วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เมกะโปรเจ็กต์ โดย "นรา"


นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2551 เป็นต้นมา ความสนใจและรสนิยมความชอบของผมก็ข้ามฟาก เปลี่ยนจากเดิม ราวกับเป็นคนละคน กำลังดูหนังฝรั่ง ฟังเพลงร็อคช่วงทศวรรษ 1970 อ่านวรรณกรรมแปลหลากสัญชาติอยู่เพลิน ๆ

จู่ ๆ ทันใดนั้นเอง ความเป็นไทยก็หล่นใส่หัวดังโครม ทำให้ผมหันมาบ้าดูจิตรกรรมฝาผนัง

ต้นสายปลายเหตุ เริ่มจากผมไปอ่านพบบทความชิ้นหนึ่งของท่านครู น. ณ ปากน้ำ กล่าวถึง การวาดภาพประชันฝีมือกันระหว่างครูทองอยู่ (หลวงวิจิตรเจษฏา) และครูคงแป๊ะ (หลวงเสนีย์บริรักษ์) ที่วัดสุวรรณาราม และอีกหลาย ๆ แห่ง

ตอนนั้นผมรู้สึกแค่ว่า เรื่องนี้สนุกดี น่าจะนำมาเขียนเป็นบทความเล่าสู่กันฟังอีกทอด

แต่ปัญหาก็คือ เรื่องราวของครูช่างทั้งสองท่านนี้ มีการบันทึกประวัติชีวิตเป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้เพียงน้อยนิด พ้นจากที่ต่างก็เป็นยอดจิตรกรผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยรัชกาลที่ 3 และเป็นคู่แข่งคู่ปรับกันเองแล้ว เรื่องราวและรายละเอียดอื่น ๆ ที่เหลือก็กล่าวได้ว่า ว่างเปล่า และจุด...จุด...จุด... ไม่มีข้อความใด ๆ เจือปน

ผมจำได้ลาง ๆ ว่า เคยผ่านตาหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “ครูคงแป๊ะและครูทองอยู่” ของสำนักพิมพ์เมืองโบราณ ซึ่งน่าจะสร้างความกระจ่างเพิ่มเติมขึ้นมาได้บ้าง จึงออกตระเวนค้นหาตามร้านขายหนังสือเก่าทุกแห่งเท่าที่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นแถวตลาดนัดสวนจตุจักร, แยกลำสาลี, ปากทางลาดพร้าว รวมทั้งร้าน “ริมขอบฟ้า” ละแวกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นแหล่งที่มีผลงานเกี่ยวกับโบราณคดี, ประวัติศาสตร์ และศิลปะไทยเยอะแยะมากสุดแห่งหนึ่ง

ผลก็คือ หาไม่เจอหรอกนะครับ หนังสือเล่มนั้นพิมพ์จำหน่ายและวายจากตลาดไปนานแล้ว

ผมก็เลยใช้มาตรการขั้นถัดมา คือ หวนคืนสู่วงการ “เข้าห้องสมุด”

ย้อนหลังไปเมื่อครั้งยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ผมได้ชื่อว่าเป็นพวกเสพติดการเข้าห้องสมุดอยู่เหมือนกัน มาเลิกร้างห่างหายไป ก็เพราะห้องสมุดตามสถาบันการศึกษาต่างๆ นั้น ถ้าไม่ได้เป็นศิษย์เก่าหรือนักศึกษาในปัจจุบันแล้ว ก็จะได้รับเกียรติเป็น “บุคคลภายนอก” ซึ่งมีสิทธิพิเศษหลายประการ ทั้งเข้ายาก, ไม่มีสิทธิยืม และอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าใช้บริการ ฯลฯ

ประกอบกับงานเขียนในระยะหลัง ๆ ของผม ไม่ค่อยเน้นไปที่ “ข้อมูล” มากนัก กิจธุระอันจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยห้องสมุดจึงค่อย ๆ น้อยลง ติดขัดอะไรก็ใช้วิธีค้นทางอินเตอร์เน็ต ส่วนวรรณกรรม นิยาย เรื่องสั้น ผมก็ซื้อกักตุนเอาไว้เยอะ จนคาดว่าใช้เวลาอีก 20 ปีก็อ่านหนังสือที่มีอยู่ได้ไม่จบครบทุกเล่ม

อย่างไรก็ตาม ตอนที่อยากจะสืบเสาะหารายละเอียดเกี่ยวกับครูทองอยู่และครูทองแป๊ะ ผมก็ตระหนักได้ทันทีว่า ไม่มีวิธีไหนดีไปกว่า การเข้าห้องสมุดอีกแล้ว
ห้องสมุดที่เก็บรวบรวมหนังสืออันเหมาะและตรงกับความอยากรู้อยากเห็นของผมมากสุด ก็คือ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

เมื่อไปที่ห้องสมุด (ซึ่งตอนนี้ผมกลายเป็นขาประจำของที่นั่นเรียบร้อยแล้ว และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ ตลอดจนร้านถ่ายเอกสารในนั้น สำหรับการอำนวยความสะดวกมากมาย) ก็ได้เจอหนังสือเล่มที่ค้นหาสมดังตั้งใจ

หนังสือ “ครูคงแป๊ะและครูทองอยู่” ไม่ได้ช่วยคลี่คลายให้ความกระจ่างเกี่ยวกับประวัติชีวิตครูช่างทั้งสองท่านหรอกนะครับ เคยมืดมนสงสัยมาอย่างไร ก็ยังคงไว้ซึ่งปริศนาเดิม ๆ ทุกประการ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งน่าตื่นเต้นมากก็คือ แพรวพราวไปด้วยรูปถ่ายงานจิตรกรรมฝาผนัง ฝีมือของสองครูผู้ยิ่งใหญ่ (เท่าที่ยังเหลือปรากฎมาจนถึงปัจจุบัน) พร้อมทั้งคำอธิบายประกอบ

ผมก็เลยซีร็อกซ์สีภาพเด่น ๆ มาดูเล่น รวมทั้งส่วนที่เป็นเนื้อหาคำอธิบาย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะหาโอกาสไปดูของจริงที่วัดสุวรรณาราม

และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยว ผมก็ถือโอกาสถ่ายสำเนาหนังสืออีกหลายเล่ม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนัง ทั้งในแง่ประวัติความเป็นมา, การวิเคราะห์ตีความในเชิงสัญลักษณ์, ลำดับสถานจิตรกรรมแหล่งสำคัญ ๆ ทั่วประเทศ ฯลฯ

ระหว่างนั่ง ๆ นอน ๆ อ่านและดูรูปภาพเพื่อ “ทำการบ้าน” นั้นเอง ผมก็เดาเรื่อยเปื่อยจินตนาการไปต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับประวัติชีวิตของครูทองอยู่และครูคงแป๊ะ, การขับเคี่ยวประลองฝีมือระหว่างทั้งสองท่าน

มารู้ตัวอีกที สิ่งที่ผมทำลงไป ก็เหมือนกับกำลังคิดพล็อตหนังหรือนิยายนั่นเอง

ตอนนี้นี่แหละครับ ที่ในหัวของผมเริ่มเกิดเชื้อก่อตัว “คิดการใหญ่” ขึ้นมา

ผมอยากเขียนนิยายเกี่ยวกับครูช่างทั้งสองท่านนะครับ

ชั้นต้นก็ยังคงเป็นเพียงความคิดแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่จริงจังอะไรมากนัก เพราะผมตระหนักดีอยู่แก่ใจว่า “ยาก” เกินสติกำลังและความสามารถ

นี่ยังไม่นับรวมว่า ผมปราศจากความรู้ห้อมล้อมทุกด้านโดยสิ้นเชิง ลำพังแค่เรื่องเกี่ยวกับจิตรกรรมฝาผนังก็โง่สนิทแล้วล่ะ แง่มุมอื่น ๆ ที่เหลือ อย่างเช่น เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์, รายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น, สำนวนภาษาของยุคสมัยนั้นฯลฯ ล้วนกล่าวได้ว่า เป็นเรื่องไกลตัวสุดกู่
แค่คิดเล่น ๆ ฝันเล่น ๆ นะครับ แต่ยังขยาดหวาดหวั่นอยู่ไม่กล้าลงมือเอาจริง

จนกระทั่งผมมีโอกาสได้เห็นภาพวาดฝีมือครูทองอยู่และครูคงแป๊ะ “ของจริง” นอกจากจะตื่นตะลึงด้วยความสวยงามในระดับน่าอัศจรรย์แล้ว บรรยากาศในพระอุโบสถ ก็มีมนต์ขลังอันพิเศษชนิดหนึ่ง ซึ่งยากจะบรรยาย โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านสายตาไปเห็น ผลงานของครูช่างทั้งสอง ตั้งเรียงเคียงข้างติดกัน

เห็นแล้วผมก็ยิ่งอยากเขียนนิยาย แม้จะยังไม่ถึงกับตัดสินใจขั้นเด็ดขาดเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่ผมก็ทดลอง เริ่มต้นดำเนินการ “หาข้อมูล”

ตอนนี้นี่เอง ที่ทำให้ผมหลงใหลการดูจิตรกรรมฝาผนังอย่างจริงจัง จนแตกแขนงกลายเป็นอีกโปรเจ็กต์ นั่นคือ เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เป็นซีรีส์ยืดยาว (อย่างน้อยที่สุด ก็คงจะได้เป็นพ็อคเก็ตบุคหนึ่งเล่ม)

ผ่านไปสามเดือนกว่า ๆ ความคืบหน้าก็คือ ตอนนี้มีหนังสือและเอกสาร ซึ่งผมซื้อหามาบ้างส่วนหนึ่ง ซีร็อกซ์จากห้องสมุดอีกส่วนหนึ่ง วางกองเรียงรายอยู่เต็มบ้าน ราว ๆ 200 เล่ม หมดเงินไปก้อนใหญ่จนบางครั้งก็รู้สึกใจหาย

ผมยังไม่ได้เริ่มต้นตะลุยอ่านอย่างจริงจังมากนัก ยังอยู่ในระหว่างเล็ม ๆ เลียบ ๆ เคียง ๆ แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้เกิดภาวะ “บานปลาย” คือ หยิบอ่านเล่มหนึ่ง ทำให้เจอะเจอรายชื่อหนังสือที่ควรเสาะหาเพิ่มเติมมาได้อีกนับสิบ

จากหัวข้อแรกเริ่มคือ เนื้อหาจำเพาะเจาะจงอยู่ที่จิตรกรรมฝาผนังเพียงอย่างเดียว ล่าสุดได้แพร่ลามข้ามแดนไปสู่ประเด็นหัวข้ออื่น ๆ จนกล่าวได้ว่า “กู่ไม่กลับ”
กล่าวคือ มีทั้งวิทยานิพนธ์, พระราชพงศาวดาร, งานวิจัย, นิยายอิงประวัติศาสตร์, จดหมายเหตุ, สารานุกรรมวัฒนธรรม, ตำรับตำราซึ่งครอบคลุมเนื้อหาหลาย ๆ แง่มุม (เช่น เรื่องนาฏศิลป์, พระพุทธประวัติ, ชาดก, ละคร, หุ่นไทย, ดนตรีไทย ฯลฯ)

