วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

เรื่องของอีเย็น โดย "นรา"


เมื่อราว ๆ สามเดือนก่อน จู่ ๆ “คุณเย็นฤดี” หรือ “อีเย็น” ตู้เย็นคู่ทุกข์คู่ยากที่บ้านผม ก็แอบตัดช่องน้อยแต่พอตัว โอนสัญชาติเป็นเตาอบไมโครเวฟอย่างฉับพลันกระทันหัน โดยไม่ยอมบอกกล่าวร่ำลา


เข้าใจว่า มันคงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ผมไม่ค่อยมีอะไรนำมาแช่ นอกจากน้ำเปล่า...และน้ำเปล่า ประมาณ 3-4 ขวด นาน ๆ จึงจะมีอาหารและขนม (เอาไว้ให้ผมย่องลงมาเปิดและแอบกินตอนดึก ๆ) สักครั้ง

ผมแกล้ง ๆ ปลอมตัวเป็นช่าง วินิจฉัยดูอาการอย่างปลง ๆ แล้วก็ลงความเห็นว่า “อีเย็น” สิ้นชีพ เนื่องจากโรคชราภาพและได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

ความรู้สึกเบื้องต้นที่เกิดขึ้นก็คือ เสียดาย อาลัยอาวรณ์ และเกิดความวิตกกังวลว่า นับจากนี้ ผมจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร โดยปราศจากน้ำเย็นให้ดื่ม

ยิ่งพอนึกล่วงหน้าไปยังไฮซีซั่น หรือฤดูร้อนอย่างเป็นทางการที่กำลังใกล้จะมาถึง ผมก็รู้สึกหนาวแบบมีเหงื่อแตกเจือปนขึ้นมาทันที

ทางแก้ปัญหานั้นมีอยู่ว่า ตามช่างมาซ่อม หรือไม่ก็ซื้อเครื่องใหม่ ท้ายที่สุดผมก็เลือกวิธี “ปล่อยวาง” คือ ปล่อยและวางทิ้งไว้เฉย ๆ

ตอนนี้ “อีเย็น” ของผมกลายเป็นชั้นวางหนังสือชั่วคราวไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนโครงการในอนาคต ตั้งใจไว้ว่าจะดัดแปลงให้เป็นที่พำนักอาศัยของบรรดาตุ๊กตาหมีสิบกว่าชีวิต ลองนึกภาพดูสิครับ เวลาแขกไปใครมา เปิดตู้เย็นแล้วไม่มีน้ำให้ดื่ม เจอแต่หน้าบ้องแบ๊วของเดอะ แก๊งเรียงราวกันสลอนอยู่ใน “ตู้ซ่อนหมี”

รู้ตัวนะครับว่า ไร้สาระ แต่มันอดคิดไม่ได้

เหตุผลที่ผมตัดสินใจไม่ซื้อเครื่องใหม่ ก็เพราะเกิดนึกพิเรนทร์อยากทดลองดำรงชีวิตแบบปราศจากตู้เย็นดูสักพัก ถ้าไปไม่รอด เดือดร้อนสาหัสจริง ๆ ค่อยคิดอ่านแก้ไขกันอีกที

ผลก็คือ ขลุกขลักเดือดร้อนอยู่พอสมควรในช่วงแรกเริ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนดึก ๆ เมื่อผมแอบย่องลงมาหาอะไรกิน พอเปิดตู้เย็นกลับพบแต่หนังสือประเภทแนะนำร้านอาหารอร่อยเรียงรายเต็มไปหมด นับเป็นความปวดร้าวทรมานจิตใจสุดขีดในยามหิวโหยเลยนะครับ

คำกล่าวที่ว่า “เวลาช่วยเยียวยารักษาแผลใจ” ยังคงเป็นความจริง ผ่านพ้นเดือนแรกไปแล้ว “อีเย็น” ของผมก็กลับกลายเป็นปกติ ไม่ได้ใช้งานดีดังเดิมหรอกนะครับ แต่เสียเป็นปกติ จนผมค่อย ๆ คุ้นเคยและเริ่มปรับตัวให้ชินต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่มีน้ำเย็นให้ดื่ม จนกระทั่งล่าสุดเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งทางฝ่ายผมและฝ่าย “อีเย็น” ก็เรียบร้อยเป็นปกติ

รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเลยครับ คือเป็นเด็กในครอบครัวยากจน ซึ่งที่บ้านไม่มีปัญญาจะซื้อตู้เย็นมาใช้สอย

พอผมปรับตัวเข้ากับชีวิตเมืองใหญ่ประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรได้สำเร็จ สักพักฤดูร้อนเดือดก็มาเยี่ยมเยือน คราวนี้ผมเกิดอาการกระหายและคิดถึงน้ำเย็นขึ้นมาอย่างรุนแรง กระทั่งทุรนทุรายนอนไม่หลับ แม้จะพยายามนอนหลับตานับตู้เย็นวิ่งกระโดดข้ามรั้ว ก็ยังไม่สำเร็จ มิหนำซ้ำกลับทุกข์ทรมานกว่าเดิมอีกต่างหาก

จนกระทั่งถึงวันที่ตลอดทั้งบ่ายแดดจัด ดึกสงัดร้อนอบอ้าว (คืนนั้นผมหลับแล้วฝันเห็นตัวเองรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปเป็นอูฐกลางทะเลทราย) ภาวะสุดจะทนก็ทำให้ผมเล็งเห็นแสงสว่างแห่งปัญญาอ่อน ๆ (หมายถึงแสงอ่อน ๆ นะครับ ไม่ใช่ปัญญาอ่อน ๆ)

ตื่นนอนแล้ว ผมก็จัดแจงซื้อกระติกมาหนึ่งใบ จากนั้นก็ซื้อน้ำแข็งหนึ่งถุง เพียงเท่านี้เองวิกฤติขาดแคลนสิ่งเย็นเจี๊ยบล่วงล้ำลำคอก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง

จนถึงบัดนี้ “อีเย็น” เจ๊งมาแล้วสามเดือน ส่งผลให้บิลค่าไฟถัดจากนั้น แสดงจำนวนหน่วยการใช้พลังงานลดลง จากเดิมประมาณ 120-150 หน่วยต่อเดือน เหลือเพียง 50 กว่าหน่วยเท่านั้นเอง

“อีเย็น” อาจจะไม่ได้ตั้งใจ และไม่เคยรู้เรื่องจิตสำนึกห่วงใยสิ่งแวดล้อม แต่มันก็ช่วยชาติประหยัดและลดทอนปัญหาโลกร้อนทางอ้อมโดยไม่รู้ตัว
เรื่องที่เกิดขึ้นกับ “อีเย็น” อาจเป็นเหตุการณ์หยุมหยิมส่วนตัวสักหน่อย แต่ผมก็ได้แง่คิดเพิ่มเติมบางประการ มาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้

“อีเย็น” ทำให้ผมต้องกลับไปย้อนทบทวนอะไรต่อมิอะไรรอบ ๆ ตัว จนพบความจริงที่น่าตกใจว่า ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้ เรา ๆ ท่าน ๆ พึ่งพาอาศัยสิ่งประดิษฐ์เทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกสบายด้านต่าง ๆ มากมายเหลือเกิน

เยอะจนเมื่อนำเทียบกับสมัยเด็ก ๆ ก็เกือบจะเรียกได้ว่า มีชีวิตอยู่บนโลกคนละใบ คนละยุคสมัยกันเลยทีเดียว

ตอนเด็ก ๆ นั้น ที่บ้านผมไม่มีโทรศัพท์, ไม่มีโทรทัศน์, ไม่มีตู้เย็น, ไม่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้า, ไม่มีที่ต้มน้ำชนิดเสียบปลั๊ก, ไม่มีเตาแก๊ส, ไม่มีคอมพิวเตอร์ และเจ๋งมาก-แบบที่ภาษาวัยรุ่นเรียกว่าคูล (cool)-ถึงขนาดเข้านอนโดยไม่มีพัดลม (ครอบครัวผมใช้พัดโบกด้วยมือเป็นอุปกรณ์คลายร้อน ซึ่งช่วยให้นอนหลับเพราะความอ่อนเพลียที่เริ่มต้นจากการเมื่อยมือ)

ผมเติบโตมาในสภาพดังกล่าว โดยไม่รู้สึกเดือดร้อนหรือคิดว่าตนเองขัดสน และสามารถกล่าวยืนยันได้ว่า นั่นเป็นวัยเด็กที่มีความสุข

ต่างจากปัจจุบันเยอะเลย คืนไหนไฟดับสักสิบยี่สิบนาที ถือเป็นความปั่นป่วนโกลาหล, คอมพิวเตอร์เจ๊งขึ้นมาทีไร ภารกิจงานการทั้งหลายก็รวนเสียขบวนไปหมด, เวลาจะเดินทาง ไม่ได้ขึ้นรถเมล์ปรับอากาศ กลับกลายเป็นทุกข์ทรมานอย่างยิ่งยวด (พอถึงทุกวันนี้ก็พัฒนากลายเป็นติดรถไฟฟ้า/รถไฟใต้ดิน จนผมเริ่มนิสัยเสียขึ้นรถเมล์ไม่ค่อยจะเป็นซะแล้ว)

ง่าย ๆ กระทั่งรีโมทคอนโทรลโทรทัศน์วางหลงหูหลงตา ก็แทบจะง่อยทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันที

นี่ยังไม่นับแง่มุมจุกจิกอย่างเช่น ชอบขึ้นลิฟต์และบันไดเลื่อน แทนการขึ้นกระไดด้วยเท้า, ชอบเดินห้างหรู ๆ และซูเปอร์มาเก็ต แทนการท่องตระเวณตลาดนัดตลาดสด หรือการใช้ชีวิตแบบที่บางวันแทบไม่ได้สัมผัสกับแสงแดด

