วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ก่อนจะเป็น "กาลครั้งหนึ่งฯ" โดย "นรา"


ผมเคยเขียนถึงซือแป๋หรืออาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุลไปบ้างแล้ว ในบทความชื่อ “ไหว้ครูที่อยู่ในใจ”

ขณะนั่งอ่านทบทวนบทความชื่อ “กาลครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้” เพื่อนำลงในบล็อก เจตนาดั้งเดิม ผมก็ตั้งใจจะบอกเล่าเกี่ยวกับที่มาที่ไปของงานชิ้นนี้

นึกไปนึกมา ก็พบว่า มีรายละเอียดเยอะพอสมควร จนน่าจะแยกออกมาเขียนเป็นบทความอีกชิ้น ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องโยงใยถึงซือแป๋ของผมด้วยเช่นกัน
ผมเขียนเรื่อง “กาลครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้” ขึ้นเมื่อประมาณปี 2538 แรกเริ่มเดิมทีเป็นการบ้านที่ผมเขียนส่งอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในวิชา “การเขียนบทความ”

เล่าย้อนหลังเท้าความอีกเล็กน้อยก็คือ ตอนนั้นผมเพิ่งออกจากหนังสือฟิล์มวิว และไปทำงานที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ โดยไม่ได้สังกัดประจำกองบ.ก. ฉบับใด แต่อยู่ในหน่วยงานที่เรียกว่า “สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมนักข่าว”

งานหลัก ๆ ของที่นี่ได้แก่ การคิดค้นหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อให้บรรดานักข่าวมาเรียนรู้เพิ่มเติม

หน้าที่ของผมก็คือ คอยถ่ายวิดีโอหลักสูตรการเรียนการสอนต่าง ๆ, ซื้อหนังคลาสสิคและหนังดี ๆ มารวบรวมในห้องสมุด เพื่อให้นักข่าวมาหยิบยืมไปดู, รวมทั้งชงกาแฟดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่คนที่มาใช้บริการ ฯลฯ ส่วนเรื่องเขียนหนังสือก็หยุดพักไปโดยปริยาย เนื่องจากไม่มีสนามให้เขียน

ช่วงนั้นอาจารย์เสกสรรค์ใช้เวลานอกเหนือจากงานสอนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ มาช่วยเป็นที่ปรึกษาให้กับทางสถาบันฯ (ซึ่งมีอาจารย์ชัยสิริ สมุทวณิชเป็นผู้อำนวยการ)

จนกระทั่งวันหนึ่งก็เกิดมีหลักสูตร “การเขียนบทความหนังสือพิมพ์” โดยอาจารย์เสกสรรค์ ลงมือเป็นผู้ถ่ายทอดให้ความรู้ด้วยตนเอง

นี่เป็นหลักสูตรที่มีคนสนใจมาสมัครเยอะแยะมากมาย (เรียนฟรีด้วยครับ) แต่ครั้งนี้พิเศษตรงที่ว่า ต้องมีการสอบข้อเขียน เพื่อคัดเลือกให้เหลือเพียงประมาณสิบกว่าคน

เหตุผลก็เพราะผู้เข้าเรียนต้องเขียนการบ้านส่งทุกครั้ง ต้องมีการตรวจงาน วิจารณ์ข้อดีข้อเสียกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงต้องรับในจำนวนจำกัดเท่าที่อาจารย์เสกสรรค์จะสามารถดูแลได้ทั่วถึง

ที่พิเศษอีกอย่างก็คือ วิชาของอาจารย์เสกสรรค์ ไม่มีการบันทึกวิดีโอเก็บไว้ เนื่องจากวิธีเรียนและสอนนั้น ไม่ใช่การบรรยายหน้าชั้น แต่เหมือนนั่งล้อมวงพูดคุยกัน

หลังจากสอบคัดเลือกจนได้คนเรียนครบถ้วนแล้ว ชั่วโมงแรกของหลักสูตรก็มาถึง ก่อนเริ่มเพียงไม่กี่นาที ผมเดินไปสารภาพตามตรงกับอาจารย์เสกสรรค์ว่า “ผมขออนุญาตเข้านั่งฟังนั่งเรียนด้วยได้มั้ยครับ ผมอยากเรียน”

“ได้ แต่นายต้องทำการบ้าน เขียนงานส่ง เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ”

ผมเริ่มหัดเขียนหนังสือด้วยวิธี “ครูพักลักจำ” ศึกษาจากงานของนักเขียนผู้มาก่อนจำนวนมาก (และผมถือว่าทุกท่านล้วนเป็นครู)

อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จึงเป็นครูทางด้านการเขียนหนังสือโดยตรงและเป็นทางการ เพียงหนึ่งเดียวของผม

การบ้านครั้งแรกคือ เขียนบทความสองชิ้น

ชิ้นแรกเป็นบทความในเชิงแสดงความเห็นโต้แย้ง อีกชิ้นหนึ่งเป็นบทความทั่วไป เพื่อเสนอทัศนะมุมมองบางอย่างต่อผู้อ่าน

ผมเลือกเขียนบทความโต้แย้งคำสัมภาษณ์ของศิลปินท่านหนึ่ง ส่วนอีกชิ้นก็คือเรื่อง “กาลครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้”

ชั่วโมงเรียนครั้งถัดมา อาจารย์เสกสรรค์อ่านการบ้านของแต่ละคน พร้อมกับชี้แนะข้อด้อยรอยโหว่ต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน ตั้งแต่พื้นฐานการใช้ภาษา, การลำดับความคิด, ความเป็นเหตุเป็นผล, การสร้างความคมคาย, และประเด็นที่นำเสนอ ฯลฯ(ในกระดาษต้นฉบับของแต่ละคน ยังปรากฎการตรวจแก้ด้วยปากกาสีแดงลายพร้อยไปหมด และการประเมินให้เกรด กล่าวได้ว่า อาจารย์เสกสรรค์ตรวจงานละเอียดพิถีพิถันมาก แม้กระทั่งการใช้คำเกินรกรุงรังเพียงคำเดียวก็ยังโดนแก้)

การบ้านของผม ไม่ได้ถูกอ่านในชั้นเรียน เนื่องจากเป็นลูกศิษย์ประเภทไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้องเป็นทางการ แต่อาจารย์เสกสรรค์ก็เรียกผมมาพูดคุยเป็นการส่วนตัว เพื่อชี้แนะข้อดีข้อเสีย

บทความชิ้นที่ผมเขียนโต้แย้งได้คะแนนปานกลาง ส่วนชิ้น “กาลครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้” โดยรวมค่อนข้างดี แต่มีปัญหาตรงที่ยังมีบางจุดคลุมเครือไม่ชัดเจน และขาดรายละเอียดเชื่อมโยง

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมโล่งอกก็คือ อาจารย์บอกว่า ผมนั้นผ่านด่านหลุดพ้นไม่ติดขัดเรื่องปัญหาการใช้ภาษา (และการบ้านของผมก็มีร่องรอยตรวจแก้ด้วยปากกาแดงค่อนข้างน้อย) ที่ยังต้องแก้ไขปรับปรุงก็มีเพียงเรื่องการเรียงลำดับความคิดให้เป็นระบบรัดกุมยิ่งขึ้น

ผมเรียนกับอาจารย์อีกหลายครั้ง ทว่าท้ายที่สุดหลักสูตรดังกล่าวก็ต้องเลิกก่อนกำหนดไปโดยปริยาย ด้วยสาเหตุว่า ไม่มีคนส่งการบ้าน (ซึ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ) เพราะบรรดานักข่าวส่วนใหญ่ ต่างติดภารกิจงานประจำ ไม่มีเวลาทุ่มเทให้กับการบ้าน รวมทั้งเกิดอาการเกร็งและเกรงความเห็นตรงไปตรงมาของอาจารย์เสกสรรค์

อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียนไม่จบครบหลักสูตร แต่ก็ถือว่าผมนั้นได้วิชาความรู้ติดตัวมาเยอะ และส่งผลให้งานเขียนของผมถัดจากนั้น ผิดแผกแตกต่างจากเดิมอยู่มากพอสมควร

มีอีกหนึ่งกระบวนท่า ที่ผมได้รับการชี้แนะสั่งสอนเพิ่มเติมนอกเหนือลูกศิษย์คนอื่น ๆ

กล่าวคือ ระยะนั้น งานเขียนของผมมีร่องรอยอิทธิพลของอาจารย์เสกสรรค์ปรากฏอยู่เต็มไปหมด จนวันหนึ่งผมนำความเรื่องนี้ไปปรับทุกข์กับซือแป๋ ว่าจะทำอย่างไรดี จึงจะสามารถคลี่คลายสู่ความเป็นตัวของตัวเอง

อาจารย์ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเปี่ยมเมตตาว่า “ไม่เป็นไรหรอก เรามันศิษย์มีครู ระยะเริ่มแรกทำอะไรอาจเหมือนครูอยู่บ้าง ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ทำงานบ่อย ๆ ทำงานหนัก ๆ ประเดี๋ยวเวลาก็จะค่อย ๆ ช่วยขัดเกลาให้เกิดลีลาเฉพาะขึ้นมาเอง อย่าไปกลัวที่จะรับและศึกษาอิทธิพลดี ๆ จากเขียนของผู้อื่น การศึกษาแบบอย่างที่ดี มันอาจติดอาจเหมือนต้นทางอยู่บ้าง แต่ประสบการณ์ความชำนาญจะช่วยให้มันคลี่คลายกลายเป็นการสร้างขึ้นใหม่ หลุดพ้นจากการลอกเลียนแบบไปในที่สุด”

เคล็ดลับกระบวนท่านี้ ส่งผลทำให้การอ่านหนังสือของผม เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมก็อ่านหนังสือช้าลง อ่านละเอียดทุกตัวอักษร กระทั่งสามารถจับสังเกตวิธีการใช้ถ้อยคำ เทคนิคต่าง ๆ รวมทั้งวิธีนำมาปรับใช้ ดูดกลืน ย่อยสลาย ให้กลายเป็นภาษาถ้อยคำในแบบฉบับลีลาของผมเอง