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากขั้นตอน “ค้นข้อมูล” ทำให้ผมไม่ได้บ้าแค่จิตรกรรมฝาผนังเท่านั้นนะครับ แต่ตอนนี้ยังกินแดนไปสู่ การพกพาเด็กชายพี่หมีไปดูโขน, เริ่มตระเวนเสาะหาซีดีเพลงไทยมาฟัง, หลงใหลสนใจทุกอย่างอันเกี่ยวกับเรื่องไทย ๆ ในอดีต ฯลฯ

เพื่อนหลายคนถึงขั้นทำนายทายทักว่า เหลืออีกสองอย่างเท่านั้นแหละที่ผมยังไม่ได้ทำ นั่นคือ นั่งถือแว่นขยายส่องดูพระเครื่องริมถนนแถว ๆ ท่าพระจันทร์ และเข้าสู่วงการ “เคี้ยวหมาก”

นับจากปฏิบัติการไล่ล่าหาข้อมูลเรื่อยมา โครงการเขียนนิยายของผม ก็ยังอยู่ในภาวะสองจิตสองใจ ไม่ฟันธงลงไปแน่ชัดว่า จะ “ลุย” หรือจะ “ล้ม” ดีหว่า

อารมณ์ทั้งสองอย่างนั้น เกิดขึ้นสลับกันไปมาอยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งเมื่อพบว่า การหาข้อมูลติดขัดชะงักงัน ผมก็นึกงอแงขึ้นมาเหมือนกันว่า ไม่ทงไม่ทำมันแล้ว แต่บางคราวที่เจอะเจอหนังสือหรือข้อมูลบางอย่างน่าสนใจ และ “เข้าทาง” สามารถนำมาใช้งานได้ ผมก็คิดในทางตรงกันข้าม รู้สึกคึกคักฮึกเหิม

เรื่องก็เลยคาราคาซัง ทำท่าร่อแร่สลับกับรุ่งอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ระหว่างที่กำลังรู้สึก “เซ็งห่าน”โครงการสวยหรูของผมมีแนวโน้มสูงยิ่งว่าริบหรี่ใกล้มอดดับ หมดงบประมาณไปเยอะ, ข้อมูลที่ได้มากองเบ้อเริ่มเทิ่ม เทียบเท่ากับสิ่งที่จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าและยังขาดแคลนอยู่ ก็เหมือนถมดินจำนวนแค่หยิบมือลงไปในบึงน้ำอันกว้างใหญ่

นี่ยังไม่นับรวมข้อจำกัดเรื่องเวลาของผมเอง ซึ่งยังต้องเจียดแบ่งให้กับการดูหนัง เพื่อเขียนบทความยังชีพ, ทุนรอนงบประมาณอันน้อยนิด (ผมดันเลือกสนใจในหัวข้อประเด็นที่หนังสือหนังหาค่อนข้างมีราคาสูงอยู่สักหน่อย), อุปสรรคหลาย ๆ อย่าง ซึ่งยังไม่เห็นวี่แววหรือช่องทางเป็นไปได้ (เช่น การหาโอกาสไปดูช่างเขียนวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์จริง ๆ แบบตัวเป็น ๆ, พูดคุยกับผู้รู้ทางด้านศิลปะไทย, ดนตรีไทยฯลฯ) รวมถึงความกึ่งยากกึ่งสะดวกในการไปรบกวนขอกุญแจไขประตูพระอุโบสถจากพระสงฆ์ตามวัดหลาย ๆ แห่ง ฯลฯ

ในวันที่ผมกำลังคอตกอกหักกับอภิมหาโครงการ ระหว่างเดินเรื่อยเปื่อยแถว ๆ ถนนด้านหลังวัดกัลยาณมิตร ตามรายทางนั้นเอง ข้อมูลต่าง ๆ ก็วิ่งมาชนผมดังโครม ผ่านวัด-ที่เล็งไว้ในแต่แรกว่าจะต้องดั้นด้นค้นหา เพื่อดูงานจิตรกรรม-โดยบังเอิญ, ผ่านบ้านพาทยโกศล ซึ่งมีป้ายของกทม. บอกเล่าประวัติความสำคัญคร่าว ๆ (จนทำให้ผมได้รู้จักชื่อของท่านครูจางวางทั่ว พาทยโกศลเป็นครั้งแรก และที่ฟลุคมากก็คือ เย็นวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้าน หยิบสุ่ม ๆ หนังสือเล่มหนึ่งที่วางกองอยู่ ก็พบบทความว่าด้วยประวัติชีวิตของนักดนตรีไทยผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้โดยบังเอิญ)

เรื่องของท่านครูจางวางทั่ว ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการเขียนนิยายของผมหรอกนะครับ แต่อ่านแล้วผมก็ได้วัตถุดิบสำหรับเขียนบทความเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชิ้น ได้สดับรับรู้เรื่องราวที่สนุกน่าประทับใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องของท่านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ซึ่งกลายเป็นต้นตอแรงบันดาลใจให้เกิดเป็นหนัง “โหมโรง”
ที่สำคัญ นี่เป็นร่องรอยเบาะแสอีกทาง ในการที่จะซอกแซกเลี้ยวเลาะเข้าไปสืบค้นเรื่องเกี่ยวกับดนตรีไทย อันเป็นข้อมูลเบื้องต้นอีกส่วนหนึ่งสำหรับเม็กกะโปรเจ็กต์ของผม

พูดให้ดูเป็นเรื่องโชคลางอภินิหารสักหน่อย ระหว่างออกตระเวนค้นข้อมูล ผมนั่งรถเมล์ผ่านบริเวณ ลานพลับพลาเจษฎามหาบดินทร์ เชิงสะพานผ่านฟ้าอยู่หลายครั้ง ผ่านทีไรก็ต้องยกมือไหว้พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมกะโปรเจ็กต์ของผม เกี่ยวพันกับพระองค์ท่านอยู่มาก ด้วยยุคสมัยช่วงเวลาตามท้องเรื่อง จนอาจกล่าวได้ว่า นอกเหนือจากเรื่องรายละเอียดในการสร้างงานจิตรกรรมฝาผนังและชีวิตของครูช่างแล้ว สภาพสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็จะเป็นอีกองค์ประกอบหลักที่สำคัญไม่แพ้กัน

อาจเป็นอุปาทานคิดไปเอง แต่ผมก็ยินดีและเต็มใจเชื่อ หลังจากไหว้พระองค์ท่าน แอบขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยติดขัดก็พลันลื่นไหล ข้อมูลวิ่งเข้าหาอีกหลายระลอก

ถึงขั้นนี้ ผมก็ตัดสินใจเดินหน้าเต็มตัว และตรงดิ่งไปที่วัดราชโอรส ริมคลองด่าน เพื่อไหว้และบอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เพื่อป่าวประกาศเริ่มต้นการเขียนนิยายอย่างเป็นทางการ คล้าย ๆ กับพิธีบวงสรวงก่อนเปิดกล้องของวงการหนังไทย

เมกะโปรเจ็กต์ของผม ยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันหรอกนะครับ ผมกำหนดไว้แล้วว่า จะใช้เวลาถัดจากนี้อีก 5 ปี สำหรับการค้นคว้าหาข้อมูล

ครบ 5 ปีเมื่อไร หากปรากฎข้อมูลชนิดได้น้ำได้เนื้อเพียงพอ และยังกระตือรือล้นสนใจ โดยไม่เบื่อหน่ายไปเสียก่อน ถึงตอนนั้นก็คงจะได้เริ่มต้นลงมือเขียน
หากครบ 5 ปีแล้ว ข้อมูลยังกระพร่องกระแพร่งแหว่งวิ่น หรือผมหันเหไปสนใจเรื่องอื่น ๆ (อันเป็นนิสัยถาวรของผม ซึ่งเห่อและเบื่ออะไรเป็นพัก ๆ ไม่ค่อยคงทนถาวร) นิยายเรื่องนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมสามารถยืนยันได้แน่ ๆ คือ ระหว่างเตรียมตัวในขั้นพรีโพรดักชัน ค้นข้อมูลอะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ ผมเจอะเจอวัตถุดิบเรื่องราวที่น่าสนใจเยอะแยะเต็มไปหมด

ชนิดที่ว่า สามารถเขียนบทความให้อ่านกันได้ตลอดทั้งปี โดยไม่อับจนประเด็นเลยทีเดียว

นี่เป็นสาเหตุใหญ่ ซึ่งทำให้ข้อเขียนระยะหลัง ๆ ของผม หนักมาทางประเด็นศิลปวัฒนธรรมย้อนอดีต

เพื่อที่จะเขียนนิยาย ผมก็เลยต้องสืบเสาะค้นหาข้อมูลเรื่องราวเก่า ๆ ทำไปทำมาก็ส่งผลครอบคลุมไปถึงรสนิยมการใช้ชีวิตไปโดยปริยาย

เข้าวัดเข้าวา ดูของเก่า ๆ ฟังเพลงไทยเดิม อ่านเรื่องย้อนยุค จะให้ผมเขียนอะไรอยู่ในกระแสอินเทรนด์ก็เห็นจะลำบาก

จริง ๆ แล้ว การทำงานในลักษณะคิดการใหญ่ใด ๆ ก็ตาม สมควรอุบเงียบ ไม่ต้องป่าวประกาศโพนทะนาให้ใครล่วงรู้ จะได้ไม่ต้องมาอับอายขายหน้าในภายหลัง เมื่อมันล้มเหลวไม่เกิดขึ้นจริง
แต่ผมนำมาเล่าสู่กันฟังก็เพราะเริ่มเหนื่อยนะครับ

คือ ช่วงหลัง ๆ ผมเจอคำถามเยอะ ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงหมกมุ่นเขียนถึงแต่เรื่องจิตรกรรมฝาผนัง

มีคำถามเกิดขึ้นทีไร ก็ต้องเสียเวลาอธิบายยืดยาว จนเมื่อยปากเจ็บคอร่ำไป ผมก็เลยคิดว่า น่าจะเขียนบอกกล่าวเอาไว้ให้เป็นกิจจะลักษณะ

แม้ว่าญาติโยมใกล้ตัวที่ไต่ถามเรื่องเหล่านี้ จะไม่ค่อยได้เข้ามาอ่านในบล็อกของผมสักเท่าไร

ผมก็เลยเขียนไว้ แล้ว print ออกมาหนึ่งชุด เพื่อพกติดตัว ใครสงสัยหรือไต่ถาม ก็จะได้ยื่นให้อ่านเอาเอง

ลืมบอกนะครับ เหตุผลที่ผมระบุจำเพาะเจาะจงว่า ต้องเอาฤกษ์เอาชัย ณ วัดราชโอรส ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่ง ซึ่งจะเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อ ๆ ไป






(เขียนและเผยแพร่ครั้งแรกที่นี่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 ภาพประกอบเป็นบริเวณภายในพระอุโบสถ วัดราชโอรส วันที่ผมไปนั้นประตูโบสถ์ปิด แต่หน้าต่างเปิดทิ้งไว้ จึงถือวิสาสะถ่ายจากด้านนอก ผ่านลูกกรงเหล็กดัด จับภาพได้เต็มที่เท่านี้แหละครับ)









วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วิ่งม้าแก้บน โดย "นรา"


ยังจำฉากจบของเรื่อง “คู่กรรม” กันได้มั้ยครับ? ตอนที่ฝรั่งขี่เรือบินมาหย่อนระเบิดทิ้งบอมบ์แถว ๆ สถานีรถไฟและคลองบางกอกน้อย จนเป็นเหตุให้โกโบริซังต้องเสียชีวิต

ประเพณีเวียนกระทงที่วัดสุวรรณาราม ก็เริ่มต้นเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ช่วงเดียวกันนี้ กล่าวคือ บริเวณชุมชนบ้านบุ หรือละแวกใกล้ ๆ ปากคลองบางกอกน้อย เป็นจุดหนึ่งที่ระเบิดลงชุกชุม บ้านเรือนได้รับความเสียหายยับเยิน ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย คนที่ยังอยู่ก็เสียขวัญหวาดผวา จนกระทั่งต้องลี้ภัยชั่วคราว ไปพำนักอาศัยตามสวนซึ่งล่วงลึกเข้าสู่ลำคลองตอนใน

ครั้งที่หนักหน่วงสุด มีคนตายในคราวเดียวร่วมสิบกว่าคน บ้านเรือนพังพินาศไปเยอะ โดยเฉพาะบริเวณด้านหลังตลาดที่อยู่ถัดจากวัดไม่ไกลนัก ยังมีร่องรอยปรากฎเป็นหลุมมาจนถึงทุกวันนี้ เรียกกันว่า “บ่อระเบิด” อยู่ติดไปทางรถไฟหรือทางบ้านเนิน (อันนี้ผมอ่านเจอจากวิทยานิพนธ์เรื่อง “คติความเชื่อเรื่องมหาชาติชาดก:การเปลี่ยนแปลงและการสืบเนื่องสะท้อนจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง กรณีศึกษาเฉพาะภาพจิตรกรรมฝาผนัง ในพระอุโบสถวัดสุวรรณาราม คลองบางกอกน้อย” โดย แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย ซึ่งในบทความคราวที่แล้ว ผมถือวิสาสะอ้างอิงข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้เอาไว้เยอะพอสมควร จึงสมควรกล่าวถึงเพื่อให้เครดิตและแสดงความขอบคุณไว้ด้วย)

ครั้นเมื่อสงครามสิ้นสุด จึงค่อยโยกย้ายกลับมายังถิ่นเดิม และเพื่อเป็นการเยียวยาสร้างขวัญกำลังใจ ชาวบ้านจึงจัดพิธีเวียนเทียนสู่ขวัญต่อหลวงพ่อพระศาสดา (พระประธานในโบสถ์ วัดสุวรรณาราม) ซึ่งทั้งองค์พระและบริเวณวัดไม่เพียงแต่จะรอดพ้นอันตรายจากระเบิดเท่านั้น ทว่าชาวบ้านยังถือว่า บารมีของท่านได้ช่วยปกป้องคุ้มกันผู้คนที่ไปอาศัยหลบในพระอุโบสถยามคับขันจวนตัวให้แคล้วคลาดปลอดภัยด้วย

ครั้งนั้นการเวียนเทียนสู่ขวัญหลวงพ่อ ตรงกับช่วงหน้าน้ำและเทศกาลพอดี พิธีจึงจบลงด้วยการลอยกระทงที่คลองบางกอกน้อยหน้าวัด และกลายเป็นประเพณีสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งงานเวียนกระทงและการวิ่งม้าแก้บน ล้วนมีความเกี่ยวข้องผูกพันกับหลวงพ่อพระศาสดา

หลวงพ่อพระศาสดาเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยสำริด ปางมารวิชัยขนาดใหญ่ สูง 8 ศอก 1 คืบ 8 นิ้ว หน้าตักกว้าง 6 ศอก 1 คืบ ลักษณะอ่อนช้อยงดงามมาก

มีสองสมมติฐานเกี่ยวกับความเป็นมาของท่าน

อย่างแรกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติของทางวัด โดยเชื่อกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดให้หล่อขึ้นเพื่อเป็นพระประธานในอุโบสถ เมื่อครั้งสถาปนาวัดขึ้นมาใหม่

อีกทางหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ว่า พระพุทธรูปองค์นี้ไม่ปรากฎเรื่องราวความเป็นมา แต่พิจารณาจากลักษณะแล้ว เห็นว่าเป็นฝีมือเดียวกับช่างที่หล่อพระศรีศากยมุนี ซึ่งอัญเชิญมาจากสุโขทัยครั้งแผ่นดินรัชกาลที่ 1 จึงเป็นไปได้ที่น่าจะเชิญพระศาสดามาด้วยในคราวเดียวกัน

เพราะความที่ไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ และรูปลักษณ์ละม้ายใกล้เคียงกับพระศรีศาสดา (ซึ่งอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศพร้อมกับพระพุทธชินสีห์) จึงเรียกขานสืบต่อกันมาว่า “พระศาสดา” โดยเติมคำว่า “หลวงพ่อ” ไว้ข้างหน้าเพื่อความใกล้ชิด

หลวงพ่อพระศาสดาเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านบุ นับถือกันว่าท่านคอยปกป้องให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข และช่วยดลบันดาลประทานพรให้แก่ผู้คนที่มาบนบานศาลกล่าว

ถึงตรงนี้ ผมก็ควรจะต้องเล่าเกี่ยวกับชุมชนบ้านบุ ซึ่งเป็นแหล่งย่านหัตถกรรมเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงทางด้านผลิตขันลงหิน อันเป็นงานฝีมือละเอียดประณีต โดดเด่นทั้งในด้านความงามและความทนทาน

บ้านบุนั้นแบ่งออกเป็น “บ้านบน” และ “บ้านล่าง” บ้านบนนั้นนับจากบริเวณวัดสุวรรณาราม ล่วงลึกเข้าคลองบางกอกน้อยไปทางบางขุนนนท์ จนสุดเขตแถว ๆ วัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว) ส่วนบ้านล่างนับจากวัดสุวรรณารามไปทางสถานีรถไฟบางกอกน้อย จนถึงแถบวัดอัมรินทาราม (วัดบางว้า)

แต่เดิมทั้ง “บ้านบน” และ “บ้านล่าง” ต่างก็ทำขันลงหินเป็นอาชีพหลัก ปัจจุบันบ้านบนเลิกราไปหมด ขณะที่บ้านล่างยังพอหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็มีน้อยเพียงแค่ไม่กี่เจ้า

ว่ากันว่า ชาวบ้านบุรุ่นแรก ๆ เป็นครัวเรือนอยุธยาช่างทำขันลงหิน ซึ่งหนีภัยสงครามเมื่อครั้งกรุงแตก อพยพมาพำนักอาศัยอยู่แถบนี้ และสืบทอดงานฝีมือดั้งเดิมเรื่อยมา กระทั่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย

โด่งดังถึงขนาด นิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งแต่งขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 ได้บันทึกกล่าวถึงเอาไว้

นิราศพระแท่นดงรง ยังมีความเห็นแตกต่างไม่ลงรอยกันอยู่ว่าใครเป็นผู้แต่งที่แท้จริง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและอาจารย์ฉันท์ ขำวิไล เชื่อว่าเป็นผลงานของท่านสุนทรภู่ เขียนไว้ประมาณปี พ.ศ. 2376 ขณะที่อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์และพ. ณ ประมวญมารค (หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี) คิดว่าไม่ใช่ผลงานของสุนทรภู่ จนปัจจุบันก็ยังปราศจากข้อสรุปที่แน่ชัด

ในนิราศดังกล่าว ได้พรรณาถึงบ้านบุเอาไว้ว่า

“ถึงบ้านบุบุขันสนั่นก้อง
เขาหลอมทองเทถ่ายละลายไหล”

“บุ” เป็นคำไทยโบราณแปลว่า “ตีให้เข้ารูป” นะครับ

เรื่องขันลงหิน รวมถึงวิถีชีวิตชาวบ้านบุที่ยังคงเชื่อมต่อเห็นร่องรอยหลายอย่างจากในอดีต หากสบโอกาสเหมาะ ผมคงจะได้เขียนเล่าอย่างละเอียดอีกที

เป็นที่รู้กันโดยทั่วในหมู่ชาวบ้านบุว่า หลวงพ่อพระศาสดาท่านศักดิ์สิทธิ์นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบนบานเกี่ยวกับเรื่องไม่ให้จับโดนใบแดง ถูกเกณฑ์เป็นทหาร

เล่ากันมาปากต่อปาก รุ่นสู่รุ่นในหมู่ชาวบ้านว่า หลวงพ่อท่านไม่โปรดให้มีการแก้บนด้วยดนตรี ละคร หรือการละเล่นอื่นๆ แต่จะชอบวิธีแก้บนแบบแปลก ๆ ซึ่งมีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือ แก้บนด้วยการเขกหัวตัวเอง แก้บนด้วยการกลิ้งเป็นตุ๊กตาล้มลุก และการวิ่งม้าแก้บน

การแก้บนด้วย 2 วิธีแรก มักจะเกี่ยวข้องกับการขอให้หลวงพ่อช่วยในเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจหรือบนขอให้ฝนไม่ตก

แก้บนเขกหัวตัวเอง กฎ กติกา มารยาทนั้นง่ายมาก คือ บนไว้เป็นจำนวนเท่าไร ก็ใช้มือเราเขกหัวเราให้ครบ ตามสูตร “เล่นจริง เจ็บจริง” และห้ามใช้สแตนด์อิน

ที่ไม่ธรรมดาก็คือ เล่ากันมาว่า (อีกแล้ว) บรรดาผู้แก้บนด้วยวิธีนี้ มักจะให้การตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่า ระหว่างเงื้อมือเตรียมจะกระทบกับศีรษะ มักจะรู้สึกเหมือนกับมีใครมาช่วยจับมือ เพิ่มน้ำหนักการเขกให้รุนแรงหนักหน่วงเป็นพิเศษ กระทั่งหัวปูดหัวโนไปตาม ๆ กัน

ส่วนการกลิ้งตุ๊กตาล้มลุก ขั้นตอนปฏิบัติมีอยู่ว่า เริ่มต้นด้วยการนั่งชันเข่าต่อหน้าใบเสมา ด้านทางเข้าพระอุโบสถ เอามือทั้งสองข้างสอดไปกุมใต้ขา จากนั้นก็กลิ้งวนขวาไปหาซ้ายให้เป็นวงกลม บนไว้กี่รอบก็กลิ้งให้ครบตามจำนวน และถ้าจะให้ครึกครื้นเต็มยศชุดใหญ่ยิ่งขึ้น ผู้แก้บนอาจจะแต่งกายในชุดเด็กหัวจุก (ตรงนี้จะทำหรือไม่ก็ได้ สุดแท้แต่จิตศรัทธา แต่ภาคบังคับก็คือ ต้องสมมติตนเองเป็นตุ๊กตา และสามารถจ้างวานคนอื่นมาทำแทนได้)

