วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กลับมาแล้ว (จริง ๆ?) โดย 'นรา'


ผมไม่เคยผิดนัดกับผู้อ่านเนิ่นนานกระจุยกระจายและเสียสุนัขถึงเพียงนี้มาก่อนเลยนะครับ

หลังจากสัญญาตกปากรับคำไว้หนักแน่นมั่นเหมาะ ผมก็ล่องหนหายเข้ากลีบเมฆไปหลายกลีบ แทบว่าจะหาทางกลับไม่เจอ

แจกแจงสาเหตุความนัยทั้งหมดได้สั้น ๆ แค่ว่า ผม ‘หลงทาง’

คือ เพลิดเพลินเลยเถิดไปกับการเดินสายเที่ยววัดดูโบราณสถานแบบติดพันและบานปลาย


เดิมทีผมสนใจแบบมีกรอบกำหนดแน่ชัดว่า จะเลือกดูเฉพาะจิตรกรรมฝาผนัง

แต่ต่อมาไม่นาน ผมพบว่า เพื่อจะให้เข้าถึงซาบซึ้งจริง ๆ ผมควรจะขยายขอบเขตความสนใจไปสู่ศิลปะไทยแขนงอื่น ๆ ด้วย

เริ่มทดลองตระเวนดูลวดลายปูนปั้น, พระพุทธรูป, โครงสร้างของโบสถ์วิหาร, เจดีย์, สีมา, หน้าบัน, พระปรางค์, ธรรมาสน์เทศน์ ฯลฯ

ระยะแรกผมคิดว่า เหล่านี้คงเป็นแค่ส่วนเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ ทว่ารู้ตัวอีกที เหมือนลงทะเบียนเรียนเพิ่มอีกหลายวิชาไปเรียบร้อยแล้ว

กล่าวคือ พอดูไปได้สักพัก ก็เกิดอาการหมกมุ่นหลงใหล เข้าขั้นติดงอมแงม

ชีวิตยุ่งเหยิงอยู่แล้วของผมจึงปั่นป่วนทวีคูณ ด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้น แต่มีเวลาเท่าเดิม มิหนำซ้ำยังมีจำนวนงานที่ต้องทำมากขึ้นอีกเล็กน้อย แถมท้ายด้วยภาระต้องขัดเกลาต้นฉบับสำหรับเตรียมรวมเล่มอีก 2 โครงการ


นี่ยังไม่นับกิจธุระทั้งเรื่องปลีกย่อยและเรื่องสำคัญเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวในบางขณะ ซึ่งดึงเอาเวลาไปเยอะพอสมควร


อย่าว่าแต่ความฝันอยากจะเขียนเรื่องสั้นหรือนิยาย ที่ต้องมีอันชะงักหยุดนิ่งไม่คืบหน้าไปไหนเลยนะครับ ลำพังแค่คอลัมน์ประจำที่รับผิดชอบอยู่ ผมก็ผ่านมาได้อย่างหวุดหวิดจวนเจียนเต็มที ในสภาพร่อแร่รุ่งริ่ง


พูดได้อีกแบบเหมือนกันว่า ครึ่งปีมานี้ ผมทำตัวขยันสุดเมื่อเทียบกับตลอดชีวิตที่ผ่านมา


แปลกและเหลือเชื่อตรงที่ ยิ่งขยันเท่าไร กลับยิ่งไม่อาจปลีกตัวมาทำตามสัญญา จนบางทีก็รู้สึกว่า เหมือนเวลาในชีวิตขาดหายไปดื้อ ๆ วันละห้า-หกชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ


ผมตื่นช่วงระหว่าง หกโมงถึงเจ็ดโมงเช้า ทุกวัน


ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จสรรพ ก็ต้มน้ำชงกาแฟ และเริ่มลงมือเขียนหนังสือ


วันจันทร์ พุธ ศุกร์ ผมใช้เวลาเขียนไม่นาน เต็มที่มากสุดก็แค่ 2 ชั่วโมง จากนั้นก็รีบออกจากบ้าน เดินทางเข้าออฟฟิศ

ออฟฟิศของผมมีอยู่ 3 แห่ง คือ หอสมุดกลาง จุฬา, ธรรมศาสตร์ และศิลปากร

จะเข้าออฟฟิศไหน ขึ้นอยู่กับความจำเป็นเร่งด่วนในการค้นข้อมูลขณะนั้น แต่ละแห่งมีจุดเด่นส่วนดีแตกต่างกันอยู่

ผมประจำการอยู่ที่ออฟฟิศ จนกระทั่งใกล้เวลาปิด เฉลี่ยแล้วก็ราว ๆ ทุ่มครึ่งถึงสองทุ่ม ถึงบ้านก็หมดแรง ล้มพับ หลับสนิท กรนสนั่น ฝันสนุก

ระหว่างอยู่ออฟฟิศ ผมไม่ได้เขียนหนังสือเลยสักตัว แต่ใช้เวลาให้หมดไปกับการถ่ายเอกสาร และสำรวจรื้อค้นหนังสือต่าง ๆ เป็นงานหลัก

อานิสงส์ผลบุญจากการเข้าห้องสมุด ส่งผลให้ผมเลิกเชื่อมั่นศรัทธาในการหาข้อมูลจากเว็บไซต์โดยเด็ดขาด

นี้หมายถึงเฉพาะข้อมูลในพากย์ภาษาไทยนะครับ ส่วนข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นอีกกรณี แต่งานของผมในระยะหลังเกี่ยวโยงกับข้อมูลไทยล้วน ๆ

ข้อมูลในเว็บกับหนังสือเป็นเล่ม ๆ มีความละเอียดถี่ถ้วน (และถูกต้องแม่นยำ) แตกต่างกันเป็นคนละโลกเลยทีเดียว

รายได้ทั้งหมดของผม หกสิบเปอร์เซ็นต์หมดไปกับค่าถ่ายเอกสาร บ่อยครั้งที่คำนวณแบบหักลบกำไรขาดทุนแล้ว

งานหลายชิ้น มีต้นทุนสูงกว่าค่าเรื่องที่ได้รับ แบบเทียบกันไม่ได้

แต่ผมคิดเสมอว่า ได้กำไร คือ ได้ทั้งงานที่พึงพอใจ, ได้เรียนรู้เพิ่มเติม และได้หนังสือดี ๆ เป็นโบนัสแถมพก

ส่วนวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ เป็นเวลาทำงานเขียนแบบเต็ม ๆ

เต็ม ๆ ในที่นี้ หมายถึงเขียนตั้งแต่เริ่มตื่นนอน ไปสิ้นสุดยุติประมาณเที่ยง

เคยพยายามฝืนทำให้นานกว่านี้ แต่หมดสภาพ มึนตึ้บ ปวดหัว คิดอะไรไม่ออก และอ่อนล้าสุดขีด

ร่างกายอนุญาตให้เขียนได้ไม่เกินวันละหกชั่วโมงเท่านั้นนะครับ

หลังเที่ยงเป็นต้นไป คือ ช่วงขัดเกลาแก้ไขต้นฉบับ

ผมไม่ได้แก้งานโดยนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ใช้วิธีเดินเล่นหรือนอนเล่น นึกทบทวนถึงข้อเขียนที่เพิ่งเสร็จ ค้นหาจุดอ่อนรอยโหว่ และพยายามขัดเกลาขั้นแรกในความคิด ก่อนจะลงมือจริงในเช้าวันต่อไป (ส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วง 1 ชั่วโมง ก่อนไปห้องสมุด)

แดดร่มลมตกในแต่ละวัน เป็นเวลาสำหรับการอ่าน

พูดได้ว่า ปีนี้ชีวิตการเป็นนักอ่านของผม เละแหลกละเอียดยิ่งกว่าที่ผ่าน ๆ มา

ผมอ่านงานจำพวกวรรณกรรมได้น้อยมาก สมองมันไม่ค่อยรับ ที่อ่านได้หนักเอียงไปทางเรื่องประวัติศาสตร์และโบราณคดีเสียมากกว่า

แต่เรื่องที่ผมสนใจ ล้วนมีเนื้อหาจริงจัง อ่านยาก ความคืบหน้าในการอ่านจึงขยับเคลื่อนค่อนข้างล่าช้า

สวนทางกลับจำนวนหนังสือที่ต้องอ่าน ซึ่งงอกเงยทวีเพิ่มอย่างรวดเร็วและมากมาย

ถึงตอนนี้ ตัวเลขจำนวนหนังสือที่ต้องอ่าน น่าตกใจและน่าหนักใจนะครับ ประมาณหนึ่งพันเล่ม

และพร้อมจะพุ่งพรวดพราดเป็นพันห้าร้อยเล่ม ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ผมอ่านจบจริง ๆ เพียงแค่ 20-30 เล่มเท่านั้นเอง ใกล้เคียงกับเป้าหมายเหลือเกิน

ระยะหกเดือนที่ผ่านมาของผม อยู่ในร่องรอยตารางการใช้ชีวิตทำนองนี้ มีเว้นบ้างบางขณะที่เดินทางไปเปิดหูเปิดตา ดูรูปเขียนตามวัด ส่วนใหญ่เป็นต่างจังหวัด

จนถึงขณะนี้ รูปแบบการใช้ชีวิตและทำงานของผมยังคงขรุขระไม่ลงตัว ต้องค่อย ๆ คลายปมยุ่งเหยิง สะสางปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ไม่หยุดหย่อน

ปัญหาสำคัญก็คือ นิสัยจอมโปรเจกต์ พร้อมที่จะผุดงอกโครงการอะไรต่อมิอะไรอยู่ตลอด และลงมือปฏิบัติจริงได้ไม่ทัน ถูกความคิดตะกละทิ้งห่างไกลออกไปทุกที