ผมก็จนด้วยเกล้าที่จะอธิบายรายละเอียดว่า ต้องทำอย่างไรบ้างนะครับ มันค่อย ๆ เกิดขึ้นเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ มารู้ตัวอีกทีก็พบว่า ผมมีวิธีการอ่านหนังสือที่ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว

ทั้งหมดนี้ ผมเขียนไปด้วยอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่พอสมควร เกรงจะโดนมองว่า กำลังคุยโม้โอ้อวด

เจตนาแท้จริงมีแค่ว่า ผมรู้สึกว่าผมโชคดี เจอครูดี จึงอยากจะนำมาบอกเล่าเพื่อแบ่งปันสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มา

ซือแป๋ของผม เคยมอบอีกคาถาหนึ่งให้ ว่าทำอย่างไรจึงจะเขียนหนังสือดี

ง่าย ๆ สั้น ๆ คือ “พูด คิด และเขียน ออกมาให้เป็นสำนวนภาษาหนึ่งเดียวกัน”

พ้นจากนี้ก็เป็นเรื่องของการตีความถอดรหัสของแต่ละท่าน ว่าจะขยายความคาถาดังกล่าวจนเกิดทัศนะความเข้าใจกันไปอย่างไร

สำหรับผมแล้ว พินิจพิจารณาไปเรื่อย ๆ ก็คลี่คลายสู่อีกคาถาหนึ่ง นั่นคือ “การใช้เวลาเพื่อฝึกคิด ลงมือเขียน และอ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง” ให้เกิดเป็นสัดส่วนเหมาะเจาะสอดคล้องกลมกลืนกัน

เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนแผนสำหรับฝึกซ้อมของนักกีฬานะครับ เท่าที่ได้ทดลองปฏิบัติมาหลายปี ผมคิดว่า นี่เป็นสูตรที่ได้ผลเด็ดขาดนัก เวลาทำจนเคยชินเป็นปกติ เหมือนไม่มีผลบวกอันใดเลย แต่จะส่งผลกระทบเดือดร้อนขึ้นมาทันที เมื่อองค์ประกอบส่วนหนึ่งส่วนใดย่อหย่อนหละหลวม

ความรู้เท่าที่ผมได้รับจากซือแป๋ เห็นจะมีเพียงเท่านี้ (จริง ๆ แล้วยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ อีกพอสมควร ถ้าผมนึกออกเมื่อไหร่ก็จะนำมาเล่าสู่กันฟัง)

หลังจากที่อาจารย์เสกสรรค์วิจารณ์การบ้านชิ้น “กาลครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้”ไปแล้ว ผมก็หยิบทั้งตัวงานและความเห็น มาทบทวนพิจารณาซ้ำ จนกระทั่งเห็นบาดแผลชัดขึ้น ตลอดจนช่องทางในการแก้ไข ผมจึงลงมือขัดเกลาอีกครั้ง (โดยเฉพาะตรงท่อนที่สามมีการเขียนเพิ่มเติมใจความขึ้นอีกเยอะมาก เพื่ออุดรอยรั่วรูโหว่ต่าง ๆ)

ถ้าจำไม่ผิด ผมน่าจะทดลองส่งงานชิ้นที่แก้ใหม่ ไปลงตีพิมพ์ในนิตยสาร Cinemag จากนั้นจึงแก้อีกครั้ง เพื่อนำไปรวมเล่ม “จอมยุทธจับฉ่าย” (ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมเองก็ไม่มีเหลือเก็บไว้ติดตัว และเพิ่งไปได้มาสด ๆ ร้อน ๆ จากงานมหกรรมหนังสือ” ครั้งล่าสุด)

ระหว่างอ่านซ้ำ เพื่อจะเผยแพร่ในบล็อก ผมพยายามหักห้ามใจที่จะไม่แตะต้องแก้ไขงานชิ้นนี้อีก แต่แล้วก็อดรนทนไม่ไหว ต้องมีแอบตัด แอบเติมบ้างนิด ๆ

มันเล็งเห็นแผลนะครับ เห็นแล้วก็เลยต้องเอาซะหน่อย นี่เป็นนิสัยถาวรของผมที่แก้ยังไงก็ไม่หาย

ข้อเขียนทุกชิ้นของผม หยิบมาอ่านซ้ำทีไร ก็มักจะพบรอยตำหนิที่ต้องปรับแก้อยู่เป็นประจำ เนื่องจากมุมมองความเชื่อความเข้าใจต่อการเขียนหนังสือที่ดีของผมนั้น เลื่อนไหลแปรเปลี่ยนไม่คงที่อยู่ตลอดเวลา และสามารถกล่าวได้ว่า ไม่มีวันจะพึงพอใจหรือมีบทสรุปข้อยุติที่สมบูรณ์เด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ผมมีกติกาส่วนตัวอยู่ข้อหนึ่ง ในการแก้ไขขัดเกลาต้นฉบับ นั่นคือ จะระมัดระวังไม่ให้กระทบถึงความคิดที่ปรากฏอยู่ในตัวงาน ไม่เปลี่ยนจนกลายเป็น “คิดคนละเรื่อง” กลับขั้วจากเดิม และกระทำเพียงแค่ตัดทอนส่วนที่เยิ่นเย้อรกรุงรังไม่จำเป็นออกไป แก้ไขถ้อยคำให้กระชับรัดกุมขึ้น เพิ่มเติมเนื้อความเพื่อให้ทัศนะที่มีอยู่แล้วกระจ่างแจ้งชัดเจนขึ้น บางครั้งก็อาจสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง เพื่อให้เนื้อหาเรียงลำดับราบรื่นกว่าเก่า ฯลฯ

ลืมบอกไปอีกอย่างว่า ผมถือเอาการแก้ไขขัดเกลาต้นฉบับ เป็นหนทางหนึ่งในการฝึกเขียนหนังสือด้วยเหมือนกัน



(เขียนเมื่อ 28 ตุลาคม 2551 และเผยแพร่ครั้งแรกที่นี่)

กาลครั้งหนึ่งเมื่อวานนี้ โดย "นรา"


1

ผู้หญิงที่ผมแอบเรียกขานในใจว่า “พี่สาว” เป็นเพียงรูปเงาอันพร่าเลือนในความทรงจำ ขนาดนึกทวนย้อนหลังว่า ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาเคยรำลึกถึงเธอบ้างไหม ก็ยังตอบตัวเองได้ไม่แจ่มชัด

อันที่จริงเธอไม่ได้เกี่ยวดองเป็นพี่น้องกับผม แม้จะอ้างเป็นแค่คนรู้จัก ก็ยังพูดได้ไม่เต็มปาก เรื่องของเรื่องคือ แม่ผมสนิทกับพ่อเธอและไปมาหาสู่กันสม่ำเสมอ แต่เราสองเคยพบปะนับครั้งได้ไม่เกินนิ้วมือ คาดคะเนคร่าว ๆ ว่า ตอนนั้นเธอน่าจะอยู่ในวัยแตกเนื้อสาว ส่วนผมคงอายุประมาณหกเจ็ดขวบ

ด้วยความที่ผมเป็นเด็กซึ่งคุ้นกับคนได้ยาก จึงมักนิ่งเงียบทุกคราวที่ตามแม่ไปเยี่ยมเยียนครอบครัวเธอ แต่ลึก ๆ ก็รู้สึกเป็นสุขทุกครั้ง เพราะที่นั่นละลานตาไปด้วยหนังสือการ์ตูนกองโต

แน่ละ ฐานะครอบครัวที่ยากจนทำให้แม่ไม่อาจเจียดเงินซื้อหาสิ่งเหล่านี้มาให้ผมครอบครอง บ้านของ “พี่สาว” จึงมีความหมายยิ่งกว่าสวนสนุก สำหรับวัยเด็กอันขัดสนของผม เวลาแต่ละนาทีดูจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงวาระที่ต้องอำลาเจ้าบ้าน ผมมักอิดออดไม่ยอมละสายตาจากการ์ตูนที่กำลังเพลิดเพลินติดพัน และพกพานิสัยดื้อรั้นเข้าถ่วงยื้อโมงยามรื่นรมย์เอาไว้ให้เนิ่นนานเท่าที่จะทำได้

เป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป จนกระทั่งวันหนึ่ง “พี่สาว” คงจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กเล็ก ๆ อย่างผม เธอเลยจัดแจงแบ่งปันหนังสือการ์ตูนที่ซื้อหาด้วยเงินออมส่วนตัว และยกให้ผมโดยปราศจากสิ่งตอบแทน

ในยามตื่นเต้นยินดี ผมลืมแม้กระทั่งจะเอ่ยขอบคุณ จนแม่ต้องเอ่ยปากดุ ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ใจมันเตลิดลอยล่วงหน้าไปหาหนังสือกองใหญ่ที่กอดกระชับแนบอก ไม่รับรู้เรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ถ้อยคำที่แม่ชวนคุยก็ได้แต่ขานรับไปตามเรื่องตามราวมากกว่าจะสนใจฟังจริงจัง

ผมขลุกอยู่กับสมบัติล้ำค่าที่ได้มาใหม่เป็นเวลาร่วมเดือน วัน ๆ ไม่เป็นอันทำอะไร อาการหลงใหลได้ปลื้มของผมเชื่อว่าแม่คงยินดี กระนั้นก็ไม่วายเป็นห่วง และตักเตือนให้ผมดู “พี่สาว” เป็นเยี่ยงอย่าง พร้อมทั้งชื่นชมต่าง ๆ นานา

คำบอกเล่าของแม่ในตอนนั้นคลับคล้ายว่า “พี่สาว” เป็นคนเรียนเก่ง ขยัน แต่ที่จำได้แม่นคือ แม่ซึ่งมีแต่ลูกชายล้วนชอบเปรยเล่น ๆ ว่าอยากได้ลูกสาวสักคนเหมือนอย่างเธอ ผมพลอยพยักหน้าหงึก ๆ แอบเห็นพ้องอยู่เงียบ ๆ

ใครเล่าจะไม่รักพี่สาวใจดีที่มีการ์ตูนให้อ่านเหลือเฟือ

ไม่กี่เดือนให้หลัง เย็นวันหนึ่งแม่กลับบ้านด้วยน้ำตานองหน้า พร้อมทั้งข่าวร้ายเกี่ยวกับพี่สาว...