พูดง่าย ๆ คือ เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกหลากหลายประดามี ทำให้ผมกลายเป็นคน “หน่อมแน้ม” ผิดจากเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ จนถ้าหากสามารถทะลุมิติเวลากลับไปสู่ยุคสมัยเมื่อครั้งยังเด็ก ผมก็คงไม่เหลือภูมิต้านทานความแข็งแรงพอที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเก่าได้อีก

ไปไม่รอดและอยู่ไม่ได้ชัวร์ ๆ

ด้วยเหตุนี้ พอเกิดกรณี “อีเย็น” มีอันเป็นไปขึ้น ผมก็เลยต้องปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตขนานใหญ่ เลือกพึ่งพาเทคโนโลยีเฉพาะที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ
ไม่ได้ตั้งใจจะชวนให้หวนคืนสู่ยุคไฮถึกดึกดำบรรพ์หรอกนะครับ โลกมีความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จะฝืนต้านคงเป็นเรื่องลำบาก และปฏิเสธไม่ได้ว่า เรายังมีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ มากพอสมควร

ประเด็นของผมก็คือ เลือกใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็น (ซึ่งแต่ละคนมีมุมมองต่อ “ความจำเป็น” ไม่เท่ากัน อันนี้ก็แล้วแต่จิตศรัทธาของญาติโยมแต่ละท่าน)
ผมนั้นไม่ขับรถยนต์ ไม่ซื้อรถยนต์ และมีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ในระดับสมองหดลีบเล็กลงเหลือเพียงแค่เท่าเม็ดถั่วเขียว เช่นเดียวกับไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ (ซึ่งผมโง่มากถึงขนาดที่ยังไม่รู้แม้วิธีโทรออกหรือกดรับสาย) ไม่ใช้เครื่องซักผ้า ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ฯลฯ

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ สำหรับผมแล้วเห็นว่า “ไม่จำเป็น” ขณะเดียวกันก็มีหลายสิ่งซึ่งเป็นกิเลสที่ผมยังตัดไม่ขาด เช่น เครื่องเล่นดีวีดี (อันนี้เป็นเครื่องมือทำมาหากินด้วยนะครับ), ซาวเบาท์แก่ ๆ ที่เอาไว้สำหรับฟังเพลง ฯลฯ

ผมคิดอย่างนี้นะครับว่า เราแต่ละคนอาจมองเทคโนโลยีต่าง ๆ ว่า “จำเป็น” หรือ “ฟุ่มเฟือย” ไม่ตรงกันนัก ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ทว่าไม่ควรจะมีใครคิดเห็นสุดขั้วว่า เทคโนโลยีทุกชนิดจำเป็นต่อชีวิตไปเสียทั้งหมด (และผูกขาดใช้มันครบถ้วนอย่างไม่บันยะบันยัง) เช่นเดียวกับไม่ควรจะมีใครต่อต้านปฏิเสธเทคโนโลยีโดยมองว่าเป็นสิ่งเลวร้ายล้วน ๆ

ประการถัดมา ในบรรดาสิ่ง “จำเป็น” ขาดไม่ได้หลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับเทคโนโลยี ผมคิดว่า เราต้องระมัดระวังว่าจะ “ใช้” มันอย่างไรให้เป็นและคุ้ม อย่าปล่อยให้เทคโนโลยีอุปกรณ์ไม่มีชีวิตเป็นฝ่ายบงการ “ใช้” เรา (พูดก็พูดเถิดนะครับ เห็นแบบอย่างการใช้โทรศัพท์มือถือในชีวิตจริงหลาย ๆ ครั้งแล้ว ผมอยากจะบอกว่า มีคนถูกมือถือ “ใช้สอยควบคุม” เยอะเลย)

ที่สำคัญคือ ควรมีมาตรการ “กันเหนียว” หาวิธีรับมือกรณีฉุกเฉินที่เทคโนโลยีเดี้ยงกระทันหัน สำหรับผมแล้วเรื่องการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นโจทย์ข้อใหญ่ บางทีคุณพี่เขาก็งอแงทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้า เข้าอีเมล์ส่งงานไม่ได้ บางทีสายโมเด็มก็ทำให้ต่ออินเตอร์เน็ตแล้วเกิดอาการหลุดบ่อย ๆ บางทีเว็บต่าง ๆ ก็ error ด้วยสาเหตุพิลึกจนชวนให้เชื่อว่าเป็นเรื่องไสยศาสตร์สาขาไอที บางทีก็เจอเว็บล่ม (เด็กชายพี่หมี ตุ๊กตาหมีกุมารทองคู่ใจผม เรียกอาการเหล่านี้รวม ๆ ว่า “เน็ตเหนื่อย”)


อะไรพวกนี้นี่ต้อง เตรียมแผนสอง แผนสามไว้คอยรับมืออยู่ตลอดนะครับ แม้กระทั่งเรื่องเบสิคพื้นฐานอย่างเช่น การเตือนตัวเองให้พิมพ์งานไป กดเซฟทุก ๆ ย่อหน้า (ผมเคยมีบทเรียนซาบซึ้งในรสพระธรรมมาแล้ว จากการเขียนบทความยาวเหยียดหลายหน้า เหลืออีกแค่บรรทัดเดียวก็จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์หมดจด แต่ทันใดก็เกิดไฟดับ โดยที่ผมไม่ได้เซฟไว้เลย จนต้องมานั่งปาดน้ำตาเขียนใหม่ทั้งหมดจากความจำ ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่ดีเท่าเดิมด้วย)

นี่ยังไม่นับรวมกรณีคอมพิวเตอร์โดนไวรัส จนไฟล์ต้นฉบับงานต่าง ๆ มีอันต้องตกหล่นสูญหาย

ผมมีแผนรับมือคอมพิวเตอร์ทำพิษฉุกเฉินเยอะแยะมากมาย รวมทั้งท่าไม้ตายคือ กลับมาซ้อมเขียนต้นฉบับด้วยลายมืออีกครั้ง เผื่อเหลือเผื่อขาด

ผมไม่ได้คิดอะไรแบบมุ่งคาดคะเนในแง่ร้ายนะครับ แต่เห็นว่าเป็นการดีถ้าหากจะตระเตรียมความพร้อม และตั้งสติดำรงตนอยู่โดยความไม่ประมาท

ประโยชน์หรือผลพลอยได้ท้ายสุดจากกรณี “อีเย็น” ก็คือ การฝากผีฝากไข้เทคโนโลยีแต่พอเหมาะพองาม (โดยไม่ต้องกล่าวอ้างถึงแง่มุมใหญ่โตว่า ทำร้ายโลกและส่วนรวมน้อยลง) พูดเฉพาะในมุมเห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุด มันช่วยให้เรา “อึด” และ “แกร่ง” ขึ้น จากการยอมลดทอนความสะดวกสบายบ้างตามอัตภาพ

วันนี้ผมเขียนอะไรฟุ้ง ๆ กระจัดกระจายอยู่สักหน่อย โปรดอย่าถือสาเลยนะครับ อากาศมันร้อน แถมยังสะเทือนใจไม่หาย ทั้งที่ “อีเย็น” มันขาดใจตายไปหลายเดือนแล้ว




(เขียนเมื่อ 19 เมษายน 2551 เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ)

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

เรื่องอิ่มใจและเรื่องเจ็บใจ โดย "นรา"


ผมทิ้งท้ายเอาไว้เกี่ยวกับปัญหาหลัก ๆ ในการทำให้เกิดอาการ “หนูไม่รู้” เวลาดูจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งมีตั้งแต่ไม่ทราบว่าเป็นภาพวาดเกี่ยวกับเรื่องอะไร, ความสับสนในการจำแนกแยกแยะว่าหนึ่งภาพประกอบไปด้วยกี่เหตุการณ์ รวมทั้งการเรียงลำดับว่า ควรเริ่มต้นดูจากจุดไหนก่อนหรือหลัง

ตรงนี้ชวนให้มึนงงอยู่พอสมควร เพราะปราศจากหลักเกณฑ์ตายตัว เท่าที่ได้สัมผัสมา ผมพบว่าบางภาพเริ่มดูโดยไล่จากล่างขึ้นบน บางภาพเริ่มจากบนลงล่าง บางภาพเริ่มที่ขวาไปซ้าย บางภาพเริ่มซ้ายมาขวา บางภาพต้องดูเป็นวงกลมตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกา บางภาพเริ่มจากล่างขวาขึ้นบนแล้วค่อยวกลงซ้าย เหมือนรูปเกือกม้าคว่ำ ฯลฯ

คำถามก็คือ ปัญหาทั้งหมดนี้ จะแก้ไขอย่างไร?