การงานที่คั่งค้าง ทั้งโครงการระยะสั้นระยะยาว ทั้งงานที่เขียนค้าง งานที่เขียนเสร็จแล้ว (ทว่ายังไม่ได้ชำระสังคายนาให้เป็นที่พึงพอใจ) และงานที่กำหนดวางเค้าโครงเสร็จ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ

หยิบทั้งหมดออกมาวางกองรวมกัน อาจเทียบได้กับห้องหับที่มีข้าวของสัมภาระรกรุงรังเลยทีเดียว

พูดอีกแบบ หากเปรียบงานเหล่านี้เป็นหนี้สิ้น สภาพของผมก็ร่ำ ๆ ว่าใกล้จะโดนฟ้องล้มละลาย

แค่เล่าสู่กันฟังคล้าย ๆ จะบ่นนะครับ แต่แท้จริงแล้ว ผมยืนยันได้ว่า เหตุการณ์โกลาหลที่เกิดขึ้น เป็นช่วงหนึ่งในชีวิตที่ผมมีความสุข

เวลามันมักจะสั้นและผ่านไปเร็วเสมอ

สำหรับผมแล้ว เร็วชิบเป๋งเลย เหมือนแค่กระพริบตา หกเดือนก็ผ่านพ้นไป

ผมกลับมาแล้วนะครับ ครั้งนี้กลับมาจริง ๆ กลับมาแบบไม่กล้าสัญญิงสัญญาอะไรกันอีก

สัญญาไว้แต่ทำไม่ได้จริงครั้งที่แล้ว สอนให้ผมรู้ว่า อย่าเที่ยวได้พร่ำพูดคุยโม้แทนการทำงาน แต่ควรให้งานนั้นอธิบายทุก ๆ อย่างแทนตัวเรา

จบแบบมีคติธรรมด้วยแฮะ!

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

รายงานตัว ‘ว่าหายหัวไปไหนมา’ โดย "นรา"


ปี 2552 ที่ผ่านมา ผมหายหัวหายตัวไปเกือบทั้งปี ด้วยสารพัดเหตุผล

แรกสุดเป็นเพราะผมตระเวนดูจิตรกรรมฝาผนัง ใช้ชีวิตแบบ ‘หันหน้าเข้าหาวัด’ เป็นชายสามสิบสามโบสถ์ เพลิดเพลินไปหน่อย

ถัดมา เครื่องคอมพิวเตอร์คู่ทุกข์คู่ยากของผม ชื่อคุณ “พิมพ์ดีด” ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคชรา ออกอาการรวน ทำท่าไม่ค่อยจะดี และอาการของมันก็หนักหนาสาหัสมากขึ้นตามลำดับ

จนวันหนึ่ง ผมก็ตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่เป็นโน้ตบุ๊ค ไว้ใช้ราชการสำรอง

เท่านั้นเอง คุณพิมพ์ดีด มันก็ร้องลั่นว่า “ใช่ซี้”ประชดชีวิต ตัดพ้อ น้อยใจ แล้วก็ดับสนิท ตายจากกันเป็นการถาวร

ทิ้งผมกับคุณ “ปุยนุ่น” (คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ซึ่งหนักชิบเป๋งเลย) เผชิญชีวิตกันตามยถากรรม

ปุยนุ่นนั้นยังอ่อนต่อโลก จึงมีปัญหาเชื่อมต่อินเตอร์เน็ตไม่ได้ เวลาจะส่งงานส่งต้นฉบับแต่ละครั้ง ผมจึงมีสภาพเหมือนลงจากดอยแวะเข้าเมือง ไปทำกิจธุระ

นั่นเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมฉกฉวยมาใช้เป็นข้ออ้างบังหน้าแทนคำว่า ‘ขี้เกียจ’ จนกระทั่งไม่สามารถอัพเดตบล็อกได้ถี่บ่อย

หรือพูดให้ตรงกว่านั้น คือ ปล่อยบล็อกทิ้งไว้ฝุ่นจับเหมือนบ้านร้าง

อย่างไรก็ตาม เหตุผลใหญ่สุดคือ ชีวิตผมเกิดเหตุยุ่งเหยิงอีรุงตุงนุง จนหลายครั้งตกอยู่ในสภาพ ‘โงหัวไม่ขึ้น’

มีทั้งเรื่องรับนิมนต์ออกไปพบผู้คนและงานอื่น ๆ นอกเหนือจากราชการประจำ, การย้ายออฟฟิศใหม่ จากเดิมที่เคยปักหลักเขียนหนังสืออยู่บ้าน ผมเปลี่ยนมาเป็นเขียนหนังสือในห้องสมุด

รวมทั้งเหตุการณ์ ‘งานเข้า’ ใหญ่ ๆ 2 จ๊อบ

งานแรกคือ การทำหนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ อาว์ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ร่วมกับบินหลา สันกาลาคีรี, วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และธวัชชัย พัฒนาภรณ์

งานถัดมาคือ เย็นวันหนึ่ง คุณวรพจน์แกคุยกับผมในร้านกาแฟ ตรงหน้าวัดธาตุทอง

ตามประสาคนขรึม ไม่ช่างพูดช่างเจรจา เขากับผมคุยกันตั้งแต่ราว ๆ ห้าโมงเย็นจนถึงสามทุ่มครึ่ง

คุยกันจนร้านกาแฟปิด พนักงานเก็บของ ปิดร้าน ดับไฟ กลับบ้านไปแล้ว ผมสองคนก็ยังคุยกันต่อตรงที่เดิม ท่ามกลางความมืดตึ้ดตื๋ออีกนาน

หัวข้อประเด็นนั้นมีสารพัด ตั้งแต่แง่มุมหยุมหยิมปลีกย่อยอย่างสภาพดินฟ้าอากาศ ไปจนถึงเรื่องการใช้ชีวิต

ท่ามกลางประเด็นอันหลากหลาย เรื่องหลักประจำเย็นวันนั้นก็คือ เรื่องของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์

มันเริ่มตรงที่ผมเกริ่นไม่จริงจังนักว่า อยากเขียนบทความเกี่ยวกับอาจารย์เฟื้อ

อาจารย์เฟื้อเป็นไอดอล เป็นฮีโร่ของผมนะครับ ยิ่งเมื่อมาหลงใหลดูจิตรกรรมฝาผนังด้วยแล้ว ผมก็ยิ่งเกิดศรัทธาชื่นชมในชีวิตและงานของบรมครูท่านนี้เพิ่มพูนกว่าเดิม

ผลก็คือ วรพจน์ค่อย ๆ ตะล่อมโน้มน้าวเกลี้ยกล่อมผมอย่างแนบเนียน

มารู้ตัวอีกที วันรุ่งขึ้น ผมก็เริ่มลงมือเขียนถึงอาจารย์เฟื้อ

จากแผนเดิมที่กำหนดไว้ว่า จะขึ้นโครงด้วยวัดระฆังเป็นหลัก แล้วสอดแทรกเกร็ดชีวิตอาจารย์เฟื้อลงไปในเรื่องราวเหล่านั้น

กลับกลายเป็นว่า ผมเขียนถึงอาจารย์เฟื้อเป็นหลัก โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับวัดระฆังเป็นส่วนเสริมบทแทรก

บานปลายนะครับ จากเดิมที่คิดว่าจะเขียนเรื่องอาจารย์เฟื้อประมาณ 2-3 ตอนจบ เป้าหมายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นซีรีส์ยาวเหยียดราว ๆ 20 ตอนจบ

ล่าสุดผ่าน 20 ตอนไปเรียบร้อยแล้ว และต้องขยายขอบเขตเป็น 30 ตอน (โดยหวังว่าจะจบ)

งานเขียนเกี่ยวกับอาจารย์เฟื้อ กลายเป็นอีกปัจจัยหลัก ทำให้ผม ‘โงหัวไม่ขึ้น’ อย่างแท้จริง

เริ่มต้นผมคิดว่าไม่น่าจะยาก แค่ตะลุยเข้าห้องสมุดค้นข้อมูล นั่งอ่าน แล้วลงมือเรียบเรียงเขียนขึ้นใหม่

ผมมาเจอปัญหา หลังจากลงมือเขียนบทแรก ๆ ไปแล้ว

ปัญหาแรกคือ ข้อมูลนั้นมีอยู่ และพบเจอเป็นจำนวนพอสมควร แต่ที่คุณภาพเข้าขั้นใช้อ้างอิงได้ มีไม่เยอะนัก (ส่วนใหญ่จะให้ข้อมูลและเรื่องราวซ้ำ ๆ กัน)

ปัญหาต่อมา บุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์เฟื้อ ส่วนหนึ่งล่วงลับดับจากไปแล้ว หลายท่านที่ยังอยู่ก็มีอายุอานามสูงวัย

การไปขอพบพูดคุยสัมภาษณ์ เพื่อสืบเสาะข้อมูลนั้นอยู่ในวิสัยที่ทำได้

แต่หมายความว่า ผมต้องมีเวลาปลอดโปร่งโล่ง ๆ อีกหลายเดือน สำหรับเตรียมความพร้อม

ข้อยุ่งยากก็คือ ผมเริ่มต้นเขียนไปแล้ว จากนั้นข้อมูลต่าง ๆ จึงค่อยทยอยตามมาทีหลัง

เหมือนละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำไป ออกอากาศไปนะครับ

สถานการณ์จึงเป็นไปในรูปของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (บางวาระก็ค่อนข้างฉุกละหุกจวนเจียน) แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
การสัมภาษณ์เพิ่มเติม จึงไม่สามารถที่จะทำได้ เนื่องจากเวลาเป็นเงื่อนไขเร่งรัด

พ้นจากนี้แล้ว ผมยังสร้างความยุ่งยากให้แก่ตนเอง ด้วยการกำหนดให้บทความแต่ละชิ้น มีลักษณะจบในตอน ผู้อ่านสามารถเริ่มอ่านตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องไล่เรียงหรือติดตามตั้งแต่ต้น ก็อ่านรู้เรื่อง