2

มีหนังมากมายหลายหลากที่ผมชื่นชอบโปรดปรานด้วยเหตุผลแตกต่างกัน แต่เรื่องหนึ่งที่ชอบเนื่องจากเหตุผลพิเศษออกไปก็คือ It’s a Wonderful Life ของแฟรงค์ คาปรา

หนังเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อความคิดอ่านและการใช้ชีวิต เป็นคำตอบที่ผมยึดกุมเสมอ เมื่อไรก็ตามที่มีคนตั้งคำถามว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

จอร์จ เบลีย์ ตัวเอกของเรื่องใฝ่ฝันอยากสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ให้ผู้คนร่ำลือ แต่จังหวะชีวิตและจิตสำนึกดีงามฉุดรั้งให้เขาต้องจมปลักอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ทำธุรกิจเงินกู้เพื่อสร้างบ้าน ไม่มีกำไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากจะได้ช่วยชาวเมืองยากจนให้มีหลักแหล่งพำนักในราคาพอเหมาะ ท่ามกลางการเฝ้ามองของนายทุนหน้าเลือดที่พร้อมจะช่วงชิงกิจการอยู่ทุกเมื่อ และคอยฉวยโอกาสลอบกลั่นแกล้งจนจอร์จล้มละลาย ท้อแท้สิ้นหวัง หมดสิ้นศรัทธา ต่อความดีงาม อับจนหนทางถึงขั้นติดสินใจฆ่าตัวตายในคืนวันคริสต์มาส

ชาวบ้านที่รู้ข่าวพากันพร่ำภาวนาต่อเทพยดาบนสรวงสวรรค์ให้คิดอ่านช่วยเหลือ เทวดาไร้ปีกองค์หนึ่งถูกส่งมาแก้ไขปัดเป่าเรื่องราวทั้งหมดในร่างตาแก่อารมณ์ดี ซึ่งชิงโดดน้ำตายตัดหน้าจอร์จ ทำให้ชายหนุ่มต้องเปลี่ยนจากการฆ่าตัวตายมาเป็นการช่วยชีวิตโดยปริยาย

ผู้เฒ่าจำแลงเลียบเคียงถามไถ่กับจอร์จ จนชายหนุ่มระบายความคับข้องใจ ถึงขั้นหลุดคำพูดออกมาว่า หากเปลี่ยนอดีตได้ เขาอยากจะไม่ถือกำเนิดมีชีวิตขึ้นมาบนโลก เพราะเท่าที่ผ่านมาทุกสิ่งที่กระทำล้วนล้มเหลวไร้ค่า

เมื่อกลับเข้าไปในเมือง คำพูดของจอร์จกลายเป็นจริงตามเงื่อนไขที่ว่า หากเขาไม่เคยมีตัวตนมาก่อน เมืองทั้งเมืองจะเป็นเช่นไร

ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป ชาวบ้านยากจนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย กลายเป็นมิจฉาชีพก่อภาระให้แก่สังคม

นายทุนหน้าเลือดกอบโกยทุกวิถีทาง จนเมืองเล็ก ๆ อันสงบสมถะ พลุกพล่านด้วยแหล่งอบายมุข ชาวบ้านที่เคยเป็นมิตรกลับแปลกหน้าต่อกัน

เมียของจอร์จกลายเป็นสาวทึนทึกที่หวาดระแวงเพศตรงข้าม น้องชายที่จอร์จเคยช่วยชีวิตในวัยเด็ก กระทั่งเติบโตเป็นวีรบุรุษของชาติในการสู้รบ นอนสงบนิ่งอยู่ในสุสานเนื่องจากจมน้ำตายตั้งแต่เยาว์วัย หญิงสาวคนหนึ่งที่จอร์จเคยเสียสละนำเอาเงินที่ตั้งใจจะจับจ่ายในช่วงฮันนีมูนให้หยิบยืม ประสบปัญหาเดือดร้อนเรื่องการเงินจนต้องหันมายึดอาชีพโสเภณี ตาเฒ่าเจ้าของร้านขายยา ซึ่งจอร์จเคยช่วยทักท้วงไม่ให้จ่ายยาผิด ติดคุกข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท และติดเหล้าอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา

เหตุแปรเปลี่ยนทั้งปวงทำให้จอร์จได้ตระหนักว่า แท้ที่จริงชีวิตเขามิได้สูญเปล่า ตรงข้าม กลับเต็มไปด้วยการกระทำอันควรแก่ความภาคภูมิใจ

It’s a Wonderful Life อธิบายถึงความหมายของการมีชีวิตด้วยคำตอบง่าย ๆ ว่า ทุกชีวิตย่อมเกี่ยวโยงส่งผลต่อผู้คนรอบข้าง อาจแลดูง่าย รวบรัด มองข้ามความจริงบางด้าน และเจือบรรยากาศพาฝันในเชิงอุดมคติ แต่ก็เป็นคำปลอบโยนผู้แพ้ที่ทรงพลัง

ผมรักหนังเรื่องนี้ เพราะมันสอนให้ผมรู้จักศรัทธาต่อการมีชีวิต...

3

ข่าวร้ายเกี่ยวกับ “พี่สาว” ที่นำความโศกสลดมาสู่แม่ก็คือ เธอล้มป่วยลงกะทันหันและเสียชีวิตโดยไม่มีใครระแคะระคายมาก่อน แต่พยายามต่อสู้กับโรคร้ายอย่างเงียบ ๆ ด้วยจิตใจอันเข้มแข็ง ไม่ทำตัวเป็นภาระให้ใคร ๆ ต้องคอยห่วงกังวล จนกระทั่งจากไปอย่างรวดเร็ว ดุจดังดาวตกขีดเส้นสุกไสวให้กับผืนฟ้ามืดดำในคืนแรม

แล้วเวลาที่คืบผ่านก็ทำให้ผมค่อย ๆ ลืมเลือนอดีตส่วนนี้ ก่อนจะหวนคืนสู่ห้วงคิดอีกครั้งหลังจากที่ผมได้ดูหนังเรื่อง Pather Panchali ของสัตยาจิต เรย์

Pather Panchali เป็นเรื่องของเด็กชายชื่ออปู ซึ่งเกิดมาในครอบครัวตระกูลพราหมณ์ฐานะยากจน หนังมุ่งแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมชนบท มากกว่าจะเน้นโครงเรื่องให้จับต้อง ส่วนที่งดงามที่สุดก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่สาวกับน้องชาย ทั้งคู่เย้าแหย่ เที่ยวเล่น ทะเลาะเบาะแว้ง แต่ลึก ๆ ก็ผูกพันรักใคร่กันแน่นแฟ้น

เด็กอย่างอปูอยู่ในสภาพอัตคัดไปเสียทุกทาง ได้แต่เฝ้ามองเพื่อน ๆ ในละแวกใกล้บ้านที่มีฐานะดีกว่าเล่นกันอย่างสนุกสนาน ด้วยของเล่นที่เขาไม่มีปัญญาซื้อหา จะมีก็เพียงพี่สาวที่นำพาเอาความน่าตื่นตาตื่นใจมาสู่วัยเยาว์ของเขา เธอชวนน้อยชายลัดเลาะข้ามทุ่งเพื่อรอดูรถไฟวิ่งผ่านหมู่บ้าน เปิดหูเปิดตาให้อปูรู้จักกับความใหญ่ของโลกภายนอก จุดประกายฝันว่าสักวันคงมีโอกาสได้เที่ยวท่องไปยังแห่งหนแปลกใหม่เหล่านั้น

ความทรงจำในชนบทของอปูจบลงอย่างรวดร้าว เมื่อพี่สาวตากฝนและเสียสละเอาผ้าคลุมไหล่มาห่มให้กับน้องชายเพื่อคลายหนาว จนกระทั่งตัวเองตกเป็นฝ่ายล้มป่วย ความจนทำให้ไม่มีเงินไปหาหมอมารักษาเยียวยา สุดท้ายเธอก็เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าสลด

“พี่สาว” ในความทรงจำของผมละม้ายใกล้เคียงกับตัวละครในหนัง ทั้งช่วงวัยและจิตใจอันงดงาม รวมถึงชะตากรรมที่ทั้งสองประสบ

อดีตที่หลบเร้นในหลืบมุมลึกจึงผุดพรายไหลหลากขึ้นมาอีกครั้งเมื่อผมได้ดู Pather Panchali และนึกย้อนไปถึงสิ่งดี ๆ ที่ “พี่สาว” เคยหยิบยื่นมอบให้แก่ผม ซึ่งไม่ต่างไปจากการที่พี่สาวพาน้องชายในหนังไปพบเห็นรถไฟเป็นครั้งแรกในชีวิต

ทุกวันนี้หนังสือการ์ตูนเหล่านั้นสูญหายไปหมดแล้ว แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำทำให้ผมติดการอ่านหนังสืออย่างงอมแงม จากการ์ตูนสู่นิยาย ขยับขยายไปยังเรื่องแปล ตำรับตำราวิชาการ โยงใยถึงการดูหนังฟังเพลง สั่งสมเป็นแหล่งความรู้ที่ใช้ในการหัดเขียนหนังสือ กระทั่งกลายเป็นอาชีพดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

ใครจะรู้ หากปราศจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ชีวิตผมจะหักเหไปเป็นเช่นไร?