ง่ายนิดเดียวครับ คือ ต้องรู้เรื่องรู้พล็อตของภาพนั้น ๆ ล่วงหน้าก่อนดู

หมายความว่า ในฐานะผู้ชม เรา ๆ ท่าน ๆ ควรจะอ่านหรือผ่านตา “เรื่องเดิม” จากวรรณกรรม ที่ครูช่างทั้งหลายได้นำมาตีความถ่ายทอดใหม่ในรูปแบบของจิตรกรรมฝาผนัง

ข่าวร้ายก็คือ เรื่องที่นิยมนำมาวาดจิตรกรรมฝาผนัง มีอยู่เยอะแยะมากมายหลากหัวข้อหลายประเด็น มิหนำซ้ำชื่อเรื่องยังหนักไปทางศัพท์บาลีแปลกตาไม่เป็นที่ไม่คุ้นเคย และชวนให้นึกหวั่นหวาดขยาดเกรงตั้งแต่แรกพบเห็น เช่น เรื่องอัฎฐมหาสถานและสัตตมหาสถาน, ประวัติพระปัจเจกพุทธเจ้า, ไตรภูมิโลกสัณฐาน ฯลฯ

ส่วนข่าวดีก็คือ แม้จะมีเนื้อหากระจัดกระจาย กินขอบเขตกว้างขวาง ทว่าเรื่องราวที่พบเห็นบ่อย ๆ ในจิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่ เอาเข้าจริงก็มักจะหนีไม่พ้น พุทธประวัติ, ทศชาติชาดก, ไตรภูมิโลกสัณฐาน และภาพเทพชุมนุม

พูดง่าย ๆ ก็คือ จิตรกรรมฝาผนังที่วาดกันตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 มักจะยึดถือเนื้อหาเหล่านี้ค่อนข้างเคร่งครัด

พูดให้ใจชื้นขึ้นอีกนิด จิตรกรรมฝาผนังที่ได้รับการยกย่องในวัดสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด มักวาดขึ้นในช่วงเวลาข้างต้นนี่แหละครับ

ภาพวาดตามวิหารหรือพระอุโบสถ มีเจตนาเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ 2 ประการ อันดับแรกเพื่อตกแต่งตัวอาคารสถานที่ให้สวยงาม ถัดมาเป็นการขับเน้นพระพุทธรูป (โดยเฉพาะองค์พระประธาน) ให้โดดเด่น

นี่เป็นเหตุผลหลัก ๆ ทำให้ โทนสีในจิตรกรรมไทย มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการใช้สีแดงเป็นหลัก และมีสีพื้นอื่น ๆ ที่ค่อนข้างมืดทึบ

สาเหตุก็เพราะ สีแดงในท่ามกลางบรรยากาศมืดครึ้มนั้น ช่วยหนุนเสริมให้สีทองขององค์พระพุทธรูปแลดูสุกปลั่งมลังเมลืองงามจับตามากยิ่งขึ้น

ภาพที่ผมเห็นเป็นอย่างนี้ครับ เมื่อมองตรงเข้าไป องค์พระประธานดูราวกับจะลอยเด่นอยู่กลางอากาศ หลุดพ้นออกมาจากฉากหลังทั้งหมด

ด้วยแนวคิดที่ยึดถือองค์พระประธานเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญสุด การกำหนดตำแหน่งว่าพื้นที่ตรงไหนจะวาดภาพอะไร จึงผ่านการออกแบบให้มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ กระทั่งคลี่คลายกลายเป็นขนบที่ยึดถือสืบต่อกันมา

พื้นที่ในโบสถ์นั้น ผมแบ่งของผมเองให้เข้าใจง่าย ๆ ออกเป็นตอนล่างกับตอนบน

ตอนล่างก็คือ รอบ ๆ ผนังทั้งสี่ด้าน นับจากพื้นถึงขอบบนของประตูและหน้าต่าง ที่เหลือถัดจากนั้นจนถึงเพดาน คือ ตอนบน

บริเวณ “ตอนล่าง” ซึ่งมีประตูและหน้าต่างคั่นไว้ เรียกกันว่า “หนึ่งห้อง” เหมือนภาพหนึ่งเฟรม ขนาดไม่ใหญ่นัก จึงนิยมวาดภาพจากชาดกหรือพุทธประวัติ เป็นการเกริ่นนำให้ผู้ชมทราบความเป็นมาในชาติภพต่าง ๆ ซึ่งพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีสั่งสมเอาไว้ จนประสูติเป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย และสืบเนื่องมาถึงเรื่องราวในพุทธประวัติ

องค์พระประธานนั้น โดยมากมักจะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย (แปลง่าย ๆ ก็คือ “พิชิตมาร”) กระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์สำคัญ คือ การตรัสรู้

ภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัด จึงสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมุ่งขับเน้นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าให้โดดเด่นมีความหมายมากเป็นพิเศษ ฝาผนังตอนบนทั้งสี่ด้าน ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางใหญ่โต นิยมวาดเหตุการณ์ตอนสำคัญ และมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงสอดคล้องรับส่งกันหมด

กล่าวคือ ด้านหลังองค์พระประธาน เป็นภาพไตรภูมิหรือจักรวาล ผมยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดเรื่องนี้อย่างจริงจังนะครับ เอาไว้ผมอ่านตำรับตำราเรื่องนี้จบลงเมื่อไหร่ คงได้นำมาเล่าใหม่สังคายนาให้แจ่มแจ้งครบถ้วนในโอกาสต่อ ๆ ไป

ผนังด้านข้างซ้ายขวาขององค์พระประธาน เป็นภาพเทพชุมนุม ซึ่งก็หมายถึงเทวดาทุกระดับชั้นตั้งแต่พระพรหม, พระอินทร์ ตลอดจนยักษ์ ครุฑ นาค ฯลฯ จากหมื่นจักรวาลมาชุมนุมรวมกัน เพื่อร่วมแสดงความยินดีและเป็นประจักษ์พยานต่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

นอกจากจะสร้างความหมายไปยังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (องค์พระประธาน) แล้ว ภาพเทพชุมนุมยังทำหน้าที่ในการหนุนเสริมบรรยากาศสงบศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ผู้คนที่เข้าไปในโบสถ์ (รวมทั้งเป็นเสมือนสื่อนำสายตาของเราไปยังองค์พระประธาน)

ผนังตอนบนฝั่งตรงข้ามพระประธาน (หรือตอนบนเหนือประตูทางเข้าด้านหน้า) ถือเป็นตำแหน่งสำคัญและโดดเด่นสุด เมื่อเทียบกับบริเวณอื่น ๆ ในโบสถ์ เนื่องจากไม่มีองค์พระมาบดบังรายละเอียด จึงสามารถมองเห็นภาพทั้งหมดได้อย่างจะแจ้งเด่นชัด พื้นที่ตรงนี้นิยมวาดภาพ “มารผจญ” หรือ “ผจญมาร” หรือ “มารพ่าย” หรือ “มารวิชัย” (วิธีสังเกตว่า รูปไหนคือ พุทธประวัติตอนมารผจญ มีหลักง่าย ๆ ครับ ตรงด้านล่างของพระพุทธเจ้า จะมีพระแม่ธรณีบีบมวยผมอยู่ด้วยเสมอ)

ผมเข้าใจว่า เป็นการสร้างความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ “ก่อนและหลังการตรัสรู้” ซึ่งอยู่คนละฟากของพระอุโบสถ และดูสอดคล้องกันดีกับการที่ชาวบ้าน (ที่ยังใช้ชีวิตทางโลก เปี่ยมด้วยกิเลสตัณหาบาปบุญคุณโทษต่าง ๆ) เข้าโบสถ์ หลุดพ้นจากการข้องแวะของมาร (ในรูปแบบต่าง ๆ ชั่วขณะ) และได้สัมผัสกับพระธรรม การตรัสรู้ ได้ไหว้พระทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ครั้นเมื่อเดินออก (ทางด้านหน้า) ก็จะต้องผ่านภาพ “ผจญมาร” เป็นการเตือนสติส่งท้าย ก่อนกลับสู่โลกภายนอกอันยุ่งเหยิงวุ่นวาย (พอ ๆ กับรายละเอียดในภาพเขียน)

จริงเท็จอย่างไรไม่ยืนยันนะครับ แต่เข้าวัดดูภาพจิตรกรรมบ่อย ๆ ผมก็เริ่มรู้สึก เริ่มคิด และเริ่มเชื่อตามนี้

การทราบตำแหน่งที่ตั้งและธรรมเนียมการวาดภาพไตรภูมิโลกสัณฐาน, เทพชุมนุม, และมารผจญ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้การดูจิตรกรรมฝาผนัง รู้ว่า “อะไรเป็นอะไร” มากขึ้นกว่าเดิมได้เยอะทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การบ้านสำคัญสุดยังคงอยู่ที่การย้อนกลับไปอ่านพุทธประวัติและชาดกต่าง ๆ

เรื่องพุทธประวัตินั้น ระยะแรกเริ่มผมพออาศัยความรู้เก่า ๆ สมัยเรียนวิชาศีลธรรมมาเป็นตัวช่วยได้บ้าง ทว่าก็พอรู้เลา ๆ แค่ช่วงตอนสำคัญ ๆ เท่านั้น ในงานจิตรกรรมไทยนิยมวาดแตกรายละเอียดประมาณ 28 ตอน และคู่มืออันล้ำเลิศสุดที่เหมาะจะอ่านให้เกิดความเข้าใจแตกฉานลึกซึ้งก็คือ พระปฐมสมโพธิกถา ของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส (ผมกำลังตระเวนหาหนังสือเล่มนี้อยู่นะครับ)

ส่วนเรื่องชาดก มีตัวช่วยที่ง่ายหน่อย คือ หนังสือชุด “ท่องทศชาติผ่านจิตรกรรม” ของอู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย มี 2 เล่มจบ เขียนในท่วงทีลีลาเหมือนจดหมายถึงเพื่อน ย่อยเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย สอดแทรกความคิดเห็น (และการตีความอธิบายของผู้คน) อ่านสนุกเพลิดเพลิน ฉบับปกแข็งราคาค่อนข้างสูงอยู่สักหน่อย (ตอนซื้อผมใช้วิธีทุบกระปุก และยอมแลกเปลี่ยนกับการทำตัวประหยัดราว ๆ สองอาทิตย์) มีฉบับปกอ่อนด้วยเหมือนกัน แต่ขอแนะนำให้ซื้อปกแข็งมากกว่า เพราะการจัดรูปเล่มและภาพประกอบสวยเหลือเกิน (แค่ดูรูปอย่างเดียวก็คุ้มแล้วครับ)