ขณะเดียวกัน เนื้อหาของแต่ละบทแต่ละตอน จำเป็นต้องเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกัน

เท่านั้นยังไม่พอ ผมเขียนงานชุดนี้ โดยรู้จุดอ่อนข้อจำกัดว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ใช้ เป็นข้อมูลชั้นสองชั้นสาม คือ บอกเล่ากันมาหลายทอด และขาดแคลนข้อมูลชั้นต้น

การบ้านใหญ่ก็คือ จะทำอย่างไรให้ข้อเขียนเกิดความแตกต่างจากส่วนใหญ่ที่เคยมีมา และน่าสนใจ

ทางแก้ได้แก่ การเดินทางในลักษณะ ‘ตามรอยอาจารย์เฟื้อ’ ไปยังโบราณสถานหลายแห่ง ซึ่งอาจารย์เคยออกสำรวจ และทำงานสำคัญ ทั้งการคัดลอกภาพและอนุรักษ์

นั่นส่งผลโยงใย ทำให้ผมต้องออกเดินทางไปหลายจังหวัด (จริง ๆ แล้วก็อยากตามรอยอาจารย์เฟื้อไปอินเดียและอิตาลีด้วยเหมือนกัน แต่ไม่มีปัญญาและขาดทุนทรัพย์)

ผมก็เลยใช้ชีวิตแบบชีพจรลงเท้า เดินทางถี่บ่อยเฉลี่ยประมาณ 10 วันต่อ 1 ทริป

นึกทบทวนย้อนหลังดูแล้ว ผมก็ต้องรำพึงรำพันว่า เดชะบุญ คุณพระช่วย ที่เอาตัวรอดมาได้ยังไงก็ไม่รู้ สำหรับการเขียนต้นฉบับส่งตามที่ต่าง ๆ ได้เกือบครบถ้วนไม่ตกหล่น (ยกเว้นการอัพเดตบล็อก และหายหน้าจากนิตยสารสีสันไปหลายเดือนต่อเนื่องกัน)

นอกจากเดินทางภายในประเทศแล้ว จู่ ๆ ผมก็เจอส้มหล่นตกใส่หัวลงมาทั้งเข่ง ได้เที่ยวเมืองนอกฟรี ๆ

อาจฟังดูน่าหมั่นไส้และเหมือนอวดโม้สักหน่อยนะครับ ผมไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์มา

แต่ก็พูดได้อีกเหมือนกันว่า เป็นการเที่ยวแบบเข้าข่ายทุกขลาภ และต้องจ่ายราคาชดใช้อยู่พอสมควร คือ เต็มไปด้วยความวิตกกังวลก่อนออกเดินทาง, หืดจับกับการเตรียมงานเขียนล่วงหน้าให้ทันเวลา รวมถึงเบียดเบียนรายได้อันจำกัด สำหรับค่าใช้จ่ายงอกเงยในการไปเที่ยว (โดยเฉพาะอุปกรณ์กันหนาวสารพัดชนิด)

พูดง่าย ๆ ผมได้ไปเที่ยว ในช่วงเวลาที่นอกจากจะจำเป็นต้องปักหลักสะสางงานคั่งค้างจำนวนมาก และก็เคลียร์ได้แค่บางส่วน ไม่ลุล่วงทั้งหมดแล้ว รายจ่ายยุบยับทั้งการซื้อ ‘ปุยนุ่น’ คอมพิวเตอร์ใหม่, ค่าซีร็อกซ์ถ่ายเอกสารข้อมูลสำหรับเมกะโปรเจคท์อีก 5 ปีข้างหน้า, ค่าครองชีพที่สูงขึ้น, ภาระจับจ่ายใช้สอยภายในครอบครัว ฯลฯ ก็ทำให้ผมไปเที่ยวแบบสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ

ได้ไปเที่ยวประเทศแพง ๆ ตอนที่ยากจนสุดขีด นับได้ว่าเป็นความทุกข์แอบแฝงที่มาพร้อม ๆ กับบุญหล่นทับเหมือนกันนะขอรับ

กลับมาแล้ว ผมก็เจองานคั่งค้างเป็นกองพะเนิน ซึ่งยิ่งยากลำบากกว่าเดิม เพราะอารมณ์ความรู้สึก ยังตื่นเต้นฝังใจกับประสบการณ์ใหม่ที่เพิ่งเจอะเจอมาสด ๆ หนาว ๆ

นี่ยังไม่นับรวม ‘งานเข้า’ เพิ่มอีกหนึ่งโปรเจกต์ คือ การลงมือเขียนถึงเรื่องที่ไปเที่ยวเมืองนอกมา

อย่างหลังนี่เกิดขึ้นเพราะความแค้น และต้องการขจัดปมด้อย

ตลอดการเที่ยวสวิส ผมเหมือนแค่ได้ไปเห็นเท่านั้น แต่ไม่รู้อะไรเลย

ไม่รู้กระทั่งว่า ตรงบริเวณที่ไปยืนถ่ายรูปเป็นวรรคเป็นเวรนั้น บางแห่งคือที่ไหน? สำคัญอย่างไร? มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง?

สำหรับลูกอีช่างสงสัยอย่างผม การไปดูไปเยือนแบบไม่รู้อะไรเลย เป็นเรื่องค้างคาใจและ ‘เสียเที่ยว’มาก

ผมก็เลยตั้งใจว่า จะเขียนหนังสือสักเล่มเกี่ยวกับสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อแก้โง่ให้กับตัวเอง

เป็นโครงการระยะยาวนะครับ ต้องใช้เวลาทำการบ้านเพิ่มเติม ไล่เรียงลำดับความคิด และลงมือเขียนอีกนาน

จะออกมาดีหรือไม่ดี ผมเองก็ไม่รู้ แต่มั่นใจว่า จะเป็นหนังสือเล่มหนาหลายร้อยหน้า ทั้ง ๆ ที่ไปเที่ยวมาแค่ 4 คืน 5 วัน (ไม่นับตอนนั่งเครื่องบินไป-กลับ)

เรื่องเที่ยวมาหนึ่ง แล้วเล่าได้ถึงสิบ โปรดเชื่อเถิดครับว่า ผมเก่งและถนัดจังเลย

กระนั้นก็อย่าเพิ่งเชื่อผมเป็นอันขาดเชียว ว่าจะมีปัญญาเขียนได้สำเร็จจนจบ เรื่องเงื้อง่าตั้งท่าว่าจะทำอะไรต่อมิอะไร ลงท้ายแล้วได้แต่ตั้งท่าวางเฉย ปราศจากรูปธรรมใด ๆ เกิดขึ้น นับเป็นทักษะอีกด้านหนึ่ง ซึ่งผมสันทัดจัดเจนเช่นกัน

พ้นจากคำบอกเล่ารวบรัดว่า ผมหายหัวไปทำอะไรมาแล้ว สิ่งที่อยากบอกกล่าวก็คือ ผมจะทำอะไรต่อไป

ผมไม่ใช่คนจำพวกที่เชื่อในเรื่องโชคชะตาโหราศาสตร์นะครับ ทว่าช่วงเริ่มต้นปีใหม่ของแต่ละปี ผมจะมีความรู้สึกลางสังหรณ์ พอคาดคะเนได้คร่าว ๆ ว่า ปีนี้สถานการณ์ชีวิตส่วนตัวโดยรวมจะเป็นไปในทิศทางใด (เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ ความสืบเนื่องเกี่ยวโยงกับสิ่งที่ทำมาในปีก่อน)

ผมทำนายทายทักตัวเองว่า ปี 2553 จะเป็นปี ‘ทำงานหนัก’ สำหรับผม

ส่วนหนึ่งคือ ผมน่าจะมีงานรวมเล่มออกมามากกว่าปีอื่น ๆ นี่คือความต่อเนื่องจากสิ่งที่ลงพุงลงแรงทำมาตั้งแต่ปีกลาย

อีกส่วนหนึ่ง ผมกำลังวางแผนเปลี่ยนวิธีทำงาน

กล่าวคือ เท่าที่ผ่านมา งานส่วนใหญ่ของผม เป็นการเขียนคอลัมน์ ถึงกำหนดต้องส่ง จึงลงมือเขียน

ถัดจากนี้ไป ผมจะพยายามปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็น การลงมือทำงาน โดยกำหนดวางเค้าโครงล่วงหน้า แล้วเขียนให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน จึงค่อยส่งลงตีพิมพ์ทีหลัง

วิธีนี้ ผมเชื่อว่า จะช่วยให้ทำงานได้ต่อเนื่อง มีคุณภาพดียิ่งขึ้น (และขี้เกียจน้อยลง)

คำสัญญาอีกข้อก็คือ ผมจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟังในบล็อก เป็นประจำสม่ำเสมอกว่าเดิม อย่างน้อยก็อาทิตย์ละหนึ่งครั้ง

ข้อแตกต่างนั้นมีอยู่ว่า ที่ผ่าน ๆ มา ผมพึ่งพาอาศัยการนำงานเก่าตามที่ต่าง ๆ มาเผยแพร่ใหม่

ต่อแต่นี้ไป เนื้อหาหลัก ๆ ในบล็อกจะเป็นการเขียนแนะนำหนังสือที่ผมได้อ่านมาแล้วถูกใจนะครับ และบางครั้งอาจแทรกด้วยเรื่องโม้ ๆ ส่วนตัวบ้างเป็นการสลับฉาก

การป่าวประกาศ ณ ที่นี้ เป็นวิธีที่ผมใช้ ‘วางยา’ สร้างกับดักให้ตัวเอง เพื่อจะทำให้ปรากฏเป็นจริงได้ตามที่สัญญาไว้