4

ในชีวิตที่ผ่านมา ผมได้รู้จักพบพาน “จอร์จ เบลีย์” มากมายหลายคน พวกเขาและเธอล้วนกระทำสิ่งเล็กน้อย ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนไม่สลักสำคัญ แต่ก็ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อตัวผม

“พี่สาว” คือหนึ่งในจำนวนนั้น

บางห้วงอารมณ์ ผมเชื่อถึงขั้นที่ว่า “พี่สาว” คือ เทวดาไร้ปีกที่ลงมาสู่โลก เพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตผมให้ดำเนินไปสู่เส้นทางอันเหมาะสม

เช่นนี้แล้ว ผมจึงเชื่อว่าชีวิตเป็นเรื่องงดงาม เราก้าวเดินเตาะแตะ ท่ามกลางน้ำใจที่ได้รับการหยิบยื่นจากผู้คนมากมายที่เวียนผ่านเข้ามาข้องแวะ จนเติบโตมั่นคงเพื่อกระทำสิ่งเดียวกันต่อคนอื่น ๆ สานทอก่อลูกโซ่ของ “การรับและการให้” ที่สัมพันธ์กันไม่รู้จบ

เมื่อยามเด็กผมเคยนึกอยากสร้างวีรกรรมใหญ่โต แต่ทุกวันนี้ความคิดดังกล่าวไม่หลงเหลืออีกต่อไป มีเพียงความใฝ่ฝันอยากเป็นคนธรรมดาเช่น “จอร์จ เบลีย์” และ “พี่สาว”

เพราะมี “พี่สาว” เพราะมีเมื่อวาน ผมจึงมีวันนี้...




(เขียนครั้งแรกเมื่อปี 2538 และแก้ไขปรับปรุงขนานใหญ่ในเวลาต่อมา เพื่อนำมารวมอยู่ในหนังสือ “จอมยุทธจับฉ่าย” ภาพที่ผมเลือกมาประกอบบทความชิ้นนี้ ชื่อ Young Woman on the Beach วาดโดย Philip Wilson Steer)

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เมื่อคืนนี้...ผมฝันถึงรัสเซียและเสี่ยหมี โดย "นรา"


จิตใต้สำนึกของผมคงจะมีธาตุเหลวไหลฟุ้งซ่านเจือปนประกอบอยู่เยอะนะครับ จึงมักจะเก็บเอาไปแปรรูปเป็นความฝันพิลึกกึกกืออีตอนหลับอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ


ล่าสุดใหม่เอี่ยมแกะกล่องเมื่อคืนที่ผ่านมา ผมฝันว่าอยู่ดี ๆ ก็จรลีเดินทางไปยังประเทศรัสเซีย ด้วยสาเหตุต้นตอที่ยังคงลึกลับมืดมน ท่ามกลางข่าวลือซุบซิบว่าเป็นการลี้ภัย


ในความฝันนั้น ผมกำลังจะขึ้นรถเมล์เพื่อกลับบ้านตามปกติ แต่แล้วก็เผลองีบหลับสัปหงกระหว่างการจราจรติดหนึบขนาดหนัก มารู้ตัวอีกทีเมื่อรถเมล์เบรคดังเอี๊ยด จนผมหัวทิ่มหน้าคะมำตกใจตื่น (จากการงีบ แต่จริง ๆ แล้วยังหลับและฝันอยู่นะครับ)

ผมเหลือบมองไปทางหน้าต่าง เห็นหิมะตกโปรยปรายเต็มท้องถนน ตึกรามบ้านช่องสองข้างทาง หน้าตารูปทรงแปลก ๆ แบบที่ผมไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน แต่คุ้นตาจากในหนังฝรั่งหลาย ๆ เรื่อง


“ที่นี่คือที่ไหนกัน” ผมหันไปถามเจ๊ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ (หน้าตาเหมือนอาร์แซน แวนเกอร์ ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล แต่ตาตี่แบบคนมีเชื้อสายจีน และเลี่ยมฟันทอง) ด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านตื่นตกใจ


“รัสเซีย” เจ๊ตอบเหมือนไม่ยินดียินร้าย ราวกับเป็นเหตุการณ์ปกติ เหมือนรถเมล์แล่นผ่านแถว ๆ ประตูน้ำ

“แล้วรถไปสุดสายที่ไหนครับ” ผมถามอีกครั้ง ด้วยความวิตกกังวล


“ตลาดพลู” เจ๊ตอบเสียงห้วน ๆ สายตามีแววตำหนิติเตียน ประมาณว่า ไม่รู้แล้วดันทุรังนั่งมาตั้งนานทำไม (วะ)

ผมใช้เวลาเก้าจุดสามเจ็ดสองวินาที ทำลายสถิติโอลิมปิค ประเภทคิดสั้นระยะร้อยเมตร คำนวณหาข้อดีข้อเสีย ว่าควรจะนั่งต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงตลาดพลู หรือตัดสินใจลงที่รัสเซียดี

ถ้าลงตลาดพลู ซึ่งเป็นคนละทิศกับบ้านผม (อยู่แถวบางจาก) ต้องเสียเวลานั่งรถย้อนกลับมาอีกไกล

แต่ถ้าลงที่รัสเซีย ยิ่งไกลกว่ามหาศาล และอาจหารถเมล์กลับบ้านไม่ได้ แถมยังหนาวอีกต่างหาก

นกนางนวลต่างกับนกนางนวลทะเลมากทีเดียว นกทั้งสองชนิดนี้ไม่เหมือนกันเลยสักอย่าง ผมคิดราวกับขโมยมาจากงานเขียนของฮารูกิ มูราคามิแบบหน้าด้าน ๆ

คิดได้ดังนั้น ผมก็ถูมือแปลงกายเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากประเทศไทย และตัดสินใจลงแวะที่รัสเซียทันที

เจ๊คนเดิม ชะโงกศีรษะโผล่ออกมานอกหน้าต่าง ขณะที่รถเมล์กำลังแล่นพ้นเลยป้ายไปอย่างรวดเร็ว แก ตะโกนมาทางผมว่า “เฮ้ย!!! นั่นรัสเซียนะโว้ย มึงขอวีซ่ารึยัง? แล้วพาสสปอร์ตอีกล่ะ มีมั้ย? รู้ที่แลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นรูเบิลรึเปล่า? กระเป๋าใส่สัมภาระเอามากี่ใบ? คืนนี้มึงจะนอนพักที่ไหน? อคาเดมี แฟนตาเซีย ซีซั่นหน้า จะโหวตให้ใครดี?”

ท่าทางเจ๊แกคงจะเป็นคนขี้สงสัยนะครับ แต่ที่ผมสงสัยกว่านั้นก็คือ รถเมล์หรือก็วิ่งออกจะเร็ว เจ๊สามารถตะโกนถามอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะครบถ้วนได้ยังไง

ท่านผู้อ่านก็ไม่ต้องส่ง SMS มาตอบหรอกนะครับ ข้อความจำพวก “คืนนี้หงส์ชนะแน่” หรือ “เมื่อเช้าลำพูนหนาวจัง” ผมเคยผ่านตาและเห็นมาเยอะแล้ว

ผมลงมายืนกลางถนน สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดูดเอาอากาศรัสเซียเข้าไปจนชุ่มปอด กางแขนสองข้างเหยียดตรงออกไปยื่นมือรับหิมะ ใจหนึ่งก็อยากจะก้มลงกราบแผ่นดินรัสเซียแบบ “พี่บางคน” เคยทำที่สนามบินสุวรรณภูมิดูบ้าง แต่มานึกภาพ ตูดโด่งโก้งโค้งกลมๆ ที่ลอยมาติดตาหลอกหลอนความรู้สึกของผู้พบเห็นแล้ว ก็เลยล้มเลิกความคิด เพราะใจไม่ถึง


ที่สำคัญ แถว ๆ นั้นไม่มีช่างภาพสื่อมวลชนมาคอยทำข่าวด้วย


ก่อนจะเล่าเรื่องการผจญภัยในรัสเซียต่อไป ผมควรแนะนำตัวเด็กชายพี่หมีสักเล็กน้อยนะครับ

ผมมีตุ๊กตาหมีพูห์ตัวหนึ่ง ส่วนสูงนั้นเตี้ยราว ๆ หกนิ้ว หลังจากติดตามผมออกผจญภัยมานานสิบกว่าปี มันก็กลายสภาพเป็นเด็กชายพี่หมี สภาพมอมแมมร่วงโรย มีชีวิต พูดได้ และนิสัยติงต๊อง (พอ ๆ กับผม)


เวลาผมไปไหนมาไหน พี่หมีมักติดสอยห้อยตามผมตลอด ไม่ว่าจะเที่ยวทะเล เข้าป่า เดินเขา หรือซัดเซพเนจรแถว ๆ ถนนข้าวสาร

ตอนฝันว่าไปรัสเซีย พี่หมีก็ร่วมซีนอยู่ด้วย มันค่อย ๆ ปีนออกจากระเป๋าผ้าสะพายไหล่ของผม

ผมปรึกษาหารือกับพี่หมีว่าจะเอายังไงต่อไปดี


“ก่อนอื่น ตอนนี้อั๊วไม่ใช่เด็กชายพี่หมีแล้ว แต่เป็นเสี่ยหมี วินนี-เดอะ-พูห์อับราโมวิช โปรดเข้าใจให้ถูกต้อง” ตุ๊กตาหมีของผม พูดด้วยท่าทีกร่าง ๆ อวดพุงกลม ๆ

“ครับ เสี่ย” ผมตอบด้วยทีท่าอาการสำรวม


“ดีมาก” เสี่ยหมีผงกศีรษะเล็กน้อย “มาเที่ยวรัสเซียทั้งที จะให้เร้าใจ มันต้องหาส้มบางมดหรือทุเรียนเมืองนนท์มากินแก้หนาวกันหน่อย”


“ทำไมล่ะครับ?” ผมถามและฉงนสงสัย


“เรามันเด็กแนวว่ะ จะให้ดื่มว้อดก้าแกล้มคาเวียร์ได้งัย โหล ๆ ดาด ๆ เชยตายห่า ส้มบางมดกับทุเรียนเมืองนนท์นี่แหละ หายาก แพงดี กินแล้วค่อยสมศักดิ์ศรีคนมีกะตังค์ แหล่ม รู้จักมั้ย แหล่ม”


เด็กชายพี่หมีในฐานะเจ้าถิ่น จึงนำพาผมออกดั้นด้นค้นหาแหล่งซื้อขายส้มบางมดกับทุเรียนเมืองนนท์