หนังสืออีกชุดได้แก่ “ทศชาติชาดกกับจิตรกรรมฝาผนัง” มี 2 เล่มจบเหมือนกัน เขียนโดยนิดดา หงษ์วิวัฒน์ รูปแบบและเนื้อหาคล้าย ๆ กัน แต่เล่าเป็นนิยาย เน้นรายละเอียดถี่ถ้วน มีภาพประกอบเทียบเคียงให้ดูจุใจ

ทั้งสองชุดนี้ นอกจากจะช่วยให้ดูภาพจิตรกรรมฝาผนังได้สะดวกง่ายดายขึ้นมากแล้ว ยังช่วยเตรียมตัวฝึกสายตาก่อนที่ผมจะเดินทางไปดูของจริงอีกต่างหาก

กล่าวคือ ในเหตุการณ์ตอนเดียวกัน มีภาพจากจิตรกรรมฝาผนังหลาย ๆ แหล่ง ทำให้มีโอกาสสังเกตเปรียบเทียบลีลาของครูช่างในวัดแต่ละแห่ง ผ่านตาบ่อย ๆ รสนิยมส่วนตัวของผม ก็จะค่อย ๆ แยกแยะมองเห็นความเหมือนความต่าง และเริ่มพอจะดูออกว่า ฝีมือวัดไหนเด่นด้อยเหลื่อมล้ำกว่ากัน

หัวใจสำคัญในการดูจิตรกรรมฝาผนังให้ดื่มด่ำได้อรรถรสนั้น มีหลักอยู่ 2-3 ข้อ

แรกสุดคือ ดูบ่อย ๆ ดูเยอะ ๆ และหาโอกาสดูให้หลากหลายมากสุดเท่าที่จะทำได้ ชั่วโมงบินและประสบการณ์ตรงจากการสัมผัสกับของจริง จะช่วยฝึกสายตาพัฒนาฝีมือและแรงงานไปเองโดยปริยาย

เมื่อตอนที่ผม “เข้าสู่วงการ” ดูจิตรกรรมฝาผนัง ผมเริ่มต้น ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ดูเสร็จก็ตกอยู่ในอาการเหมือนคนลิ้นชาไม่รู้รสชาติอาหาร ไม่เกิดความดื่มด่ำซาบซึ้งใด ๆ ทั้งสิ้น

จนกระทั่งมาอ่านบทความชื่อ “คุณค่าของจิตรกรรมฝาผนัง” โดยท่านอาจารย์ศิลป พีระศรี ผมจึงเหมือนได้รับการครอบครู เปลี่ยนโลกไปโดยสิ้นเชิง

เคล็ดลับของอาจารย์ก็คือ ดูช้า ๆ ใจเย็น ๆ แต่ละครั้งใช้เวลาดูทีละภาพสองภาพก็พอ ไม่ต้องกวาดให้หมดเก็บให้เกลี้ยง แต่ดูแบบพินิจพิเคราะห์สังเกตซึมซับรายละเอียดต่าง ๆ ให้ถี่ถ้วน หากไม่หนำใจก็ค่อยย้อนกลับไปดูใหม่ ตามเก็บภาพอื่น ๆ ที่เหลือ

อันนี้ผมยืนยันได้ว่า ภาพเดิมรูปเดียวกันนี่แหละ กลับไปดูซ้ำอีกทีไร จะต้องพบอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนซุกซ่อนอยุ่เสมอ

ยิ่งดู ยิ่งเจอ ว่างั้นเถอะครับ

ผมมีเทคนิคส่วนตัวอีกอย่าง ซึ่งทดลองเดาสุ่มเอาเอง ปรากฎว่าได้ผลดีเกินคาด นั่นคือ การดูจิตรกรรมฝาผนัง ควรจะมีกล้องส่องทางไกลเป็นอุปกรณ์ประกอบด้วย เพื่อส่องดูตรงบริเวณสูง ๆ ไกล ๆ

เจ็บใจอยู่นิดเดียวคือ ตอนไปซื้อกล้องที่คลองถม คนขายผู้หวังดีบอกกับผมว่า “อันที่เฮียจะซื้อ ใช้ดูม้าแข่งไม่เวิร์คหรอก”

ทันใดนั้นภาพของนักดูจิตรกรรมฝาผนังผู้มีอารมณ์อันละเอียดอ่อนสุนทรีย์ ที่สู้อุตส่าห์จินตนาการไว้เสียดิบดี ก็หายวับไปกับตา เหลือแต่อาแปะแก่ ๆ เดินง่อกแง่กซื้อหญ้าให้ม้ากินอยู่แถว ๆ สนามม้านางเลิ้ง



(เขียนและเผยแพร่ครั้งแรก 3 มกราคม 2551 คอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ)

อวิชาการว่าด้วยจิตรกรรมฝาผนัง โดย "นรา"


นับจากที่ได้อ่านเจอเรื่องการวาดภาพประชันฝีมือระหว่างครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ กว่าผมจะมีโอกาสได้ดูจิตรกรรมฝาผนังของจริง ที่พระอุโบสถ วัดสุวรรณาราม ก็ต้องใช้เวลาอีกเกือบ ๆ ยี่สิบวัน

อันดับแรกเป็นความเข้าใจผิดส่วนตัว คือ ผมไปที่วัดแล้วพบว่า กำลังมีการซ่อมแซมบูรณะหลังคาพระอุโบสถอยู่ จึงด่วนสรุปเอาเองว่า คงปิดชั่วคราวจนกว่าจะแล้วเสร็จ (หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน ขณะผมกำลังนั่งเรือเที่ยวคลองบางกอกน้อย ผ่านบริเวณหน้าวัด จึงค่อยทราบว่าพระอุโบสถยังเปิดให้เข้าชมตามปกติ)

ประการถัดมา เชื่อว่าหลายท่าน คงเคยประสบปัญหาคล้ายกับผมอยู่บ้าง นั่นคือ ดูจิตรกรรมฝาผนังแล้วไม่เข้าใจเหตุการณ์ในภาพ, แยกแยะไม่ออกว่างานชิ้นไหนสวย หรือย่อหย่อนอ่อนด้อย (เพราะเห็นทีไรก็รู้สึกว่า เหมือน ๆ กันไปหมด), อ่านตำรับตำราหาข้อมูลความรู้เพิ่มเติมแล้วติดขัดไม่เข้าใจ เนื่องจากมั่งคั่งแพรวพราวไปด้วยศัพท์เฉพาะในแวดวงช่าง

ตลอดทั้งชีวิตก่อนหน้านี้ ผมจึงดูจิตรกรรมฝาผนัง ด้วยอาการ “เดินผ่าน” ใช้เวลารวดเร็วไม่เกินสิบหรือสิบห้านาที พร้อมกับความว่างเปล่ากลวงโบ๋

การดูจิตรกรรมฝาผนังนั้นมี crack อยู่นะครับ และต้องหาวิธีแก้ให้ได้เสียก่อน

ผมก็เลยให้เวลากับตัวเองเพื่อทำการบ้านเตรียมความพร้อม เพราะรู้แน่ว่า ขืนทะเล่อทะล่าเข้าไปดูฝีมือครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ทันที โดยปราศจากความรู้พื้นฐานติดหัวบ้างแล้วล่ะก็ จะเข้าข่าย “เสียของ” และเข้าไม่ถึงฝีมือครูอย่างแน่นอน

ผมผ่านการฝึกวิชาลองผิดลองถูกอยู่ประมาณหนึ่งเดือนกว่า ๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กล้าพูดว่า “ดูเป็น” ทว่าหากเปรียบความรู้ความเข้าใจแต่เดิม ซึ่งเหมือนสะดุดหยุดชะงักติดอยู่แถว ๆ “คลองตัน” ล่าสุดผมก็ขยับตัวเคลื่อนช้า ๆ เข้าสู่แถว ๆ “พัฒนาการ” แล้วล่ะ

ที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ ปราศจากหลักเกณฑ์ทางวิชาการอันถูกต้อง เป็นแค่ประสบการณ์แบบครูพักลักจำส่วนตัวของผมเอง (ซึ่งสังกัดอยู่ฝ่าย “อวิชาการ”) เท่าที่ลองทดสอบดู ผมคิดว่าได้ผลอยู่เยอะพอสมควร

แรกสุดก็คือ ควรจะรู้จักและเข้าใจพื้นฐานของจิตรกรรมฝาผนังไทยว่า ไม่ได้มุ่งสร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดความสมจริง หรือคัดลอกธรรมชาติ เหมือนอย่างภาพเขียนของซีกโลกตะวันตก

การดูจิตรกรรมฝาผนัง หากพกพาเอาเกณฑ์ความเหมือนจริงเข้าทาบจับ ดูยังไงก็ไม่มีวันสวยขึ้นมาได้ (ดังเช่น ท่านมุขนายกมิซซังปาเลอกัวร์ ชาวฝรั่งเศสซึ่งเดินทางมาไทยปลายรัชกาลที่ 3 ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังไว้ในหนังสือ-เล่าเรื่องกรุงสยาม-ว่า “ภาพเขียนของเขาฝีมือหยาบ น่าเกลียดและไม่เลียนแบบธรรมชาติ”)

จิตรกรรมไทยประเพณีนั้น สร้างสรรค์โดยยึดถือความงามในแบบอุดมคติหรือปรัมปราคติ พูดง่าย ๆ คือ มุ่งสะท้อนความงามที่ผ่านการตีความ ประดิดประดอย ดัดแปลงจากธรรมชาติหรือภาพในความจริง เป็นการสร้างอีกโลกหนึ่งขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