ปัจจุบัน ดูเหมือนว่า การบนเขกหัวตัวเองและกลิ้งตุ๊กตาล้มลุก จะค่อย ๆ สร่างซาหายไป เนื่องจาก “ดูเหมือนง่าย แต่ยากลำบาก เจ็บเนื้อเจ็บตัวเกินไป” จึงไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักบนบานศาลกล่าว หลงเหลือเพียงแค่ “วิ่งม้าแก้บน”

ต้นตอที่มาของการ “วิ่งม้าแก้บน” มีเรื่องเล่าอีกเช่นกันว่า เมื่อวัดสุวรรณารามซ่อมสร้างเสร็จใหม่ ๆ มีผู้มาบนบานเกี่ยวกับเรื่องการงาน การค้าขาย จนกระทั่งสำเร็จลุล่วงตามปรารถนา และได้ฝันว่า มีพราหมณ์มาบอกให้วิ่งม้าแก้บน จึงกลายเป็นธรรมเนียมความเชื่อว่า หลวงพ่อพระศาสดาท่านชอบให้แก้บนด้วยวิธีนี้

มีเคล็ดอยู่อย่างหนึ่งในการบนใด ๆ ก็ตามกับหลวงพ่อพระศาสดา นั่นคือ ห้ามมิให้เอ่ยคำว่า “ขอ” เป็นอันขาด

วิ่งม้าแก้บนแต่เดิม มีม้าก้านกล้วยเป็นอุปกรณ์ประกอบ แต่ระยะหลัง ๆ เปลี่ยนมาใช้ผ้าขาวม้า (ของใหม่ที่ยังไม่เคยใช้สอยมาก่อน)

กรรมวิธีก็คือ นำผ้าขาวม้าที่ขมวดปม (เป็นรูปศีรษะม้า) จนเสร็จสรรพ มาวางที่ใบเสมาแรก หน้าพระอุโบสถ เพื่อกราบไหว้บอกกล่าวต่อหลวงพ่อ จากนั้นก็ควั่นผ้าให้เป็นเกลียวแล้วขี่คร่อม จับปลายผ้าข้างหน้าและข้างหลังไว้ วิ่งไปรอบโบสถ์ (จำนวนขั้นต่ำสุดคือ 3 รอบ แต่จะมากกว่านั้นแค่ไหนก็ได้ไม่จำกัด)

ระหว่างวิ่ง (ด้วยลีลาท่าทางเหมือนม้า) ปากก็ต้องร้อง “ฮี้ ฮี้” ไปด้วย

ฟังดูเหมือนเล่น ๆ ขำ ๆ นะครับ แต่เรื่องนี้มีคนซาบซึ้งในรสพระธรรมมานักต่อนักแล้วเหมือนกัน เรื่องเล่าจากปากคำชาวบ้านที่ผมอ่านเจอมีอยู่หลายกรณี ตั้งแต่แกล้งวิ่งเหยาะ ๆ เหมือนไม่เต็มใจ จนต้องโดน “มือที่มองไม่เห็น” เขกหัวทำโทษ

อีกเรื่องหนึ่งเล่าไว้ว่า มีคนถูกหวย และได้บนไว้ว่าจะวิ่งม้า 15 รอบ แต่พลันที่จะเริ่มวิ่ง ระยะจากหน้าถึงหลังโบสถ์ก็ยืดขยายกว้างไกลสุดตา วิ่งไปได้แค่ท้ายโบสถ์ก็หมดแรงเป็นลมล้มฟุบ ต้องเยียวยากัน และบอกกล่าวกับหลวงพ่อขอยกยอดที่เหลือไปเคลียร์กันต่อในวันอื่น

วันรุ่งขึ้น นักแก้บนฟิตซุ่มเตรียมตัวมาอย่างดี มีทีมงานหน่วยพยาบาลยืนรอ (เตรียมยาลม ยาดมต่าง ๆ ไว้พร้อมสรรพ) ตรงกึ่งกลางครึ่งทางของโบสถ์

ผลก็คือ วิ่งได้แค่ครึ่งรอบ ก็ต้องหิ้วปีกประคับประคองโซเซกลับบ้าน รวมความแล้วต้องใช้เวลาร่วม ๆ หนึ่งเดือน กว่าจะวิ่งม้าแก้บนได้ครบ

ทั้งกรณีการเขกหัวแก้บน กลิ้งตุ๊กตาล้มลุก และวิ่งม้า ซึ่งมีอะไรเฮี้ยน ๆ จนบอบช้ำเจ็บสาหัสหรือเหน็ดเหนื่อยเจียนขาดใจนั้น คนเฒ่าคนแก่ท่านฟันธงตรงกันหมดว่า สืบเนื่องจากบนบานเอาไว้ในเรื่องหวยหรือการพนันทั้งสิ้น

เชื่อกันว่า หลวงพ่อพระศาสดาท่านไม่สนับสนุนอบายมุขนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหวย (ขอแสดงความเสียใจต่อบรรดานักเสี่ยงโชคทั้งหลายมา ณ ที่นี้ด้วย)
ใครมาขอในเรื่องเหล่านี้หลวงพ่อท่านก็จัดให้ตามประสงค์ แต่ต้องชดเชยตอบแทนกันสมน้ำสมเนื้อสักหน่อย เพื่อให้เกิดจิตสำนึก ขยันพากเพียรทำมาหากินโดยวิถีทางสุจริต และใช้สอยประหยัดรู้จักเก็บออม

ปัจจุบัน ผู้บนบานศาลกล่าวโดยการวิ่งม้าแก้บน สาขาอายเหนียมหรือเรี่ยวแรงน้อย มักจะนิยมจ้างวานเด็ก ๆ ละแวกนั้น ให้ปฏิบัติการเป็นนอมินีแทน

เรื่องเหล่านี้ ถือว่าเล่าสู่กันฟังพอเพลิน ๆ นะครับ
(เขียนเมื่อ 18 มกราคม 2552 เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ" หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ)





เย็นยะเยียบหย่อมหญ้าป่าช้าผี โดย "นรา"


มีเรื่องต้องชี้แจงเล็กน้อย ก่อนที่ผมจะเล่าถึงวัดสุวรรณาราม เป็นการสลับฉากเปลี่ยนบรรยากาศ แล้วจึงค่อยวกกลับมาพูดคุยเรื่องภาพวาดของครูทองอยู่และครูคงแป๊ะ (รวมถึงผลงานชิ้นเยี่ยมในวัดอื่น ๆ อีกหลายแห่ง) ในโอกาสต่อไป


ในบทความเรื่อง “อวิชาการว่าด้วยจิตรกรรมฝาผนัง” ท่านผู้อ่านได้ทักท้วงมาว่า คำบรรยายภาพวาดผลงานของครูทองอยู่ ซึ่งผมสะกดเป็น “เนมีราชชาดก” นั้น ไม่มีอยู่ในทศชาติ ที่ถูกต้องควรจะเป็น “เนมิราชชาดก”


สิ่งที่ทำให้ผมร้อนใจไม่เป็นสุขก็คือ ข้อความที่ว่า “น่าจะแก้ไขข้อมูลหน่อยนะครับ...ประเดี๋ยวจะผิดกันไปใหญ่นะ”


ขออธิบายอย่างนี้ครับ จากตำรับตำราหลายเล่มที่ผมอ่านก่อนลงมือเขียน ชื่อชาดกแต่ละชาตินั้น สะกดแตกต่างไม่ตรงกัน เฉพาะเนมิราชชาดกเรื่องเดียว มีทั้ง “เนมิราชชาดก”, “เนมีราชชาดก” และ “เนมียชาดก”


รวมถึงเรื่องอื่น ๆ ซึ่งสะกดไม่ตรงกับที่ท่านผู้อ่านแย้งมา เช่น เตมีย์ชาดก (เตมิยชาดก-นอกวงเล็บเป็นชื่อที่ท่านผู้อ่านชี้แจง ส่วนในวงเล็บสะกดตามข้อมูลที่ผมมีอยู่), ชนกชาดก (มหาชนกชาดก), ภูริทัตชาดก (ภูริทัตตชาดกและภูริทัตต์ชาดก), จันทชาดก (จันทกุมารชาดก), นารทชาดก (นารถชาดก, มหานารทชาดก) วิทูรชาดก (วิธุรชาดก,วิธูรชาดกและวิธุรบัณฑิตชาดก) ฯ


สรุปก็คือ การสะกดชื่อทศชาดกในเอกสารหลายฉบับ มักไม่ลงรอยกันเสียทั้งหมด ผมเองก็รู้น้อยจำกัดเกินกว่าจะวินิจฉัยด้วยตนเองได้ว่า คำใดควรจะถูกต้องมากสุด เมื่อถึงตอนลงมือเขียน ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จะเลือกเชื่อตำราใด


ผมใช้ “เนมีราชชาดก” ด้วยสองเหตุผล อันดับแรกคือ ผ่านตาบ่อย ๆ จากบทความของท่านครู น. ณ ปากน้ำ ซึ่งมีคุณูปการเปิดโลกให้ผมหันมาสนใจหลงใหลศิลปะไทย ผมจึงยึดท่านเป็นแหล่งอ้างอิง เพื่อแสดงความคารวะต่อ “อาจารย์นอกชั้นเรียน”


ถัดมาคือ ผมไปเจอข้อมูลการสะกดชื่อใน “มหานิบาตชาดกฉบับชินวร” ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงนิพนธ์ไว้ แล้วเกิดถูกอกถูกใจ


ท่านสะกดชื่อพระโพธิสัตว์ในชาติภพต่าง ๆ ค่อนข้างแปลกตา ผิดจากที่อื่น ๆ แต่ก็ขจัดปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือ เห็นรูปตัวอักษรแล้วไม่แน่ใจว่า ควรจะอ่านออกเสียงอย่างไร เช่น นารทชาดก (ซึ่งอ่านได้ทั้ง “นาท” และ “นา-รท”) มหานิบาตชาดกฉบับชินวรสะกดไว้ว่า “นารทะ” เพียงเท่านี้ก็กระจ่างแจ้งสิ้นข้อสงสัย หรือ วิธุรบัณฑิตชาดก ซึ่งมักจะอ่านออกเสียงตามความเคยชินจนคลาดเคลื่อนเป็น “วิ-ทูน” ก็กลับกลายเป็นเข้ารูปเข้ารอยอันถูกต้องเมื่อสะกดว่า “วิธุระ”เพราะความที่จะต้องเขียนถึงและสะกดชื่อเหล่านี้อีกบ่อยครั้ง ผมจึงคิดว่าน่าจะยึดตำราเพียงหนึ่งเดียว เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพไม่ลักลั่น ท้ายสุดผมเลยตัดสินใจอาศัย “มหานิบาตชาดกฉบับชินวร” เป็นหลักในการอ้างอิง


เนมิราชชาดกจึงกลายเป็นเนมีราชชาดก ด้วยเหตุผลตามนี้


อย่างไรก็ตาม ผมขอขอบคุณจากใจจริงสำหรับคำท้วงติง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องการมาก เพื่อความถูกต้องถ่องแท้ และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนต่อยอดความรู้เพิ่มขึ้น


หากมีตรงไหนที่ใดพบว่า ผม “ปล่อยไก่” ท่านใดจะช่วยเมตตาชี้แนะก็ถือเป็นพระคุณอย่างยิ่ง


