &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระครูสังให้รู้สึกใจคอมิสู้ดี ผลุดลุกผลุดนั่งกระสับกระส่าย ท้ายสุดก็รวมสติตั้งสมาธิ จุดธูปเทียนบูชาพระในกุฏิ บริกรรมสรรพคาถาอาคมใด ๆ ทั้งปวงที่ล่วงรู้ร่ำเรียนมา... &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๑๓&lt;br /&gt;ลมโหมกระหน่ำกระแทกกระทั้นประตูโบสถ์ คล้ายมีมือเขย่าโยกคลอน เม็ดฝนหนาหนักตกต้องหลังคา ราวจะกดทับให้ยุบยวบทลายลง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบผ่านช่องเล็ก ๆ ที่แง้มไว้เข้ามาภายใน เป็นเส้นขาวคมเจิดจ้ากรีดตาแลเชือดเฉือนใจให้ผู้พบเห็นรู้สึกไหวสะท้าน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แผ้วเร่งมือสะบัดพู่กัน เหลือรูปยักษ์อีกเพียงไม่กี่ตนเท่านั้น การอันเหนื่อยยากพากเพียรมาเนิ่นนานก็จะแล้วเสร็จ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เจ้าหนุ่มคร่ำเคร่งจดจ่อแต่ผนังเบื้องหน้า ประหนึ่งตัดขาดตนเองจากโลกภายนอก ประจงทุ่มฝีมือวาดหน้ายักษ์ให้ดุร้ายน่าเกรงขาม เส้นลายพู่กันสะบัดเป็นเขี้ยวโง้งโค้งแวววับ เหมือนจะอ้างับโฉบกัดทุกมือที่เอื้อมใกล้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เสียงฟ้าร้องครวญมา วูบหนึ่ง แผ้วรู้สึกเหมือนเสียงนั้นคำรามจากปากยักษ์ เจ้าหนุ่มสะดุ้งตกใจ ฟ้าแลบสว่างเข้ามาในโบสถ์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พลันนั้นเอง พื้นผนังที่สายตาของแผ้วมองเห็น ก็เต้นไหวโลดแล่นได้ หมู่มารฉวยคว้าอาวุธหันจากเดิมที่พุ่งตรงไปยังรูปพระพุทธองค์ มุ่งตรงมายังชายหนุ่ม &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แผ้วผงะตกใจกระถดตัวถอยหลัง มารตนหนึ่งเงื้อหอกฟาดแทงเข้าใส่ เจ้าหนุ่มหงายหลังหลบ กระทั่งหัวฟาดกับฐานด้านหลังขององค์พระประธาน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;คล้ายดั่งองค์พระแผ่บารมีเข้าช่วยให้แผ้วเรียกสติ ระลึกถึงพระขึ้นมา ใจหนุ่มก็ค่อย ๆ สงบลง หลับตาเพ่งภาวนาสำรวมสมาธิ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เมื่อลืมตาอีกครั้ง พื้นผนังก็กลับกลายสู่สภาพดังเดิม เหมือนเช่นที่แผ้วได้วาดไว้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เจ้าหนุ่มไม่รั้งรอ รีบเร่งมือเขียนผนังเป็นการใหญ่ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหลืออีกเพียงแค่รูปเดียว เป็นหน้ายักษ์เบื้องซ้ายพระราหูตรงกึ่งกลางด้านล่าง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จะด้วยใจอันเร่งร้อน หมายให้เสร็จสิ้นโดยไว กระทั่งนำไปสู่จิตว้าวุ่น ฤาเป็นอาถรรพ์ชั่วร้ายอันเกิดจากฤทธิ์ยักษ์ ก็สุดที่ผู้ใดจะล่วงรู้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มีเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง ทว่าแผ้วกลับได้ยินเป็นเสียงใครบางคนร้องเอ่ยเรียกชื่อมัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ใครบางคนนั้นคือ จำเรียง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;แล้วน้ำท่วมกองทัพมารจนแตกพ่าย ก็แปรเปลี่ยนอีกครา กระแสธารโถมท่วมเข้าใส่ชายหนุ่ม พร้อมทั้งคน ผี ปีศาจที่มีชีวิตหลุดโผนจากผนังจนแออัดกันแน่นไปทั่วโบสถ์... &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๑๔&lt;br /&gt;ควบคู่กับเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง จำเรียงตะโกนเรียกสุดเสียง “พี่แผ้ว!!!” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๑๕&lt;br /&gt;เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง ทำให้พระครูสังสะดุ้งเฮือกใหญ่ เทียนเล่มน้อยในกุฎิดับมืดไปนานแล้ว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ขรัวเฒ่าตระนักรู้ในบัดดลว่า บางสิ่งบางอย่างได้ยุติลง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ที่ท่านพระครูยังไม่อาจหยั่งรู้ ก็มีเพียงว่า มันจบลงในทางร้ายหรือทางดี... &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๑๖&lt;br /&gt;ประตูโบสถ์เปิดกว้างอยู่ก่อนแล้ว คราวเมื่อพระครูสังฝ่าฝนไปถึง ไม่มีผู้ใดอยู่ในนั้น คบไฟตรงผนังหลังองค์พระประธานยังโชนแสงกระพริบเต้นตามจังหวะของลมฝน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ขรัวเฒ่าเขม้นมองเพ่งไปที่ผนัง เจ้าแผ้วเขียนเสร็จสิ้นแล้วจริง ๆ ดังที่ท่านคาดเดา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เออหนอ งามนัก สมดังที่ข้าเชื่อฝีมือมัน” พระครูสังรำพึงรำพันอยู่ในใจ พร้อมทั้งไล่สายตาไปตามลำดับ จากบนสู่ล่าง จากขวาไปซ้าย ล้วนงามหมดจดครบถ้วนกระบวนความ พระพุทธองค์ทรงสงบสง่างามเปี่ยมบารมี นางธรณีรึก็โค้งหวานอ่อนช้อย กองทัพมารซีกขวาแลดูดุดันฮึกหาญ ครั้นเมื่อแตกทัพแพ้พ่ายก็วุ่นวายโกลาหลมิเป็นส่ำ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ไล่สายตาไปเรื่อย ๆ พระครูสังก็รู้สึกเหมือนใจจะหยุดเต้น ตามองจ้องเขม็งไปที่ผนัง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตรงเบื้องหลังของไพร่พลมารตนหนึ่ง ซึ่งแหงนหน้าเอื้อมสองมือเกาะคว้ากระเบนดำ เป็นพื้นที่อันควรจะว่างเปล่าปราศจากรูปใด ๆ กลับเขียนใบหน้าหนึ่งทิ้งไว้เสมือนดังว่าเกินมา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เป็นใบหน้าชายหนุ่มหล่อเหลาคมสัน แววตาเหมือนซ่อนความเศร้าเร้นลึกบางอย่างไว้ท่วมท้น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“แผ้ว!” ขรัวเฒ่าอุทานออกมาเบา ๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระครูสังครุ่นคิด การนี้อาจเป็นได้ว่า เจ้าแผ้วมันเขียนรูปตัวเองทิ้งไว้บนผนัง เมื่อแล้วเสร็จ มันคงดีอกดีใจรีบกลับบ้านไปหาจำเรียง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;กระนั้นขรัวเฒ่าก็ปลงใจเชื่อความคิดนี้ไม่ลง คนสุขุมรัดกุมเยี่ยงมัน ย่อมไม่พรวดพราดจากไป ทิ้งประตูโบสถ์เปิดไว้เช่นที่เห็น ฤามันจะถูกอาถรรพ์ชั่วร้ายฉกตัวเข้าไปอยู่ในรูปเขียน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“เหลวไหลพิลึกล่ะ” พระครูสังก่นตำหนิตนเอง กระนั้นท่านก็รู้อยู่เต็มอกว่า ตลอดชีวิตที่เหลือ ย่อมไม่อาจสลัดความคิดนี้ทิ้งไปได้เลย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ขรัวเฒ่าหยิบพู่กันบนพื้น ค่อย ๆ วาดแก้ไขใบหน้านั้นให้ผิดแปลกไปจากเดิม เติมจมูกให้งอนโค้งละม้ายคล้ายพวกแขกฝรั่ง...