เพราะถ้าหากประกาศแล้วทำไม่ได้ ผมจะเป็นฝ่าย ‘เสียสุนัข’ ไปโดยพลัน

ผมมีนิสัยด็อก ๆ บ๊อก ๆ ทำนองนี้ เป็นสันดานประจำตัวอยู่หลายข้อ ซึ่งยังพึงพอใจหวงแหนอยู่ และไม่อยากสูญเสียมันไป จำเป็นต้องถนอมรักษาไว้นาน ๆ

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลัง ตอนปลายเดือนมกราคมครับ ขอให้ญาติโยมมีความหวังเยอะ ๆ มีกำลังใจท่วมท้น และมีพลังในการทำงานอย่างเบิกบานโดยทั่วกัน

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กลิ่นหอมของบ้านเกิด โดย "นรา"


ชายชราผู้หนึ่ง สูญเสียแทบทุกสิ่งในชีวิต ครอบครัวและหมู่บ้านพังพินาศย่อยยับ ผู้คนที่เคยรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขา ล้วนล้มหายตายจากไปหมดสิ้น เหลือเพียงตัวแกโดยลำพัง

ผู้เฒ่าหมดสิ้นแรงใจและความกระตือรือล้นที่จะมีชีวิตต่อไป แต่เหตุผลประการเดียวที่ทำให้แกยังคงยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ทรุดล้มลงก็คือ หลานสาวซึ่งเป็นเด็กทารกวัยหกสัปดาห์

เขาบอกกล่าวกับตนเองว่า จะต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อปกป้องดูแลและทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้แก่ยายหนูจนกว่าแกจะเติบใหญ่

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ชายชราจึงยินยอมอพยพลี้ภัย ละทิ้งแผ่นดินถิ่นเกิด เดินทางรอนแรมไปกับเรือข้ามน้ำข้ามทะเลสู่โลกใหม่ที่เขาไม่รู้จักโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งกระเป๋าหนังใบเล็กๆ และหลานสาวที่กอดกระชับไว้แนบอกภายในกระเป๋าหนัง มีสมบัติล้ำค่าเท่าที่ยังเหลืออยู่ของท่านผู้เฒ่า เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ตัว, ภาพตัวเขาเมื่อครั้งวัยหนุ่มถ่ายคู่กับภรรยาผู้ล่วงลับไปเนิ่นนาน และถุงผ้าใบเล็กบรรจุดินหนึ่งกำมือ-เป็นดินจากบ้านเกิดที่กำลังจะพรากจากกันตลอดกาล

ทั้งหมดนี้คือ จุดเริ่มต้นของนิยายอันยอดเยี่ยมเรื่อง “ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” (La petite fille de Monsieur Linh) เขียนโดยฟิลิปป์ คลอเดล (สำนวนแปลภาษาไทยโดยวิภาดา กิตติโกวิท)

นี่เป็นนิยายที่เพียงได้อ่านหน้าแรก ผ่านตาข้อความแค่ไม่กี่บรรทัด ผมก็ “ตกหลุมรัก” ไปเรียบร้อยแล้ว มันมีความเศร้าหม่นปะปนกับความงามอันละเมียดละไม รวมทั้งลีลาการเขียน สำนวนภาษา ตลอดจนวิธีเปรียบเปรยลึกซึ้งคมคายในแบบที่ผมชื่นชอบประทับใจนะครับ

เป็นรูปแบบลีลาการเขียนที่ผมอยากจะเรียกว่า ซ่อนบทกวีไว้ในนิยาย

ตัวอย่างเช่น “...เขายืนอยู่ที่ท้ายเรือ มองไปยังบ้านเมืองของตัวเอง บ้านเมืองของบรรพบุรุษและญาติมิตร ซึ่งตายจากไปนั้นค่อยๆ ห่างไกล รางเลือน ขณะที่ทารกในอ้อมแขนหลับสนิท ภาพบ้านเกิดถอยห่าง ห่างออกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นจุดเล็กๆ เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ยืนมองภาพนั้นที่ค่อยๆ เลือนหายจนลับสายตา ณ แนวขอบฟ้า เขายืนอยู่เช่นนั้นนานนับชั่วโมง แม้ลมจะพัดแรงมากจนทำให้เขาซวดเซโงนเงนราวหุ่นกระบอก”

“...ชายชราเดินไปที่หน้าต่าง สายลมไม่ได้ทำให้ต้นไม้ใหญ่เอนไหวอีกแล้ว ราตรีถูกห้อมล้อมอยู่ในเมืองแห่งแสงไฟนับพันๆ ที่สว่างไสว ว่ากันว่าดวงดาวร่วงลงบนปฐพีและหาทางที่จะหนีกลับขึ้นสู่ฟากฟ้าใหม่ แต่ไม่อาจทำได้ เราไม่เคยสามารถหวนกลับไปหาสิ่งที่สูญเสียไปแล้วนั้นได้อีก เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์คิดดังนี้”

“ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” ดำเนินไปในบรรยากาศและอารมณ์ห่อหุ้มเช่นนี้ตลอดทั้งเรื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพรรณนาสาธยายถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร มากกว่ามุ่งเน้นไปที่พล็อตหรือเค้าโครงเหตุการณ์ (ซึ่งเรียบง่ายเหลือเกิน)

เรื่องราวใจความหลักๆ กล่าวถึง การที่คุณปู่พลัดถิ่น ต้องเผชิญความแปลกแยกในสภาพแวดล้อมใหม่ ผู้คนใช้ภาษาที่แตกต่าง จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารทำความเข้าใจ มิหนำซ้ำในหมู่เหล่าคนอพยพด้วยกัน ก็มองชายชราเหมือนตัวประหลาดที่น่าขบขัน

ควบคู่ไปกับการแปลกแยกไม่ลงรอยต่อดินแดนใหม่ ผู้เฒ่าก็มักจะนำเอาสิ่งที่ปรากฎเบื้องหน้าในปัจจุบัน มาเทียบเคียงกับชีวิตความเป็นอยู่เมื่อครั้งอดีต ด้วยอารมณ์โหยหาถวิลถึง

ความรู้สึกแรกสุดของเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ เมื่อเรือเทียบท่าสู่ที่หมายปลายทางในการอพยพก็คือ “เขาสูดกลิ่นอายของประเทศใหม่ แต่ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย มันไม่มีกลิ่น นี่คือบ้านเมืองที่ไม่มีกลิ่น”

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากในนิยายเรื่องนี้ก็คือ การเล่าด้วยลักษณะบอกกล่าวน้อยนิดแฝงไว้ด้วยความคลุมเครือ ทว่ากินใจความกว้างไพศาล

ตลอดทั้งเรื่องนั้น คุณฟิลิปป์ คลอเดล ไม่ได้ระบุเจาะจงออกมาชัดๆ ตรงๆ สักครั้งเลยนะครับว่า เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์มาจากประเทศอะไร และระหกระเหินมาสู่ประเทศอะไร แต่ผู้อ่านก็สามารถทราบได้ไม่ยาก จากรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็นเวียดนามและฝรั่งเศส (ถึงตรงนี้ผมแอบคิดเรื่อยเปื่อยเฉไฉออกนอกเรื่องเล็กน้อยว่า ดินแดนที่คุณปู่แกรู้สึกว่าไม่มีกลิ่น คือประเทศที่เราๆ ท่านๆ นิยมเรียกกันด้วยสมญาว่า “เมืองน้ำหอม” คิดแล้วก็รู้สึกว่ามันมีนัยยะประชดประชันอยู่ลึกๆ โดยที่คนเขียน อาจไม่มีเจตนาให้เป็นเช่นนั้นก็ได้นะครับ)
มีการบอกเล่าอ้อมๆ ทำนองนี้อยู่แพรวพราวเต็มไปหมด และทำได้น่าทึ่งมาก เพราะถ้าบอกน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ไม่ถี่ถ้วน กระทั่งอาจกลายเป็นสับสนงุนงง และอ่านยากโดยใช่เหตุ ขณะเดียวกันถ้าเปิดเผยเยอะไป ก็อาจแห้งแล้งแข็งทื่อ ขาดชั้นเชิงความแนบเนียน

ความคลุมเครือในนิยายเรื่องนี้ นำเสนอได้อย่างเหมาะเจาะพอดี ให้ความรู้สึกเหมือนถนนหนทาง ตึกรามบ้านเรือน ปกคลุมด้วยหมอกจางๆ เต็มไปด้วยบรรยากาศกึ่งจริงกึ่งฝัน สอดคล้องกับลีลาละเมียดทางด้านภาษา และอารมณ์สวยเศร้าที่มีอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ

เรารู้ว่าเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์เป็นคนเวียดนาม ด้วยคำบอกเล่าผ่าน ๆ แค่ไม่กี่ประโยค เกี่ยวกับแผ่นดินถิ่นเกิดของผู้เฒ่าที่ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เพราะพิษภัยสงคราม จนผู้คนต้องอพยพหลบหนีลอยเรือเคว้งคว้างไปตายเอาดาบหน้า
เรารู้ว่าเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์เดินทางมาสู่ฝรั่งเศส ด้วยรายละเอียดน้อยนิด ในเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่ง

หลังจากถูกจัดแจงให้อยู่ในหอพักสำหรับผู้ลี้ภัย เวลาหลายวันผ่านไป โดยที่ผู้เฒ่าปักหลักเอาแต่กอดหลานสาวอยู่บนเตียงไม่ยอมไปไหน จนกระทั่งหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นล่าม ต้องอธิบายโน้มน้าวให้ชายชราออกไปเดินเล่นสัมผัสอากาศแดดลมภายนอกเสียบ้าง (เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ยินยอมทำตาม ด้วยเหตุผลว่า “การออกไปเดินเล่นจะดีต่อสุขภาพของหลานสาวตัวน้อย”)