ความไม่สมจริงแบบจงใจ จึงมีปรากฎอยู่ในภาพเขียนเต็มไปหมด เช่น บางครั้งตัวปราสาทราชวังสามารถมองเห็นได้ถึง 3 ด้าน (คือ ด้านหน้า ซ้าย ขวา) ด้วยการเขียนลวงตาบิดด้านข้างเล็กน้อยเข้าหาสายตาผู้ชม, สัดส่วนระหว่างอาคารสถานที่กับตัวบุคคล มักจะวาดให้มีขนาดพอดีรับกัน (ภาพคนที่นั่งอยู่จึงตัวใหญ่เกินจริง ประมาณว่า ถ้าลุกขึ้นยืนก็อาจสูงทะลุเลยเพดานได้), ปราศจากการแรเงาไล่น้ำหนักบนผิวเนื้อ แต่ใช้ลายเส้นหนักเบา ความผสานกลมกลืนของสีอ่อนแก่ ทำให้เกิดความใกล้ไกลและลึก (ซึ่งมีศัพท์ช่างเรียกกันว่า “ผลักระยะ”), ภาพตัวพระ-ตัวนาง มีรูปลักษณ์ สัดส่วน และท่วงท่าไม่เหมือนจริง แต่ถอดแบบมาจากลีลานาฏศิลป์อันอ่อนช้อย ที่สำคัญคือ ใบหน้านั้นมีแบบแผนแน่ชัดตายตัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก เหมือนสวมหน้ากาก ทว่าสื่อแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ผ่านการเคลื่อนไหวของท่าทาง (เช่น ท่ายกแขนป้องหน้าผาก หมายถึงความโศกเศร้าอาดูรสุดขีด ฯ) ฯลฯ

มีอะไรทำนองนี้แทรกซ่อนอยู่เยอะทีเดียว (ถ้าเจอเพิ่มเติมอีกเมื่อไร ผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง) กล่าวโดยสรุปคือ จิตรกรรมฝาผนังของไทยเป็นภาพสองมิติ และเขียนขึ้นโดยไม่คำนึงถึงหลักทางด้าน perspective สิ่งที่อยู่ใกล้และไกล ล้วนมีขนาดเท่ากันหมด รวมทั้งวาดโดยใช้มุมมองจากที่สูงแบบ bird’s eye view

ความน่าทึ่งจึงอยู่ที่ว่า ครูช่างของไทยท่านสามารถคิดค้นวิธีแก้ปัญหาข้อจำกัดต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างแยบยล จนทำให้ความไม่สมจริงและเกินจริงต่าง ๆ แลดูกลมกลืนไม่ขัดตา กลายเป็นความงามอันมีแบบแผนเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนศิลปะที่อื่นใดในโลก

ในยุคหลัง ๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เริ่มมีความนิยมนำวิธีเขียนเน้นความสมจริงและหลักการ perspective แบบตะวันตก เข้ามาใช้ในภาพเขียนไทยมากขึ้นกว่าเดิม (ในสมัยรัชกาลที่ 3) ผลก็คือ บางภาพ (ไม่ใช่ทั้งหมด) ดูแปร่งขัดตาสูญเสียเอกลักษณ์ เนื่องจากส่วนที่เคยเป็นจุดเด่นและเสน่ห์ดึงดูดสูงสุดหายไป กลายเป็นความไม่มีเอกภาพ

พูดเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า จิตรกรรมไทยจะต้องแยกตัวโดดเดี่ยว ปิดกั้นไม่ยอมรับอิทธิพลด้านบวกจากแหล่งอื่นนะครับ ตรงกันข้ามผลงานที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 อันถือว่าเป็น “ยุคทอง” (รวมถึงผลงานชิ้นเอกของครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ ที่วัดสุวรรณาราม) ก็ได้มีการรับสิ่งใหม่ ๆ จากภายนอกอยู่เยอะ ทั้งภาพเขียนแบบจีน และศิลปะตะวันตก

จุดใหญ่ใจความนั้นอยู่ที่ว่า เมื่อรับอิทธิพลอื่นมาแล้ว สามารถผสมกับของเดิมได้กลมกล่อม และทำได้เนียนแค่ไหนมากกว่า

ภาพไทยที่ออกลีลาไปทางฝรั่ง จึงมีทั้งวาดได้งามและไม่งาม เพียงแต่ส่วนใหญ่ (เท่าที่ผมได้เห็นมาค่อนข้างจำกัด) โน้มเอียงไปอย่างหลังมากกว่า อันนี้ผมสันนิษฐานว่า เนื่องจากพอนำแนวคิดสมจริงแบบฝรั่งมาใช้แล้ว ก็ก่อให้เกิดปัญหาใหม่บางประการ ซึ่งครูช่างบางท่านแก้โจทย์ได้สำเร็จ บางท่านก็ล้มเหลว

เทียบคร่าว ๆ แล้ว จิตรกรรมไทยก็เหมือนหนังที่มุ่งมาทางแฟนตาซีหรือเหนือจริง คือหนักสเปเชียลเอฟเฟคท์ เน้นความอลังการงานสร้าง แสง สี มุมกล้องหวือหวาจัดจ้าน ฉากหลัง เสื้อผ้า งานโปรดักชันดีไซน์วิจิตรพิสดาร และนิยมเล่าเรื่องเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลาย ๆ แห่ง เหมือนหนังรีเมค แต่ก็มีเหตุผลสำคัญกำกับอยู่ด้วย นั่นคือ เป็นการทำตามขนบ นอกจากจะสร้างขึ้นด้วยจุดมุ่งหมาย เป็นส่วนประกอบตกแต่งของพระอุโบสถหรือวิหาร (ซึ่งทำหน้าที่เบื้องต้นคือ ขับเน้นเสริมความโดดเด่นขององค์พระประธาน) แล้ว วัตถุประสงค์ลำดับถัดมา คือ ใช้เป็นสื่อเผยแพร่เรื่องราวทางศาสนา เช่น พุทธประวัติและชาดกต่าง ๆ ฯ สู่ชาวบ้านในวงกว้าง
อันนี้เป็นผลมาจากสภาพสังคมไทยในอดีตที่ไม่ได้มุ่งถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ด้วยลายลักษณ์อักษร แต่เรียนรู้เรื่องราวสรรพวิชา ผ่านคำบอกเล่าแบบปากต่อปาก จิตรกรรมฝาผนังตามวัดก็เลยเป็นอีกสื่อหนึ่งที่สะดวกมีประสิทธิภาพในการเผยแพร่วรรณคดีและคำสอนทางศาลนาสู่มหาชน

ที่สำคัญคือ ถึงแม้ว่าเรื่องราวที่หยิบยกมาวาดกันตามผนังโบสถ์ จะวนเวียนซ้ำ ๆ และมีการจัดองค์ประกอบภาพ ซึ่งเต็มไปด้วย “ท่าบังคับ” มากมายที่ยึดถือสืบทอดต่อเนื่องกันมาช้านาน ทว่าฝีมือครูช่างแต่ละท่านก็ได้ตีความ สอดแทรกลายเซ็นเฉพาะตัวเอาไว้ในรายละเอียดปลีกย่อย จนทำให้ “เรื่องเดียวกัน” นั้น เกิดรสชาติแตกต่าง ไม่มีที่ไหนแห่งใดเหมือนกันเลย

จิตรกรรมไทยนั้น มองเผิน ๆ อาจละม้ายคล้ายคลึงกันไปหมด แต่เอาเข้าจริงก็หลากหลายฝีมือสกุลช่าง และสะท้อนถึงความงามอันเหลื่อมล้ำสูงต่ำผิดแผกจากกันเอาไว้เด่นชัด มีทั้งงานชั้นครู งานชั้นรอง ไปจนถึงขั้นดาด ๆ พื้น ๆ

ตรงนี้ก็นำไปสู่การบ้านลำดับต่อมา นั่นคือ ปัญหาเกี่ยวกับการดู “ไม่รู้เรื่อง”

ชาวบ้านสมัยก่อน ท่านสดับรับฟังเรื่องพุทธประวัติและชาดกจนคุ้นชิน เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ รู้พล็อต “คู่กรรม”, “ดอกโศก”, “ดาวพระศุกร์”, “บ้านทรายทอง”, “จำเลยรัก” การดูภาพจิตรกรรมฝาผนังจึงเข้าใจได้ง่ายดาย ไปโบสถ์แต่ละครั้งแต่ละแห่งก็เหมือนได้อ่านนิยายภาพเรื่องเดิมในเวอร์ชั่นใหม่ ๆ เห็นแล้วก็รู้แจ้งแทงตลอดว่า ในภาพนั้น ๆ ควรจะเริ่มตรงไหน สามารถไล่ลำดับต้น กลาง ปลาย ได้ถูกต้อง

จิตรกรรมไทยในหนึ่งภาพ เปรียบง่าย ๆ ก็เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นหนึ่งหน้า ไม่ได้มีแค่เหตุการณ์เดียวเหมือนภาพเขียนของฝรั่ง แต่มีเรื่องราวจำนวนหนึ่งรวมอยู่ในนั้น ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้ง หลายเหตุการณ์คนละลำดับเวลา (ซึ่งเกิดขึ้นใกล้เคียงกัน) เช่น ภาพพุทธประวัติตอนออกบวช อาจเริ่มด้วยเจ้าชายสิทธัตถะ ร่ำลาพระชายาซึ่งบรรทมอยู่ ก่อนออกจากวัง, ทรงม้าไปท่ามกลางหมู่เทวดาห้อมล้อม, และตอนปลงพระเกศา

ในภาพเดียวกันนี้ อาจเห็นเจ้าชายสิทธัตถะปรากฎอยู่หลายองค์ตามบริเวณตำแหน่งต่าง ๆ

อีกกรณีก็คือ ภาพที่เกิดต่อเนื่องกัน โดยมีตัวละครทั้งหมดปรากฎแค่ครั้งเดียวชุดเดียว แต่เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างเลื่อนไหลมีต้น กลาง ปลายครบถ้วนสมบูรณ์ (ภาพของครูคงแป๊ะที่วัดสุวรรณาราม เข้าข่ายนี้)