เราเดินผ่านจตุรัสแดงแบบรีบ ๆ ลวก ๆ เนื่องจากไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน บรรยายไม่ค่อยถูก เลี้ยวเข้าตามตรอกซอกซอยคดเคี้ยวหลายแห่ง จนกระทั่งมาหยุดลงตรงตึกเก่า ๆ รูปทรงสี่เหลี่ยมแข็งทื่อ ซึ่งเป็นการออกแบบชนิดเอาแบบออก ไม่เหลือสิ่งใด ๆ ที่พอจะเรียกได้ว่าเข้าข่ายการดีไซน์

ภายในตัวอาคาร มีเคาน์เตอร์สำหรับลงทะเบียนเหมือนโรงแรมทั่วไป ชายชาวรัสเซียวัยกลางคน รูปร่างผอม แก้มตอบ จมูกงองุ้ม ยืนนิ่งกวาดสายตาคมกริบมาที่ผมกับพี่หมี เมื่อเราหยุดยืนตรงเบื้องหน้า


“มีอะไรให้ผมรับใช้ได้บ้าง สหาย” ชายวัยกลางคนเอ่ยถามแทนคำทักทาย


“บอนด์ ผมชื่อบอนด์...บอนด์ไทร มาจากประเทศไทย” ผมพยายามเก๊กหน้าเหมือนฌอน คอนเนอรีตอนหนุ่ม ๆ แต่ดันไม่ค่อยเหมือน ยกเว้นแลดูแก่ใกล้เคียงกับอายุของเขาในปัจจุบัน


“ผมชื่ออีวาน สหายโปรดแจ้งวัตถุประสงค์” อีวานพูดเป็นประโยคบอกเล่าและประโยคคำถามในคราวเดียวกัน


“ส้มบางมดและทุเรียนเมืองนนท์” ผมเปรย ๆ เป็นประโยคไม่ถาม ไม่ตอบ และค่อนข้างผิดหลักไวยากรณ์ แถมยังปราศจากความรู้เรื่องแกรมม่า จนสอบตกวิชาภาษาอังกฤษมาตลอดชีวิต


ชายดังกล่าว พยายามเก็บอาการให้ดูสงบนิ่ง แต่ก็ไม่อาจปกปิด แววตาสะดุ้งตกใจชั่ววูบ ก่อนจะรีบคุมสติทำทีเป็นปกติ และกระแอมหนึ่งครั้ง

“อะแฮ่ม สหายต้องบอกรหัสให้เราทราบ ด้วยการกล่าวอะไรสักนิด”


ผมนิ่งอึกอักอยู่ครู่ใหญ่ตรงหน้าไมโครโฟน กวาดสายตาเหลือบมองดูอีวานตรงเคาน์เตอร์ และบรรดาพนักงานที่นั่งเรียงรายบนเก้าอี้ ทุกคนล้วนจับจ้องมาที่ผม

สิบห้าวินาทีผ่านพ้นไปแบบไร้สุ้มเสียง ก่อนที่ผมจะเอ่ยทำลายความเงียบ ด้วยประโยคที่จำมาจากหนังโฆษณาปตท.

“ผม...ผมขอฝากที่นี่...ให้...น้อง ๆ ช่วยดูแลด้วยครับ ขอบคุณครับ”

ทั้งหมดปรบมือเกรียวกราว อีวานเข้ามาสวมกอดผม พร้อมกับกล่าวว่า “รหัสถูกต้อง ยินดีต้อนรับสหาย”

เด็กชายพี่หมียิ้มกริ่ม เดินเข้ามาผสมโรงสวมกอด แต่โดนอีวานหยิบปืนขึ้นมาจ่อหน้าผาก

“เดี๋ยว บอกรหัสมาก่อน”

ผมเหงื่อหยดซึมซ่านจากปลายคางมากระทบต้นแขนจนแตกดังโพละ ทั้ง ๆ ที่ข้างนอกหิมะตกหนาวเย็นเหมือนทาแป้งตรางูขณะกำลังอาบน้ำ ส่วนเสี่ยหมีหน้าซีดเผือด ทั้ง ๆ ที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมม

มันพยายามใช้ความคิดจนสุดชีวิต ก่อนโดนปลายปืนกระแทกหน้าผากเข้าอย่างจังอีกครั้งเป็นการเร่งรัด

“บ้านนี้เมืองนี้มันเป็นอะไรกันหมด จะเอากันให้ตายเลยหรือไง...ปัดโธ่!... ” เด็กชายพี่หมีตะโกนขึ้นเสียงอย่างหงุดหงิด

“รหัสไม่ถูกต้อง แกเป็นใคร”

“อั๊วชื่อเสี่ยหมี”

อีวานพยักพเยิดส่งสัญญาณกับบรรดาลูกน้อง “เอาตัวมันไปสอบปากคำ”

ชายร่างใหญ่สองคน ก้าวพรวดเข้ามาหิ้วปีกเด็กชายพี่หมีที่พยายามดิ้นรนขัดขืน ผมพยายามแทรกตัวเข้าไปขัดขวาง แต่ดันซุ่มซ่ามสะดุดขาตัวเอง ด้วยความประหม่าตื่นเต้นแบบที่ “ยู้ ๆ หรู่” (เชื่อรึยังครับว่า ประหม่าจริง ๆ ขนาดจะเขียนว่า “รู้ ๆ อยู่” ลิ้นยังพันกันมาถึงปลายนิ้วจนพิมพ์ผิด)

เจ้ายักษ์คนหนึ่งจึงปล่อยหมัดอัปเปอร์คัทเข้าไปเต็มพุงของเสี่ยหมี (ผมควรบอกด้วยว่า ในความฝันครั้งนี้ ไม่มีเด็กหรือสัตว์ใด ๆ ได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นอันตราย ยกเว้นก็แต่เสี่ยหมีนี่แหละ)

ก่อนหมดสติ (เนื่องจากเกิดอาการจุกจนอ็อกซิเจนเลี้ยงสมองไม่ทัน) เด็กชายพี่หมีครวญครางเบา ๆ ว่า “บอกแล้วให้ไปลอนดอนดีกว่า มีสโมสรฟุตบอลอังกฤษให้ซื้อเยอะแยะเลย”

ผมค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ทั้งเจ็บ ทั้งอาย (ไม่ได้อายที่หกล้ม แต่อายที่พิมพ์ผิด) และโกรธ ยกมือชี้นิ้วด่าอีวาน “แก ไอ้คนใจโหด ทำร้ายแม้กระทั่งลูกหมีที่ไม่มีทางสู้, ลูกหมีสกปรก, ลูกหมีขี้ตะกละ, ลูกหมีนิสัยบ้า ๆ บอ ๆ, ลูกหมีหัวรุนแรงกลิ่นตัวเหม็น...ลูกหมี...”

เด็กชายพี่หมีพึมพำเหมือนละเมอทะลุกลางป้องขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ยังหลับตาหมดสติ “ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณละเอียดก็ได้”

“หึ หึ หึ” อีวานหัวเราะชั่วร้ายเจ้าเล่ห์ฆ่าเวลา เลียนแบบหนังแอ็คชั่นหลากสัญชาตินับล้านเรื่อง ระหว่างที่ผมยังนึกไม่ออกว่าจะฝันยังไงต่อไป

“ความผิดของสหายก็คือ ลักลอบเข้าเมือง, ปลอมตัวเป็นสายลับอังกฤษ, มีพฤติกรรมเป็นจารชนสอดแนม และเป็นเพื่อนกับไอ้ลูกหมีเน่า ๆ ตัวนั้น เราคือดินแดนเจ้าของสมญาหมีขาว สหายกับสหายของสหาย (หมายถึง ผมกับเด็กชายพี่หมีซึ่งเป็นเพื่อนของผมที่ถูกอีวานเรียกว่าสหาย โอย! ตอนฝันก็ว่าปวดหัวแล้ว ตอนเขียนก็ยิ่งปวดหัวหนักขึ้นอีก) ลบหลู่เหยียดหยามพวกเราเป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นอภัยให้ไม่ได้ ผมเสียใจที่เราต้องใช้วิธีลงโทษขั้นเด็ดขาด”

สมุนของอีวานจับตัวผมไปเข้าห้องทรมาน ถูกตรึงแขนขาล่ามไว้ด้วยโซ่เหล็กกล้าบนเตียง ทั้งเนื้อทั้งตัวผมเหลือเพียงกางเกงบอลที่ใส่ตอนเข้านอน ส่วนท่อนบนโป๊และเปลือยจนต้องทำภาพเบลอ ๆ กันอุจาด

เจ้ายักษ์คนเดียวกับเมื่อหกเจ็ดย่อหน้าที่แล้ว หยิบน้ำแข็งก้อนมาลูบไล้บริเวณอก หลัง และคอของผม เหมือนทาวิคส์วาโปรับแก้หวัด ทำเอาผมสะท้านเยือกหนาวสั่นสุดขีด (โปรดอย่าลืมว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้างนอกนั้นยังมีหิมะตกโปรยปรายอยู่เรื่อย ๆ)

นั่นเป็นแค่ความทรมานขั้นต้น เจ้ายักษ์หยิบน้ำแข็งอีกก้อน เทแป้งตรางูโรยน้ำแข็งจนขาวไปทั้งก้อน จากนั้นก็ลูบไล้ไปยังที่เดิม พร้อมทั้งปาลูกอมรสมินท์เข้าไปในปาก ขณะที่ผมร้องตะโกนสุดเสียง

“ช่วยด้วยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!”