&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๑๗&lt;br /&gt;พ้นจากค่ำคืนพายุฝนนั้นแล้ว ผนังโบสถ์วัดเกาะที่เหลือคั่งค้าง บรรดาช่างเขียนก็ระดมกันลงแรงต่อไป กระทั่งสำเร็จลุล่วงครบถ้วน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ทั่วทั้งท่าราบ แลบ้านย่านอื่นใกล้เคียง ไม่มีผู้ใดพบเห็นแผ้วอีกเลย กระทั่งว่าเกณฑ์ผู้คนงมค้นหาในลำน้ำเพชรละแวกนั้น ก็ไม่พบศพหรือร่องรอยใด ๆ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นานวันเข้า เหตุเมื่อเจ้าแผ้วหายตัวลี้ลับ ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความรับรู้ของผู้คน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ยกเว้นเพียงจำเรียง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๑๘&lt;br /&gt;จำเรียงคลอดลูกกลางดึกคืนนั้น เมื่ออยู่ไฟจนแข็งแรงเดินเหินได้ดังเดิมแล้ว เจ้าก็อุ้มลูกอ่อนตรงไปที่โบสถ์ แลกลับมาบ้านด้วยอาการร่ำไห้เจียนจะขาดใจ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;นับแต่นั้นมา จำเรียงมักจะอุ้มลูกไปดูรูปเขียนฝีมือเจ้าแผ้วที่โบสถ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ร่ำลือกันทั่วทั้งบางว่า อีจำเรียงมันตัดอาลัยผัวไม่ลง บ้างก็ว่ามันเสียสติกำเริบรักจนเกินเยียวยา &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มีเพียงพระครูสังเท่านั้น ที่พอจะระแคะระคายเดาความเป็นไปต่าง ๆ ออก &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๑๙&lt;br /&gt;ตรงโบสถ์ วัดเกาะ หลังองค์พระประธาน จำเรียงมองดูรูปที่พระครูสังได้มาเขียนเติมไว้ เป็นใบหน้าที่เจ้าไม่คุ้นเคยมาก่อน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หากแต่เมื่อเห็นคราวใดจำเรียงก็อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;หญิงสาวก่นเฝ้าแต่บอกกล่าวกับตัวเองว่า แววตาพี่แผ้วนั้นเหมือนผู้ชายในรูปมิมีผิดเพี้ยน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;(นิทานข้างผนังตอนต้น เขียนเมื่อ 11 เมษายน 2552 ตอนจบเขียนเมื่อ 18 เมษายน 2552 เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ" หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ ภาพวาดทั้งหมดและสถานที่นั้นมีอยู่จริง ส่วนตัวบุคคลและเหตุการณ์เป็นเรื่องแต่ง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7345070011435556739-6731558362392489956?l=narabondzai.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narabondzai.blogspot.com/feeds/6731558362392489956/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=7345070011435556739&amp;postID=6731558362392489956' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/6731558362392489956'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7345070011435556739/posts/default/6731558362392489956'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narabondzai.blogspot.com/2009/05/blog-post_30.html' title='นิทานข้างผนัง (ตอนจบ):ภาพที่เกินมา  โดย &quot;นรา&quot;'/><author><name>narabondzai</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07992933816972470801</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='24' height='32' src='http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SdMDy_zdycI/AAAAAAAAAKg/j_z3t0jZaSg/S220/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F1.1.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiClGP2QH5I/AAAAAAAAAMw/jHNrU-YHGgI/s72-c/06189_resize.