เท่านั้นยังไม่พอ มีปัญหาจุกจิกซับซ้อนเกี่ยวกับการเรียงลำดับก่อนหลังและการวางตำแหน่งในภาพ ซึ่งสามารถแตกรายละเอียดได้สารพัดรูปแบบ มาเป็นอุปสรรคทำให้ “ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง” อีกต่างหาก

จะดูอย่างไรให้ไม่สับสนงุนงง ปัญหาชีวิตในจิตรกรรมฝาผนังของไทยข้อนี้ คงต้องติดค้างไว้ก่อนนะครับ คราวหน้าผมจะแกล้ง ๆ ปลอมตัวเป็น “พี่ศิราณี” มาอธิบายถึงวิธีแก้ไขคลี่คลาย

ป.ล. นิทรรศการ “กรุงเทพฯ 226” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน มีภาพคัดลอกงานของครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ (รวมทั้งงานของพระอาจารย์นาค สมัยรัชกาลที่ 1) ขนาดเท่าจริงแสดงอยู่ด้วย ความเหมือนนั้นใกล้เคียงประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ข้อดีก็คือ เดินทางไปดูได้สะดวก (และชมฟรี) แสงเงาในหอศิลป์ค่อนข้างสว่าง มองเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ในภาพชัดเจนขึ้น ผมไปยืนเพ่งพินิจพิจารณาเปรียบเทียบดูแล้ว ก็ยิ่งเชื่อคล้อยตามคำร่ำลือที่ว่า ฝีมือครูทั้งสองวิจิตรพิสดารราวกับเทวดามาวาดเอาไว้

ระหว่างที่ผมยังเดินทางโอ้เอ้เชื่องช้าไปไม่ถึงวัดสุวรรณาราม การแวะดูภาพคัดลอก (ซึ่งก็สวยมาก ถ้าไม่นำไปเทียบกับภาพต้นฉบับ) เพื่ออุ่นเครื่องทำความคุ้นเคยกับฝีมือครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ นับเป็นวิธีแก้ crack อย่างหนึ่งได้เหมือนกัน

ขออวยพรให้ทุกท่านมีความหวังเยอะ ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี สวัสดีปีใหม่ครับ



(เขียนและเผยแพร่ครั้งแรก 27 ธันวาคม 2551 คอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ")

สองครูสองคม โดย "นรา"


ผมกำลังหลงใหลคลั่งไคล้จิตรกรรมฝาผนังของไทย ถึงขั้นประพฤติตน “แก่วัด” เริ่มแวะเวียนไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ และเข้าหาพระหาเจ้า ผิดจากเดิมที่เจอหน้าหลวงพ่อหลวงพี่ทีไร ผมก็มักจะเกิดอาการกลัวผ้าเหลือง (ตามประสาคนบาปหนากิเลสแน่น) จนต้องรีบ “โกยเถอะโยม” ไว้ก่อน

เหมือนผมเดินสะเปะสะปะอยู่ดี ๆ พลันก็ได้พบและหลุดเข้าสู่อีกโลกหนึ่งอันน่าอัศจรรย์

ข้อเขียนของผมถัดจากนี้ไป จึงน่าจะแวะจอดป้ายอยู่ที่เรื่องจิตรกรรมฝาผนังไปอีกยืดยาวหลายตอน

ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด เกิดขึ้นจากการที่ผมไปอ่านเจอบทความของท่านครู น. ณ ปากน้ำ กล่าวถึงเรื่องราวผลงานของสุดยอดจิตรกรไทยสองท่าน คือ ครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ ซึ่งได้วาดภาพแข่งกันจนเป็นที่เลื่องลือ

ศิลปินไทยแต่โบราณนั้น มุ่งสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อเป็นพุทธบูชา มากกว่าจะแสวงหาชื่อเสียงความสำเร็จเพื่อตนเอง จึงไม่มีธรรมเนียมเซ็นชื่อกำกับไว้ในผลงาน เพื่อป่าวประกาศแสดงตัวตนของศิลปิน

ในเบื้องต้นก็คงพอจะมีคนทราบอยู่บ้าง ว่าผลงานชิ้นไหนเป็นฝีมือของใคร เพราะบางท่านเป็นครูช่างที่มีชื่อเสียง จึงน่าจะได้รับการยกย่องกล่าวขวัญถึงกันแบบปากต่อปาก จนกาลเวลาผ่านพ้นข้ามรุ่นชั่วอายุคน เรื่องราวต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ เลือนหาย เนื่องจากไม่ได้รับการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ท่านเหล่านี้จึงกลายเป็นศิลปินนิรนาม

อย่างไรก็ตาม ครูช่างฝีมือเยี่ยมหลายท่าน ยังคงเป็นที่โจษจันมาจนถึงปัจจุบัน เช่น พระอาจารย์นาคในสมัยรัชกาลที่ 1 ท่านขรัวอินโข่งในสมัยรัชกาลที่ 4 รวมทั้งครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ ซึ่งตำนานการวาดภาพประชันกันหลายครั้งหลายคราว บวกรวมกับฝีมืออันล้ำเลิศ มีส่วนทำให้ชื่อเสียงเรียงนามของท่านทั้งสอง ยังเป็นที่รู้จักตราบกระทั่งทุกวันนี้

ครูคงแป๊ะและครูทองอยู่เป็นจิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ 3 ว่ากันว่าต่างเข้าขั้นสุดยอดช่างเขียนฝีมือดีระดับเจ้าสำนัก จนสามารถแตกแขนงแยกออกมาเป็นอีกต้นตำรับ “สกุลช่าง” ซึ่งมีลีลาแบบฉบับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเด่นชัด มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย กระทั่งเกิดการเกทับ ขัดแย้ง เขม่นกันระหว่างทั้งสองฝ่าย จนศิษย์สำนักหนึ่ง ต่างไม่ยอมแสดงอาการไหว้เคารพครูอีกสำนัก และทำให้ครูทั้งสองต้องกลายมาเป็น “คู่แข่ง” กัน

ครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ ได้วาดภาพขับเคี่ยวดวลกันหลายต่อหลายวัดในละแวกฝั่งธน ฯ จนลือลั่นสะท้านไปทั่วทั้งวงการศิลปะยุคนั้น

คล้าย ๆ กับในหนัง “โหมโรง” นั่นแหละครับ เพียงแต่เปลี่ยนจากดนตรีไทยมาเป็นจิตรกรรมฝาผนัง โดยครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ ต่างเป็นพระเอกด้วยกันทั้งคู่

จริง ๆ แล้วในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกก็มีการประชันขันแข่งเช่นนี้เหมือนกัน และมีหลายครั้งหลายยุคสมัย แต่ที่เล่าสืบต่อกันมา กระทั่งฟังดูราวกับเทพนิยายก็คือ ในยุคกรีกโบราณ จิตรกรสองคนเขียนภาพแข่งกัน คนแรกวาดรูปเด็กถือพวงองุ่นชูเหนือหัว ขณะที่กรรมการและฝูงชนกำลังพินิจพิจารณาดูผลงาน นกตัวหนึ่งก็บินเข้ามาจิกพวงองุ่น เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของจริง ผู้ชมจึงต่างฮือฮาชื่นชมกันยกใหญ่ว่า วาดได้เหมือนจริง

กรรมการ ฝูงชนและกองเชียร์ จึงหันมาขอร้องให้ศิลปินอีกรายเปิดม่านที่คลุมภาพเขียนของตน แต่แล้วก็ได้รับคำตอบว่า ผ้าม่านที่คลุมภาพเขียนอยู่นั่นแหละ คือภาพวาดของเขา (ซึ่งวาดได้เหมือนจริงมากจนสามารถลวงตาผู้ชมให้เข้าใจผิด)

จิตรกรที่วาดภาพเด็กถือพวงองุ่นชื่อ ซีอูซีส ส่วนคนที่เขียนรูปม่านคลุมภาพวาดชื่อ พาร์ราซีอุส

ในแวดวงศิลปะไทย คงมีการประชันขันแข่งเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ แต่การขับเคี่ยวระหว่างครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ น่าจะเป็นกรณีที่โด่งดังเกรียวกราวมากสุด

อันที่จริงนั้น การปะทะฝีมือกันระหว่างครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ มีรายละเอียดค่อนข้างพร่าเลือน และทิ้งคำถามต่าง ๆ เอาไว้มากมายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นประวัติชีวิตของท่านทั้งสอง, ช่วงเวลาอันแน่ชัดที่วาดภาพประชันกัน, รวมถึงบุคลิกนิสัยใจคอ ฯลฯ

เพราะความที่ร่องรอยหลักฐานเหลือปรากฎอยู่เพียงน้อยนิด ผมก็เลยรู้สึกว่า เรื่องของครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ ยิ่งมีเสน่ห์เย้ายวนใจอย่างน่าประหลาด เปิดโอกาสให้ใช้จินตนาการคาดเดาความน่าจะเป็นไปได้ต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะการตีความบุคลิกนิสัยใจคอของสองท่านครู ผ่านทางภาพเขียนที่ยังพอมีให้เห็น

แรกเริ่มที่รู้เพียงเรื่องราวคร่าว ๆ ผมก็ถือวิสาสะต่อเติมแต่งนิยายเอาเองในหัว ว่าเหตุการณ์น่าจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ยิ่งคิด ก็ยิ่งกระหายใคร่อยากจะเห็นภาพวาดฝีมือครูทั้งสอง

ทำไปทำมา ผมก็เกิดอาการหลงใหลผลงานของครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เห็นทั้งภาพถ่ายหรือของจริง (และถึงขั้นเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะ)