ผมตกใจตื่นในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเอง ความรู้สึกแรกก็คือ หนาวชิบเป๋งเลยครับ เมื่อพยายามลืมตาอันสะลึมสะลือ นั่งงัวเงีย ถอนหายใจแรง ๆ อีกพักใหญ่ จึงค่อยค้นพบว่า ฝันร้ายเนื่องจากเมื่อคืนเผลอนอนใกล้พัดลมไปหน่อย ครั้นเหลียวซ้ายแลขวามองหาเด็กชายพี่หมี ก็ไม่มีวี่แววไร้ร่องรอย

จนเมื่อทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง เพื่อเตรียมจะฝันล้างแค้นช่วงชิงตัวเด็กชายพี่หมีกลับมา ผมถึงได้รู้ว่า มันแบนแต๊ดแต๋ติดอยู่กลางหลังของผมเอง

เหตุการณ์ในฝันครั้งที่สอง ไม่ได้เกิดขึ้นที่รัสเซียหรอกนะครับ อีวานและสมุนจึงโชคดี รอดพ้นจากการโดนเวรกรรมตามสนอง กลายเป็นผู้ร้ายลอยนวล

ส่วนผมและเด็กชายพี่หมี กลายเป็นนกเพนกวิน เดินเตาะแตะต้วมเตี้ยมอยู่แถว ๆ ขั้วโลกเหนือ

หลังจากตื่นนอนอย่างแท้จริงในอีกสองชั่วโมงต่อมา ผมกับเด็กชายพี่หมีก็หยิบเพลง “จากไปลอนดอน” ของวงชาตรีมาฟัง ประมาณว่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

เราตกลงกันแล้วว่า คืนนี้อยากจะฝันถึงลอนดอนและบางคน-ที่คุณก็รู้ว่าใคร

ป.ล. สาบานได้ว่า เรื่องนี้เขียนเพื่อถ่ายทอดบอกเล่าความฝันบ้า ๆ บอ ๆ ของผมเอง ไม่มีแก่นสาร, ไม่ได้ซ่อนนัยยะ,ไม่มีความหมายแอบแฝง, ปราศจากแง่คิด, ไม่ได้แทรกสัญลักษณ์ใด ๆ ให้ตีความ หรือมีเจตนาจะกระทบชิ่งพาดพิงถึงคนเหลี่ยมคนไกลที่ไหนเลย แต่หากผู้อ่านท่านใดอยากจะคิดเช่นนั้น...ผมก็ขออนุโมทนา และหากนึกอะไรได้ก็อย่าลืมนำมาเล่าให้ผมฟังด้วย ชักอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้างเหมือนกัน




(เขียนเมื่อ 18 สิงหาคม เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "มนุษย์ไร้สาระวีหนึ่ง" โอเพนออนไลน์)

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ผู้หญิงแปลกหน้า โดย "นรา"


แม้ว่าผมจะยังคงลงมือเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ที่ "เซฟเฮาส์" เหมือนเดิม แต่ฉากหลังของเรื่องที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง กลับเกิดขึ้นในดินแดนห่างไกล ต้องรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเล (และหลังคาบ้านอีกจำนวนนับไม่ถ้วน) ไปถึงลอนดอนนู่นเชียว

ผมนั้นใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนเรื่องประเภทเดินทางท่องเที่ยว (ทั้งในและนอกราชอาณาจักร) มาตลอดสิบกว่าปี แต่เอาเข้าจริงก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก เพราะความขาดแคลนทางด้านทุนทรัพย์ ครั้นจะแบกเป้เร่ร่อนตะลอนเที่ยวแบบถูก ๆ ก็ติดขัดตรงกลัวลำบาก (เช่น เกรงว่าจะโดนยุงกัด คิดถึงบ้าน และอดกินข้าวเหนียวทุเรียนกวน เป็นต้น)

นี่ยังไม่นับรวมความรู้ด้านภาษาอังกฤษที่มีน้อยร่อยหรอพอ ๆ กับหางอึ่งตัวสุดท้องที่ขาดสารอาหาร

ยิ่งถ้าหากพิจารณาไปถึงหน้าตาซึ่งไม่เป็นมิตรต่อเพื่อนร่วมโลก มิหนำซ้ำยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขอวีซ่าด้วยแล้ว ก็มีเหตุผลเหลือเฟือที่ผมสมควรจะปักหลักกบดานกักบริเวณอย่างมิดชิดด้วยความเจียมตัวประมาณตนอยู่ที่ "เซฟเฮาส์" เท่านั้น

หนทางเดียวที่พอจะเป็นไปได้คือ นั่งเฉย ๆ รอคอยจนกว่าจะมีใครมาเป็นเจ้าภาพเชิญไปเที่ยวเมืองนอก ชนิดดูแลอำนวยความสะดวกเสร็จสรรพเพียบพร้อมครบครัน ทั้งที่พัก อาหาร และตั๋วเครื่องบิน แต่ก็อีกนั่นแหละอยู่ดี ๆ คงไม่มีใครมาควักกระเป๋าทุกกระปุกพาคนสติไม่เรียบร้อยอย่างผมไปเที่ยวให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

อีกวิธีที่ดูดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อยก็คือ ลงมือเขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ท่องเที่ยวต่างแดนให้เป็นกิจลักษณะ เพื่อพิสูจน์ให้เจ้าภาพในอนาคตทั้งหลายได้เห็นว่า ผมนั้นเข้าข่ายน่าพิจารณาพาไปเป็นลูกทัวร์ วิธีนี้ก็มีอุปสรรอย่างฉกรรจ์ตรงที่ว่า เมื่อไม่เคยไปเที่ยวมาก่อน ก็ไม่รู้จะสรรหาอะไรมาเขียนให้ทุกคนได้ประจักษ์ (ในความเป็นนักท่องเที่ยวดีเด่นสาขารักนวลสงวนฟอร์ม)

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านมาเคยมีคนชวนผมไปเที่ยวเมืองนอกแลกกับข้อเขียนหนึ่งชิ้น เมื่อกลับมาทำงานชดใช้ตามกติกาเรียบร้อยแล้ว ผมก็แทบจะไม่ได้ลงมือทำอะไรเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนั้นอีกเลย ทั้ง ๆ ที่แรกเริ่มเดิมทีได้ตั้งเป้าวางแผนร่างนโยบายเป็นโครงการมหึมายิ่งใหญ่อลังการเอาไว้ว่า จะเขียนเป็นหนังสือเล่มหนาขนาด The Lord of the Rings แช่น้ำจนบวมอืด

ความขี้เกียจนั้นเป็นเหตุผลอันดับแรก (เรื่องนี้น่าจะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว) ถัดมาคือ ผมคิดว่าจำเป็นต้องค้นข้อมูลหาความรู้เพิ่มเติม (เงื่อนไขนี้สำหรับผมแล้ว ถ้าคิดจะทำจริง ๆ ง่ายดายหมูตู้ เพียงแต่โดยปกติ "ไม่ค่อยคิด" นะครับ) แต่อุปสรรคที่หนักหนาสาหัสกว่าได้แก่ การหาเวลาปลอดโปร่งโล่งจากงานอื่น ๆ ประมาณหนึ่งเดือนสำหรับลงมือเขียน ซึ่งโดยภาระความรับผิดชอบตามปกติของผม ไม่เอื้ออำนวยให้ทำเช่นนั้นได้อย่างราบรื่นเรียบร้อย

เหนือสิ่งอื่นใดคือ ผมไม่อยากเขียนบอกเล่าแค่ว่า วันไหนเมื่อไรไปเที่ยวไหนทำสิ่งใด (และสรุปสิ่งต่าง ๆ ที่พบเห็นว่า "สวยจัง") ผมปรารถนาจะเขียนถึงเรื่องราว สถานที่ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยมุมมองสายตาความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่านั้น อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อจะได้ไม่แสดงอะไร "อวดโง่" และ "อวดฉลาด" ออกมาประจานตนเองจนเกินไป

นั่นย่อมหมายถึงการใช้เวลา ซึ่งไม่ได้จำเพาะเจาะจงแค่ห้วงขณะลงมือเขียน แต่ยังรวมระยะบ่มฟักความคิดและการทำความเข้าใจสารพัดสิ่งที่เจอะเจอในการเป็น "คนผ่านทาง" เพราะเหตุนี้เอง การไปเที่ยวหลากถิ่นหลายครั้งของผม (รวมถึงเมื่อคราวพา "พี่หมี" ขึ้น "พูห์กระดึง") จึงแทบไม่เคยคืบหน้าขยับเคลื่อนลงสู่บนหน้ากระดาษเลย ด้วยข้ออ้างง่าย ๆ คือ เรื่องราวในหัวของผมยังไม่เติบโตงอกงามจนได้ที่พอเหมาะ

เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ก็เป็นกรณีหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากความทรงจำของผมสู่หน้ากระดาษเชื่องช้าเนิ่นนานถึงหกปี เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนสาย ๆ วันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังเดินโต๋เต๋ตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ในลอนดอน จู่ ๆ ก็มีหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ แต่งตัวสะอาดเรียบร้อย เดินจูงรถเข็นที่มีเด็กทารกอยู่ในนั้นตรงเข้ามาหา พร้อมทั้งเอ่ยปากขอเงินเป็นค่าอาหารลูกของเธอ ผมจึงหยิบเหรียญทั้งหมดที่มีอยู่ให้เธอ รวมแล้วตกประมาณ 3 ปอนด์กว่า ๆ (ตอนนั้นเทียบค่าเงินหนึ่งปอนด์เท่ากับห้าสิบบาท)

เธอรับเงินแล้วพูดกับผมหนึ่งประโยค ก่อนจะเดินลากรถเข็นจากไป

เรื่องนี้ติดค้างอยู่ในใจผมเสมอมา เมื่อนึกทบทวนย้อนหลัง ผมเกิดคำถามติดตามมาหลายข้อ เช่น เธอเป็นขอทานหรือเปล่า? ทำไมผมจึงให้เงินเธอโดยไม่กลัวว่าจะโดนโกหกหลอกลวง? และที่สำคัญ ทำไมผมจึงมีความสุขและรู้สึกดีเหลือเกินทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว?