กลับสู่เนื้อหาของบทความ ซึ่งมีชื่อเรื่องที่ฟังดูกุ๊ก กุ๊ก กรู๋ แฝงกลิ่นอายเรื่องผี ค่อนข้างน่ากลัวอยู่สักหน่อย แต่ก็เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาในอดีตของวัดสุวรรณาราม


ชื่อดังกล่าว มาจากนิราศพระประธม ผลงานของท่านกวีเอกสุนทรภู่ เขียนไว้เมื่อพ.ศ. 2385 ขณะเรือแล่นผ่านหน้าวัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อย เนื้อความเต็มมีอยู่ว่า


“ถึงวัดทองหมองเศร้าให้เหงาเงียบ

เย็นยะเยียบหย่อมหญ้าป่าช้าผี

สงสารฉิมนิ่มน้องสองนารี

มาปลงที่เมรุทองทั้งสองคน”


วัดทองคือชื่อเก่าดั้งเดิม เชื่อกันว่ามีมาแต่ครั้งสมัยอยุธยา ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระอุโบสถสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ทรุดโทรมผุพังเกินจะบูรณะปฏิสังขรณ์ จึงโปรดให้รื้อทิ้ง แล้วสถาปนาใหม่ทั่วทั้งพระอาราม สร้างพระอุโบสถ เก๋งด้านหน้า วิหาร กำแพงแก้ว และอื่น ๆ เมื่อแล้วเสร็จจึงพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสุวรรณาราม


สภาพเดิมก่อนรื้อทิ้งเพื่อสร้างใหม่ น่าจะเป็นวัดร้าง เนื่องจากย้อนหลังไปอีกแค่ไม่กี่ปี ที่นี่เคยมีประวัติถูกใช้เป็นแดนประหาร ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี


เหตุการณ์บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่มที่ 2 เล่าว่า คราวพม่ายกกองทัพมาตีเมืองพิษณุโลก พระเจ้าตากสินจะยกกองทัพไปช่วย จึงโปรดให้ถามเชลยศึกพม่าที่จับได้จากค่ายบางนางแก้ว ว่าจะสมัครใจไปช่วยรบพม่าด้วยหรือไม่ แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ


ถึงตรงนี้ พระราชพงศาวดารบันทึกว่า “มันไม่ภักดีแก่เราโดยแท้ ยังนับถือเจ้านายมันอยู่ และเราจะยกไปทำสงครามผู้คนอยู่รักษาบ้านเมืองน้อย พวกมันมาก จะแหกคุกออกไปทำแก่จราจลข้างหลัง จะเอาไว้มิได้ จึงดำรัสให้เอาไปประหารชีวิตเสีย ณ วัดทอง คลองบางกอกน้อย ทั้งสิ้น”


คำว่า “พวกมันมาก” ที่ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดาร แผ่นป้ายบริเวณทางเข้าด้านหน้าของวัด ประมาณจำนวนเอาไว้ว่า ราว ๆ หนึ่งพันกว่าคน


ช่วงเวลาที่มีการประหารชีวิตเชลยพม่า บทความชิ้นหนึ่งของพลตรีถวิล อยู่เย็นในหนังสือ “ธนบุรีถิ่นของเรา” ได้ระบุว่า ปีที่เกิดเหตุการณ์นี้ตรงกับเดือนมกราคม พ.ศ. 2318


ปัจจุบันบริเวณโรงเรียนที่อยู่ใกล้วัดก็ยังปรากฎศาลพระภูมิ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงดวงวิญญาณชาวพม่าที่เสียชีวิตในอดีต และมีเรื่องเฮี้ยน ๆ ร่ำลือกันเยอะแยะมากมาย (ข้ามตรงนี้ไปดีกว่านะครับ ผมกลัวผี)


เมื่อวัดสุวรรณารามสร้างใหม่จนแล้วเสร็จ “พระอาจารย์นาค” จิตรกรเอกฝีมือระดับบรมครูสมัยรัชกาลที่ 1 ได้ย้ายมาพำนักประจำที่วัดนี้ (เดิมท่านอยู่วัดทองเพลง) และเชื่อว่าท่านน่าจะวาดภาพในผนังพระอุโบสถทั้งหมด


พระอาจารย์นาคเป็นครูช่างมาแต่ครั้งอยุธยาก่อนเสียกรุง และมีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างบ้านแปงเมือง มีผลงานมากมายในขณะนั้น ภาพวาดฝีมือของท่านเป็นที่เลื่องลือเหลือเกินว่า สวยงาม เด็ดขาด ทรงพลัง เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ดูแล้วให้ความรู้สึกคึกคักฮึกเหิม สอดคล้องกับยุคสมัยเพิ่งผ่านพ้นศึกสงครามมาได้ไม่นาน


น่าเสียดายที่ปัจจุบัน ผลงานของพระอาจารย์นาค ชำรุดเสียหายไปเกือบหมด หลงเหลือแน่ชัดและได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี อยู่เพียงแห่งเดียว คือที่หอไตรวัดระฆังโฆษิตาราม


แม้กระทั่งที่วัดสุวรรณาราม เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ภาพวาดฝีมือพระอาจารย์นาคในพระอุโบสถก็โดนความชื้นจากใต้พื้นดิน และน้ำฝนจากหลังคารั่ว ทำให้เลือนหายไม่หลงเหลือเค้าเดิม ต้องระดมครูช่างฝีมือดีหลายท่านมาเขียนขึ้นใหม่ จนเกิดเป็นตำนานวาดภาพประชันกันระหว่างครูทองอยู่กับครูคงแป๊ะ (เป็นโชคดีมากนะครับที่สมัยนั้น ยังหลากไปด้วยช่างฝีมือยอดเยี่ยมเทียบเท่ากับครูรุ่นก่อน ๆ)


หลังจากที่วัดสุวรรณารามสร้างใหม่และซ่อมแซมของเก่าบางส่วนจนแล้วเสร็จ สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องป่าช้าขึ้น ประกอบไปด้วยเมรุ สำสร้าง (บางทีก็เขียนว่า “สำซ่าง” หมายถึงโรงขนาดเล็กมียกพื้นข้างใน สำหรับพระสงฆ์นั่งสวดพระอภิธรรม อยู่ 4 มุมเมรุ) หอสวด หอทิ้งทาน โรงโขน โรงหุ่น ระทาและพลับพลา โรงครัว จนครบครัน เพื่อถวายเป็นสมบัติในพระบรมมหาราชวังสำหรับเป็นที่พระราชทานเพลิงศพ


วัดทองหรือวัดสุวรรณาราม จึงกลายเป็นวัดที่ใช้ประกอบพิธีปลงศพ ทั้งพระศพเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ณ บริเวณนอกกำแพงพระนคร ในสมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลต่อมาอยู่เนือง ๆ ควบคู่ไปกับวัดอรุณราชวราราม (ต่อเมื่อถึงรัชกาลที่ 3 มีถนนหนทางสะดวกขึ้น จึงโปรดให้สร้างเมรุขึ้นที่วัดสระเกศอีกแห่ง)


จนมีคำบอกเล่าสืบทอดกันมาถึงคนรุ่นหลังว่า “โขนวัดทอง ใบตองไม่แห้ง”


ความหมายก็คือ ในงานศพมักจะมีมหรสพสมโภช เช่น โขน หุ่น หรือการละเล่นต่าง ๆ เพราะความที่วัดทองนั้นมีงานศพบ่อย ส่งผลให้ใบตองที่ใส่ของกินในงานซึ่งทิ้งไปนั้น ยังไม่ทันแห้งเหี่ยวก็มีงานศพอื่นมาอีก ตามพื้นในบริเวณวัด จึงมีใบตองเขียวสดอยู่ตลอดเวลา


หลักฐานสนับสนุนอีกอย่างก็คือ เคยมีสะพานไม้ (ปัจจุบันเป็นคอนกรีต) ตรงศาลาการเปรียญ ทอดเชื่อมไปยังที่ว่าการเขตบางกอกน้อย เรียกว่า “สะพานโรงโขน”


บทบาทสำคัญของวัดสุวรรณรามในเรื่องของพิธีกรรมปลงศพ จึงปรากฎสะท้อนอยู่ในนิราศพระประธม ส่วนหนึ่งเพราะทางวัดขึ้นชื่อทางด้านนี้ อีกส่วนหนึ่งสืบเนื่องจากการระลึกถึงบุคคลที่ท่านสุนทรภู่ผูกพัน คือ ฉิมและนิ่ม ทั้งคู่เป็นน้องสาวต่างบิดา


เนื้อความในนิราศตรงนี้ จึงจับใจและสะเทือนอารมณ์มากเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้พรรณาสาธยายความคิดถึงหญิงคนรัก (ซึ่งพลัดพรากห่างไกลกัน) แต่เป็นการรำลึกหวนหาญาติมิตรผู้ล่วงลับตายจาก


อย่างไรก็ตาม บทกวีที่พาดพิงถึงวัดทองหรือวัดสุวรรณาราม ก็ไม่ได้มีเฉพาะด้านหม่นเศร้าเพียงด้านเดียวเท่านั้น ยังปรากฎเนื้อเพลงฉ่อยที่เกี้ยวพาราสีสาวย่านบ้านบุ ซึ่งจดจำเล่าสู่กันฟังแบบปากต่อปากมาดังนี้


“บางกอกน้อยคลองคด พี่พายเรือเหื่อหยดจนน้ำลายเหนียวในย่านนี้วัดทอง พี่รักน้องคนเดียว”


ทุกวันนี้วัดสุวรรณาราม ยังสืบทอดมีประเพณีเฉพาะถิ่นที่น่าสนใจ และต่างจากแหล่งย่านอื่น นั่นคือ งานเวียนกระทง และวิ่งม้าแก้บน (รวมทั้งเรื่องราววิถีชีวิตของชุมชนบ้านบุ)


อย่างแรกนั้นมีเป็นประจำในคืนวันลอยกระทง ชาวบ้านจะนำกระทงของตนมาที่วัดตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เพื่อทำพิธีสวดมนต์บูชา โดยจะมีพระสงฆ์นำสวดที่พระอุโบสถ เสร็จแล้วจึงเดินถือกระทงเวียนรอบพระอุโบสถ 3 รอบ เพื่อเป็นการบูชาพระจุฬามณี (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในปรัมปราคติ เป็นพระเจดีย์แก้วอินทนิลสีเขียว อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของนครดาวดึงส์ มีกำแพงทองล้อมรอบ ประดับธงปฎาก ธงชัย กลด ชุมสายประดับแก้ว เงิน ทอง สีต่าง ๆ ภายในบรรจุพระเกศธาตุ พระเวฎฐนพัสตร์ และพระทักขิณาฒฐาตุของพระพุทธเจ้า)


ในขบวนเวียนกระทงนั้นก็จะมีการควงกระบองไฟเดินนำ มีขบวนกลองยาว มีชาวบ้านมาร่ายรำเพื่อสร้างความครึกครื้น เมื่อเวียนครบแล้วจึงนำกระทงไปลอยในคลอง