ถัดจากนั้น ผมก็เริ่มเสาะหาหนังสือเกี่ยวกับจิตรกรรมไทยมาอ่าน และได้มีโอกาสผ่านตาภาพถ่ายผลงานของครูคงแป๊ะกับครูทองอยู่ กระทั่งจดจำได้ขึ้นใจ (ถึงตรงนี้ ผมก็นั่งดูรูปในหนังสือ จนเก็บไปฝันอีกระลอก)

เรื่องราวการวาดภาพประชันกันระหว่างยอดครูทั้งสองท่านนั้น เท่าที่ผมอ่านพบต่อ ๆ มา ครูทองอยู่เป็นฝ่ายมีอายุมากกว่า แต่ประวัติชีวิตทั้งหมดของท่านนั้น ปราศจากรายละเอียดใด ๆ ให้ล่วงรู้

ครูทองอยู่ (หรือ “หลวงวิจิตรเจษฏา”) เป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น (สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นช่วงต้นรัชกาลที่ 3)

จากราชทินนาม รวมทั้งลีลาที่สะท้อนไว้ในภาพวาด อาจตีความได้คร่าว ๆ ว่า ครูทองอยู่นั้นเป็นคนสุขุมลุ่มลึก อารมณ์เยือกเย็น รสนิยมประณีต และเป็นช่างเขียนที่เคร่งครัดต่อจารีตแบบแผนสืบทอดตามรุ่นครูแต่ครั้งสมัยอยุธยา

ส่วนเรื่องราวของครูคงแป๊ะหรือหลวงเสนีย์บริรักษ์ มีเกร็ดตำนานหลงเหลือให้รับทราบมากกว่า ครูคงแป๊ะมีเชื้อสายจีน เป็นคนมีนิสัยมุทะลุ โมโหร้าย อ่อนไหว (พูดง่าย ๆ คือ เต็มไปด้วยอารมณ์ศิลปิน) และเป็นช่างเขียนที่เห็นได้เด่นชัดว่า ไฟแรง ร่ำรวยความคิดสร้างสรรค์

งานของครูทองอยู่จึงเป็นหนึ่งไม่มีสองในทางสวยประณีตวิจิตร ส่วนครูคงแป๊ะเป็นเลิศในลีลาโลดโผน แตกต่างตรงข้ามกันเหมือนหนังชีวิตกับหนังแอ็คชัน

ตามประวัตินั้น ครูคงแป๊ะเคยก่อเหตุทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง คราวหนึ่งถึงขั้นพลั้งมือทำร้ายคู่อริจนเสียชีวิต และได้รับการไตร่สวนโดยทางการ ตัดสินลงโทษสถานหนัก (เท่าที่ผมอ่านเจอ ข้อมูลยังไม่ลงรอยกัน บางแห่งกล่าวว่าติดคุกคลอดชีวิต บางแห่งระบุว่ามีคำสั่งให้ประหาร)

ครูคงแป๊ะรอดพ้นจากวิบากกรรมดังกล่าว ด้วยพระบารมีของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ยกโทษพระราชทานให้ ตรัสว่าช่างฝีมือยอดเยี่ยมอย่างคงแป๊ะนี้หายาก และกรณีที่กระทำผิดไปนั้นก็คงไม่เจตนา หรือเป็นด้วยสันดานอำมหิตโดยตรง คงจะลืมตัวไปชั่วขณะหนึ่งเสียมากกว่า

ครูคงแป๊ะมีอายุยืนยาวมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 และทราบว่าต่อมา (ซึ่งไม่ระบุแน่ชัดว่าเมื่อไร) ท่านได้บวชเป็นพระ ซึ่งมีข้อสันนิษฐานคร่าว ๆ ว่า อาจบวชหลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว

ตรงนี้ผมก็จินตนาการฟุ้งซ่านเล่น ๆ ว่า ถ้าจะให้เกิดผลในเชิงสะเทือนอารมณ์ซาบซึ้งจับใจยิ่งขึ้น ช่วงเวลาที่ครูคงแป๊ะควรจะบวช น่าจะเป็นตอนที่สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต หรือเมื่อครูทองอยู่ซึ่งเป็นคู่แข่งฝีมือทัดเทียมกันถึงแก่กรรม (ผมคิดเล่น ๆ แบบหนังหรือนิยาย ไม่ได้คำนึงถึงหลักฐานความถูกต้องใด ๆ ทั้งสิ้น)

ประการหลังนี่มีความเป็นไปได้นะครับ เนื่องจากเชื่อกันว่า ในความเป็นคู่แข่งเชือดเฉือนขับเคี่ยวมายาวนาน และภายนอกดูเสมือนว่าทั้งคู่จะ “ไม่กินเส้น” ลึก ๆ แล้วท่านครูทั้งสอง น่าจะเคารพนับถือชื่นชมในผลงานของอีกฝ่าย และรู้สึกผูกพันต่อกันในด้านบวก

ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดบางยี่ขัน มีผลงานที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ลงความเห็นว่า น่าจะใช่ฝีมือของครูทองอยู่ เป็นภาพวาดชาดกเรื่องเนมีราช ท่ามกลางหมู่เทวดาเหาะเหิน มีเทวดาจีนไว้ผมเปียแปลกปลอมไม่เข้าพวกปะปนอยู่ด้วย

ท่านครู น. ณ ปากน้ำ สันนิษฐานว่า ภาพเทวดาจีนดังกล่าว อาจเป็นไปได้ว่า ครูทองอยู่ตั้งใจวาดขึ้นเพื่อล้อเลียนครูคงแป๊ะ

ถ้าหากเป็นจริงตามที่ท่านครู น. ณ ปากน้ำ ลงความเห็นเอาไว้ ภาพดังกล่าวก็เป็นการล้อเลียนที่ไม่ได้ “อำ” กันให้อีกฝ่ายเสียหาย แต่เหมือนกึ่งหยอกกึ่งยกย่อง ผมคิดว่าฝ่ายครูคงแป๊ะเองมาเห็นเข้าก็น่าจะยิ้มและรู้สึกพึงพอใจ

ครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังประชันกันไว้หลายแห่ง และมักจะเขียนภาพในตำแหน่งผนังอยู่ติดเคียงข้างกัน เช่น ที่พระอุโบสถวัดอรุณ ซึ่งทั้งคู่เขียนเรื่องพระมโหสถเรื่องเดียวกัน (แต่เป็นเหตุการณ์คนละตอน) ครูทองอยู่เขียนตอนชักรอกเตี้ยค่อม ส่วนครูคงแป๊ะเขียนตอนห้องอันวิจิตรสวยงามในอุโมงค์ที่พระมโหสถสร้างไว้ลวงข้าศึก น่าเสียดายว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดไฟไหม้พระอุโบสถ จนทำให้ภาพทั้งสองเสียหายหมด

พ้นจากนี้แล้ว ครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ยังได้ประชันฝีมือกันอีกที่วัดบางยี่ขัน และวัดสุวรรณาราม ซึ่งผลงานภาพวาดยังคงมีปรากฎให้เห็นถึงปัจจุบัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่วัดสุวรรณาราม นอกจากครูทั้งสองจะ “ปล่อยของ” อวดความสามารถกันแบบทุ่มกายถวายชีวิตวาดขึ้นแล้ว ภาพอื่น ๆ ที่เหลือในพระอุโบสถ ก็ล้วนเป็นงานฝีมือชั้นเทพระดับ “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์” ทั้งสิ้น

จิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น รุ่งเรืองบรรลุสู่ขั้นสุดยอดในรัชกาลที่ 3 และในบรรดาผลงานทั้งหมดที่สร้างขึ้นยุคนี้ ภาพวาดในพระอุโบสถ วัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อย ได้รับการยกย่องให้เป็นที่สุด หลงเหลือเป็นมรดกตกทอดอันล้ำค่ามาถึงปัจจุบัน ในสภาพที่ถือกันว่า ค่อนข้างสมบูรณ์กว่าที่อื่นใด

พูดภาษาฝรั่งสักหน่อยก็คือ เป็นทั้งมาสเตอร์พีซและไฮไลท์ทางด้านจิตรกรรมฝาผนังของไทย

ยิ่งมาทราบรายละเอียดเกี่ยวกับกรรมวิธีการวาด ซึ่งเต็มไปด้วยขั้นตอนซับซ้อนยุ่งยากพิสดาร และได้เห็นตัวผลงานของจริงกับตาตัวเอง ผมก็ยิ่งรู้สึกเหมือนได้อ่านนิยายจีนกำลังภายใน ว่าด้วยสองสุดยอดเซียนกระบี่ท้าประลองฝีมือพิสูจน์วิทยายุทธ์

วินาทีแรกสุดที่ได้เห็นภาพวาดของจริงจากปลายพู่กันของครูทั้งสอง ผมถึงขั้นขนแขนสแตนด์อัพลุกซู่ด้วยความปลาบปลื้มดีใจ และรู้สึกเป็นบุญตามหาศาล

เราจะชื่นชมดื่มด่ำกับภาพเหล่านี้กันอย่างละเอียด ในครั้งต่อ ๆ ไปนะครับ





(เขียนและเผยแพร่ครั้งแรก 20 ธันวาคม 2551 ในคอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ")






วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เด็กใจแตกวัยกลางคน


ผมไม่ได้อัพเดตบล็อกมานานพอสมควร ด้วยเหตุผลง่าย ๆ สั้น ๆ ครับ คือ มัวสนุกเพลิดเพลินอยู่กับการเที่ยว


จุดเริ่มต้น น่าจะเกิดจากวันที่เพื่อนรุ่นน้องของผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนลาว เดินทางจากเวียงจันทน์จะไปทำงานที่หาดใหญ่ ระหว่างมีเวลารอเปลี่ยนขบวนรถไฟประมาณห้าหกชั่วโมงที่กรุงเทพฯ เขาโทรศัพท์มาหาผม เราจึงนัดหมายเจอะเจอกัน