ข้อแรกนั้นตอบง่ายครับ ผมคิดและเชื่อโดยสัญชาติญาณความรู้สึกว่า เธอไม่ใช่ขอทาน เป็นเพียงคนปกติธรรมดาที่บังเอิญกำลังตกอยู่ในช่วงเดือดร้อนเรื่องเงินทอง ผิดหรือถูกผมเองก็ไม่ทราบ แต่ปราศจากประโยชน์อันใดนะครับ ที่จะไปเที่ยวประเมินผู้อื่นให้อยู่ในฐานะต่ำต้อยด้อยกว่า ผมจึงเลือกเชื่อเช่นนี้ โดยไม่ใส่ใจต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงใด ๆ ทั้งสิ้น

เรื่องโดนโกหกหลอกลวงยิ่งตอบง่ายกว่าเดิมเสียอีก ระหว่างการเชื่อผู้อื่นกับความหวาดระแวง ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจย่อมเทน้ำหนักไปที่อย่างแรกมากกว่า

นอกเหนือจากนี้ ผมเชื่อตัวผมเองครับ เมื่อสมองสั่งการว่า โปรดหยิบเงินให้แก่หญิงสาวคนนั้น ก็ป่วยการที่จะหาเหตุคัดค้านขัดแย้งกับตนเองให้วุ่นวายใจ อย่างไรก็ตาม ผมหาคำตอบไม่ได้ว่า ทำไมถึงให้เงินหญิงสาวคนนั้น (นี่เป็นเงินให้ "คนแปลกหน้า" ที่แพงมากสุดในชีวิตของผมเลยทีเดียว)

ตรงนี้โยงใยมาสู่ความอับจนปัญญาในการหาเหตุผลว่า ทำไมผมจึงเอนเอียงไปทางประทับใจเมื่อนึกถึงเรื่องราวเหล่านี้?

มีคำอธิบายที่ดูดี (แต่ผมคิดว่าไม่เป็นความจริง) อยู่มาก เช่น ผมสุขใจจากการได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่อยู่ในฐานะลำบากกว่า

ผมสุขใจเพราะในห้วงเวลาดังกล่าว หญิงสาวคนนั้นกับผมสามารถสื่อสารถึงกัน โดยไม่มีพรมแดนทางภาษาหรือเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นความเข้าใจเบื้องลึกระหว่างเพื่อนมนุษย์ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกหลุดพ้นจากภาวะแปลกปลอมผิดที่พลัดถิ่น

ผมสุขใจเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้แก่กัน (แม้ว่าในความเป็นจริง ผมจะเชื่อทุกสิ่งที่เกี่ยวกับหญิงสาวคนนั้น แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ผมเป็นสุขในการนึกถึงเรื่องนี้หรอก)

ผมมั่นใจนะครับว่า เหตุผลต่าง ๆ ที่หยิบยกมาข้างต้น ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะเมื่อไรก็ตามที่ผมพยายามจะเชื่อหรือยอมรับคำอธิบายเหล่านี้ ผมรู้สึกเกลียดความตอแหลของตัวเองขึ้นมาทันที

อะไรที่มันไม่จริง ต่อให้พยายามหว่านล้อมโน้มน้าวอย่างไรก็ย่อมเป็นสิ่งปลอม ๆ อยู่นั่นเอง

ผมตัดสินใจเขียนถึงเรื่องนี้ เนื่องจากเพิ่งจะได้ความกระจ่างว่า มีอยู่ 2 เหตุผลที่ทำให้ผมฝังใจกับเหตุการณ์ครั้งนั้น

แรกสุดคือ ตลอดเวลาที่หญิงสาวคนนั้นเอ่ยปากขอเงินจนกระทั่งเธอจากไป เมื่อย้อนรำลึกดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว พบว่าผมไม่ได้คิดคำนวณไตร่ตรองอะไรเลย ทุกสิ่งเกิดขึ้นอัตโนมัติโดยแทบไม่รู้ตัว

ตลอดชีวิตผมเคยทำสิ่งเดียวกันนี้บ่อยครั้งพอสมควร แต่นี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมไม่ได้คิดอะไรเลย (โดยเฉพาะในแง่ของการหาเหตุผลประเมินผู้อื่น คำนวณบวกลบในเชิงกำไรขาดทุน หรือคาดหวังถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ)

พูดให้ชัดกว่านั้น ผมไม่รู้สึกว่าได้ทำบุญทำกุศลอันใด และไม่ได้อิ่มเอิบสบายใจเพราะเหตุผลนี้

ผมเพิ่งมาพบว่า ความประทับใจในเรื่องนี้เกิดจากอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นคือ หญิงสาวคนนั้นทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีที่มนุษย์พึงมีต่อกัน

แน่นอนครับว่า ในกรณีนี้เธอต่างหากที่เป็นฝ่ายให้ ไม่ใช่ผม ก่อนจะอำลาจากกันเธอพูดข้อความประโยคหนึ่งกับผม

เป็นประโยคซึ่งผมคิดว่าสวยงาม และเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เธอจะพึงให้ผมได้ในขณะนั้น
ขอสารภาพว่า ผมพบความยุ่งยากลำบากใจพอสมควรในการเขียนถึงเรื่องนี้ เพราะต้องระมัดระวังอย่างถึงที่สุด ไม่ให้โน้มเอียงไปทาง "ยกย่องเยินยอ" ตัวเอง (ถ้าใครอ่านแล้วยังรู้สึกเช่นนั้นอยู่ ก็น่าจะเป็นด้วยสาเหตุเดียวคือ ผมไร้ความสามารถในเชิงขีดเขียน)

ปกติแล้วผมไม่นิยมบอกกับผู้อ่านชัด ๆ โจ่งแจ้งหรอกนะครับว่า ประเด็นเป้าหมายที่ต้องการนำเสนอในงานเขียนคืออะไร? เพราะนอกจากจะขาดชั้นเชิง ไร้ความเป็นศิลปะแล้ว การ "บอกตรง ๆ" มักจะก่อให้เกิดความรู้สึกว่า "ยัดเยียด"

แต่ในข้อเขียนชิ้นนี้ ผมขอละเมิดข้อห้าม ด้วยการพูดอะไรตรงไปตรงมา ว่าสิ่งที่อยากจะถ่ายทอดส่งมอบสู่ผู้อ่านในเรื่องนี้ คือประโยคที่หญิงสาวคนนั้นเคยพูดกับผมเมื่อ 6 ปีที่แล้ว

ถ้อยคำนั้นก็คือ God Bless You
(เขียนและเผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ “เขียนคาบเส้น” เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ปี 2546 เดิมตั้งใจจะรวมไว้ใน “ข้าวมันเป็ด” ถัดจากบทความชื่อ “เซฟเฮาส์” แต่ก็เหมือนเดิมคือ ผมทำต้นฉบับหาย และเพิ่งหาเจอ เรื่องนี้เป็นบทความชิ้นสุดท้ายในคอลัมน์ "เขียนคาบเส้น" ด้วย ผมเขียนขึ้นโดยมีเจตนาตั้งใจจะให้มันแทนคำร่ำลากับผู้อ่าน-อย่างไม่เป็นทางการ-เนื่องจากขณะนั้นได้เตรียมตัวลาออกจากงานประจำแล้ว ในการเผยแพร่ครั้งนี้ จึงไม่ได้ปรับปรุงขัดเกลาอะไร นอกจากตรวจตราแก้ไขคำที่สะกดผิดให้ถูกต้องเท่านั้นเอง)

ป.ล. พูดถึงหนังสือ "ข้าวมันเป็ด" ขออนุญาตโฆษณาขายของอีกนิดว่า สามารถหาซื้อได้ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ดูเหมือนจะมีขายเคียงข้างกับงานของเพื่อนร่วมสำนักพิมพ์อีก 2 เล่มคือ "อากาศอยู่ตรงนี้...หวังว่าคุณคงหายใจ" เขียนโดยญามิลา และ "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามเกม" เขียนโดยจักรพันธุ์ ขวัญมงคลทั้งสามเล่มมีวางขายเฉพาะที่บู้ธบลูสเกล โซนซี ชั้นล่าง บู้ธหมายเลข M16 และที่บู้ธของ Open Book ในแพลนนารี ฮอลล์ บู้ธหมายเลข i01
ทุกเล่มลดราคาถูกกว่าหน้าปกประมาณ 20 บาท และไม่มีโปรโมชั่นแถมอะไรเป็นพิเศษ

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เจค็อบจอมโกหก โดย "นรา"


ต้องนับเป็นความโชคร้ายอย่างยิ่งของหนังเรื่อง Jakob the Liar ซึ่งประสบความล้มเหลวด้วยสาเหตุหลักคือ ออกฉายทีหลัง Life is Beautiful รวมทั้งมีจุดสำคัญละม้ายคล้ายคลึงมาก จนใคร ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะนำไปเทียบเคียงกัน และก็เป็นไปตามธรรมเนียม งานที่ออกฉายช้ากว่าย่อมเสียเปรียบทุกประตู

กรณีเช่นนี้คล้ายกับเมื่อครั้งที่ EDtv ของรอน เฮาเวิร์ดออกฉายหลัง The Truman Show ซึ่งถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว EDtv อาจไม่สนุกเท่า แต่ความเฉียบคมของประเด็นทางด้านเนื้อหาสาระ กล่าวได้ว่าไม่เป็นรอง หรืออาจจะลุ่มลึกกว่าเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม คุณภาพโดยรวมของ EDtv และ Jakob the Liar จัดว่าน่าพึงพอใจและดีเกินกว่าที่จะล้มคว่ำไม่เป็นท่า

ผมนั้นปรับตัวเตรียมใจก่อนดู Jakob the Liar แล้วว่า จะพยายามไม่นึกถึง Life is Beautiful รวมทั้งหักห้ามใจไม่นำไปเปรียบซึ่งกันและกัน เอาเข้าจริง ๆ ก็แทบไม่ต้องใช้ความพยายามเลย เพราะรายละเอียดต่าง ๆ ผิดแผกกันอยู่มาก จนเป็นคนละเรื่องอย่างเห็นได้ชัด

แรกสุดก็คือ บรรยากาศหรืออารมณ์หลัก ๆ Life is Beautiful นั้น มีลีลาพาฝันแบบเทพนิยาย แม้เรื่องจะขมวดทิ้งท้ายเศร้าหมอง แต่ตลอดทั้งเรื่องก็ดูอบอุ่น สดใส และเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน Jakob the Liar เริ่มต้นเหมือนจะเป็นเรื่องเล่าในแบบเดียวกัน ทว่าเมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปเป็นลำดับ เห็นได้ชัดว่าเกาะเกี่ยวกับความสมจริงมากกว่า บรรยากาศหม่นทึมกว่า และไม่เน้นอารมณ์ขันเป็นด้านหลัก