เนื้อที่หมด แต่ยังจบไม่ลง เรื่องวิ่งม้าแก้บนจึงต้องยกยอดไปกล่าวถึงในคราวหน้านะครับ




(เขียนเมื่อ 11 มกราคม 2552 เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ" หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ)

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

ฝึกวิชา โดย "นรา"


ตรงบริเวณใกล้ๆ ปากซอยสุขุมวิท 93 (ซึ่งบ้านผมอยู่ลึกเข้าไปในนั้น) มีสะพานลอยสำหรับคนข้ามถนน เหมือน ๆ กับที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่รูปร่างหน้าตาและประโยชน์ใช้สอย


อาจเป็นเพราะว่าแถบถิ่นละแวกนั้น ศูนย์รวมทางด้านเศรษฐกิจและการค้า ไปกระจุกตัวอยู่ที่บริเวณตลาดบางจาก สะพานลอยคนข้ามดังกล่าว จึงค่อนข้างว่างโล่ง ไม่ค่อยมีแผงลอยมาวางสินค้าบนพื้นให้เป็นที่เกะกะกีดขวางคนเดินผ่านไปมา

เพราะความที่ไม่ค่อยมีใครนิยมมายึดหัวหาดทำการค้ามากนัก เมื่อปรากฎขึ้นสักรายสองรอย ผมก็เลยสามารถสังเกตจดจำได้ถนัด

ส่วนใหญ่ก็มักจะวางขายอุปกรณ์จุกจิกเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ นาน ๆ ครั้งก็มีแผงขายเสื้อผ้าสุภาพสตรี และวันดีคืนดีก็มีพ่อค้าขายแผ่นวีซีดีผี, เทปคาสเซ็ทท์มือสองเก่าเก็บย้อนยุคแบบเอาไว้ฟังเพื่อระลึกชาติ, ที่น่าทึ่งมากก็คือ บางครั้งก็มีหนังโป๊คลิปฉาวต่าง ๆ วางจำหน่าย ฯลฯ

พ้นจากผู้ประกอบการเหล่านี้แล้ว นาน ๆ ครั้งยิ่งกว่านั้น ก็มีขอทานแวะเวียนมาปักหลักอยู่บ้าง มีวณิพกพเนจรมาดีดพิณขับกล่อมผู้สัญจรผ่านไปมา (ผมเคยหยุดยืนฟังอยู่ประมาณ 15 นาที พบว่าลุงแกบรรเลงอยู่เพลงเดียวซ้ำไปซ้ำมา)

ดู ๆ แล้วก็เป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดา ดังเช่นสะพานลอยทั่วไป ไม่มีอะไรหวือหวาโลดโผนเป็นพิเศษนะครับ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมก็ได้เจอะเจอกับท่านจอมยุทธ์นิรนาม ผู้ไร้ร่องรอยความเป็นมา ซ่อนงำประกายอย่างมิดชิด

เขาเป็นชายหนุ่มอายุอานามน่าจะใกล้ ๆ สามสิบ ผิวขาว หน้าตาสะอาดสะอ้าน ไว้หนวดเรียวยาวเหนือริมฝีปาก แต่งกายเหมือนนักกีฬา สวมรองเท้าผ้าใบแบรนด์เนมยี่ห้อดังและแพง

เป็นรูปลักษณ์ที่ท่านสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ตามสวนสาธารณะต่าง ๆ หรือห้างสรรพสินค้าหรูหรา

ผมพบคุณพี่เขาที่สะพานลอยแห่งนี้ ในวันซึ่งมีพ่อค้าแม่ค้ามาใช้เพื่อทำธุรกิจสองสามราย และขอทานแม่ลูกหนึ่งราย

เขานั่งอยู่ถัดจากแผงลอยเจ้าหนึ่งไปไม่ไกลนัก เห็นผ่าน ๆ วูบแรก ทุกคนน่าจะเข้าใจตรงกันว่าเป็นขอทาน เพราะเขานั่งขัดสมาธิ วางมือทั้งสองบนหัวเข่า มีแก้วเปล่าหนึ่งใบ และขวดน้ำอยู่ข้าง ๆ

ในแก้วเปล่านั้น ไม่มีน้ำสักหยด และไม่มีเศษตังค์เลยแม้แต่สลึงเดียว

ถึงตรงนี้ ผมก็แอบเย้ยหยันในใจว่า ควรอยู่หร็อกที่จะไม่มีใครให้ทาน เพราะพี่แกดูภูมิฐานมีชาติตระกูลเกินกว่าจะกระตุ้นต่อมสงสารเมตตาแก่ผู้พบเห็น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเหลือบตามองอย่างละเอียดถี่ถ้วน เบื้องหน้าของชายหนุ่มคนนั้น มีแผ่นกระดาษแข็งวางอยู่ และเขียนข้อความสั้น ๆ

ตอนอยู่ในระยะห่างประมาณสามสี่เมตร ผมก็เดาเล่น ๆ ในใจว่า คงเป็นคำบรรยายสรรพคุณตกทุกข์ได้ยาก เพื่อโน้มน้าวให้ผู้มีจิตศรัทธาช่วยทำบุญทำทาน ประมาณว่า มาจากต่างจังหวัด หลงทาง ปราศจากญาติมิตรที่พึ่งในยามยาก จึงขอเศษตังค์เพื่อเดินทางกลับบ้าน หรืออะไรที่อ่านแล้วรันทดสลดเศร้ายิ่งกว่านั้น

พอเห็นข้อความจะแจ้งเด่นชัด ผมก็พบว่าเดาผิดกระจุยกระจาย มิหนำซ้ำยังแทบจะหงายหลังอีกต่างหาก ข้อความนั้นสั้นกระชับรวบรัดแค่ว่า “กำลังฝึกวิชา”

ผมเดินผ่านไป พร้อมกับโดนปริศนามหากาฬติดหัวติดตัว กระทั่งนั่งรถเมล์เลยพ้นมาหลายป้าย ก็ยังขบคิดตีความไม่ออกว่า พี่เขาตั้งใจจะขอทานแนวใหม่ หรือว่ามีวิชาวิทยายุทธอันล้ำลึก ที่ต้องฝึกฝนด้วยกรรมวิธีพิศดารเช่นนี้

ที่สำคัญ ถ้าเป็นการฝึกวิชาจริง ๆ ผมก็อยากรู้ขึ้นมาจับใจว่า เป็นศาสตร์ความรู้แขนงใด

ยิ่งคิดผมก็ยิ่งคาดเดา ตั้งสมมติฐานต่าง ๆ อาจเป็นไปได้ว่า คุณพี่เขาเป็นอภิมหาเศรษฐี ลงทุนมาฝึกสมาธิเคียงข้างผู้ทุกข์ยาก สังเกตชีวิตระดับล่าง ทำตัวติดดิน หรืออีกทฤษฏีที่ค่อนข้างเลว คือ ผมคิดเหมารวมแบบคนใจร้ายว่า สงสัยคุณพี่จะสติไม่ดี

วันต่อมา ขณะเดินข้ามสะพานลอย ผมก็เจอคุณพี่นั่งฝึกวิชาอีกเหมือนเดิม แตกต่างเพียงแค่ว่า เสื้อผ้านั้นเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ (แต่ยังเป็นเครื่องแบบนักกีฬา) พิจารณาดูแล้ว เสื้อผ้าของคุณพี่เขาสะอาดสะอ้านดูดีกว่าผมเสียอีก

เขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ด้วยท่วงทีเคร่งขรึม ไม่พูดไม่จาและไม่สบตากับใคร เจอะเจอเข้าเช่นนี้ ผมเริ่มโน้มเอียงเชื่อไปแล้วว่า คุณพี่เขาไม่ใช่ขอทานแน่นอน

ถ้าเป็นขอทานจริง คุณพี่เขาก็เป็นขอทานที่ดูดีมีระดับมากสุด เท่าที่ผมเคยเจอะเจอมาในชีวิตล่ะครับ

ผมอยากจะยืนสังเกตการณ์ให้นานกว่านี้ แต่เกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาท รวมทั้งอาจรบกวนการฝึกวิชาของพี่เขา ประเดี๋ยวเกิดเหตุ “ธาตุไฟแตก” แบบในนิยายจีนกำลังภายในขึ้นมา จะวุ่นวายกันไปใหญ่ และจะทำให้ผมต้องกลายเป็นคนบาปหนักอีกต่างหาก

ผมจึงเดินผ่านไป พร้อม ๆ กับครุ่นคิดคาดเดาจนมึนตึ้บและหัวหงอกไปอีกหลายเส้นผม

ประมาณสามสี่วันถัดมา ผมก็ยังเจอคุณพี่นั่งอยู่ตรงสะพานลอยแห่งนั้นเช่นเดิม (และเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมทุกวัน

ทุกครั้งที่พบเห็น ผมนั้นร่ำ ๆ ว่าจะเข้าไปนั่งลงตรงเบื้องหน้า และถามไถ่ให้หายติดค้างข้องใจว่า “ประทานโทษครับพี่ น้องใคร่ทราบอย่างยิ่งว่า พี่กำลังฝึกวิชาอะไร?”

แต่เห็นคุณพี่เขากำลังดื่มด่ำซาบซึ้งอยู่กับการนั่งเพ่งทำสมาธิแล้ว ผมก็ต้องล้มเลิกความคิดดังกล่าวไปทุกครั้ง ตลอดชีวิตผมเคยทำอะไรผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์มาเยอะ แต่จะให้ผมเสี่ยงต่อการเป็น “มารผจญ” ก็ออกจะเกินไปหน่อย

ผมก็เลยได้แต่พกพาความสงสัยเก็บไว้อยู่เรื่อยมา และคาดว่าเมื่อคุณพี่เขาฝึกวิชาสำเร็จเมื่อไร ก็อาจจะเผยแสดงให้ชาวโลกได้ประจักษ์รับรู้โดยทั่วกัน

ทว่าหลังจากนั้น คุณพี่เขาก็ไม่มาปรากฎตัวบนสะพานลอยอีกเลย เป็นไปได้ว่า ในที่สุดเขาก็ฝึกสุดยอดวิชาที่หายสาบสูญไปหลายร้อยปีได้สำเร็จ คิดแล้วผมก็แอบอนุโมทนาและดีใจกับคุณพี่เขาอยู่ลึก ๆ

อีกประมาณหนึ่งอาทิตย์ถัดมา ขณะเดินหาของกินในตลาดบางจากละแวกใกล้บ้าน ผมก็เดินสวนกับคุณพี่เขา ซึ่งยังคงท่าทางเงียบขรึมเหมือนเดิม แต่สีหน้าดูอิ่มเอิบมีสง่าราศี ตามประสาคนเพิ่งฝึกยอดวิชามาหมาด ๆ (จะเป็นเพราะอุปาทานหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ผมรู้สึกว่าเขาดูดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย)

ผมตรงดิ่งเข้าไปหาทันที ตั้งใจจะสอบถามให้หายสงสัย แต่พลันที่เดินเข้าใกล้ เขาก็เดินเบี่ยงตัวหลบผ่านผมไปอย่างรวดเร็ว

เป็นอันว่าผมได้ทราบเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่า พี่เขามีวิชาตัวเบาเคลื่อนย้ายร่างในชั่วพริบตา