เช้าวันหนึ่ง ผู้เฒ่าจึงสวมเสื้อผ้าแทบทุกชุดที่มีอยู่เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น โอบอุ้มหลานสาวออกไปเดินเล่น และด้วยความเกรงว่าจะพลัดหลงกลับที่พักไม่ถูก แกจึงเดินอยู่บนทางเท้าเดิม โดยไม่ยอมข้ามถนน กระทั่งวนผ่านที่พักหลายต่อหลายรอบ ก่อนจะหยุดพักเหนื่อยบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามกับสวนสาธารณะ

ที่นั่น เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ได้พบกับชายร่างใหญ่ชื่อเมอร์สิเยอร์บาร์ก ทั้งสองพูดคนละภาษา แต่กลับสามารถสื่อสารทำความเข้าใจกันด้วยรอยยิ้ม, สายตา, และการเอื้อมมือสัมผัส

นับจากนั้นมา ทุกๆ วันบนมานั่งฝั่งตรงข้ามสวนสาธารณะ จะปรากฎภาพที่คุ้นตา ผู้ชายสองคนที่รูปลักษณ์แตกต่างตรงข้ามอย่างยิ่งนั่งเคียงข้างกัน โดยมีเด็กหญิงตัวน้อยๆ อยู่ในอ้อมกอดของชายชรา

มิตรภาพที่งอกงามขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เฒ่าเริ่มรู้สึกว่าดินแดนใหม่ ไม่โหดร้ายเปล่าเปลี่ยวจนเกินไป ยังมีด้านที่อบอุ่น มีสายใยบางอย่างให้รู้สึกผูกพัน

และกลิ่นบุหรี่ที่เมอร์สิเยอร์บาร์กสูบตลอดเวลาแบบมวนต่อมวน ทำให้คุณปู่ผู้ไกลบ้าน สามารถสัมผัสได้เป็นครั้งแรกว่า “ควันบุหรี่ของชายที่อยู่ที่หอพักนั้นน่ากลัว แต่ของเมอร์สิเยอร์บาร์กคนนี้ต่างออกไป กลิ่นของมันหอม เป็นกลิ่นหอมกลิ่นแรกที่บ้านเมืองใหม่นี้ให้แก่เขา และกลิ่นหอมนี้ทำให้เขาคิดถึงกลิ่นกล้องยาสูบที่ผู้ชายในหมู่บ้านสูบกันยามเย็น”

หลังจากนั้น เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ก็ออกปากขอบุหรี่จากเจ้าหน้าที่วันละหนึ่งซอง เพื่อนำมามอบเป็นของขวัญให้แก่เพื่อนใหม่ รวมทั้งสอบถามจากล่ามว่า “สวัสดี” ในภาษาของประเทศนี้พูดอย่างไร ผู้เฒ่าทบทวนซ้ำๆ หลายเที่ยว หลับตาเพื่อตั้งใจจดจำ

“วันหนึ่งล่วงไป ที่ไกลออกไป ดวงตะวันเหมือนจะตกลงไปอย่างรุนแรงบนท้องฟ้า เขาต้องกลับแล้ว ชายร่างใหญ่ไม่มา เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์จากไปพร้อมซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อ และคำว่าบงชูร์ในปากที่ไม่ได้พูดออกมา”

เรารู้ว่าผู้เฒ่าเดินทางมาสู่ฝรั่งเศส ก็จากรายละเอียดตรงนี้นี่เอง

มิตรภาพระหว่างชายต่างสัญชาติทั้งสอง ยังมีแง่มุมอื่นๆ นอกเหนือจากที่ผมหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังอีกมาก และเต็มไปด้วยความซาบซึ้งจับอกจับใจอย่างยิ่ง

ผมเข้าใจเป็นการส่วนตัวนะครับว่า แก่นเรื่องของ “ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” มุ่งสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ทุกข์สุขที่อยู่เบื้องลึกในใจของคนพลัดถิ่น, มิตรภาพอันสวยงามไร้พรมแดนใดๆ มากีดขวางกางกั้น, ความหวังในการดำรงชีวิต ฯลฯ

แต่ในอีกมุมหนึ่งนิยายเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามแบบอ้อมๆ แทนที่จะแสดงผ่านภาพความเสียหายใหญ่โต กลับขมวดรวมมาเล่าผ่านจุดเล็กๆ คือตัวละครอย่างผู้เฒ่าหลิ่นห์

พูดง่ายๆ คือ เฉพาะแค่โศกนาฏกรรมที่กระทบสู่ชีวิตของชายชรา ยังหมองหม่นรันทดเข้าขั้นชวนให้ใจสลายถึงเพียงนี้ ภาพใหญ่โดยรวมทั้งหมดของผู้คนทั้งประเทศ ก็ยิ่งเป็นความสูญเสียย่อยยับ จนแทบไม่กล้าจินตนาการนึกถึงว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงไร

นิยายเรื่องนี้จบลงด้วยอารมณ์ทั้งสวยและเศร้า พร้อมๆ กับมีความลับบางอย่างที่เปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด (ขอแนะนำว่า เพื่ออรรถรสที่ถึงพร้อม ไม่ควรอ่านข้อความโปรยตรงปกหลังก่อน)

ผมบอกได้เพียงแค่ว่า ผมอ่านนิยายเรื่องนี้จบลงแล้วไม่ได้ร้องไห้เสียน้ำตา แต่เกิดอาการ “ฝนตกหนักในใจ”

จนถึงขณะที่เขียนอยู่นี้ ฝนก็ยังไม่ยอมหยุดตก

(เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 29 กันยายน 2551)

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เหตุผลที่ควรเดินช้า โดย "นรา"


ช่วงสัปดาห์กว่า ๆ ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ดูหนังเก่าและใหม่อย่างละหนึ่งเรื่อง คือ Tokyo Tower และ Click

Tokyo Tower เป็นหนังประเภทที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าพล็อต มีเค้าโครงเบาบาง เน้นการบอกเล่ารายละเอียดกระจัดกระจาย ไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน เรื่องคร่าวร่าว ๆ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกครอบคลุมช่วงเวลาหลายสิบปี

ใจความหลักของหนังก็คือ การแสดงให้เห็นชีวิตช่วงวัยรุ่นของฝ่ายลูก ซึ่งเกิดเหตุก้าวถลำพลาดพลั้งเพราะสิ่งเย้ายวนต่าง ๆ จนเกือบจะล้มเหลวเรียนไม่จบ แต่ก็รอดพ้นมาได้อย่างฉิวเฉียด ด้วยความรักอันไร้ขีดจำกัดของแม่ และมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว ประกอบอาชีพการงานมั่นคง จนกระทั่งสามารถกลับมาเป็นฝ่ายดูแลแม่ผู้แก่เฒ่า (และล้มป่วยด้วยโรคร้าย)

จุดเด่นก็คือ มันเป็นหนังชีวิตที่เรียบง่ายเหลือเกิน แม้จะเต็มไปด้วยเหตุการณ์มากมาย ซึ่งสามารถบีบคั้นฟูมฟายเร้าอารมณ์ได้สบาย ๆ ทว่าคนทำหนังกลับหลีกเลี่ยงเสนอแบบผ่าน ๆ ปล่อยให้เรื่องราวค่อย ๆ บดขยี้สร้างความสะเทือนใจทีละน้อยอย่างใจเย็น (ผมประทับใจกับฉากแม่ลูกเดินจูงมือกันข้ามถนนมากเป็นพิเศษ)
ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ อารมณ์เศร้าชนิด “เอาตาย” แบบ feel good

ดูจบแล้ว ผมแทบไม่ได้คิดถึง Tokyo Tower ในแง่มุมของการวิจารณ์เลย และแยกแยะไม่ถูกหรอกว่า หนังดีหรือไม่ดีอย่างไร รู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเองว่า อยากนั่งรถทัวร์เดินทางไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัดขึ้นมาฉับพลัน

ส่วนเรื่อง Click นั้นมาในทางตรงกันข้าม หน้าตาภายนอกเป็นหนังตลกเต็มตัว ว่าด้วยสถาปนิกหนุ่ม ซึ่งใฝ่ฝันอยากประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพการงาน จนกระทั่งยินยอมสละเวลาที่ควรจะมีให้แก่ “ครอบครัว”

วันหนึ่ง คุณพระเอกก็พบกับบุรุษลึกลับ และได้รับมอบรีโมทคอนโทรลสารพัดประโยชน์ ไม่เพียงแต่จะสามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้แบบเอนกประสงค์เท่านั้น ทว่าอุปกรณ์ดังกล่าวยังสามารถกำหนดความเป็นไปของชีวิตได้อีกด้วย เช่น ย้อนถอยกับไปดูเหตุการณ์ในอดีต, กดปุ่มปิดเสียงของคู่สนทนา, เร่งสปีดสถานการณ์ที่เชื่องช้าให้กระชับฉับไว, หยุดความเคลื่อนไหวรอบข้างชั่วขณะ ฯลฯ

นับจากนั้นสถาปนิกหนุ่มก็ใช้รีโมทคอนโทรลแบบไม่ยั้งมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ่มกลไกเกี่ยวกับการเร่งเหตุการณ์เคลื่อนไปสู่ข้างหน้าอย่างฉับไว (เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์น่าอึดอัดรำคาญใจ เช่น ขณะกำลังทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียงกับภรรยา, ช่วงอาบน้ำแต่งตัวยามเช้าก่อนไปทำงาน, ข้ามเหตุการณ์รถติดเสียเวลาบนท้องถนน ฯลฯ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เร่งรัดเวลาอันเนิ่นนานยืดยาวในการทำงาน เพื่อผ่านเลยไปสู่ความสำเร็จบั้นปลายในชั่วพริบตา