Jakob the Liar ดัดแปลงจากนิยายของยูเรค เบคเคอร์ ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี 1969 ฉะนั้นข้อสงสัยที่ว่าจะลอกเลียน Life is Beautiful จึงเป็นอันตกไป

หนังจับความเหตุการณ์ในปี 1944 ฉากหลังเป็นเมืองหนึ่งในโปแลนด์ (ไม่มีการระบุสถานที่แน่ชัด) ชาวยิวโดนพวกนาซีกักล้อมจำกัดบริเวณอยู่ในย่านเสื่อมโทรม โดนใช้แรงงานเยี่ยงทาสแลกกับการปันส่วนอาหารพอประทังชีวิต

เรื่องเริ่มต้นด้วยเสียงบรรยายของเจค็อบ เล่ามุขตลกเกี่ยวกับวันตายของฮิตเลอร์ พร้อมทั้งอธิบายว่า ในยามยากแค้นลำเค็ญเช่นนี้ อารมณ์ขันเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ชาวยิวดำรงชีวิตอยู่รอด

เจค็อบเป็นอดีตพ่อค้าขายแพนเค้ก เมื่อนาซีรุกรานเข้ายึดครองโปแลนด์ เขาก็ใช้ชีวิตเพื่อให้ผ่านพ้นไปวัน ๆ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ขยายลามกลายเป็นเรื่องใหญ่

เจค็อบวิ่งไล่คว้ากระดาษหนังสือพิมพ์แผ่นหนึ่ง ซึ่งลอยไปตกหน้าประตูรั้วลวดหนาม ทหารยามระบุว่าเขามีความผิดในข้อหา ออกมาเพ่นพ่านเกินเวลาเคอร์ฟิว เจค็อบโดนสั่งให้ข้ามฟากไปรายงานตัวรับโทษต่อนายทหารนาซี ในตึกกองบัญชาการนอกค่าย

ที่นั่นชายหนุ่มชาวยิว ได้ฟังข่าวสารจากวิทยุโดยไม่ตั้งใจ รายงานข่าวกล่าวว่า กองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบเข้ามาใกล้เพียงแค่ไม่กี่ร้อยไมล์

เจค็อบได้รับการยกโทษไม่เอาผิด แต่ปัญหาก็คือ เขากลับเข้าบริเวณปิดล้อมไม่ทันกำหนดเวลา ขณะกำลังหาลู่ทาง ก็พบกับเด็กหญิงชาวยิวที่หลบหนีจากรถไฟซึ่งมุ่งหน้าไปสู่ค่ายกักกัน ด้วยความที่ยายหนูตัวเล็ก ๆ ช่วยชีวิตเขาไว้ จนสามารถกลับมายังบริเวณบ้านอย่างปลอดภัย เจค็อบจึงตอบแทนด้วยการเลี้ยงดู และซ่อนตัวเธอไว้ในห้องเล็ก ๆ ใต้หลังคา
ชีวิตของชาวยิวในชุมชนแห่งนั้น น่าจะดำเนินไปตามปกติ คนที่ทนการทารุณกรรมไม่ไหว มีทางเลือกอยู่ 2 อย่าง ถ้าไม่หลบหนี (ซึ่งมีโอกาสรอดเพียงน้อยนิด) ก็รีบชิงฆ่าตัวตายด้วยความสิ้นหวัง

เพื่อนสนิทของเจค็อบ 2 คน ตัดสินใจทำเช่นที่ว่า แต่ก็ได้รับการยับยั้ง พร้อมทั้งบอกเล่าข่าวเกี่ยวกับกองทัพรัสเซีย ซึ่งกลายเป็นความหวัง สร้างขวัญและกำลังใจอย่างวิเศษ เมื่อโดนซักไซ้ไล่เรียงว่ารู้ข่าวจากไหน เจค็อบตอบสั้น ๆ โดยไม่มีโอกาสอธิบายเพิ่มเติมว่า รู้จากข่าวในวิทยุ

และแล้วข่าวร่ำลือเกี่ยวกับการที่เจค็อบซุกซ่อนวิทยุไว้ฟังข่าวในบ้าน ก็แพร่ลามลุกกระจายไปทั่ว เขากลายเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่ชาวยิว ยิ่งพยายามแก้ตัว ผู้คนก็ยิ่งเชื่อมั่นหนักขึ้นอีกว่า เจค็อบมีวิทยุอยู่จริง ท้ายสุดเขาก็ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในสภาพตกกระไดพลอยโจน ต้องสวมรอยเป็นคนโกหก คอยกุข่าวหลอก ๆ ขึ้นมาปลอบประโลมใจพรรคพวกชาวยิว

เรื่องราวถัดจากนั้น ดำเนินไปในลักษณะเหมือนคนเดินไต่เส้นลวด เจค็อบต้องผ่านภาวะคับขันครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งจากความครุ่นคำนึงกังขาของชาวยิว การเอาตัวรอดจากฝ่ายนาซี ตลอดจนการต่อสู้ระหว่างคุณธรรมในใจกับการโกหก

บทสรุปทิ้งท้ายของหนังจบลงอย่างซาบซึ้ง ข่าวสารปลอม ๆ ของเจค็อบ กลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ช่วยให้ชาวยิวหลายคนหยัดยืนมีชีวิตอยู่รอด จนกระทั่งสงครามยุติลง ทำให้ชาวยิวบางคนที่เคยดำรงอยู่แบบตัวใครตัวมัน มีโอกาสได้เสียสละเพื่อผู้อื่น ช่วยเหลือประคับประคองกันฟันฝ่าวิกฤติ และคนเล็ก ๆ ที่ดูไม่มีความหมายอย่างเจค็อบ ก็ได้ประกอบวีรกรรมยิ่งใหญ่ โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ตั้งใจและไม่คาดคิดมาก่อน

สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนใคร ๆ จะเข้าใจผิดกันมากก็คือ หน้าตาภายนอกของ Jakob the Liar ชวนให้คาดเดาไปว่า เป็นงานสะท้อนภาพชีวิตชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในลักษณะเคลือบอารมณ์ขันเช่นเดียวกับ Life is Beautiful ทว่าแท้จริงแล้วงานชิ้นนี้จัดเป็นหนังชีวิตเข้มข้นมากกว่า

แต่ที่ตรงกันไม่ผิดเพี้ยน ได้แก่ สาระสำคัญว่าด้วยการมองโลกในแง่ดี ใช้การโกหกด้วยเจตนาดี เพื่อสร้างความหวัง หยิบยื่นกำลังใจให้แก่ผู้อื่น และยึดมั่นเกาะกุมเพื่อความอยู่รอด

แง่มุมปลีกย่อยอย่างหนึ่งที่คมคายมาก คือ การเทียบเคียงเจค็อบกับบรรดาประกาศก (Prophet) ในประวัติศาสตร์ของชนชาติยิว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า ทำหน้าที่ถ่ายทอดในสิ่งที่พระเจ้าต้องการ

ในความหมายที่ครอบคลุม "ประกาศก" หมายถึง ผู้ถ่ายทอดสาสน์จากพระเจ้าทั้งที่เกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

บทบาทลวงโลกของเจค็อบในด้านหนึ่ง ก็เป็นไปในลักษณะนี้

ที่ผมชอบมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในฉากเริ่มต้น เจค็อบวิ่งไล่คว้ากระดาษหนังสือพิมพ์อย่างเอาเป็นเอาตาย และมีกลิ่นอายพาฝันเป็นแฟนตาซีเหนือจริงอยู่นิด ๆ หนังใส่ภาพดังกล่าวเข้ามาโดยปราศจากคำอธิบาย แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ คนดูก็เข้าใจได้ทันทีว่า กระดาษหนังสือพิมพ์แผ่นนั้นกับข่าวในวิทยุเป็นสิ่งเดียวกัน มันบอกเล่าข่าวสารซึ่งอาจจะเป็นหนทางสว่างให้แก่ชีวิตที่มืดมิดอับจนของชาวยิว (ทำให้ภาพกระดาษหนังสือพิมพ์พัดปลิวไปตามลมนั้น แลดูเหมือนสิ่งมหัศจรรย์หรือปาฏิหาริย์จากฟากฟ้า)

Jakob the Liar เป็นงานที่โรบิน วิลเลียมส์ตั้งใจและทุ่มเทอย่างมาก นอกจากจะรับบทนำแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างอีกด้วย การแสดงของเขาอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับงานช่วงหลัง ๆ ไม่เค้นอารมณ์ฟูมฟายจนเกินเลย ดูนิ่ง สงบ และเป็นปุถุชน แต่ก็มีจุดด้อยตรงที่อุตส่าห์แทรกใส่ฉากเจค็อบแกล้งอ่านข่าวจากวิทยุ ซึ่งเปิดโอกาสให้โรบิน วิลเลียมส์โชว์ความสามารถในเชิงตลก และการเลียนเสียงคนดังตามที่เขาถนัด แม้จะไม่บกพร่องร้ายแรง แต่ก็ทำให้บุคลิกของตัวละครซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญอย่างเจค็อบดูแกว่งไกวกลายเป็นดาราดังชื่อโรบิน วิลเลียมส์ไปชั่วขณะ

กระนั้นข้อบกพร่องดังกล่าวรวมทั้งช่วงที่เด็กหญิงหลบหนีจากรถไฟ ซึ่งดูง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ ก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพโดยรวมของหนังเสียหายมากนัก

แม้จะมี Life is Beautiful โดดเด่นยึดครองพื้นที่ในใจของผมส่วนหนึ่ง แต่ผมก็ชอบ Jakob the Liar มาก ๆ เช่นกัน




(บทความชิ้นนี้ เขียนไว้นานแล้วประมาณ 7-8 ปี ถ้าจำไม่ผิดน่าจะตีพิมพ์ในนิตยสาร Cinemag ในการเผยแพร่คราวนี้ ผมแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนเล็กน้อย และตัดทอนเนื้อความที่รกรุงรังออกไป รวมทั้งเปลี่ยนชื่อเรื่องเสียใหม่)