ผมมายืนดักรอตรงที่เก่าเวลาเดิมอีกหลายวัน กะว่าต่อให้ต้องตะครุบตัวล็อคคอก็จะทำ คุ้มครับ ถ้าจะได้พูดคุยกับท่านจอมยุทธ เพื่อสอบถามถึงเคล็ดลับสุดยอดวิชา

แต่วันแล้ววันเล่าก็ผ่านไป โดยผมไม่เคยมีโอกาสได้พบเห็นคุณพี่ท่านนี้อีกเลย จนถึงปัจจุบันเหตุการณ์ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ผมจึงปลงตกและทำการสรุปปิดคดีว่า พี่เขาฝึกวิชาจนหายตัวได้นะครับ

อาจมีท่านผู้อ่านสงสัยว่า ผมเขียนมาถึงบรรทัดนี้ ทำไมจึงยังไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องหนังเลย

ถัดจากนี้ไปจนจบบทความ ก็ไม่มีเรื่องหนังหรอกนะครับ เพราะผมกำลังอยู่ในช่วงฝึกวิชา

ผมเขียนข้อความเลียนแบบคุณพี่ที่ว่า “กำลังฝึกวิชา” ลงในกระดาษแข็งแผ่นเท่านามบัตร พกติดตัวตลอดเวลา เจอะใครมาซักถามว่า หมู่นี้เป็นไง ทำอะไรอยู่เหรอ สบายดีหรือเปล่า ผมก็จะนิ่งขรึมไม่พูดไม่จาอะไร และหยิบแผ่นกระดาษยื่นให้อ่านแทนคำตอบ

การฝึกวิชาทำให้ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผมดูหนังน้อยมาก เนื่องจากต้องออกไปใช้ชีวิตโลดโผนผจญภัยนอกบ้านเกือบทุกวัน

พอจะเล่าสู่กันฟังได้ดังนี้ครับ ผมกำลังเป็นโรคเบื่อการดูหนังอย่างรุนแรง และรู้สึกว่าขาดแคลนความรู้ ทำตัวหยุดนิ่งมานาน

จริง ๆ แล้วผมก็ยังเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรอยู่ตลอดเวลานะครับ เพียงแต่เป็นความรู้ด้านอื่น ๆ ที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรื่องหนังสักเท่าไร หนักไปทางติวเข้มฝึกตัวเองเพื่อหัดเขียนบทความทั่ว ๆ ไป, เรื่องสั้น และนิยายเสียมากกว่า

ผมมีคอลัมน์ไม่เกี่ยวกับหนังในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เขียนเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง ด้วยความไม่ชำนาญเพียงพอ ความถี่เช่นนี้จึงทำให้เป็นงานยากสำหรับผมในการนึกหาประเด็น รวมถึงขั้นตอนลงมือเขียน

เท่าที่ผ่านมาได้เกือบหนึ่งปี ผมเอาตัวรอดแบบหวุดหวิดฉิวเฉียดมาทุกสัปดาห์ ในการตอบคำถามตัวเองว่า “อาทิตย์นี้จะเขียนเรื่องอะไร?”

ผมก็เลยคิดว่า ถึงเวลาที่ผมจะต้องออกไปใช้ชีวิตให้ต่างจากเดิมเสียบ้าง ด้วยการหาโอกาสเดินทางเพื่อเปิดหูเปิดตาดูโลกให้เยอะขึ้น

ผลก็คือ ตอนนี้ผมกลายเป็นโรคบ้าดูจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอารามต่าง ๆ เข้าขั้นขึ้นสมอง จนกระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ “กำลังฝึกวิชา” อย่างหมกมุ่นลุ่มหลง ซึ่งกระทบต่องานเขียนหลัก ๆ อยู่พอสมควร และคงต้องปรับตัวแบ่งเวลากันขนานใหญ่อีกสักพัก กว่าทุกอย่างจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยดังเดิม

ผมไม่รู้หรอกนะครับว่า จะฝึกสำเร็จหรือล้มเหลว จะต้องใช้เวลาเนิ่นนานแค่ไหน ฝึกเสร็จแล้วจะนำมาใช้ประโยชน์กับการงานได้อย่างไร?

ที่แน่ ๆ วิชาที่ผมฝึก ไม่ได้มุ่งจะนำมาใช้กับการเขียนวิจารณ์หนังแต่อย่างไร เป็นการฝึกเพื่อใช้ชีวิตให้คุ้มและใช้ชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิมเท่านั้นเอง

สถานการณ์ล่าสุดนั้น ยังไม่มีวี่แววว่าจะฝึกสำเร็จหรอกนะครับ มิหนำซ้ำยังบานปลายไปอีกหลายแขนงสาขา จนอาการเตลิดเพลิดเพลินเข้าขั้นน่าเป็นห่วง

อย่างไรก็ตาม ยืนยันได้ว่า ระหว่าง "กำลังฝึกวิชา" อยู่นี้ ผมสนุกและมีความสุขล้นเหลือ เมื่อได้เจอะเจอสิ่งใหม่ ๆ (แต่เป็นเรื่อง "ของเก่า") ที่ผมรักชอบ


แทนส.ค.ส. สำหรับปีใหม่นี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านคงจะค้นพบ “วิชา” อันเป็นความรักชอบที่จะฝึกโดยทั่วกัน




(เขียนเมื่อ 13 ธันวาคม 2551 เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ Play Time นิตยสาร Filmmax มีการแทรกเพิ่มเติมข้อความอีกพอสมควรในการเผยแพร่ครั้งนี้)

ขยันแบบขี้เกียจ โดย "นรา"


ภาพที่ผู้อื่นมีต่อตัวผม (เท่าที่ได้ยินและรับรู้มา) มีอยู่ 2 ด้านที่ขัดแย้งตรงข้ามกันอย่างรุนแรง


กล่าวคือ มีทั้งคนที่เห็นว่าผมก้มหน้าก้มตาปั่นต้นฉบับแบบ “เปิดโรงงาน” แถมพกด้วยคำถามทีเล่นทีจริงว่า “จะเร่งรีบร่ำรวยไปถึงไหน?”

ในทางตรงข้ามก็มีคนจำนวนไม่น้อย อิจฉาชีวิตความเป็นอยู่สบาย ๆ เหมือนไม่ต้องทำงานทำการอะไรของผม

พูดอีกแบบ ผมน่าจะเป็นคนขี้เกียจที่ทำงานเยอะอยู่พอสมควร มีภาระต้องเขียนต้นฉบับเกือบทุกวัน พร้อม ๆ กันนั้นก็มีคนเห็นผมเดินโต๋เต๋ลอยชายไปมา โดยที่ไม่ได้ทำกิจกรรมใด ๆ เป็นชิ้นเป็นอันตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดการขนานนามผมว่าเป็น “มนุษย์ไร้สาระวีหนึ่ง”

ไม่ว่าจะมองในด้านไหน ล้วน “ถูกต้องนะคร้าบ” ผมเป็นทั้งคนที่เขียนหนังสือเยอะราวกับออกไข่ และผู้สันทัดกรณีด้านการเกียจคร้านในร่างเดียวกัน

จะมีที่ไม่จริงอยู่เพียงอย่างเดียวก็คือ โอกาสคืบหน้าเข้าใกล้ความร่ำรวย ในแง่นี้ พูดได้เต็มปากว่า ผมเป็นผู้ล้มเหลวเละตุ้มเป๊ะด้านการเงิน

งานส่วนหนึ่งของผม เป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ทำเพราะความผูกพันต่อเพื่อนพ้องน้องพี่ ซึ่งเคยช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลกันมา งานอีกส่วนเป็นผลผลิตค่าตอบแทนต่ำ (ผมเป็นนักเขียนที่ได้รับค่าเรื่องถูกมาก และอ่อนด้อยในด้านการตกลงต่อรองราคา) งานอีกส่วนเป็นข้อเขียนล่วงหน้า ค่าเรื่องตามมาทีหลังอย่างล่าช้า (แถมยังมีหนี้สูญโดนเบี้ยวแบบซึ่ง ๆ หน้า)

เพื่อที่จะยังชีพอยู่ได้ด้วยการทำงานสุจริต ไม่ถอดใจหลบหนีไปค้ายาบ้า, เล่นการพนัน หรือหาทางดิ้นรนเข้าร่วมรัฐบาลในประเทศสมมติ-เพราะกลัวโดนฟ้อง-ที่นิยมคอร์รัปชันเสียก่อน ผมจึงจำเป็นต้องทำงานเยอะเกินอัตราพอเหมาะตามปกติอยู่บ้าง จึงจะสามารถหล่อเลี้ยงประคับประคองรายรับให้หมุนเวียนเพียงพอกับรายจ่าย ตลอดจนรับมืออัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่บอบช้ำบุบสลาย

ฟังเผิน ๆ ดูเหมือนโอดครวญ แต่แท้จริงแล้ว ผมก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนกับสภาพที่เป็นอยู่ ตรงกันข้ามกลับได้รับความสุขสบายพอสมควรแก่อัตภาพ

แม้ว่าจะไม่ได้นิยมในทัศนคติ “สู้แล้วรวย” แต่ผมก็เชื่อมั่นอย่างยิ่งเรื่องการทำงานหนัก ด้วยความรักชอบและทุ่มเท

จุดใหญ่ใจความคล้ายกันอยู่พอสมควร แตกต่างเล็กน้อยในรายละเอียด ตรงที่เป้าหมายปลายทางนั้น เปลี่ยนจากการบรรลุสู่ความ “ร่ำรวย” มาเป็นคุณภาพของตัวงานในขีดขั้นที่ผมพึงพอใจ

เวลาเขียนต้นฉบับชิ้นใดได้ต่ำกว่ามาตรฐานปกติ ผมจะเป็นทุกข์และได้รับผลกรรมฉับพลันทันที โดยไม่ต้องรอให้ใครมาตำหนิติเตียน เช่นเดียวกับงานบางชิ้นที่เขียนเสร็จแล้ว ก็นำมาซึ่งความสุขอิ่มอกอิ่มใจ ชนิดไม่ต้องพึ่งพาคำสรรเสริญเยินยอใด ๆ

คนทำงานทุกคน ถ้าไม่ประเมินอย่างลำเอียงเข้าข้างตัวเองจนเกินไป ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจนะครับว่า งานแต่ละชิ้นนั้นมีคุณภาพสูงส่งต่ำต้อยประมาณไหน?
ประการถัดมา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่า ผมดูเหมือนไม่ค่อยทำงาน สามารถอธิบายได้ดังนี้ครับ งานของผมมีกระบวนการผลิตค่อนข้างเป็นส่วนตัว (คือ นั่งเขียนหนังสือตามลำพังอยู่ที่บ้าน) นั่นหมายความว่า ช่วงที่ผมทำงาน ย่อมไม่มีใครพบเห็นล่วงรู้ และช่วงที่ใครต่อใครเจอะเจอผม ถือเป็นวาระนอกเวลาราชการ