เรื่องราวถัดมา ผมได้เขียนเล่ารายละเอียดไว้ในบทความชื่อ “พบเพื่อพราก จากเพื่อเจอ” ลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

เหตุการณ์วันนั้น ทำให้ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยววัดอรุณ ฯ เป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งผมชื่นชอบประทับใจมาก

พร้อม ๆ กัน ผมก็นึกเจ็บใจตัวเอง ที่ผ่านละแวกนั้นมาหลายปี แต่ก็ไม่เคยคิดจะแวะไปอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า อยู่ใกล้ ไปมาสะดวก อยากจะไปเมื่อไหร่ก็ย่อมได้

ท้ายสุดก็เลยไม่ได้ไปเสียที ต้องรอให้มีเพื่อนจากแดนไกลมาเยี่ยมเยียน จึงค่อยหาเหตุผลแรงจูงใจจนลุล่วงเป็นรูปธรรม

นับจากวันนั้น ผมเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองไปเยอะพอสมควร เวลาผ่านเข้าใกล้แหล่งย่านสถานท่องเที่ยวสำคัญตรงไหนที่น่าสนใจ ถ้าไม่ติดกิจธุระเร่งด่วน ผมก็จะหาโอกาสแวะเข้าเยี่ยมชมทันที

ผลก็คือ ขณะย่ำต๊อกหาข้าวมื้อเย็นแถวเยาวราช เมื่อกินจนอิ่มหนำสำราญ พลันก็เกิดนึกขึ้นได้ว่า มีงานวัดภูเขาทอง ผมก็ตรงดิ่งไปเดินเที่ยวที่นั่นทันที ได้รื้อฟื้นความหลังระลึกชาติย้อนอดีตอีกหลายสิบปี

เหมือนเครื่องยนต์สตาร์ทติดนะครับ หลังจากนั้น ผมก็รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ไปเดินเล่นหอศิลป์ตรงข้ามมาบุญครอง ไปเที่ยวพิษณุโลกแบบสองวันหนึ่งคืน ขาขึ้นนั่งรถทัวร์ เที่ยวล่องนั่งรถไฟ

เมื่อตอนวัยรุ่น ผมเที่ยวกระจุยกระจาย ทั้งแบบเป็นหมู่คณะ และเดินทางสาขาชายเดี่ยว แต่พอหยุดเว้นวรรคจมปลักอยู่ในกรุงเทพฯ ต่อเนื่องกันหลายปี ผมก็กลายเป็นโรคกลัวการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว ไม่ค่อยกล้าไปไหน ทั้งกลัวเหงา และเกรงว่าจะไม่เหงา

พอได้ไปพิษณุโลกตามลำพัง กลับมาถึงกรุงเทพฯ ผมจึงเกิดภูมิต้านทาน อยู่ในสภาพคึกคักฮึกเหิมสุดขีด กระทั่งใช้เวลาเกือบ ๆ หนึ่งเดือนถัดจากนั้น เที่ยวเยอะกว่าสามปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก

ช่วงเวลาไล่เรี่ยใกล้เคียงกันนั้นเอง เพื่อนคนหนึ่งก็ชักชวนผมเข้าร่วมทีมฟุตบอล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผมว่างเว้นมานาน เนื่องจากสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย

แต่พอได้รับคำชวน ผมก็ประพฤติตนตามสำนวนพ้นยุคที่ว่า “ไม่เจียมบอดี้” ตอบรับทันที

ผ่านพ้นเกมแรกในการหวนกลับมาคืนสนาม ร่างกายของผมก็บอบช้ำปวดเมื่อยไปทั่วทั้งตัว นี่ยังไม่นับรวมคุณภาพฟอร์มการเล่นอันเละเทะตกต่ำสุดขีด และอาการบาดเจ็บแถมพกที่ข้อเท้า

มันเป็นผลมาจากสภาพร่างกายไม่ฟิตนะครับ บวกรวมกับหลายปีมานี้ ผมใช้ชีวิตนั่ง ๆ นอน ๆ และตะกละเห็นแก่กิน น้ำหนักตัวจึงพุ่งพรวดพราดเกินพิกัดอันควรไปร่วม ๆ สิบห้ากิโลกรัม

กล่าวได้ว่า ผมอ่อนซ้อมและร่างกายย่ำแย่ จนแม้แต่นั่งเล่นหมากฮอร์สใต้ต้นไม้ร่มรื่นเย็นสบาย ก็ยังมีเหนื่อยล่ะครับ

เพื่อที่จะสามารถกลับมาเล่นกีฬาที่ผมชื่นชอบโปรดปรานได้อีก ผมจึงเริ่มกิจกรรมเดินออกกำลังกาย (ในระหว่างที่ยังเจ็บข้อเท้า)

เรื่องออกกำลังกายนั้น ก็เข้าข่ายคล้าย ๆ กัน คือ ทำใจลำบากในระยะแรกเริ่ม (สำหรับผม แค่นึกถึงก็เหนื่อยและท้อเรียบร้อยแล้ว) แต่พอฝืนบังคับตัวเองสักสองสามวัน อะไรต่อมิอะไรก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง กลายเป็นกิจกรรมเสพติดแบบปราศจากโทษภัยได้อย่างง่ายดาย

ผมก็เลยติดลมทั้งการเที่ยว และการออกกำลังกายตามสวนสาธารณะ (ซึ่งผมมีวิธีแก้เบื่อ ด้วยการย้ายทำเล เปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อย ๆ ไม่ซ้ำกัน พูดง่าย ๆ ผมเป็นคนที่ใช้สวนสาธารณะสิ้นเปลืองฟุ่มเฟือยมาก)

เท่านั้นยังไม่พอ ระหว่างลงมือหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เที่ยว (โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ) ผมก็เกิดไปสนใจ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดละแวกฝั่งธนสองสามแห่ง

ความสนใจในจิตรกรรมฝาผนัง แรกเริ่มผมก็คิดว่าสบาย ๆ เพลิน ๆ แค่ไปเดิน ๆ ดู ๆ เท่านั้นก็น่าจะเพียงพอ

แต่แล้วผมก็พบว่า ถ้าจะให้ได้อรรถรสเข้าถึงอย่างลึกซึ้ง ผมควรจะต้องทำการบ้าน ค้นคว้าตระเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนดู

ทีแรกผมคิดว่า แค่หาหนังสือมาอ่านสองสามเล่มก็น่าจะพอ แต่พอลงมืออ่านเข้าจริง ก็ยิ่งเกิดความอยากรู้อยากเห็น กระทั่งบานปลายไร้ขอบเขตสิ้นสุด

ขนาดอยู่ในระยะเริ่มต้น กิจกรรมนี้ก็ได้ช่วงชิงขโมยเวลาส่วนใหญ่ของผมไปเกือบหมด พูดได้ว่าผมลุ่มหลงถึงขั้นงมงายเป็นเอามากเลยทีเดียว

ทำไปทำมา ผมก็เลยได้ประเด็นและข้อมูลเป็นกระตั้กสำหรับเขียนถึงเรื่องเหล่านี้ เป็นซีรีส์หลายตอนจบ เพื่อลงใน “ผู้จัดการรายวัน” (จนถึงขณะนี้ ผมลงมือเขียนไปได้สามตอนแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งไปตีพิมพ์ เพราะเหตุการณ์ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหนเลยครับ)

เหนือสิ่งอื่นใด มันยังกลายเป็นแรงบันดาลใจ ให้ผมอยากเขียนนิยายขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งเป็นเม็กกะโปรเจ็กท์ที่ต้องหาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนกันอีกหลายปี (ตอนนี้อาการมันระบาดถึงขั้นทำให้ผมเริ่มลงมืออ่านงานเขียนจำพวก “พระราชพงศาวดาร” แล้วล่ะ)

ผมไม่ยืนยันความเป็นไปได้ เรื่องนิยายที่อยากจะเขียนนี้หรอกนะครับ มีความยากและอุปสรรคอยู่เยอะทีเดียว รวมทั้งปัจจัยภายในคือ อารมณ์กระตือรือล้นของผมเอง ซึ่งอาจจะมอดดับหมดไฟไปก่อนเริ่มลงมือก็ย่อมได้

ทั้งหมดนี้ ผมเขียนอย่างรีบและลวก ภายใต้เวลาอันจำกัด หากอ่านแล้วขรุขระไม่ราบรื่นก็ต้องขออภัยไว้ด้วย เจตนาของผมมีเพียงแค่ อยากจะบอกกล่าวเล่าสู่ต่อมิตรรักแฟนเพลง หมายใจจะให้เป็นการรายงานคร่าว ๆ เท่านั้นเองว่า เหตุใดบล็อกจึงนิ่ง ๆ ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว และระหว่างนั้นผม “หายหัวหายตัวไปไหน”

ไม่ได้ไปติดค้างลี้ภัยอยู่ต่างประเทศแดนไกลที่ไหนหรอก ยังอยู่ดีมีสุขสำราญและแอบขโมยเวลานอกราชการงานเขียนปกติ ไปเดินสายท่องเที่ยวแทบทุกวัน

มีเรื่องที่ผมอยากเล่าสู่กันฟังเยอะแยะเลยเชียว แต่ยังจัดสรรตารางเวลาไม่ค่อยลงตัวนัก

ช่วงนี้ผมจึงขออนุญาตลาพักร้อนตอนหน้าหนาวอีกสักระยะหนึ่ง หายใจแตกเสียเด็กเมื่อไหร่ จะกลับมาพบปะทุกท่านตามปกติ

ด้วยความคิดถึงอย่างล้นเหลือ และเต็มใจจะเที่ยวเผื่อนะครับ





(เขียนและเผยแพร่ครั้งแรกที่นี่ 9 ธันวาคม 2551)