พูดง่าย ๆ ว่า เขาเร่งสปีดเพื่อหลีกเลี่ยงเว้นข้ามห้วงเหตุการณ์ที่มีปัญหา และใช้ความเร็วมาขจัดลบล้างเรื่องที่ต้องใช้เวลารอคอยล่าช้าไม่ทันใจ

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ ชายหนุ่มทำรายละเอียดต่าง ๆ ในช่วงเร่งรัดให้เวลาคืบหน้ารวดเร็ว ตกหล่นสูญหายไปเกือบหมด กระทั่งเหมือนกับชีวิตที่เคว้งคว้างว่างโหวง เหลือเพียงเหตุปัจจุบันเฉพาะหน้า ทว่าปราศจากเรื่องราวใด ๆ ในอดีตให้จดจำ

ย่ำแย่ร้ายกาจกว่านั้นก็คือ การกดปุ่มเร่งรัดเวลาบ่อยครั้ง ส่งผลให้เครื่องมือวิเศษสารพัดประโยชน์เกิดอาการรวน เร่งรวบเหตุการณ์ไปข้างหน้าอยู่บ่อยครั้ง จากชายหนุ่มกลายเป็นวัยกลางคน ล่วงเลยสู่ช่วงชราภาพโดยรวดเร็ว เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นานาสารพัด และล้วนแต่หนักไปในทางร้ายติดลบ (เช่น ภรรยาขอหย่าร้างชีวิตครอบครัวล้มเหลว ฯลฯ) ความสำเร็จหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ มีเพียงความก้าวหน้าในอาชีพการงานเท่านั้น (เมื่อตัดพ้อต่อว่าบุรุษลึกลับเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ ก็ได้รับคำตอบยืนยันว่า ก่อนจะมีรีโมท สถาปนิกหนุ่มก็ใช้ชีวิตเร่งรัดเช่นนี้อยู่ก่อนแล้ว)

ถึงตรงนั้นคุณพระเอกของเราก็พบว่าตนเองโดดเดี่ยวไม่มีใคร และมีแต่อดีตไม่พึงปรารถนา (คือ เหตุชวนหงุดหงิดจนทำให้เขาต้องกดรีโมทเร่งสปีด) เต็มไปหมด
ที่สำคัญคือ เขาใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ กระทั่งพล่าผลาญเวลาสูญหายสิ้นเปลือง เป็นชีวิตที่กล่าวได้ว่ามีแต่เค้าโครงเรื่องย่อคร่าว ๆ ปราศจากรายละเอียด เป็นชีวิตที่บรรลุผลตามเป้าหมาย แต่ขาดไร้สิ่งที่เรียกกันว่า ทิวทัศน์ “ระหว่างทาง”

Click ใช้เรื่องราวแบบแฟนตาซีและนิทานสอนใจ มาเปรียบเปรยกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ของคนชั้นกลางในสังคมอเมริกัน ซึ่งบ้างานแบบไม่ลืมหูลืมตา กระทั่งทำลายสายใยผูกพันในครอบครัวล่มสลายพังพินาศ

ที่ผมนึกไม่ถึงก็คือ มันเป็นหนังตลกแค่ครึ่งเดียว เฉพาะช่วงสาธิตแสดงให้เห็นถึงลูกเล่นของรีโมทมหัศจรรย์ พ้นจากนั้นแล้วก็กล่าวได้ว่า เป็นหนังชีวิตสะเทือนอารมณ์ ฉายภาพด้านลบของวิถีความเป็นอยู่แบบทุนนิยม/วัตถุนิยมสุดขั้วได้น่าสะพรึงกลัวมาก

ฉากที่ชวนให้ใจสลายเป็นอย่างยิ่งคือ เมื่อคุณพระเอกเพิ่งทราบข่าวว่าพ่อของตนเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เขาพยายามกดปุ่มย้อนอดีตก็พบเพียงความว่างเปล่า (เนื่องจากตอนที่พ่อเสียชีวิต เขาไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย) สิ่งที่ทำได้มากสุด จึงเป็นแค่ย้อนกลับไปยังการพบปะกันครั้งสุดท้าย ซึ่งเขานั่งหมกมุ่นคร่ำเคร่งอยู่กับงานในออฟฟิศ พ่อผู้ชราภาพเข้ามาชักชวนไปหากิจกรรมผ่อนคลายหลังเลิกงาน แต่ฝ่ายลูกกลับตอบปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย (และไม่ยอมแม้แต่จะเสียเวลาชั่วครู่ เงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ) ที่เจ็บปวดสุด เขายังพูดจาไม่ยั้งคิดทำร้ายจิตใจผู้เฒ่าอย่างรุนแรงเกินให้อภัย

เมื่อย้อนหลังกลับไปดูอดีตที่ไม่อาจแก้ไข คุณพระเอกของเรา จึงทำได้มากสุดเพียงแค่ “หยุดความเคลื่อนไหว” ขณะที่พ่อกำลังเดินหันจากมาด้วยอาการใจสลาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะบอกกล่าวสารภาพความในใจว่า “พ่อครับ ผมรักพ่อ” ในวาระที่ทุกสิ่งทุกอย่าง “สายเกินไป”

แม้จะเป็นหนังที่นำเสนอด้วยอารมณ์และบรรยากาศห้อมล้อม ผิดแผกแตกต่างกันอยู่เยอะ แต่จุดร่วมประการหนึ่งที่ Tokyo Tower และ Click มีอยู่ตรงกันก็คือ ประเด็นว่าด้วยความรักความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก การชี้ชวนให้ผู้ชมหันมาตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของช่วงหนึ่งในชีวิต-ซึ่งไม่ยาวนานนัก-ที่มีอยู่ร่วมกัน (และควรจะใช้สอยมันอย่างคุ้มค่าเปี่ยมความหมาย)

ขอสารภาพว่า ผมดูแล้วน้ำตาร่วงทั้งสองเรื่อง และเมื่อนึกทบทวนความหลังอย่างตรงไปตรงมา ล้วนเคยก่อความผิดพลาดเช่นเดียวกับตัวละครในหนัง ทั้งการทำตัวเหลวไหลให้เป็นภาระหนักอกของพ่อแม่ และการเลือกวิถีชีวิตเร่งรีบ จนละทิ้งใส่ใจต่อสมาชิกในครอบครัวน้อยเกินไป

สมัยวัยรุ่นนั้น พฤติกรรมแบบไร้เดียงสาไม่เข้าใจโลกของผม ทำให้แม่ต้องกลัดกลุ้มเสียน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็พูดได้อีกเช่นกันว่า น้ำตาของแม่เป็นสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งให้ผมสามารถรอดพ้นจากการเสียผู้เสียคน กลับมาเกิดสติใช้ชีวิตอยู่บนหนทางที่ถูกที่ควร

คล้อยหลังจากนั้น ในการสนทนาหลายต่อหลายครั้ง แม่มักจะบอกกับผมอยู่เสมอว่า แค่เพียงไม่ต้องหวาดวิตกกังวลเรื่องลูกจะเดินผิดก้าวพลาด มีอาชีพการงานที่สุจริต และสามารถเลี้ยงดูตนเองได้โดยไม่เดือดร้อน นั่นถือได้ว่าเป็นความสุขสูงสุดของแม่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แม่จะไม่เคยพูดออกมาตรง ๆ แต่ผมเชื่อว่า กระทั่งทุกวันนี้ แม่ก็ยังไม่เคยเลิกหรือหยุดห่วงใยบรรดาลูก ๆ

เวลาอาจจะเคลื่อนผ่านไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้คนเราเกิดการเปลี่ยนสถานะจากวัยหนึ่งสู่อีกวัยหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่ในสายตาและมุมมองของผู้เป็นแม่ ลูกทุกคนยังคงเป็นเสมือนลูกนกหัดบิน ที่ต้องเฝ้ามองสอดส่องด้วยความระมัดระวังใส่ใจอยู่เสมอ

นอกเหนือจากการดูแลแม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ผมคิดว่าสิ่งสำคัญอีกประการที่ลูกทุกคนพึงกระทำก็คือ การเดินช้า ๆ บินช้า ๆ อย่างรอบคอบรัดกุม เพื่อให้แม่วิตกกังวลห่วงใยน้อยสุด

การเดินช้าหรือบินช้าในที่นี้ ผมหมายถึงทัศนคติต่อการทำงานและการใช้ชีวิต

ผมนั้นไม่ใช่คนบ้างาน ปราศจากเป้าหมายไกล ๆ หรือแผนการว่าจะต้องทำโน่นทำนี่ใหญ่โตให้สำเร็จภายในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้

เป้าหมายใกล้ตัวของผมจึงมีอยู่แค่ ทำงานเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด และทำอย่างเต็มที่ตามกำลังสติปัญญาจะเอื้ออำนวย แสวงหารายรับพอเหมาะสม ไม่เป็นหนี้ใคร มีเงินพอจับจ่ายใช้สอยเท่าที่จำเป็น เหลือเก็บออมไว้ส่วนหนึ่งสำหรับรับมือกับกรณีฉุกเฉิน

พ้นจากนี้แล้ว สิ่งสำคัญสูงสุดก็คือ การใช้เวลาดูแลทุกข์สุขซึ่งกันและกันกับคนรอบข้างที่รักใคร่ผูกพันเท่านั้นนะครับ

ส่วนความสำเร็จหรือชื่อเสียงลาภยศ ผมคิดว่าไม่จำเป็น ทุกสิ่งทุกอย่างมันจบลงตั้งแต่ผมทำงานเสร็จแล้ว ถ้างานออกมาเป็นที่พึงพอใจ มีประโยชน์ทางหนึ่งทางใดต่อผู้อ่านอยู่บ้าง นั่นนับเป็นความสำเร็จ ในทางตรงข้าม หากออกมาบกพร่อง ผมถือว่าเป็นความล้มเหลวสุดขีดที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงมิให้ผิดพลาดซ้ำสอง

เปรียบการใช้ชีวิตเหมือนการเดินทาง ผมให้น้ำหนักความสำคัญกับ “ระหว่างทาง” มากกว่า “เป้าหมาย” กล่าวคือ ที่สุดแล้วจะไปถึงไหนก็ไม่เป็นไร แต่เส้นทางหรือวิธีการนั้น ควรจะอยู่บนความถูกต้องดีงาม เป็นวิถีที่สามารถก้าวเดินด้วยความสุขสงบ

ผมเชื่อต่อไปอีกนิดว่า เส้นทางมุ่งสู่สรวงสวรรค์ ไม่น่าจะบรรลุถึงด้วยวิธีการเหยียบย่ำผู้อื่น แต่สมควรเป็นการประคับประคองช่วยเหลือหยิบยื่นน้ำใจไมตรีต่อกันและกันมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่ละท่านอาจจะคิดเห็นแตกต่างกันได้ และยิ่งไม่ควรมีการใช้ความเชื่อแบบหนึ่ง ไปตัดสินความเชื่อที่เห็นต่างไม่ตรงกันว่าเป็นสิ่งเลวร้าย

ผมเพียงแต่มั่นใจว่า แม่คงจะมีความสุขขึ้นมาสักเล็กน้อย ถ้ารู้ว่าการเดินช้า, ความเชื่อ และทัศนคติต่าง ๆ ของผมในปัจจุบัน จะทำให้แม่ลดทอนความกังวลห่วงใยต่อผมลงไปได้บ้าง

ผมเคยทำให้แม่เสียใจและร้องไห้มาแล้วบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจลบล้างไถ่ถอน แต่ข้อดีงามอย่างหนึ่งของชีวิตก็คือ ยังมีโอกาสอีกมากมายในการทำให้แม่เกิดรอยยิ้มอย่างมีความสุข

แม่ผมอ่านหนังสือไม่ออกนะครับ แต่ผมก็อยากจะเขียนถึงเรื่องเหล่านี้ เพื่อแม่และทุก ๆ คนที่เป็นแม่


(เขียนเมื่อ 3 พฤษภาคม 2551 เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน นำมาลงในบล็อกให้อ่านกันอีกครั้ง เนื่องในวาระวันแม่นะครับ)

คืนนั้นดวงจันทร์ส่องแสงเหมือนหยาดน้ำตา โดย "นรา"







ชื่อบทความชิ้นนี้ อาจชวนให้เข้าใจล่วงหน้าไขว้เขวอยู่สักหน่อยว่า คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องรักหวานขมสะเทือนอารมณ์

ไม่ใช่หรอกนะครับ แท้จริงแล้วผมนำมาจากประโยคหนึ่งที่ปรากฎในตอนท้าย ๆ ของนิยายเรื่อง Animal’s People (ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อ “เรียกผมว่า ไ...อ้สัตว์” สำนวนแปลโดยวิภาดา กิตติโกวิท) ซึ่งมีรายละเอียดเนื้อใน ห่างไกลจากเรื่องรักโรแมนติคอยู่เยอะทีเดียว

นิยายยอดเยี่ยมเรื่องนี้ เชื่อมโยงอยู่กับเหตุโศกนาฎกรรมที่เคยเกิดขึ้นจริง ในเมืองโภปัล ประเทศอินเดียเมื่อปี 1984

กลางดึกคืนวันที่ 3 ธันวาคม ปีนั้น เกิดเหตุระเบิดในโรงงานผลิตยาฆ่าแมลงของบริษัทยูเนียนคาร์ไบด์ ส่งผลให้สารเคมีและก้าซพิษรั่วไหลแพร่กระจายไปทั่วเมืองโภปัล คร่าชีวิตชาวบ้านประมาณสองพันคนในทันที และล้มตายอีกราว ๆ สองหมื่นในเวลาต่อมา

กรณีดังกล่าว เรียกขานกันว่า “หายนะที่เมืองโภปัล” เป็นอุบัติเหตุเกี่ยวกับสารพิษที่รุนแรงสาหัสมากสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ที่น่าสะเทือนใจยิ่งก็คือ หลังจากค่ำคืนแห่งโศกนาฎกรรมผ่านพ้นไปแล้ว พิษร้ายยังแทรกซึมปนเปื้อนอยู่ในพื้นดินและน้ำดื่ม ส่งผลให้ชาวเมืองนับแสนคน ล้มป่วยและพิการ

เหตุดังกล่าวผ่านพ้นล่วงเลยมา 20 กว่าปีแล้ว ทว่าบริษัท ยูเนียนคาร์ไบด์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ได้หนีจากหายไปโดยไม่เหลียวแลรับผิดชอบ กระทั่งกลายเป็นคดีฟ้องร้องที่ยังคงยืดเยื้อคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน

เป็นการต่อสู้เพื่อทวงถามเรียกร้องความยุติธรรม ระหว่าง 2 ฝ่ายที่แตกต่างเหลื่อมล้ำกันสุดขั้ว ฝ่ายหนึ่งคือชาวบ้านผู้ยากไร้ขัดสน (แถมยังเจ็บป่วย) มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่เลวร้ายเสมือนดังพำนักอาศัยใน “นรกบนดิน” กับอีกฝ่ายคือ บริษัทยักษ์ใหญ่ทุนข้ามชาติที่มีพร้อมทั้งกำลังเงิน, อำนาจ, อิทธิพล และเครือข่ายกว้างขวางในการประชาสัมพันธ์สร้างภาพ รวมทั้งว่าจ้างทนายความเก่ง ๆ มาเล่นแง่ทางด้านตัวบทกฎหมาย

ยิ่งไปกว่านั้น ทางบริษัทยักษ์ใหญ่ ยังใช้เงื่อนไขทางด้าน “การลงทุน” ในอินเดีย เป็นกลไกสำคัญในการกดบีบข้าราชการและรัฐบาลอินเดีย กระทั่งเกิดอาการ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” เพิกเฉยมองข้ามความทุกข์ยากลำบากของชาวบ้าน และไม่ดำเนินไปตามครรลองอันถูกต้องถ่องแท้ของกระบวนการยุติธรรม

ผู้เขียนนิยายเรื่อง Animal’s People คือ อินทรา สิงห์เกิดในอินเดีย เติบโตที่บอมเบย์ เรียนจบปริญญาตรีทางด้านวรรณคดีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเคยมีอาชีพเป็นก็อปปีไรเตอร์เขียนข้อความโฆษณาให้แก่เอเยนซีชื่อดังในอังกฤษ

ในปี 1994 เขาได้รับการไหว้วานร้องขอให้ช่วยรณรงค์ เพื่อระดมทุนก่อตั้งคลีนิครักษาฟรีให้แก่ชาวเมืองโภปัล จึงเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน กระทั่งได้รับการสนับสนุนท่วมท้นล้นหลามจากผู้อ่าน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นนำพาเขาเข้าไปสัมผัสรับรู้ปัญหาความทุก์ยากเดือดร้อนชนิดหยั่งลงสู่รากลึก

ถัดจากนั้นอินทรา สิงห์ก็ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ “หายนะที่เมืองโภปัล” อีกหลายต่อหลายครั้ง และมีบันทึกข้อมูลจำนวนหนึ่ง ซึ่งตระเตรียมใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับเขียนบทหนังเรื่อง Bhopal Express ในปี (เดิมหนังเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า Green Song)

นั่นคือ จุดเริ่มต้นสำหรับความคิดที่จะนำบันทึกข้อมูลดังกล่าว มาเขียนดัดแปลงเสียใหม่เป็นนิยายเกี่ยวกับโศกนาฎกรรมที่โภปาล

อินทรา สิงห์เริ่มลงมือเขียนนิยายในช่วงฤดูร้อนปี 2001 แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่น่าพึงพอใจนัก จนกระทั่งได้พบกับสองบุคคลที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

มีเพื่อนบางคนมาบอกเล่าให้เขาฟังถึง ชายหนุ่มพิการชื่อสุนิล กุมาร ซึ่งมีกระดูกหลังคดงอ จนต้องเดินสี่เท้า ถัดมาลูกสาวของอินทรา สิงห์เล่าให้ฟังว่า เธอไปพบแม่ชีชราชาวฝรั่งเศส ซึ่งหลงลืมภาษาอื่น ๆ หมดสิ้น จดจำได้เพียงแต่ภาษาฝรั่งเศสที่นางเคยพูดเมื่อครั้งวัยเด็ก

ทั้งสองกลายเป็นที่มาแรงบันดาลให้แก่ตัวละครสำคัญในนิยาย คือ ชานวร (อ่านว่า ชาน-นะ-วอน) และแม่ชีฟรองซี

เมื่อค้นพบตัวละครอย่างชานวร ก็เหมือนกับอินทรา สิงห์เล็งเห็นหนทางสว่างในการเขียนนิยายเรื่องนี้นะครับ คือ รู้ว่าจะบอกเล่าเรียงลำดับเหตุการณ์ เชื่อมโยงร้อยเรียงข้อมูลอันกระจัดกระจายให้เป็นเอกภาพกลมกลืนกันได้อย่างไร

อินทรา สิงห์ใช้เวลาเขียนเรื่อง Animal’s People อยู่ประมาณ 5 ปี จึงเสร็จสิ้นสมบูรณ์

ในนิยายเขาได้สร้างเมืองสมมติขึ้นมาชื่อเขาฟ์ปุระ (khaufpur) และไม่ระบุชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของโรงงานต้นเหตุสารพิษรั่ว แต่กล่าวถึงเพียงแค่ในนาม “กัมปานี” เหตุผลก็เพราะเขาไม่ต้องการให้ข้อเท็จจริงตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ มาเป็นกรอบจำกัดจินตนาการส่วนตัวในการเล่าเรื่อง

ที่สำคัญ เจตนาในการเขียนนิยายเรื่องนี้ของอินทรา สิงห์ (จากคำให้สัมภาษณ์โดยตัวเขาเอง) ต้องการบอกเล่าถึงชีวิตของผู้คน (ซึ่งมีนัยยะเชื่อมโยงพาดพิงไปถึงชาวเมืองโภปัล) สิ่งที่พวกเขารู้สึกนึกคิด ชะตากรรมทุกข์ยากที่พบเผชิญ สภาพความเป็นอยู่ ฯลฯ มากกว่าจะพูดถึงลำดับความเป็นมาเป็นไปต่าง ๆ ของเหตุการณ์ “หายนะที่เมืองโภปัล” โดยตรง (อันเป็นสิ่งที่ชาวโลกรับทราบกันดีอยู่แล้ว)

“เรียกผมว่า ไ...อ้ สัตว์” เป็นนิยายที่สามารถสะกดตรึงผู้อ่านตั้งแต่เริ่มเรื่อง โดยให้ตัวเอกบอกกล่าวทักทายกับผู้อ่านว่า “ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นมนุษย์...”

ขอสารภาพว่า เหตุผลเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้ผมเสี่ยงซื้อนิยายเรื่องนี้ โดยไม่ทราบอะไรมาก่อนเลย ก็เพราะวรรคทองนี้เอง กล่าวคือ ผมเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า ถ้าลำพังแค่ประโยคเริ่มต้นยังเฉียบคมถึงเพียงนี้ รายละเอียดอื่น ๆ ถัดมาก็น่าจะดีเยี่ยม (ผลปรากฎว่า ผมเดาถูกนะครับ)

เรื่องทั้งหมดเล่าผ่านมุมมองของชานวร โดยกำหนดให้เขาอัดเสียงคำพูดตนเองลงในเครื่องบันทึกเทป ตามคำขอร้องจากนักข่าวชาวตะวันตก (ซึ่งไม่ได้ปรากฎตัวมีบทบาทเลยตลอดทั้งเรื่อง)

ชานวรเกิดมาได้เพียงแค่ไม่กี่วัน ก็ประสบเหตุ “คืนนั้น” จนทำให้พ่อแม่ของเขาเสียชีวิต ส่วนทารกน้อยรอดตาย ได้รับการเลี้ยงดูและเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยแม่ชีฟรองซี (ซึ่งเคยพูดได้หลายภาษา แต่หลังจากโดนก้าซพิษเข้าไป ก็ลืมเลือนหมด สามารถสื่อสารได้แค่ภาษาฝรั่งเศส และเชื่อเป็นตุเป็นตะว่า ภาษาอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ไม่ใช่ภาษามนุษย์)

จนกระทั่งเมื่ออายุหกขวบ ชานวรก็เกิดอาการไข้ขึ้น ปวดร้าวไปทั้งตัว หลังจากนั้นโครงกระดูกบริเวณกลางหลังก็คดงอบิดเบี้ยว กระทั่งไม่อาจยืนตัวตรงและเดินสองเท้าได้เหมือนผู้คนอื่น ๆ ต้องใช้มือคืบคลานค้ำยันเหมือนสัตว์สี่เท้า

นั่นเป็นที่มาของชื่อชานวร (แปลว่า “สัตว์” ในต้นฉบับภาษาอังกฤษเรียกชื่อตัวละครว่า Animal) ซึ่งเกิดจากการเรียกขานด้วยน้ำเสียงล้อเลียนของคนรอบข้าง

ปมด้อยและความพิกลพิการดังกล่าว รวมทั้งสภาพจิตใจที่มีอาการวิกลจริตอยู่บ้าง ส่งผลให้ชานวร ขมขื่นคับแค้นและรู้สึกว่าตนเองผิดประหลาดไม่เข้าพวกกับผู้อื่น เขาจึงสร้างเกาะคุ้มกัน ด้วยการเลือกข้างยืนกรานที่จะเป็น “สัตว์” และปฏิเสธความเป็น “มนุษย์” (และมักจะหยิบยกมาเป็นเหตุผลข้ออ้างอย่างดื้อรั้นอยู่บ่อยครั้ง ในการไม่ยอมประพฤติตนตามกติกาของสังคมส่วนรวม)

ความไม่ปกติของชานวรนี่แหละครับ คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คำบอกเล่าต่าง ๆ ที่ปรากฎในนิยายเรื่องนี้ “พิสดาร” และเต็มไปด้วยรสชาติหลากหลายชวนอ่าน ทั้งตลกขบขัน ช่างเหน็บแนม เย้ยหยัน ละเมียดละเอียดอ่อน ก้าวร้าวหยาบคาย มีลีลางดงามเหมือนบทกวี ดิบเถื่อนสากกร้านชวนพะอืดพะอม ความเข้มข้นสมจริง รวมไปถึงบรรยากาศในเชิงอุปมาอุปมัยจนเหนือจริง (เช่น การที่เขาได้ยินเสียงต่าง ๆ มากมายในหัวพูดคุยกันเอง หรือแม้กระทั่งสามารถคุยกับซากทารกสองหัวที่ดองน้ำยาในขวดโหล)

นิยายเรื่องนี้ ไม่ได้มีพล็อตหรือเค้าโครงหวือหวา แต่ในรายละเอียดที่บอกเล่าอย่างลื่นไหลฉวัดเฉวียน มันเป็นเรื่องว่าด้วยมุมมองของสัตว์ (ชานวร) ซึ่งมีต่อผู้คนหลากหลายชีวิตที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวเขา, ว่าด้วยผู้คนจำนวนหนึ่ง ที่มีเปลือกนอกและสภาพความเป็นอยู่อัปลักษณ์ทุเรศนัยน์ตา แต่เปี่ยมด้วยจิตใจสวยงาม, ว่าด้วยมนุษยธรรมอันซาบซึ้งน่าประทับใจบนชะตากรรมรันทดหดหู่, ว่าด้วยตัวละครที่เป็นสัตว์ทางกายภาพ แต่มีจิตใจเป็นมนุษยที่แท้ไม่ด้อยไปกว่าใคร, ว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างความดีกับความเลว, ว่าด้วยศรัทธามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว บนสภาพความเป็นจริงที่แทบไม่เหลืออะไรให้หวังหรือยึดเหนี่ยว, ว่าด้วยสวรรค์บนดินที่กลายเป็นนรกเพียงชั่วข้ามคืน และนรกอันยาวนานที่มีมุมหนึ่งของสรวงสวรรค์แฝงซ่อนอยู่

เหนือสิ่งอื่นใดคือ การที่ชานวรใช้วิธีเยาะเย้ยตอบโต้ทุกข์ยากโศกนาฎกรรมของตนเอง ด้วยอารมณ์ขันอันชาญฉลาดคมคาย

บางรายละเอียดในนิยายเรื่องนี้ โหดร้ายทารุณและเศร้าสลดหดหู่ทำร้ายจิตใจ เกินกว่าที่ผมจะกล้าใช้คำว่า “สนุก” แต่โดยรวมแล้วผมสรุปได้ว่า Animal’s People เป็นนิยายที่เขียนได้อย่างมีชีวิตชีวา ชนิดหยิบอ่านแล้ววางไม่ลง นี่เป็นโศกนาฏกรรมที่บอกเล่าอย่างรื่นรมย์หรรษา และทำให้อ่านจบลงด้วยรอยยิ้มเปื้อนหยดน้ำตา

โดยเฉพาะช่วงสองสามบทท้าย ๆ (ประมาณ 70 หน้ากระดาษ) อินทรา สิงห์ เขียนได้ประณีตวิจิตรทรงพลังอย่างยิ่ง และเล่นงานจู่โจมกระหน่ำโบยตีอารมณ์ของผู้อ่านหนักหน่วง ทั้งตื่นเต้นระทึกใจ, ทั้งโศกสลดจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่, ทั้งสยดสยองน่ากลัวราวกับฝันร้าย

ที่สำคัญมันนำเสนอบทสรุปในแบบไม่เป็นสูตรสำเร็จ ไม่ได้จบอย่างสุขสดชื่นสมหวัง หรือจบแบบโศกนาฎกรรมทำร้ายจิตใจ แต่เป็นการลงเอยที่เปี่ยมความหวัง งดงาม ก่อเกิดศรัทธาต่อการมีชีวิตและความเป็นมนุษย์อย่างแรงกล้า เป็นการจบโดยปล่อยให้เหตุการณ์ต่าง ๆ และตัวละคร ยังคงมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในใจของผู้อ่าน

นี่คือ นิยายที่น่าประทับใจมากสุดอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตการอ่านของผม






(เขียนเมื่อ 2 สิงหาคม 2551 ตีพิมพ์และเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในการเพยแพร่คราวนี้ คงไว้ตามเดิมทุกอย่าง ไม่ได้แก้ไขขัดเกลาใด ๆ แต่อยากจะยืนยันอีกครั้งว่า เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมมาก และขอแนะนำอย่างออกนอกหน้า

พร้อม ๆ กันนี้ ก็ต้องขออภัยสำหรับการหายหัวหายตัวหายหน้าหายตาไปหลายเดือน ช่วงที่ผ่านมา ผมออกไปใช้ชีวิตโลดโผนผจญภัย ทำให้เกิดความอัตคัดขาดแคลนเวลาสำหรับดูแลบล็อก ตอนนี้ราชการบ้านเมืองก็คลี่คลายไปเยอะแล้ว คงจะกลับสู่ภาวะปกติ และเจอะเจอกันบ่อยขึ้นในเร็ววันนี้นะครับ)