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7345070011435556739.post-2030769040379091054</id><published>2009-05-30T09:49:00.004+07:00</published><updated>2009-05-30T10:03:06.082+07:00</updated><title type='text'>นิทานข้างผนัง (ตอนต้น):ภาพที่หายไป  โดย "นรา"</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiCgQ7zswzI/AAAAAAAAAMo/daYN0C9o5nc/s1600-h/DSC06289_resize.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5341445370854294322" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiCgQ7zswzI/AAAAAAAAAMo/daYN0C9o5nc/s400/DSC06289_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiCgQuEVo6I/AAAAAAAAAMg/UWllQVgTVjo/s1600-h/DSC06286_resize.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5341445367165985698" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 400px; CURSOR: hand; HEIGHT: 300px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiCgQuEVo6I/AAAAAAAAAMg/UWllQVgTVjo/s400/DSC06286_resize.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiCgQacnm6I/AAAAAAAAAMY/7h26fdKt25U/s1600-h/06287_resize.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5341445361899117474" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 300px; CURSOR: hand; HEIGHT: 400px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_OcsVuRK-eKw/SiCgQacnm6I/AAAAAAAAAMY/7h26fdKt25U/s400/06287_resize.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;๑&lt;br /&gt;ลุศักราช ๑๐๙๗ ตรงกับพุทธศักราช ๒๒๗๘ ปีเถาะ ปีที่สี่ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่สาม (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ณ วัดเกาะ ท่าราบ เมืองพริบพรี (เพชรบุรี) เหล่าครูช่างทั้งหลายผ่านการคร่ำเคร่งเขียนภาพผนัง ทิศเบื้องขวามือองค์พระประธาน มานานแรมปี จนกระทั่งแล้วเสร็จ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;เหลืออีกสามด้านที่ยังมิได้วาด คือ ผนังสกัดด้านตรงข้าม ด้านหลัง และซ้ายมือขององค์พระประธาน&lt;br /&gt;คล้ายกับว่า ช่างทั้งหลายจะคลายความอั้นใจที่สุมแน่นอยู่เต็มอก ด้วยต่างก็นึกสงสัยมิวายเสมอมาว่า เหตุอันใดเล่า พระครูสัง หัวหน้าครูช่าง จึงมีคำสั่งผิดประหลาด จัดแจงให้เขียนภาพยมกปาฏิหาริย์ แยกแบ่งเป็นสองห้อง ทั้งที่แต่เดิมพื้นผนังก็มีไม่เพียงพอ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ก็แล้วรูปเสด็จโปรดพุทธมารดากับรูปมหาปรินิพพานนั้นเล่า จักแก้ไขเช่นไร เขียนไว้ที่ไหน หรือปล่อยให้ขาดค้างไม่ครบถ้วน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;มิใยที่เหล่าช่างจะซักไซร้ไล่ความ พระครูสัง ขรัวเฒ่าหัวหน้าครูช่าง ก็เก็บปากเก็บคำงำนิ่ง ไม่ยอมแย้มความแพร่งพรายให้ใครรู้ ว่าได้ซ่อนทีเด็ดทีขาดอันใดเอาไว้&lt;br /&gt;มากสุดที่ท่านจะกล่าว ก็มีเพียง “เอาไว้ถึงเวลาแล้วก็จะได้เห็นกันเอง” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ตราบใดที่ยังไม่ล่วงรู้ ข้าย่อมไม่มีวันแล้วใจ” ฉไกรช่างหนุ่ม โพล่งขึ้นเสมือนกล่าวความในใจแทนช่างทั้งปวง&lt;br /&gt;“เอาเถอะ ที่ไม่รู้ก็จะได้รู้กันสักที ผนังแปก็เขียนกันสิ้นถ้วนแล้ว ดูทีรึว่า ด้านหุ้มกลองหน้าโบสถ์ที่ปล่อยว่างอยู่ ขรัวเฒ่าจะให้เขียนรูปอะไร”&lt;br /&gt;“ก็คงไม่แคล้ว รูปมารประจญตามขนบ นั่นแหละ”&lt;br /&gt;“ถ้าง่ายเยี่ยงนั้นก็ดีสิ เอ็งอย่าลืมว่า พระครูสังท่านคิดแผลงไม่เหมือนใคร”&lt;br /&gt;“อ๋าย! จะเป็นอื่นได้ยังไง ถ้าไม่เขียนมารประจญแล้ว ก็นอกลู่ผิดครูเท่านั้นเอง”&lt;br /&gt;“บ๊ะ ก็แล้วที่เอ็ง ข้าและหลวงพี่ทั้งหลาย เขียน ๆ กันมาตามคำสั่งพระครู ไม่ผ่าเหล่าผ่ากอหรอกเรอะ”&lt;br /&gt;“ป่วยการจะเดาสุ่มเถียงกันเอง มิสู้ไปเล่าแจ้งเรียนให้พระคุณท่านทราบ จักได้สอบถามให้รู้ชัด” &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ครูช่างทั้งหลายจึงยกขบวนกันไปเฝ้าท่านพระครูที่กุฏิ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๒&lt;br /&gt;“พระคุณท่านขอรับ บัดนี้ผนังทั้งเจ็ดห้องก็ได้เขียนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว” ครูช่างคนหนึ่งบอกเล่ารายงาน&lt;br /&gt;“เออดี” ขรัวเฒ่าสดับแล้ว ก็เปรยยิ้ม ๆ ด้วยความพึงพอใจ&lt;br /&gt;“เอ้อ...” ครูช่างคนเดิม มีท่าทีอึกอักและอึดอัด&lt;br /&gt;“เอ้า มีอะไรก็ว่ามา”&lt;br /&gt;“คะ..คือ...คือว่า...”&lt;br /&gt;“บ๊ะ ก็ว่ามาสิ เอ้ออ้าบ้าใบ้อยู่หยั่งงี้ แล้วข้าจะรู้แจ้งในความได้ยังไง” ท่านพระครูแกล้งเอ็ดเบา ๆ ด้วยยังอารมณ์ดีอยู่&lt;br /&gt;“หมดแล้วนะขอรับ หมดแล้ว” ครูช่าง&lt;br /&gt;“อะไรหมดวะ?”&lt;br /&gt;“ผนังนะสิขอรับ เขียนจนหมดเกลี้ยง ไม่มีห้องเหลือ แต่ยังเขียนไม่ครบ” ฉไกรช่างหนุ่ม โพล่งขึ้นด้วยใจคอมุทะลุตามเคย&lt;br /&gt;“อือ ก็ดีแล้วนี่”&lt;br /&gt;“พระคุณท่าน พวกข้าสงสัยว่า รูปเสด็จโปรดพุทธมารดา รูปมหาปรินิพพาน จะให้ทำยังไง”&lt;br /&gt;“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ผนังสกัดด้านหน้าโบสถ์ ข้าจะสำแดงเอง”&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;๓&lt;br /&gt;รุ่งเช้าถัดมา ช่างทั้งปวงก็ตรงมายังโบสถ์ เพื่อหวังจะยลพระครูสังสำแดงฝีมือเป็นขวัญตา หากแต่เมื่อลุถึงที่หมาย พลันพบว่า ประตูแง้มไว้พอให้ลมถ่ายเท แต่คล้องโซ่จากด้านใน มิให้ใครอื่นล่วงล้ำกล้ำกราย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;พระครูสังปิดโบสถ์จุดเทียนเขียนรูปตามลำพัง ตั้งแต่เช้าจรดคร่ำ ไม่ยินยอมอนุญาตให้ผู้ใดล่วงผ่านเข้ามา แลฉันเพลแค่เพียงมื้อเดียว โดยมีเด็กวัดยกถาดสำรับวางไว้หน้าประตูโบสถ์&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;“ข้าเห็นแต่มือหลงพ่อ เอื้อมมาหยิบถาด แล้วก็ปิดประตู ท่านฉันเสร็จก็เปิดแง้ม ยื่นถาดวางไว้ที่เดิม” เด็กวัดเล่าความตามที่ตัวเห็น เมื่อถูกซักไซร้ไล่เลียงว่า รูปเขียนในโบสถ์มีเค้าลางเช่นไร&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;จนฝนเหือดฟ้า น้ำทรงทุ่งเดือน ๑๒ ล่วงพ้นเดือนอ้าย เดือนยี่ แล้วก็สิ้นหนาว เข้าสู่ฤดูแล้ง วันแล้ววันเล่า เหล่าสงฆ์และฆราวาส ทั่วทั้งท่าราบแลถิ่นย่านอื่นไกลใกล้เคียง ล้วนร่ำลือกันว่า พระครูสังขรัวเฒ่า ขังตนเองเขียนรูป ไม่ออกสมาคมกับผู้คน กระทั่งพระเณรในวัดก็มิอาจลงโบสถ์ทำวัตรเช้า-เย็น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ตราบดึกนั่นแล้ว พระครูสังจึงกลับสู่กุฏิเพื่อจำวัด ลงดาลลั่นกุญแจด้านนอกเอาไว้มิดชิด มิให้ใครแอบล่วงล้ำเข้าไปข้างในโบสถ์ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;ครูช่างทั้งหลาย ตลอดจนชาวบ้าน จึงได้แต่คะเนนึกตรึกตรองกันไปต