นี่ยังไม่นับรวมขั้นตอนการทำงานที่มีสภาพเหมือนคนเตะฝุ่นว่างงาน อย่างเช่น นั่งคิดหาประเด็นบนรถเมล์หรือตามร้านกาแฟ (ผมเรียกขั้นตอนนี้ว่า การเขียนหนังสือในหัว ก่อนลงมือจริงหน้าจอคอมพิวเตอร์), การขโมยเวลาตัวเองเพื่ออ่านหนังสือโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 5 ชั่วโมง, การดูหนังสัปดาห์ละ 3-5 เรื่อง ฯลฯ

อีกปัจจัยเงื่อนไขหนึ่งก็คือ ผมทำงานด้วยความรู้สึกเหมือนเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิง ไม่ได้คิดว่ามันเป็นภารกิจหนักหน่วงเหนื่อยล้าสาหัส หรือจำเป็น ต้องกัดฟัน “ฝืนทน” ทำให้สำเร็จลุล่วง

ความรู้สึกจึงเหมือนผมโดนสะกดจิตอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่ได้ทำงาน จนบ่อยครั้งก็เผลอนึกสงสารตัวเองที่ตกงาน ก่อนจะนึกได้ว่าทำงานหนักอ้วกแตก และเปลี่ยนมาสงสารตัวเองในทางตรงข้าม ที่ต้องทำงานตลอดทั้งปี โดยไม่เคยมีวันหยุดเลย

ไม่มีเคล็ดลับล้ำลึกอะไรหรอกนะครับ มีแค่หลักการพื้นฐานคร่าว ๆ ง่าย ๆ ว่า “ทำงานที่ชอบ และชอบงานที่ทำ” เท่านั้นเอง ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย เป็นเทคนิคเฉพาะตัวของแต่ละท่านที่จะต้องค้นหาวิธีอันเหมาะสมตรงจริตให้เจอ

ตัวอย่างเท่าที่พอจะนึกออกก็คือ ในช่วงเพิ่งลาออกจากการเป็นพนักงานประจำที่ “ผู้จัดการ” เพื่อพักร้อนระยะยาวไม่มีกำหนด ผมตัดสินใจทุบกระปุกออมสินถอยคอมพิวเตอร์มาหนึ่งเครื่อง สำหรับใช้เล่นเกมล้วน ๆ ไม่มีการทำงานหรือประโยชน์ใช้สอยอื่นใดเข้ามาเจือปน

เล่นจนเก่งเป็นเซียนในหลาย ๆ เกม ก็ประจวบเหมาะกับที่เริ่มมีงานใหม่ ๆ เข้ามา ด้วยอารมณ์สนุกสนานติดพัน แรงจูงใจในการทำงานย่อมมีน้อยเป็นธรรมดา ผมจึงเขียนข้อความแปะไว้ที่หน้าจอว่า “คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ใช้สำหรับเล่นเกมเท่านั้น ห้ามแอบทำงาน”

ผมทำไปทำไมหรือครับ? ก็เพื่อล่อหลอกตัวเอง ซึ่งมีพฤติกรรมเข้าข่าย “ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ” (และขี้ประชด)

ทันทีที่ติดข้อความดังกล่าว ผมก็ค่อย ๆ แอบย่องลักลอบใช้คอมพิวเตอร์ (สำหรับเล่นเกม) เพื่อทำงานเขียน แต่ละครั้งก่อให้เกิดความสุขปิติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ฝ่าฝืนละเมิดข้อห้ามบ้า ๆ ของผมเอง

ผมทำต่อเนื่องจนรู้สึกว่า การใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อการทำงานสนุกกว่าเล่นเกมเป็นไหน ๆ ถัดจากนั้นก็ค่อย ๆ ฉวยโอกาสขจัดเกมต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องทิ้งไปทีละนิด จนกระทั่งหมดจดเกลี้ยงเกลาไม่หลงเหลืออยู่เลย

เทคนิคล่อหลอกถัดมาในการทำงานให้สนุกก็คือ การสร้างและมีวินัยอย่างเคร่งครัด ฟังดูแล้วแปลกแปร่งอยู่สักหน่อย แต่เชื่อเถอะครับว่า เกี่ยวข้องกันจริง
การเป็นคอลัมนิสต์อิสระไร้สังกัด ถ้าปราศจากการมีวินัยเข้มงวดกับตัวเองเสียเพียงอย่างเดียวแล้วล่ะก็ ผมฟันธงได้เลยว่า เจ๊งกระจายไปไม่รอดแน่ ๆ

วินัยของนักเขียนแต่ละคน ก็มีรายละเอียดผิดแผกไม่เหมือนกัน สำหรับผมมันเป็นไปดังนี้ครับ คือ ทันทีที่ตื่นนอน (ไม่ว่าจะเช้าหรือสาย) ผมจะจิกหัวตัวเอง เดินงัวเงีย ลงมาต้มน้ำชงกาแฟ เปิดคอมพิวเตอร์ เข้าอินเตอร์เน็ตค้นข้อมูล จนกระทั่งตื่นสนิท จึงล้างหน้าแปรงฟัน ดื่มกาแฟ อ่านอะไรต่อมิอะไรในเว็บต่าง ๆ ประมาณครึ่งชั่วโมง จนเกิดแรงฮึดอยากเขียน จากนั้นก็เริ่มต้นลงมือทำงานที่ถึงกำหนดต้องส่ง (ส่วนวันที่ไม่มีต้นฉบับต้องส่ง ผมจะเขียนอะไรก็ได้อย่างน้อยหนึ่งชิ้น เป็นการฝึกซ้อมเรียกความฟิต)

โดยเฉลี่ยแล้ว ผมใช้เวลาเขียนงานแต่ละชิ้นไม่แน่นอน ราว ๆ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสมาธิหรือความชัดเจนในประเด็นที่ต้องเขียน (สถิติสูงสุด เกิดขึ้นตอนเขียนคอลัมน์ “เงาของหนัง” เรื่อง “หยวนหลิงอวี้” ผมใช้เวลาเขียนต่อเนื่องรวดเดียว 15 ชั่วโมง อันนี้เป็นเพราะว่าข้อมูลเยอะและมีประเด็นปลีกย่อยกระจัดกระจาย ต้องค่อย ๆ เรียบเรียง ค่อย ๆ แก้ไขตัดทอนอย่างช้า ๆ) หากทำงานเสร็จเร็ว ผมก็จะนั่งแก้ไขขัดเกลาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งครบ 4 ชั่วโมง อันเป็นระยะเวลาทำงานขั้นต่ำที่ผมกำหนดเอาไว้ ส่วนกรณีเขียนช้าใช้เวลานานนั้นไม่มีปัญหา ผมก็ทำงานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเสร็จ

ถ้าไม่มีนัดหมายหรืองานเฉพาะกิจอื่นใด ผมทำเช่นนี้ต่อเนื่องทุกวันนะครับ ขั้นตอนที่ยากสุดมีอยู่ 2 ช่วง คือ การลุกจากที่นอนในภาวะที่ยังฝันไม่อิ่ม และช่วงแรก ๆ ที่นั่งบื้ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นลงมือเขียนอย่างไร?

อย่างแรกนั้นแก้ได้ด้วยการพึ่งพาอาศัยไม้แข็ง ใช้กำลังบีบบังคับให้ตื่นและลงมาทำงาน ส่วนปัญหาต่อมา สามารถคลี่คลายด้วยการค่อย ๆ นั่งคิดรวบรวมสมาธิอย่างใจเย็น อย่าเพิ่งรีบด่วนตื่นตระหนก สักพักก็จะเห็นช่องทาง (นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมลบเกมทั้งหมดออกจากคอมพิวเตอร์ เพราะโดยสถิติส่วนใหญ่ทั้งที่เจอเองและเกิดกับคนหมู่มาก เวลาตื้อ ๆ นึกอะไรไม่ออก มักจะแก้ปัญหาด้วยการเปิดเกมเล่น เพื่อฆ่าเวลาคลายเครียด สุดท้ายก็กลายเป็นจดจ่อกับเกม ไม่ได้ใช้ความคิดอย่างจริงจัง จนเสียเวลาและไม่ได้งาน แถมยังเพิ่มพูนความเครียดอีกหลายถอนหายใจ)

ความลับอีกอย่างก็คือ คอมพิวเตอร์ของผมไม่มีเกมใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย แต่ยามว่างปลอดโปร่ง ผมจะแวะเข้าไปที่โรงหนัง house ช่วงตอนเย็น ๆ เพื่อแอบเล่นเกมด้วยคอมพิวเตอร์ที่นั่น (ซึ่งติดป้ายไว้ว่า “ใช้สำหรับทำงานเท่านั้น ห้ามแอบเล่นเกม”) แปลว่า ถึงแม้จะมีการคุมเข้มไม่เล่นเกมระหว่างทำงานโดยเคร่งครัด แต่

ผมก็ไม่ได้ตัดขาดเลิกเล่นเกม ยังรักสนุกและนิยมความบันเทิงอยู่ครบถ้วน เพียงแต่เลือกกาละเทศะที่เหมาะสม

ผมเชื่อของผมว่า การมีวินัยส่งผลทางอ้อมช่วยให้ทำงานสนุก เนื่องจากพอผ่านการติวเข้มอย่างต่อเนื่องไประยะหนึ่งแล้ว มันก่อให้เกิดความเคยชิน เป็นกิจวัตรที่ต้องทำ เป็นอีกหนึ่งความรื่นรมย์ หากละเว้นงดไป วันนั้นก็เหมือนชีวิตเกิดภาวะ “ขาดหาย” ผิดปกติ รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไม่สบายใจ (คล้าย ๆ ออกจากบ้านโดยไม่ได้อาบน้ำ)

เคล็ดลับสุดท้าย ผมเชื่อในคติ “เรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่น” เวลาทำงานเขียน ผมจึงตัดขาดจากสิ่งรบกวนต่าง ๆ ไม่เปิดเพลง, ไม่เปิดโทรทัศน์, ยกหูโทรศัพท์ออก,ไม่ออนไลน์แช็ตกับใคร ทั้งหมดกระทำอย่างเงียบ ๆ และเอาจริงเอาจัง จนกล่าวได้ว่าเคร่งเครียด ขณะเดียวกัน ถึงคราวต้องเล่น ผมก็สามารถจะเหลวไหลไร้สาระได้ถึงขีดสุด

อาจมีคนสงสัยว่า เช่นนั้นแล้ว ระหว่างทำงานผมสนุกกับมันได้อย่างไร?

ความรื่นรมย์ของผมสามารถเกิดขึ้นได้ใน 2 ขั้นตอน ครั้งแรกปรากฎอยู่ระหว่างการเขียน (ซึ่งมีทั้งพบเจอคำที่ถูกใจ, การขบคิดแก้โจทย์บางประการสำเร็จ และอีกสารพัดมากมายที่เป็นเสน่ห์ของการเขียนหนังสือ) ถัดมาคือ เมื่อทำงานเสร็จและรู้สึกว่ามีคุณภาพอยู่ในขั้นน่าพึงพอใจ

ประการหลังนี่ตื่นเต้นเร้าใจมาก เพราะผมไม่ได้เขียนหนังสือดีทุกชิ้น (บางวันที่เขียนแย่ การล้างแค้นด้วยงานชิ้นถัดไป ก็เป็นความบันเทิงระคนกดดันอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน)




(เขียนเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2551 เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ")