ผมเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ด้วยวิธีครูพักลักจำ ผ่านการอ่านอย่างตะกละตะกลาม แล้วจึงค่อยเลือกเฟ้น ‘ครู’ ที่ตรงกับจริตนิสัยและรสนิยม
ที่แปลกกว่า ‘ครู’ ท่านอื่น คือ งานเขียนของ ‘ฮิวเมอริสต์’ มีส่วนสำคัญยิ่ง ในการหล่อหลอมกำหนดสร้างนิสัยบุคลิกให้ผมเป็นอย่างที่เป็นอยู่
นิสัยนั้นจำแนกคร่าว ๆ ได้ว่า หลงใหลอารมณ์ขัน, มีความสุขกับการได้ยียวนกวนประสาทผู้คน, ชอบเล่นโลดโผนพลิกแพลงกับภาษา, และกลายเป็นมนุษย์การ์ตูนในร่างคนที่ค่อนข้างไปทางเหลวไหลไร้สาระ
DNA ในร่างกายของผมคงถูกออกแบบทางพันธุกรรมให้โน้มเอียงมาทางนี้เป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้รับสารกระตุ้นจากการอ่านงานเขียนของ ‘ฮิวเมอริสต์’ ...นับแต่นั้นมา สติของผมก็ไม่เคยปกติอีกเลย
‘ฮิวเมอริสต์’ เป็นนามปากกาของครูอบ ไชยวสุ ผู้ล้ำเลิศไร้เทียมทานใน 2 แขนง อย่างแรกคือ เป็นตำรวจตรวจภาษา ระดับอภิมหามือปราบ มีข้อเขียนบทความมากมาย ทักท้วงติติงการใช้ภาษาไทยผิดพลาดบกพร่องตามสื่อต่าง ๆ (บางทีก็เถียงแย้งความหละหลวมของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ ด้วยเหตุผลและความรู้ที่ถี่ถ้วนรัดกุมกว่า) ในลีลาหยิกแกมหยอกร่ำรวยอารมณ์ขัน ชนิดที่อ่านแล้วลืมไม่ลง
ผมไม่เคยสับสนในการใช้คำผิดที่ผิดทางต่างความหมาย ระหว่างคำว่า ‘ถ้า’ กับ ‘ท่า’ เลยนะครับ นี้ก็ด้วยเคล็ดวิชาที่ได้รับจากครูอบ
ท่านสอนวิธีใช้ง่าย ๆ ไว้ว่า ให้เติมคำในใจเป็น ‘ถ้าหาก’ กับ ‘ท่าทาง’ วางแนบประโยคที่จะเขียน ก็จะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าคำใดถูกต้อง
ตัวอย่างเช่น ‘เทวดา...จะบ๊องส์’ หรือ ‘...หิมะตกในกรุงเทพฯ’ ลองใช้ ‘ถ้าหาก’ กับ ‘ท่าทาง’ เติมลงในช่องว่าง อันไหนอ่านแล้วได้ใจความ คำนั้นคือคำที่ถูก
ผมไม่มีความรู้เรื่องหลักภาษาและไวยากรณ์ไทยมาตลอดชีวิตวัยเรียน รวมเลยจนถึงปัจจุบันก็ยังโหลยโท่ยเท่า ๆ เดิม แต่ก็ทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเลี้ยงตับไตไส้พุง ทั้งเครื่องในและเครื่องนอก ด้วยอาชีพขีดเขียนเกี่ยวเนื่องกับการใช้ภาษาเรื่อยมา
อาศัยหลักยึดแค่ว่า เขียนให้อ่านรู้เรื่อง อ่านเข้าใจ และวางลำดับถ้อยคำต่าง ๆ ก่อน-หลังให้ราบรื่น
รายละเอียดอื่น ๆ ที่เหลือ เป็นวิชาที่ได้จากครูตำรวจตรวจภาษาล้วน ๆ เลย
แจกแจงเป็นข้อ ๆ ไม่ได้หรอกนะครับว่า ประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่สรุปหลักสั้น ๆ ได้ว่า ภาษาไทยมีหลุมพรางความยอกย้อนพิสดารซ่อนอยู่มากมาย วิธีรับมือจัดการแบบ ‘เอาอยู่’ ก็คือ คิดเยอะ ๆ และละเอียดรัดกุม
ครูอบเก่งในการเสาะหาหลุมพรางช่องโหว่ต่าง ๆ ในภาษา แล้วนำมายั่วล้อสร้างอารมณ์ขัน
ตัวอย่างเช่น ในเรื่องสั้น ‘ลึกลับนักสืบ’ ท่านเล่นคำกับคำ ‘นักสืบ’ ประเภทต่าง ๆ ไว้ว่า “...นักสืบมีอยู่หลายประเภท คือ นักสืบสวนมักสืบแต่เรื่องผลหมากรากไม้ นักสืบสาวมักสืบแต่เรื่องผู้หญิง นักสืบเสาะมักสืบค้นหาอะไรแปลกแปลก เช่นร้านที่เชื่อแล้วไม่ค่อยทวง นักสืบพันธุ์มักสืบเสร็จแล้วตอนจบเรื่องก็ได้นางเอกเป็นเมีย และนักสืบเท้ามักสืบแต่เรื่องต่ำต่ำเลวเลว แต่มีความเจริญคืบหน้า...”
ความเป็นบรมครู เป็นนายแห่งภาษา บรรลุถึงขั้นเลือกสรรถ้อยคำมาใช้งานชนิดสั่งได้ของครูอบ ส่งผลให้ท่านเป็นที่สุดในอีกตำแหน่ง นั่นคือ ราชาอารมณ์ขัน
ในคำนำหนังสือทุกเล่มของฮิวเมอริสต์ มักจะตกลงกับผู้อ่านไว้ 2 ข้ออยู่เสมอ นั่นคือ “ผู้อ่านเรื่องของผมควรจะผ่านอย่างต่ำมัธยมหก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่กล้ารับรองว่าจะรู้เรื่องได้ทุกรายไป ที่จริงคิดว่าควรจะให้มีการแสดงประกาศนียบัตรหรือหนังสือสำคัญรับรองพื้นความรู้ก่อนจะยอมให้ซื้อ แต่เห็นว่าจะยุ่งแก่การขายการทอนสตางค์และการคืนสตางค์ ก็เลยระงับเสีย” และ “...เมื่อหนังสือนี้ตกอยู่ในครอบครองของผู้อ่านแล้ว ช่วยอ่านให้ครบทุกตัวทุกคำทุกประโยคทุกบรรทัดและทุกหน้า อย่าอ่านอย่างวิธีคำเว้นคำ หรือบรรทัดเว้นสองบรรทัด หรือหน้าเว้นสามหน้า เพราะไม่มีอะไรฟุ่มเฟือยที่จะควรข้ามไปเลย”
ทั้ง 2 ข้อตกลงนี้ เกี่ยวโยงกับจุดเด่นในงานเขียนของ ‘ฮิวเมอริสต์’ นั่นคือ ความละเอียดถี่ถ้วนในการหารูร่องช่องโพรง สำหรับสอด แทรก ซ้อน ซ่อน ซึม ลูกเล่นอารมณ์ขันอย่างมั่งคั่งแพรวพราว
ผมติดวิธีการอ่านแบบกัดแทะและเล็มทุกถ้อยคำอย่างเชื่องช้ายิ่งกว่าระบบราชการไทย นั้นก็เพราะคุ้นชินกับการอ่านทุกคำ ตามคำชี้แนะของพระเจ้าตา
ไม่มีนักเขียนไทยคนไหนอีกแล้วนะครับ ที่จะเล่นหกคะเมนตีลังกากับภาษาไทยอย่างละเอียดละเมียดวิจิตรบรรจงเทียบเท่า ‘ฮิวเมอริสต์’
พูดกันหลายปากว่า ภาษาไทยนั้นมั่งคั่งอลังการ ผมน้อมรับคล้อยตามความคิดดังกล่าวโดยปราศจากข้อเถียงแย้ง
แต่ที่ผิดแผกคือ ผมเห็นความหลากหลายและคุณค่าวิเศษต่าง ๆ ในภาษาไทยจากงานของฮิวเมอริสต์ ไม่ใช่จากภาษาสวมชฏา (สำนวนของ’รงค์ วงษ์สวรรค์) ที่เต็มไปด้วยศัพท์แสงสูงส่งเข้าใจยากของเหล่าปวงปราชญ์ผู้รู้
งานเขียนของ ‘ฮิวเมอริสต์’ ใช้สำนวนภาษาเรียบง่าย โน้มเอียงไปทางภาษาพูด แต่พิเศษเหนือธรรมดาตรงที่แฝงอารมณ์ขันไว้ แทบว่าทุกย่อหน้า ทุกวรรค ทุกประโยค และทุกคำ เปิดอ่านไปตรงไหนก็เจอทันที
ตลกภาษาของ ‘ฮิวเมอริสต์’ มีหลายระดับ ตั้งแต่เด่นชัดจะแจ้งไปจนถึงซ่อนลึกแนบเนียน กระทั่งว่าต้องขบกันหลายชั้น จึงจะเห็นแง่มุมขำขัน
เช่น “แต่มีผู้คนและเมียคนอื่นมากหน้าหลายตา (ซึ่งเป็นสองเท่าของหน้า)” นี้เป็นการเล่นกับคำว่า –ตัวผู้ตัวเมีย-และเล่นกับจำนวนปริมาณของคำว่า ‘มากหน้าหลายตา’ หรือ “หลักเศรษฐกิจสตางคะการ”, “ชุบมือเปิบล้างช้อนตักเช็ดตะเกียบคีบ”, “สุดเหวี่ยงเต็มแกว่ง”, “ทุ่มทุนสร้าง ขว้างทุนเสี่ยง เหวี่ยงทุนเสนอ”, “พอวิทยุปิดสถานีลั่นกุญแจ”, “สมบัติอหิวาต์เหว”, “ถอดเสื้อคนกางเกงคนออก เหลือแต่กางเกงลิง”, “ต้องซื้อด้วยอัตราตลาดมืด หรืออย่างดีก็ตลาดโพล้เพล้ขมุกขมัว อัตราตลาดสว่างให้แลกเฉพาะสิ่งของจำเป็น”, “ชนใครแล้วไม่มีผิด (คือชนถูก)”, “ข่าวสังคมนาคม”, “กลอนเปล่าซึ่งทำให้กระดาษเปล่าเลอะเทอะไปเปล่าเปล่า”
หรืออีกครั้งเพื่อขึ้นย่อหน้าใหม่เล่น ๆ นะครับ “ข้าพเจ้า-เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง-เป็นอีกข้าพเจ้าหนึ่ง-ไม่ใช่ข้าพเจ้าผู้เขียนเรื่องดังที่ใส่ชื่อผู้เขียนเอาไว้ แต่เป็นข้าพเจ้าในเรื่อง ฉะนั้นเมื่อปรากฏคำว่าข้าพเจ้าในเรื่องนี้ โปรดเข้าใจว่าไม่ใช่ข้าพเจ้าจริงจริง พึงทราบว่าเป็นข้าพเจ้าอีกข้าพเจ้าหนึ่ง...”
เรื่องอารมณ์ขันในการใช้ภาษาของ ‘ฮิวเมอริสต์’ ยังยกตัวอย่างกันได้อีกเยอะแยะมากมาย และสามารถตั้งเป็นหัวข้อทำวิจัยหรือวิทยานิพนธ์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ได้สบาย ๆ (และเคยมีคนทำไปแล้ว)
อย่างไรก็ตาม ความเป็นราชาอารมณ์ขันของ ‘ฮิวเมอริสต์’ ไม่ได้สิ้นสุดยุติอยู่เพียงแค่ อัจฉริยะในการใช้ภาษาเท่านั้น แต่ครบเครื่องรอบด้านในทุก ๆ รูปแบบ ตั้งแต่มุมมองความช่างสังเกตแบบนักสร้างสรรค์, ความเชี่ยวชาญชำนาญชำนิในการเสียดสียั่วล้อเหน็บแนมประชัดประชันความเป็นไปต่าง ๆ (ที่ไม่เข้าท่า) ในสังคม
ลักษณะเด่น ๆ เหล่านี้ สามารถหาอ่านได้จากเรื่องสั้น ‘สุนทรพจน์เปิดส้วมสาธารณะ’, ‘เอกพจน์บุรุษที่หนึ่ง’, ‘ออกป่าล่าสัตว์’, ‘นำเที่ยวไทยแลนด์ (สยาม), และ ‘โรสแมรีหน้าบึ้ง’ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซ
และสิ่งสำคัญที่ไม่ค่อยจะมีใครกล่าวถึงสักเท่าไร นั่นคือ ระบบตรรกะอธิบายเหตุผลต่าง ๆ ของฮิวเมอริสต์ที่ตลกเหลือหลาย
ระบบตรรกะในการอธิบายเหตุผลของฮิวเมอริสต์นั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ บางจังหวะบางวาระบางภาวะบางขณะ ท่านคิดเป็นการ์ตูนนะครับ
อธิบายยืดยาวมากความไปกว่านี้ ผมอาจจะพาผู้อ่านเข้ารกเข้าพงลงเหวไกลจากเป้าหมาย ยกตัวอย่างดีกว่า
เช่น “และชอบกล! ผีไทยไม่ยักหลอกเจ๊ก คงเนื่องด้วยกรมม่ะอะไรองค์นั้นไม่ทรงรู้ภาษาเจ๊ก จึงหลอกเจ๊กไม่รู้เรื่องกัน เป็นอย่างเดียวกับผีเจ๊กไม่หลอกแขก ผีแขกไม่หลอกฝรั่ง เพราะไม่รู้ภาษากัน หลอกกันไม่เข้าใจ นอกจากจะหาผีล่ามมาด้วย ซึ่งเป็นการประดักประเดิดและเปลืองค่าใช้จ่าย” และ “ผีคนคือคนที่ตายร่างกายเน่าเปื่อยแล้ว ผีบ้านคือบ้านที่พังทลายไม่มีรูปร่างแล้ว ผีบุหรี่ก็คือบุหรี่ที่คนสูบเข้าไปหมดแล้ว พวกฉันนี่เป็นผีคน ก็กินผีขนม สูบผีบุหรี่ และอยู่ในผีบ้าน”
หรือ “ฉาก-ดาดฟ้าเรือเดินทะเลไประยองจันทบุรี เห็นท้องฟ้าสีฟ้า มีเมฆลอยอย่างสบายสบายสองก้อน มีนกนางแอ่นที่แอ่นพอสมควรสองตัว บินไปทางโน้น แล้วก็มาทางนี้ แล้วก็ไปทางโน้นอีก ตลอดเวลาของเรื่องนี้ ไม่บินไปไหนนอกจากทางโน้นกับทางนี้ เห็นทะเลสีน้ำทะเลลิบลิบไปจดขอบฟ้า ปลาฉลามที่ยังมีหูสองตัว ปลาทูที่ยังไม่ได้นึ่งสองตัว ปลาที่เขาเอามาทำปลาเค็มไม่รู้จักชื่ออีกหลายชนิด ชนิดละสองตัว ว่ายไปว่ายมาคลาคล่ำอยู่ มีคลื่นพอประมาณ ไม่ถึงแก่ทำให้คลื่นไส้...”
และที่เด็ดขาดบาดใจมากก็คือ “อนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าได้รับเชิญมาแล้วในวันนี้ ข้าพเจ้าใคร่จะขอฝากความคิดเห็นไว้แก่คณะกรรมการจัดสร้างและดูแลบำรุงรักษาส้วมสาธารณะด้วยว่า ตู้สำหรับหยอดสตางค์ที่ประตูส้วมนั้น ควรจะจัดให้เป็นที่สบใจผู้เข้าไปถ่ายสักหน่อย โดยทำอย่างทำนองสล็อทแมชชีนในเมืองนอก ซึ่งเด็กผู้ใหญ่ในเมืองไทยเมื่อสมัยสามสิบปีมาแล้วรู้จักดี เรียกกันว่า ‘อีดำอีแดง’ คือเมื่อหยอดสตางค์ลงไปแล้ว ประสบคราวโชคเหมาะเคราะห์ดี ก็จะมีสตางค์ไหลกราวออกมาเป็นกำไร ถ้าโชคไม่ดี ก็หยอดลงไปหายเปล่า ซึ่งเท่ากับเสียค่าผ่านประตูตามธรรมดาอยู่แล้ว ทำเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการแถมพกนั่นเอง แต่แถมเฉพาะผู้เคราะห์ดี เมื่อคนมีหวังจะรวยขึ้นได้ โดยหยอดสตางค์ค่าผ่านประตูเข้าส้วมเช่นนี้ คนก็จะนิยมการถ่ายมากขึ้น อาจจะเวียนมาถ่ายกันคนละหลายหลายหนในวันหนึ่งวันหนึ่ง แล้วการจะถ่ายให้ได้มากมากครั้ง ก็จำต้องกินให้มากขึ้น ทั้งจำนวนครั้งและจำนวนอาหาร เมื่อคนกินมากก็ต้องซื้อมามาก คนขายก็จะขายดี การค้าก็จะเจริญ โภคกิจก็จะฟื้นฟู หรือจะมีไอเดียในการลดค่าผ่านประตูเข้าส้วมปีละเดือน ปีละฤดู อย่างไรก็ได้ จะถ่ายหนึ่งแถมหนึ่ง ก็ดีเหมือนกัน จะจัดปับลิคศิตี้ให้คนนิยมอย่างไรน่ะ เป็นสิ่งควรทำทั้งนั้น”
เหตุผลสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ ‘ฮิวเมอริสต์’ ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชาอารมณ์ขัน ก็คือ ตลกของท่าน มีรสนิยมดี สุขุมลุ่มลึก เหนือชั้น และไม่ก้าวร้าวหยาบคาย
ในฐานะผู้นิยมและหลงรักอารมณ์ขัน ผมพูดได้ว่า งานเขียนประเภทหัสคดี เป็นศิลปะชั้นสูงและยากสุดขีด
เขียนให้ผู้อ่านสะเทือนใจร้องไห้ยังง่ายกว่าเยอะนะครับ
เรื่องนี้อธิบายได้ว่า มนุษย์มีประสบการณ์ร่วมต่อเรื่องทุกข์โศกในชีวิต ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ขณะที่อารมณ์ขัน สามารถจำแนกแยกย่อยได้หลายระดับชั้น ตั้งแต่ขั้นหัวเราะเพราะเห็นคนเหยียบเปลือกกล้วยหกล้ม, ใช้ถาดตีหัว, ตลกใต้สะดือสัปดน, ตลกแบบประจานให้ผู้อื่นได้อาย, ตลกปัญญาชน, ตลกล้อเลียน, ตลกร้าย, ตลกเสียดสี ฯลฯ
จึงเป็นการยากที่อารมณ์ขันแบบใดแบบหนึ่ง จะสามารถตอบสนองรสนิยมทุกคนให้รู้สึกได้พ้องพานตรงกันอย่างครอบคลุมทั่วถึง
ผมมีความจำเลวร้ายในทุกเรื่องปกติของการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันก็มีความจำดีเลิศในทุกเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ขัน จะเป็นพรสวรรค์หรือคำสาปนรก...ผมเองก็ยังไม่แน่ใจ
ที่แน่ใจและมั่นใจก็คือ ในบรรดาอารมณ์ขันทั้งหมดที่ผมจำได้ดีแม่นยำนั้น...
ผมประทับใจ, จดจำ และรักอารมณ์ขันของฮิวเมอริสต์มากที่สุด
วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
Wanich 60 และ 60.5 โดย 'นรา'
ผมเพิ่งมาระลึกชาติได้สด ๆ ร้อน ๆ ก่อนลงมือเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ว่า คนดังที่ผมเดินใจเต้นระทึกตึ้กตั้กเข้าไปขอลายเซ็นเป็นรายแรกในชีวิต คือเจ้าของผลงานหนังสือรวมบทความ 2 เล่มชุด ชื่อปก Wanich 60 และ Wanich 60.5
ชื่อภาษาอังกฤษนั้นหมายถึงวาณิช จรุงกิจอนันต์ในฐานะผู้เขียน ส่วนตัวเลขกำกับแนบท้ายเป็นจำนวนผ่านร้อนผ่านหนาวในชีวิต หรือบางทีอาจเป็นการใบ้หวยระยะยาว (ตามซื้อเลขนี้ทุกงวดต่อเนื่อง สักวันอาจจะถูก)
ตอนนั้นผมไปฟังพี่วาณิชเสวนาอภิปรายเรื่องอะไรสักอย่าง ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบรายการแล้ว ผมก็เดินเข้าไปยื่นหนังสือให้พี่วาณิชเซ็น พร้อมทั้งไถ่ถามถึงผลงานรวมบทกวีชื่อ ‘บันทึกแห่งการเดินทาง’ ที่พี่เขาเขียน ว่าสามารถหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง
ว่าแล้วผมก็ขอใบ้หวยเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เหตุการณ์เกิดขึ้นราว ๆ 26 ปีเห็นจะได้ พี่เขาคงราว ๆ Wanich 34 ส่วนผมก็อยู่แถว ๆ Nara 19 ยังสดใสอ่อนเยาว์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
เจอกันหนถัดมา พี่เขากลายเป็น Wanich 47 ผมกลายเป็น Nara 32 ครั้งนี้พี่วาณิชขึ้นเวทีพูดคุยเรื่อง ‘หนังกับหนังสือ’ (อีก 2 ท่านที่ร่วมสนทนาคือ พี่หง่าว-ยุทธนา มุกดาสนิท และพี่เตี้ย-สนานจิตต์ บางสพาน) โดยมีผมผู้เป็นน้องเล็ก ทำหน้าที่ดำเนินรายการ
เป็นการเสวนาที่ได้ทั้งเนื้อหาสาระและเกือบจะเกิดการปะทะคารมบนเวที แต่ผมใช้สิทธิ์คนดำเนินรายการ ชิงตัดบทเป่านกหวีดหมดเวลาเสียก่อน
พวกพี่ ๆ เขาก็เลยต้องลงมาอภิปรายต่อรอบสองในวงเหล้า (วงใหญ่) จนกระทั่งดึกดื่นและกรึ่ม ๆ ครึ้ม ๆ อย่างทั่วถึง ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน
หลังจากนั้น ผมได้เจอพี่วาณิชอีกสองสามครั้ง ทุกคราวเว้นช่วงห่างเนิ่นนาน จนพี่เขาจำผมไม่ได้ ต้องแนะนำตัวกันใหม่อยู่ร่ำไป
ครั้งหลังสุดคือ ประมาณปลายปี 2548 ตอนเกือบ ๆ เที่ยงคืน ที่ซูเปอร์มาเก็ตแบบเปิดตลอด 24 ชั่วโมงแห่งหนึ่ง (ผมเลิกใบ้หวยแล้วนะครับ และไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นในความแม่นยำของตัวเลขที่มีปรากฏในย่อหน้านี้)
คืนนั้นผมไปพร้อมเพื่อน ซึ่งเคยทำงานที่เดียวกับพี่วาณิช คุ้นเคยกันดีพอสมควร
พี่กับเพื่อนต่างไม่ได้เจอะเจอกันมานาน จึงทักทายไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันและกันหลายประโยค
“ดีใจว่ะที่ได้เจอ” พี่วาณิชบอกกับเพื่อนผม แล้วก็หันมาจ้องหน้าผมอยู่หลายวินาที ก่อนจะกล่าวว่า “เอ๊ะ ไอ้นี่หน้าตาคุ้น ๆ โว้ย ต้องเคยเจอกันที่ไหนสักแห่งมาก่อนแน่ ๆ”
ผมก็เลยแปลงกายเป็นเหตุการณ์ Déjà vu พูดแนะนำตัวสั้น ๆ กับพี่เขาเหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา
ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้นอกรายการโทรทัศน์ของพี่วาณิช
ส่วนพี่วาณิชก็เป็น Idol ของผม เป็นฮีโร่ของผม และเป็นอีกหนึ่งครูคนสำคัญในการเขียนหนังสือ ที่ผมพยายามเรียนผ่านการอ่านผลงานจำนวนมาก
ครูนักเขียนของผมมีเยอะนับไม่ถ้วน หากจะเปรียบว่า ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คือ ‘ครูใหญ่’ พี่วาณิชก็คงจะเป็นเสมือน ‘ครูประจำชั้น’
ครูใหญ่ให้อิทธิพลแรงบันดาลใจในการทำงานมากมายมหาศาล มอบเคล็ดวิชาล้ำค่าคือ ความรื่นรมย์กับการอ่านและเขียนหนังสือให้อร่อยทุกถ้อยคำ รวมทั้งกระบวนท่าไม้ตายในการเขียนบรรยายพรรณนาสิ่งต่าง ๆ
ส่วนครูประจำชั้น สอนผมเรื่องกลเม็ดเด็ดพรายสารพัด, จังหวะลีลาในการใช้คำให้ลื่นไหล, การโน้มน้าวเร้าอารมณ์อันหลากหลายให้ผู้อ่านคล้อยตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีจบข้อเขียนแบบ ‘ทิ้งหมัด เข้ามุม’
ครูที่ผมเรียกโดยใช้สรรพนามว่าพี่ เป็นเซียนในทุก ๆ ประการที่กล่าวมา และมีทีเด็ดอีกเยอะวิชาที่ผมยังไม่ได้เอ่ยถึง อีกทั้งยังเรียนไม่จบหลักสูตร
พี่วาณิชเป็นนักเขียนที่ครบเครื่อง เขียนมาแล้วทั้งนิยาย, เรื่องสั้น, บทหนังบทละคร, บทกลอน, สารคดี, ตอบปัญหาชีวิต, บทความ ฯลฯ จนผมนึกไม่ออกว่า เหลืองานเขียนแขนงใดบ้างในโลกนี้ ที่พี่เขายังไม่ได้เขียน
ว่ากันเฉพาะการเขียนบทความ สไตล์ของพี่วาณิช ถือได้ว่าเป็น ‘สกุลช่าง’ ที่เด่นชัดแข็งแรงมากสกุลหนึ่ง
ข้อเขียนของผม ก็จัดอยู่ใน ‘สกุลช่าง’ ที่พี่วาณิชเป็นเจ้ายุทธจักรอยู่นะครับ
สกุลช่างนี้ ผมไม่ทราบถ่องแท้ว่า ใครคือต้นตำรับหรือผู้ริเริ่มบุกเบิก เท่าที่จำความได้และรู้เดียงสาในการอ่าน ผมพบว่ามีอาจารย์ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ก่อนแล้ว และผ่านวันเวลานั้นมาถึงปัจจุบัน แบบแผนดังกล่าวได้รับการปรุงโฉม กระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพี่วาณิช
นิยามสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ นิยมเรียกขานสกุลช่างนี้ก็คือ ‘เขียนเล่าเรื่องตัวเอง’
บทความของพี่วาณิช มีประเด็นแง่คิดบางอย่างเป็นโจทย์หรือตัวตั้ง แล้วเล่าเรื่องผูกเหตุการณ์ผ่านประสบการณ์ตัวเอง ใช้มุมมองความคิดความเข้าใจของตัวเอง เพื่อนำพาเนื้อหาเรื่องราวไปสู่แง่มุมนั้น ๆ
ผมเรียกสกุลช่างนี้อีกชื่อหนึ่งว่า เป็นการเขียนในลักษณะเหมือน ‘เพื่อนคุย’ เล่าสู่กันฟังในสิ่งละอันพันละน้อยกับผู้อ่าน
ความโดดเด่นอีกอย่าง ได้แก่ การเขียนให้อ่านง่ายและสนุกสุดขีด
พิจารณาอย่างผิวเผินหยาบ ๆ บทความของพี่วาณิช คล้าย ๆ กับนึกอะไรได้ขณะเขียน ก็ว่าแบบไหลไปเรื่อย ไม่ต้องปั้นแต่งประดิดประดอยอันใด
พิจารณาแบบใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียด บทความของพี่วาณิช ก็เต็มไปด้วยทักษะฝีมือชั้นสูง มีสัมผัสคล้องจองลื่นไหลชวนอ่าน, อารมณ์ขันเฉียบคม, ลีลาเลื้อยลากกระชากหลบและสับขาหลอก, จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบา และอีกสารพัดเทคนิคความสามารถเฉพาะตัว...ซึ่งสรุปง่าย ๆ ว่า ร่ำรวยมั่งคั่งในเชิงวรรณศิลป์
ผมคิดว่า ผมเรียนรู้เทคนิคเหล่านี้จากพี่วาณิชค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งที่ไม่มีวันเทียบเปรียบติดได้เลยก็คือ พี่เขาเขียนและใช้ลีลาอันแพรวพราวทั้งหลายประดามี ได้อย่างผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ จนมองไม่เห็นร่องรอยการปั้นแต่งประดิดประดอย
ได้แค่เทคนิควิธีเท่านั้นนะครับ ขณะที่พี่วาณิชยังมีต้นทุนส่วนตัวอีกหลายอย่าง เช่น ประสบการณ์ชีวิต, ทัศนคติ และความรอบรู้แบบครอบจักรวาล อันเป็นสมบัติส่วนบุคคล ซึ่งต่อให้นับถือเลื่อมใสในฐานะครูกับศิษย์มากเพียงไร ก็ขอหยิบขอยืมหรือนำมาใช้ไม่ได้เด็ดขาด...มิฉะนั้นจะกลายเป็นการลอกเลียนแบบทำเทียมทันที
จุดเด่นอีกข้อเท่าที่ผมนึกออกคือ บทความของพี่วาณิช เปรียบเป็นมวยก็ตั้งการ์ดแน่นรัดกุม หากจะเถียงสู้บู๊ทางความคิดกับใครแล้ว พี่วาณิชเป็นมวยประเภทแพ้ยาก (และดูเหมือนว่าไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้ใคร) ตรรกะเหตุผลและวิธีแจกแจงสาธยาย ผ่านการคิดไตร่ตรองอย่างเป็นระบบ
มีอยู่บ่อยครั้ง ที่ผมอ่านงานของพี่วาณิชแล้ว ไม่เห็นด้วยและคิดต่างกับคุณครู แต่นั่นก็แค่ไม่เห็นพ้องคล้อยตามนะครับ...เพราะถึงคราวจะคัดง้างหักล้างพยายามเถียงในใจทีไร ผมเป็นต้องยอมแพ้จำนนต่อเหตุและผลอยู่ร่ำไป
พูดง่าย ๆ คือ อ่านแล้วไม่เห็นด้วย แต่นึกหาเหตุผลที่ดีกว่ามาเอาชนะเหตุผลที่พี่วาณิชวางไว้ในข้อเขียนไม่สำเร็จ พี่เขาเป็นกองหลังระดับทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์โลกทุกสมัยรวมกันเลยทีเดียว เหนียวแน่น เก๋าเกม และอ่านขาดดักทางกองหน้าได้หมด
นี่ยังไม่นับรวมจังหวะเข้าปะทะแบบถึงลูกถึงคน หนักหน่วงรุนแรง แต่ไม่ฟาวล์ไม่ผิดกติกาและไม่โดนใบเหลืองด้วยนะครับ
ความยอดเยี่ยมสุดท้ายที่ผมเห็นจากบทความแบบ ‘เล่าเรื่องตัวเอง’ ของครู ได้แก่ ความพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ระหว่างการอวดตัวกับการถ่อมตัว สำหรับผมแล้วนี่เป็นศิลปะ และเป็นศิลปะชั้นสูง มีเพียงนักเขียน ‘มือถึง’ เท่านั้น จึงจะ ‘เอาอยู่’
พี่วาณิชไม่ใช่แค่ ‘เอาอยู่’ หรือ ‘คุมได้’ นะครับ พี่เขาพัฒนาฝีมือแรงงานถึงขนาดทำได้คล่องแคล่วชนิดเป็นนายเหนือ ควบคุมบงการออกคำสั่งได้ตามใจชอบ ราวกับสั่งก๋วยเตี๋ยวร้านเจ้าประจำกันเลยทีเดียว
สำหรับนักเขียนระดับซือแป๋อย่างพี่วาณิช ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ทั้งสิ้น ที่จะต้องมาแนะนำว่า เนื้อหาภายในของหนังสือ Wanich 60 และ Wanich 60.5 ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และน่าสนใจควรค่าแก่การเสาะหามาอ่านอย่างไรบ้าง?
แค่ตีฆ้องร้องป่าวว่า หนังสือวางแผงแล้ว เท่านี้ก็เหลือเฟือเกินพอ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ข้อเขียนชิ้นนี้ ดูเหมือน ‘ขายของ’ แบบฮาร์ดเซลส์ขึ้นมาบ้าง
หนังสือ Wanich 60 และ Wanich 60.5 มีคำสรรเสริญเยินยอต่าง ๆ ที่ผมกล่าวอ้างถึง ‘ครูของผม’อยู่ครบถ้วน
เว้นแต่ว่า...ดีกว่า สนุกกว่า และแพรวพราวกว่าที่ผมเขียนไว้เยอะเลย
บรรทัดข้างบนนี่ ผมพูดแบบอวดตัวและมั่นใจสุดชีวิตแล้วนะครับ
ชื่อภาษาอังกฤษนั้นหมายถึงวาณิช จรุงกิจอนันต์ในฐานะผู้เขียน ส่วนตัวเลขกำกับแนบท้ายเป็นจำนวนผ่านร้อนผ่านหนาวในชีวิต หรือบางทีอาจเป็นการใบ้หวยระยะยาว (ตามซื้อเลขนี้ทุกงวดต่อเนื่อง สักวันอาจจะถูก)
ตอนนั้นผมไปฟังพี่วาณิชเสวนาอภิปรายเรื่องอะไรสักอย่าง ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบรายการแล้ว ผมก็เดินเข้าไปยื่นหนังสือให้พี่วาณิชเซ็น พร้อมทั้งไถ่ถามถึงผลงานรวมบทกวีชื่อ ‘บันทึกแห่งการเดินทาง’ ที่พี่เขาเขียน ว่าสามารถหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง
ว่าแล้วผมก็ขอใบ้หวยเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย เหตุการณ์เกิดขึ้นราว ๆ 26 ปีเห็นจะได้ พี่เขาคงราว ๆ Wanich 34 ส่วนผมก็อยู่แถว ๆ Nara 19 ยังสดใสอ่อนเยาว์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
เจอกันหนถัดมา พี่เขากลายเป็น Wanich 47 ผมกลายเป็น Nara 32 ครั้งนี้พี่วาณิชขึ้นเวทีพูดคุยเรื่อง ‘หนังกับหนังสือ’ (อีก 2 ท่านที่ร่วมสนทนาคือ พี่หง่าว-ยุทธนา มุกดาสนิท และพี่เตี้ย-สนานจิตต์ บางสพาน) โดยมีผมผู้เป็นน้องเล็ก ทำหน้าที่ดำเนินรายการ
เป็นการเสวนาที่ได้ทั้งเนื้อหาสาระและเกือบจะเกิดการปะทะคารมบนเวที แต่ผมใช้สิทธิ์คนดำเนินรายการ ชิงตัดบทเป่านกหวีดหมดเวลาเสียก่อน
พวกพี่ ๆ เขาก็เลยต้องลงมาอภิปรายต่อรอบสองในวงเหล้า (วงใหญ่) จนกระทั่งดึกดื่นและกรึ่ม ๆ ครึ้ม ๆ อย่างทั่วถึง ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน
หลังจากนั้น ผมได้เจอพี่วาณิชอีกสองสามครั้ง ทุกคราวเว้นช่วงห่างเนิ่นนาน จนพี่เขาจำผมไม่ได้ ต้องแนะนำตัวกันใหม่อยู่ร่ำไป
ครั้งหลังสุดคือ ประมาณปลายปี 2548 ตอนเกือบ ๆ เที่ยงคืน ที่ซูเปอร์มาเก็ตแบบเปิดตลอด 24 ชั่วโมงแห่งหนึ่ง (ผมเลิกใบ้หวยแล้วนะครับ และไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้นในความแม่นยำของตัวเลขที่มีปรากฏในย่อหน้านี้)
คืนนั้นผมไปพร้อมเพื่อน ซึ่งเคยทำงานที่เดียวกับพี่วาณิช คุ้นเคยกันดีพอสมควร
พี่กับเพื่อนต่างไม่ได้เจอะเจอกันมานาน จึงทักทายไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันและกันหลายประโยค
“ดีใจว่ะที่ได้เจอ” พี่วาณิชบอกกับเพื่อนผม แล้วก็หันมาจ้องหน้าผมอยู่หลายวินาที ก่อนจะกล่าวว่า “เอ๊ะ ไอ้นี่หน้าตาคุ้น ๆ โว้ย ต้องเคยเจอกันที่ไหนสักแห่งมาก่อนแน่ ๆ”
ผมก็เลยแปลงกายเป็นเหตุการณ์ Déjà vu พูดแนะนำตัวสั้น ๆ กับพี่เขาเหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา
ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้นอกรายการโทรทัศน์ของพี่วาณิช
ส่วนพี่วาณิชก็เป็น Idol ของผม เป็นฮีโร่ของผม และเป็นอีกหนึ่งครูคนสำคัญในการเขียนหนังสือ ที่ผมพยายามเรียนผ่านการอ่านผลงานจำนวนมาก
ครูนักเขียนของผมมีเยอะนับไม่ถ้วน หากจะเปรียบว่า ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คือ ‘ครูใหญ่’ พี่วาณิชก็คงจะเป็นเสมือน ‘ครูประจำชั้น’
ครูใหญ่ให้อิทธิพลแรงบันดาลใจในการทำงานมากมายมหาศาล มอบเคล็ดวิชาล้ำค่าคือ ความรื่นรมย์กับการอ่านและเขียนหนังสือให้อร่อยทุกถ้อยคำ รวมทั้งกระบวนท่าไม้ตายในการเขียนบรรยายพรรณนาสิ่งต่าง ๆ
ส่วนครูประจำชั้น สอนผมเรื่องกลเม็ดเด็ดพรายสารพัด, จังหวะลีลาในการใช้คำให้ลื่นไหล, การโน้มน้าวเร้าอารมณ์อันหลากหลายให้ผู้อ่านคล้อยตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีจบข้อเขียนแบบ ‘ทิ้งหมัด เข้ามุม’
ครูที่ผมเรียกโดยใช้สรรพนามว่าพี่ เป็นเซียนในทุก ๆ ประการที่กล่าวมา และมีทีเด็ดอีกเยอะวิชาที่ผมยังไม่ได้เอ่ยถึง อีกทั้งยังเรียนไม่จบหลักสูตร
พี่วาณิชเป็นนักเขียนที่ครบเครื่อง เขียนมาแล้วทั้งนิยาย, เรื่องสั้น, บทหนังบทละคร, บทกลอน, สารคดี, ตอบปัญหาชีวิต, บทความ ฯลฯ จนผมนึกไม่ออกว่า เหลืองานเขียนแขนงใดบ้างในโลกนี้ ที่พี่เขายังไม่ได้เขียน
ว่ากันเฉพาะการเขียนบทความ สไตล์ของพี่วาณิช ถือได้ว่าเป็น ‘สกุลช่าง’ ที่เด่นชัดแข็งแรงมากสกุลหนึ่ง
ข้อเขียนของผม ก็จัดอยู่ใน ‘สกุลช่าง’ ที่พี่วาณิชเป็นเจ้ายุทธจักรอยู่นะครับ
สกุลช่างนี้ ผมไม่ทราบถ่องแท้ว่า ใครคือต้นตำรับหรือผู้ริเริ่มบุกเบิก เท่าที่จำความได้และรู้เดียงสาในการอ่าน ผมพบว่ามีอาจารย์ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ก่อนแล้ว และผ่านวันเวลานั้นมาถึงปัจจุบัน แบบแผนดังกล่าวได้รับการปรุงโฉม กระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพี่วาณิช
นิยามสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ นิยมเรียกขานสกุลช่างนี้ก็คือ ‘เขียนเล่าเรื่องตัวเอง’
บทความของพี่วาณิช มีประเด็นแง่คิดบางอย่างเป็นโจทย์หรือตัวตั้ง แล้วเล่าเรื่องผูกเหตุการณ์ผ่านประสบการณ์ตัวเอง ใช้มุมมองความคิดความเข้าใจของตัวเอง เพื่อนำพาเนื้อหาเรื่องราวไปสู่แง่มุมนั้น ๆ
ผมเรียกสกุลช่างนี้อีกชื่อหนึ่งว่า เป็นการเขียนในลักษณะเหมือน ‘เพื่อนคุย’ เล่าสู่กันฟังในสิ่งละอันพันละน้อยกับผู้อ่าน
ความโดดเด่นอีกอย่าง ได้แก่ การเขียนให้อ่านง่ายและสนุกสุดขีด
พิจารณาอย่างผิวเผินหยาบ ๆ บทความของพี่วาณิช คล้าย ๆ กับนึกอะไรได้ขณะเขียน ก็ว่าแบบไหลไปเรื่อย ไม่ต้องปั้นแต่งประดิดประดอยอันใด
พิจารณาแบบใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียด บทความของพี่วาณิช ก็เต็มไปด้วยทักษะฝีมือชั้นสูง มีสัมผัสคล้องจองลื่นไหลชวนอ่าน, อารมณ์ขันเฉียบคม, ลีลาเลื้อยลากกระชากหลบและสับขาหลอก, จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบา และอีกสารพัดเทคนิคความสามารถเฉพาะตัว...ซึ่งสรุปง่าย ๆ ว่า ร่ำรวยมั่งคั่งในเชิงวรรณศิลป์
ผมคิดว่า ผมเรียนรู้เทคนิคเหล่านี้จากพี่วาณิชค่อนข้างเยอะ แต่สิ่งที่ไม่มีวันเทียบเปรียบติดได้เลยก็คือ พี่เขาเขียนและใช้ลีลาอันแพรวพราวทั้งหลายประดามี ได้อย่างผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ จนมองไม่เห็นร่องรอยการปั้นแต่งประดิดประดอย
ได้แค่เทคนิควิธีเท่านั้นนะครับ ขณะที่พี่วาณิชยังมีต้นทุนส่วนตัวอีกหลายอย่าง เช่น ประสบการณ์ชีวิต, ทัศนคติ และความรอบรู้แบบครอบจักรวาล อันเป็นสมบัติส่วนบุคคล ซึ่งต่อให้นับถือเลื่อมใสในฐานะครูกับศิษย์มากเพียงไร ก็ขอหยิบขอยืมหรือนำมาใช้ไม่ได้เด็ดขาด...มิฉะนั้นจะกลายเป็นการลอกเลียนแบบทำเทียมทันที
จุดเด่นอีกข้อเท่าที่ผมนึกออกคือ บทความของพี่วาณิช เปรียบเป็นมวยก็ตั้งการ์ดแน่นรัดกุม หากจะเถียงสู้บู๊ทางความคิดกับใครแล้ว พี่วาณิชเป็นมวยประเภทแพ้ยาก (และดูเหมือนว่าไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้ใคร) ตรรกะเหตุผลและวิธีแจกแจงสาธยาย ผ่านการคิดไตร่ตรองอย่างเป็นระบบ
มีอยู่บ่อยครั้ง ที่ผมอ่านงานของพี่วาณิชแล้ว ไม่เห็นด้วยและคิดต่างกับคุณครู แต่นั่นก็แค่ไม่เห็นพ้องคล้อยตามนะครับ...เพราะถึงคราวจะคัดง้างหักล้างพยายามเถียงในใจทีไร ผมเป็นต้องยอมแพ้จำนนต่อเหตุและผลอยู่ร่ำไป
พูดง่าย ๆ คือ อ่านแล้วไม่เห็นด้วย แต่นึกหาเหตุผลที่ดีกว่ามาเอาชนะเหตุผลที่พี่วาณิชวางไว้ในข้อเขียนไม่สำเร็จ พี่เขาเป็นกองหลังระดับทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์โลกทุกสมัยรวมกันเลยทีเดียว เหนียวแน่น เก๋าเกม และอ่านขาดดักทางกองหน้าได้หมด
นี่ยังไม่นับรวมจังหวะเข้าปะทะแบบถึงลูกถึงคน หนักหน่วงรุนแรง แต่ไม่ฟาวล์ไม่ผิดกติกาและไม่โดนใบเหลืองด้วยนะครับ
ความยอดเยี่ยมสุดท้ายที่ผมเห็นจากบทความแบบ ‘เล่าเรื่องตัวเอง’ ของครู ได้แก่ ความพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ระหว่างการอวดตัวกับการถ่อมตัว สำหรับผมแล้วนี่เป็นศิลปะ และเป็นศิลปะชั้นสูง มีเพียงนักเขียน ‘มือถึง’ เท่านั้น จึงจะ ‘เอาอยู่’
พี่วาณิชไม่ใช่แค่ ‘เอาอยู่’ หรือ ‘คุมได้’ นะครับ พี่เขาพัฒนาฝีมือแรงงานถึงขนาดทำได้คล่องแคล่วชนิดเป็นนายเหนือ ควบคุมบงการออกคำสั่งได้ตามใจชอบ ราวกับสั่งก๋วยเตี๋ยวร้านเจ้าประจำกันเลยทีเดียว
สำหรับนักเขียนระดับซือแป๋อย่างพี่วาณิช ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ทั้งสิ้น ที่จะต้องมาแนะนำว่า เนื้อหาภายในของหนังสือ Wanich 60 และ Wanich 60.5 ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และน่าสนใจควรค่าแก่การเสาะหามาอ่านอย่างไรบ้าง?
แค่ตีฆ้องร้องป่าวว่า หนังสือวางแผงแล้ว เท่านี้ก็เหลือเฟือเกินพอ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ข้อเขียนชิ้นนี้ ดูเหมือน ‘ขายของ’ แบบฮาร์ดเซลส์ขึ้นมาบ้าง
หนังสือ Wanich 60 และ Wanich 60.5 มีคำสรรเสริญเยินยอต่าง ๆ ที่ผมกล่าวอ้างถึง ‘ครูของผม’อยู่ครบถ้วน
เว้นแต่ว่า...ดีกว่า สนุกกว่า และแพรวพราวกว่าที่ผมเขียนไว้เยอะเลย
บรรทัดข้างบนนี่ ผมพูดแบบอวดตัวและมั่นใจสุดชีวิตแล้วนะครับ
วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วาดรูป โดย 'นรา'

เข้าสู่วงการเป็นมือใหม่ตระเวนฝึกสายตาดูจิตรกรรมฝาผนังได้ราว ๆ ครึ่งปี ผมก็เกิดความสนใจงอกเงย ‘บานปลาย’ อีกหลายแขนง อาทิเช่น เริ่มประทับใจลวดลายปูนปั้นตามโบราณสถานต่าง ๆ, หัดดูใบสีมา, ฟังดนตรีไทย, อ่านหนังสือจำพวกพงศาวดาร ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่เป็นรสนิยมตามสมัยไม่ทัน ฝุ่นจับหนาเตอะทั้งสิ้น
แรกเริ่มก็เพื่อจะช่วยให้ดูจิตรกรรมฝาผนังเกิดอรรถรสอร่อยยิ่ง ๆ ขึ้น ต่อมาก็กลายเป็นความชอบความหลงใหลจริงจัง และติดงอมแงม รวมทั้งมีแนวโน้มว่าจะ ‘รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ กู่ไม่กลับ’ อยากรู้อะไรต่อมิอะไรแบบ ‘เจาะเวลาหาอดีต’ เพิ่มเติมตลอดเวลา
ผมก็เลยค้นพบตัวเองขนานใหญ่ว่า แท้ที่จริงแล้ว ผมมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น มีเชื้อไทยมุงผสมพันธุ์ปาปารัซซีอยู่ในสายเลือดอย่างเข้มข้น
เพียงแต่แปรความอยากรู้อยากเห็นนั้น เบนห่างจากเรื่องซุบซิบนินทา ข่าวลืออื้อฉาวคาวสวาท ฯ ไปสู่หัวข้อประเด็นอื่น ๆ ตามความสนใจส่วนตัว
พูดได้ว่า ในความเป็นเด็กเปรต (อ้วน ๆ) ผมมีวาสนาดีอยู่บ้างตรงที่ รักชอบสนใจหลายสิ่งในทางที่ถูกที่ควรดีงาม หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีรสนิยมไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเอง
ในบรรดาความสนใจ 353 สาขา 765 แขนงที่บวกเพิ่ม มีการวาดรูปรวมอยู่ด้วย
เริ่มต้นก็เจตนาจะสเก็ตช์ภาพคร่าว ๆ ว่า ผนังโบสถ์แต่ละแห่งที่ไปดูมา ด้านไหนวาดรูปอะไรบ้าง เหมือนเป็นบันทึกไว้กันลืม
ต่อมา ยิ่งผ่านตาภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทั้งในสถานที่จริง รูปประกอบตามตำรับตำรา และภาพที่ผมถ่ายแล้วนำมาอัดไว้ดูเล่น
ดูบ่อย ๆ เข้า นอกจากจะยิ่งหลงใหลดื่มด่ำแล้ว ผลข้างเคียงก็คือ อาการคันไม้คันมือยุบยิบ
ผมก็เลยซื้อปากกา ซื้อกระดาษ และลงมือหัดวาดรูปเป็นการเอิกเกริก
เล่าย้อนหลังไปอีกนิดราว ๆ เกือบจะชาติที่แล้ว สมัยผมยังเป็นเด็กนั้น กิจกรรมที่เรียกได้ว่าเข้าข่าย ‘มีใจรัก’ คือ การอ่านการ์ตูน (ซึ่งคลี่คลายเป็นชอบอ่านหนังสือในเวลาต่อมา) และการวาดรูป
ผมยังจำภาพแรกที่วาดได้ ตอนนั้นอายุประมาณ 6 ขวบ เย็นวันหนึ่งผมนั่งอ่านการ์ตูน เจอรูปหมูอ้วนตลก ๆ ตัวหนึ่ง ผมก็หยิบกระดาษมาวางทาบ ใช้ดินสอลอกลาย จนกระทั่งสำเร็จ
จริง ๆ แล้วลอกทั้งดุ้นนะครับ ไม่ได้วาดเอง แต่สำหรับผมในตอนนั้น นั่นคือ การค้นพบครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่มากในแวดวงศิลปะ ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่า การวาด อยู่ด้วย
ผมหลงใหลได้ปลื้มภาคภูมิใจกับภาพที่ลอกมาอยู่หลายสัปดาห์ พกพาติดตัวเที่ยวอวดใครต่อใคร แลกกับคำชมว่าเป็นศิลปินอัจฉริยะรุ่นเยาว์
จนวันหนึ่ง พี่ชายผมคงจะหมั่นไส้และเหลืออด จึงเฉลยความจริงว่า การใช้กระดาษวางทาบแล้วลอกลายตาม ไม่นับว่าเป็นการวาด ผิดกติกา ขี้โกง และไม่ใช่ฝีมืออันแท้จริง
โลกทั้งใบของผมพังทลายลงในชั่วกระพริบตา เหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่เพิ่งรู้ความจริงว่า ‘เหาะไม่ได้’ การลอยตัวโลดโผนที่ผ่าน ๆ มานั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่เซถลาลื่นหกล้ม
พลันที่พบว่า ผมไม่มี ‘พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่’ และเป็นเพียงหนูน้อยธรรมดาสามัญดาษดื่นพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กอื่น ๆ
ผมก็หัดบินทันที ด้วยการหยิบเอารูปหมูอ้วนตลก ๆ ตัวนั้นมาเป็นนายแบบ แล้วตั้งหน้าตั้งตาวาดมันอย่างคร่ำเคร่ง
ไม่เคยมีภาพไหนดีเท่ากับที่ลอกมาเลย หมูอ้วนตลก ๆ รุ่นต่อมา ล้วนโย้เย้เฉไฉบิดเบี้ยว บางภาพก็เหมือนหมาผอม ๆ บางภาพก็คล้ายแมวป่วยเป็นโรคท้องเดิน
อย่างไรก็ตาม ถึงผมจะไม่อาจเป็นซูเปอร์ฮีโรที่บินได้ แต่ผมก็กลายเป็นเด็กมือบอน ชอบวาดและขีดเขียนไปเรียบร้อยแล้ว
ผมก็วาดอะไรต่อมิอะไรก๊อกแก๊กเรื่อยมา จนเริ่มพัฒนาฝีมือและแรงงานอยู่ในขั้นพอดูได้
มาหายห่างร้างเลิกวางมือตอนสมัยเรียนมัธยม เหตุผลแท้จริงนั้นผมเลือน ๆ ไปแล้ว ถ้าจะให้คาดเดาสันนิษฐาน ทฤษฏีที่มีแนวโน้มความเป็นไปได้มากสุด (เมื่อประเมินจากซาก, หลักฐาน และร่องรอยทางโบราณคดีส่วนตัว) น่าจะสืบเนื่องจากว่า ผมติดหญิง มีความรัก และ...อกหักตามระเบียบ
เรื่องนี้ นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ ยังไม่ปลงใจเชื่อเด็ดขาด และรอการค้นพบปรากฏหลักฐานข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เสมอ
ผมมาจับปากกาดินสอเพื่อวาดรูปอีกครั้ง ช่วงแตกเนื้อหนุ่มเปรี้ยงปร้างเป็นวัยรุ่น คราวนี้มีเหตุผลแน่ชัดว่า มุ่งมั่นวาดรูปเพื่ออวดหญิงจีบหญิง จนประสบความสำเร็จเกินคาด
เกินคาด...นี้หมายถึง อกหักผิดหวังกระจุยกระจายเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
มานึกทบทวนย้อนหลังแล้วก็สมควรอยู่ สาวที่ไหนจะมาชอบล่ะครับ มัวแต่ตะบี้ตะบันวาดรูปการ์ตูนให้อยู่นั่นแหละ แต่ไม่เคยชวนไปดูหนัง ไม่เคยชวนไปกินข้าว ไม่เคยชวนไปออกเดท ไม่เคยพูดจาอะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘จีบ’
ให้ผมในอายุปัจจุบัน ย้อนเวลากลับไปยังอดีตหน่อยไม่ได้ รับรองหวานเลี่ยนเอียนกึ๋ยส์ อ้วกแตกกันระนาวเลยทีเดียว
ผมอกหักจนวาดรูปอยู่ในเกณฑ์ดี ทว่าพ้นจากเป้าหมายวาดให้สาว ๆ แตกตื่นฮือฮาแล้ว ก็ไม่เคยมีเป้าหมายอื่นใด ไม่เคยฝันใฝ่อยากเป็นศิลปิน ไม่อยากรังสรรค์งานศิลป์ไว้จรรโลงโลก
วาดเพราะวาดได้ และชอบเท่านั้นเอง
พ้นจากช่วงระยะวาดเพื่อแสวงหา (แฟน) แล้ว ผมก็ฝึกมือต่อเนื่องเรื่อยมาอีกหลายปี จนรู้ถ่องแท้แก่ใจว่า อยากร่ำเรียนทางด้านนี้ให้เป็นกิจจะลักษณะ
ถึงตอนนั้นก็ช้าเกินไป ผมจวนเจียนจะจบระดับปวส. ใกล้เวลาต้องออกหางานทำเต็มที
ผมมาเลิกหยุดวาดรูปเด็ดขาดจริง ๆ ตอนอายุยี่สิบต้น ๆ เมื่อเพื่อนไม่สนิทผู้หวังดีแบบประสงค์ร้ายคนหนึ่ง ออกความเห็นต่อหน้าธารกำนัลจำนวนมากว่า รูปที่ผมวาด ดูผิวเผินก็สวยดีอยู่หร็อก แต่จริง ๆ แล้ววาดมั่ว และใช้ความมั่วมากลบเกลื่อนพื้นฐานฝีมือที่ไม่แน่น
เป็นความเห็นที่ทำให้ผมทั้งเจ็บทั้งอาย และก็จริงเสียด้วย ตรงที่ว่า ผมวาดมั่ว เนื่องจากเรียนฝึกเองดุ่ย ๆ ตามลำพัง ไม่เคยรู้หลักวิชาใด ๆ
ผมในเวลานั้นไม่รู้เลยว่า หากฝึกมือต่อไปตามวิธีของตนเอง ประสบการณ์, ความคิดอ่าน การลองผิดลองถูก จะค่อย ๆ ขัดเกลาความมั่วให้หมดไป และสามารถบ่มเพาะสร้างฝีมืออันจัดเจนขึ้นมาได้
ผมเป็นมนุษย์พันธุ์ไม่เชื่อมั่นในตนเองเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว เจอะเจอความเห็นเชิงลบของเพื่อนเข้าไป ก็ยิ่งจบเห่
อีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งมีน้ำหนักมากพอ ๆ กัน นั่นคือ ระหว่างที่สนใจหลงใหลการขีดเขียนวาดรูป ผมก็แวะไปดูนิทรรศการศิลปะต่าง ๆ ตามหอศิลป์หลายแห่ง รวมทั้งโฉบไปป้วนเปี้ยนแถว ๆ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ด้วยความอยากเรียนที่นั่นเป็นอย่างยิ่ง)
ตรงนี้ทำให้ผมได้เห็นฝีมือของคนหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และพอนำมาเปรียบกันแล้ว ผมก็นึกท้อถอดใจ เพราะรู้ตัวว่า ฝีมือห่างกันหลายล้านปีแสง
ผมมองตัวเองคนที่เป็นเด็กหนุ่มในอดีตแล้วก็เห็นใจต่อความไร้เดียงสาของเขานะครับ ควบคู่กันนั้นผมก็ขอบคุณที่เขาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ จนเกิดกลายเป็นผมในปัจจุบัน
เรื่องหันหลังให้กับการวาดรูป เป็นกรณีอกหักในด้านการใช้ชีวิตครั้งใหญ่สุดของผม เป็นเรื่องเศร้าเสียดายที่ไม่เคยเลือนหาย แต่แง่ดีงามนั้นมีอยู่คือ ส่งผลให้ผมเลือกเดินมาอีกทาง...เป็นคนเขียนหนังสือ
ในละครชีวิต บางทีเราก็ไม่สมหวังกับสิ่งที่รักและอยากเป็นมากสุดหรอกนะครับ นางเอกหรือคู่แท้บุพเพสันนิวาสแต่ชาติปางก่อน อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
พูดได้ว่า ท้ายสุดแล้วทั้งโชคชะตาและการเลือกตัดสินใจของผมเอง ได้ประกอบรวมกัน จนนำพาผมมาสู่การเป็นนักเขียนสาขาใฝ่รู้ แต่เกียจคร้าน
เล่ากระโดดจากอดีตกลับมาสู่ปัจจุบัน วาระแรก ๆ ที่หวนคืนเวทีวาดรูปอีกครั้ง ผมพบว่า มือไม้สายตาไม่อยู่ในโอวาท สนิมจับเกาะแน่น เส้นสายแข็งทื่อ สัดส่วนรูปทรงผิดพลาดฉกาจฉกรรจ์
หากเทียบว่าผมในวัยรุ่นวาดรูปมั่ว ๆ แล้วล่ะก็ ผลงานในปัจจุบันก็เข้าข่าย ‘ก่อการร้าย’ ทางด้านวิชาวาดเขียนเลยนะครับ
เละเทะดูไม่จืด และล้าหลังถดถอยจนน่าตกใจ
กระนั้นก็ตาม ‘ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ’ ของผม มีจุดมุ่งหมายที่เติบโตทางความคิดขึ้น ไม่ได้เจตนาจะวาดอวดให้ใครอื่นมาดูมาชื่นชม ไม่ได้หวังผลลัพธ์ว่าฝีมือจะต้องเลอเลิศ
แค่วาดเพื่อตอบสนองความชอบและใจรักตามลำพัง
เล่นโวหารสำนวนสักหน่อยก็ต้องบอกว่า ไม่ได้วาดเพื่อหวังให้รูปออกมาสวย แต่วาดเพื่อจะดูรูปผลงานของศิลปินอื่น ๆ ให้ซาบซึ้งเข้าใจดียิ่งขึ้น
กล่าวคือ ใช้ความอ่อนด้อยบกพร่องของตนเอง เป็นเครื่องมือค้นหาความดีงามคุณค่าวิเศษในผลงานชั้นเยี่ยมของผู้อื่น
ผมกลับมาหัดวาดรูปอีกครั้ง ช่วงเวลาเดียวกับที่เขียนเรื่องอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ นั้นทำให้ผมได้รับเคล็ดวิชาสำคัญ นั่นคือ วาดโดยไม่กลัวว่าจะออกมาเสีย ออกมาแย่ ผิดตรงไหน ก็สามารถวาดใหม่แก้ไขได้ เท่าที่ใจต้องการ
หลักยึดนี้ใช้ได้ครอบคลุมถึงการทำงานเขียนหนังสือ, ทุกวิชาชีพ และการดำเนินชีวิต คล้าย ๆ กับที่’รงค์ วงษ์สวรรค์กล่าวไว้ว่า ‘ฆ่างาน ก่อนที่งานจะฆ่าเรา’
งานที่ต้องฆ่ากำจัด เปรียบแล้วก็เหมือนรูปที่วาดผิด หรือฝีมือยังไม่ดีพอนะครับ
ผ่านมา 7-8 เดือน โดยการหาเวลาเก็บเล็กผสมน้อยซ้อมมือทุกวัน ผมคิดว่ารูปที่วาดระยะหลัง ๆ กระเตื้องขึ้นในทางบวก
ถึงตรงนี้ผมรู้ซึ้งแล้วว่า ตลอดประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา หากผมวาดต่อเนื่องโดยไม่ทิ้งขว้าง ป่านนี้ฝีมือก็คงมีการ ‘ยกระดับ’ อยู่บ้างเหมือนกัน
คล้าย ๆ การเขียนหนังสือ ผมเริ่มจากเตาะแตะแบบเด็กหัดเดิน พลาดพลั้งเกิดแผลใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ อาศัยการค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเรียนรู้ จนผ่านวันเวลาต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง ก็ก่อรูปเกิดร่างเป็นทักษะฝีมือที่พอจะไปวัดไปวาตอนสาย ๆ ได้
เรื่องกลับมาหัดวาดรูป เปรียบแล้วก็คล้ายผมพบเจอความฝันชิ้นหนึ่งซึ่งหล่นอยู่กลางทาง และหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่น
ทำยังไงก็ไม่มีวันใหม่สะอาดแวววาวไปถึงปลายทางที่เคยหวังไว้หรอกนะครับ แต่มันยังคงเป็นความฝันเดิมที่ผมเคยมี และผมดีใจที่ตอนนี้ฝันนั้นอยู่ในมือ
เหลือแต่เรื่องความรักนี่แหละที่ยังต้องเหนื่อยกันต่อไป ผมเพิ่งค้นพบตัวเองว่า นอกจากจะไม่หล่อ จน เกเร และลงพุงแล้ว ผมยังจู้จี้จุกจิกช่างเลือกและใฝ่สูงไม่ค่อยเจียมตัวอย่างแรง
สวยน่ารักระดับน้องแพนเค้ก ยังโดนผมปฏิเสธตัดสัมพันธ์มาแล้วนักต่อนัก ด้วยคำพูดเด็ดขาดเหี้ยมเกรียมว่า “ระหว่างเราสองคน ต่างฝ่ายต่างไปตามทางของตัวเองดีกว่านะครับ”
เป็นการพูดออกไป โดยที่สาวเจ้าแต่ละคนยังไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักผม
ผมพูดพึมพำของผมคนเดียว อีตอนเดินเฉียดสวนกันในระยะห่างห้าเมตร
พูดเสร็จแล้ว นักหักอกหญิงอย่างผม ก็น้ำตาซึม สงสารและทุเรศตัวเองชิบเป๋งเลย
วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
Facebook Story โดย 'นรา'

หลายวันมานี้ผมติดเล่น Facebook จนวินิจฉัยฟันธงได้แบบไม่ต้องพึ่งพาจิตแพทย์ว่า น่าจะอาการเพียบหนัก
ยังไม่ถึงกับเสียงานหรอกนะครับ ยังเขียนหนังสือได้ตามปกติ และเขียนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอมากกว่าเดิมนิดหน่อย
แต่มาเละเทะกระจุยกระจาย ตรงที่มันทำให้ผมไม่ได้เข้าออฟฟิศ (ห้องสมุด) เลย ตลอดทั้งสัปดาห์ และอ่านหนังสือน้อยลง
จึงต้องล้างแค้นให้สะอาดผ่องใส ด้วยการหยิบเรื่องนี้มาเขียนถึง เพื่อเป็นการถอนทุนเอาคืน
เรื่องคงเริ่มต้นขึ้นประมาณหลายเดือนก่อน มีรุ่นน้องรายหนึ่ง ส่งเทียบชวนผมมาทางอีเมล์ให้เข้าสู่วงการ และตอบรับเขาเป็นเพื่อน
ตอนนั้น (รวมถึงตอนนี้) ผมไม่รู้หรอกนะครับว่า Facebook คืออะไร? มีประโยชน์หน้าที่ใช้สอยอย่างไร?
ผมก็เข้าไปลงทะเบียนสมัคร เพื่อตอบรับรุ่นน้องคนนั้นเป็นเพื่อน แล้วก็เกิดอาการเหวอ ๆ ได้แต่มองตาปริบ ๆ ทำอะไรไม่ถูก ไปไม่เป็น
จากนั้นก็ไม่ได้เฉียดใกล้เข้าไปเยือนอีกเลย
ในความถั่วโหลยโท่ยไม่เอาไหนอย่างรุนแรงของผม เรื่องสารพันบรรดามีเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ นับเป็นของแสลงลำดับต้น ๆ
อาการเดียวกับตอนได้โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกในชีวิตมาฟรี ๆ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว
มีกิจกรรมโปรโมทคุณสมบัติของโทรศัพท์รุ่นที่ว่า ซึ่ง ‘ล้ำ’ มากในขณะนั้น คือ สามารถถ่ายวิดีโอ และตัดต่อลำดับภาพได้ ถ่ายภาพนิ่งได้ และอีกหลาย ๆ ประการ (ซึ่งจนถึงบัดนี้ ผมก็ยังโง่สนิท)
กิจกรรมนั้นก็คือ ให้ผู้กำกับหนัง, นักแสดง และนักวิจารณ์ ประมาณสิบกว่าชีวิต ใช้โทรศัพท์รุ่นที่ว่า ผลิตหนังสั้นคนละหนึ่งเรื่อง
ผมก็ได้มากับเขาเครื่องหนึ่ง รับมอบเสร็จสรรพ หยิบคู่มือใช้งานมาอ่าน ก็ร่ำ ๆ ว่าจะนำไปถวายคืนทันที
ไม่รู้เรื่องโดยสิ้นเชิงนะครับ ตกใจถึงขั้นนั่งกลัดกลุ้มนอนไม่หลับ
จนเพื่อนจ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ ต้องปลอบใจว่า “ทำใจดี ๆ ไว้ ค่อย ๆ กดปุ่มโน่นนี่นั่นไปเรื่อย ๆ ประเดี๋ยวก็ใช้เป็น”
ผมก็นำโอวาทคำชี้แนะของกัลยาณมิตร กลับมาทำการทดลองที่บ้าน ลองผิดลองถูก กระทั่งท้ายสุดก็สำเร็จเป็นหนังสั้นเรื่อง ‘องค์เป็ด’ ส่งมอบเอาตัวรอดมาได้ แบบผมหงอกร่วงโรยเกินวัยไปอีกหลายปี
ต่อมา ผมก็ใช้โทรศัพท์มือถือที่ได้มาฟรี แทนกล้องถ่ายรูป และใช้ทำหน้าที่อยู่แค่นั้น ใช้โทรฯ เข้า โทรฯ ออกไม่เป็น
ปราบดา หยุ่นเคยเห็นการใช้โทรศัพท์แบบไม่สมศักดิ์ศรีของผม ถึงกับอำว่า “พี่ไม่ลองเอาโทรศัพท์มาโกนหนวดดูบ้าง อาจจะเวิร์คและคุ้มขึ้นบ้างนะครับ”
ไม่กี่วันต่อมา ผมก็ขายโทรศัพท์ มีคนแย่งกันเสนอราคางาม ๆ หลายราย เกือบจะเป็นการประมูลเลยทีเดียว เนื่องจากรุ่นมันใหม่มาก และยังไม่มีวางขายตามท้องตลาด (ล่าสุดโทรศัพท์รุ่นนี้กลายเป็นโบราณวัตถุในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว)
ตามประสายอดนักธุรกิจจอมเก็งกำไรนะครับ ผมจึงขายให้เพื่อนจ๋องในราคาครึ่งหนึงของความเป็นจริง ได้ตังค์มาหมื่นบาท
แล้วนำเงินนั้นไปซื้อกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ซึ่งแพงกว่าเท่าตัว (รวมทั้งเสียเวลาตกใจกับวิธีการใช้งานไปอีกหลายวัน)
ส่วนโทรศัพท์มือถือ ผมเพิ่งซื้อเพื่อใช้งานในฐานะโทรศัพท์จริง ๆ ประมาณครึ่งปีที่ผ่านมานี้เอง (เหมือนเดิมครับ คือ วุ่นวายโกลาหลขนานใหญ่ กว่าจะรู้วิธีกดปุ่มรับสายตอนที่มีคนโทรฯ มาหา โดนค่อนขอดนินทาว่าหยิ่งไม่ยอมรับโทรศัพท์อยู่ร่วม ๆ หนึ่งเดือน)
ทันทีที่ปรากฎข่าวว่า ผมได้ซื้อโทรศัพท์มือถือเรียบร้อยแล้ว แพร่กระจายสู่แวดวงญาติมิตรที่รู้จัก
อาทิตย์แรกผมแทบไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งรับโทรศัพท์อย่างเดียว ทั้งหมดโทรฯ มาเพื่อลองของ เหมือนทำการพิสูจน์เรื่อง ‘แปลกแต่จริง’ ยังไงยังงั้นเชียว
บางรายหนักข้อถึงขั้น นำเบอร์โทรศัพท์ของผมไปแทงหวย
ใบ้หวยแม่นนะครับ เลขท้ายสองตัวงวดนั้นตรงกับเบอร์โทรศัพท์ของผมเป๊ะ ๆ เลย
เทคโนโลยีล่าสุดที่บ้านผม คือ มีเครื่องสแกนรูป
จู่ ๆ บินหลา สันกาลาคีรี ก็ยกให้ผมฟรี ๆ
ข่าวดีคือ ที่ได้มามีแต่ตัวเครื่องล้วน ๆ ไม่มีสายสำหรับต่อเชื่อมใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีแม้กระทั่งคู่มือใช้งาน
ตอนนี้ผมใช้เครื่องสแกนรูปคล่องแล้วนะครับ แต่ใช้แทนอุปกรณ์ยกน้ำหนักออกกำลังกาย
ความไม่เอาไหนด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ นานาที่ผ่านมาในชีวิต ทำให้ผมกลัว ๆ แหยง ๆ Facebook ไม่ค่อยกล้าข้องแวะ
แต่แล้ววันหนึ่ง ผู้คนรอบ ๆ ตัวผม ก็เล่น Facebook กันอย่างเอิกเกริก ต่อหน้าต่อตา วันละหลาย ๆ ชั่วโมง
ลูกอีช่างอยากรู้อยากเห็น อยากก้าวให้ทันโลกบ้าง แต่มักจะตกกระแสล้าหลังสม่ำเสมออย่างผม จึงตัดสินใจกระโดดเข้าสู่วงการ Facebook เต็มตัว
แล้วก็พบว่า เนิ่นนานผ่านมาหลายเดือน ผมจำ password ที่ลงทะเบียนไว้ไม่ได้
อะไรก็ตามแต่ที่ต้องใช้ password เป็นใบเบิกทาง ผมนิยมใช้รหัสเดียวเหมือนกันหมด เพื่อกันลืม
พอใส่รหัสที่ตั้งไว้แล้วเข้าไม่ได้ ผมก็ลอง password สำรองอีกสองสามชื่อที่คิดเผื่อ ผลปรากฏว่าเข้าไม่ได้
ผ่านไปอีกหลายเดือน บ่ายวันหนึ่ง ขณะผมกำลังนั่งคิดถึงเรื่องทฤษฏีแรงโน้มถ่วงของเซอร์ไอแซค นิวตัน อยู่ที่ใต้ต้นมะม่วง
พลันลูกมะม่วงก็ตกใส่หัว จนผมระลึกชาติได้ว่า password นั้นถูกต้องแล้ว ที่ผิดคือ ผมใช้อีกอีเมล์หนึ่ง
เข้า Facebook ได้แล้ว ผมก็เป็นบ้านนอกเข้ากรุง ไม่รู้ว่าสนามหลวงอยู่ตรงไหน? จะไปอนุสาวรีย์ชัยฯ ต้องขึ้นรถเมล์สายอะไร? ไม่รู้วิธีหาเพื่อนหาพวกหรือเล่นเกมใด ๆ ในนั้นทั้งสิ้น
ระยะแรกจึงต้องพึ่งใบบุญ ขอ add บรรดาคนคุ้นเคยที่เห็นหน้าค่าตากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่คนมันพบมันเจอกันอยู่จนชินตา จะไปสนทนาวิสาสะอีกใน Facebook ผมก็รู้สึกแปร่ง ๆ แปลก ๆ ไม่รู้ว่าจะคุยอะไร?
ผมจึงเริ่มไล่ลำดับญาติโยมที่รู้จัก แต่ไม่มีโอกาสพบปะกันมานาน แล้วผมก็นึกถึงอี่น้องคนงามนามว่าสาวจูน
ผมก็เลยโทรศัพท์ไปหา ถามซื่อ ๆ ตรง ๆ ว่าเล่น Facebook หรือเปล่า? ถ้าเล่นใช้ชื่ออะไร? แล้วก็จดใส่สมุด
สาวจูนก็มีทีท่าว่างง ๆ อยู่เหมือนกัน ร้อยวันพันปีไม่เคยโทรศัพท์มาหา จู่ ๆ ก็โทรศัพท์มาขอ add เป็นเพื่อนใน Facebook ซะยังงั้น
“ไม่ค่อยน่าไว้ใจเลยเน้อ พี่คิดแผนชั่วอะไรไว้รึเปล่าเน้อ?” สาวจูนเธอมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง ตรงคำลงท้ายว่า เน้อ อยู่แทบทุกประโยคคำพูด
ผมไม่ได้ตอบคำถามนี้ ทว่าพยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
จากนั้นผมก็โทรศัพท์ไปหาญาติโยมอีกสองสามราย ด้วยแผนชั่วแบบเดียวกัน
แล้วก็อาศัยรายชื่อเพื่อนของเพื่อน ค่อย ๆ ค้นหาคนรู้จักไปทีละรายสองราย
สะสมจำนวนญาติมิตรได้พอสมควร ผมก็ยังทำอะไรไม่ถูก ใช้งานไม่เป็นเช่นเดิม
ผมมาติด Facebook ตอนนี้นี่เอง ตอนที่เริ่มเจอพรรคพวกเพื่อนฝูงจำนวนมากในนั้น ระยะเวลาที่ไม่ได้เจอทุกคนรวมกัน สามารถย้อนยุคกลับไปถึงสมัยอยุธยายังไม่เสียกรุงครั้งที่ 2 เลยทีเดียว
ติดต่อขอเป็นเพื่อนกับใครต่อใครเขาไปทั่ว เสร็จสรรพแล้ว ผมก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น ยังไม่ค่อยได้ข้องแวะแตะต้องติดต่อสื่อสารอะไรทั้งสิ้น
มากและบ่อยสุด คือ ตอบรับคำทักทายสั้น ๆ จากบรรดาคุณโยมทั้งหลาย ซึ่งเข้ามากรี๊ดกระจาย แสดงความแปลกใจที่มนุษย์ไฮถึกดึกดำบรรพ์อย่างผม เล่น Facebook
รู้สึกอยู่เหมือนกันว่า สภาพ สถานะของผมประดุจดัง ปลาหมึกพอลว่ายน้ำอยู่ในตู้หลังจบบอลโลก มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียน ชี้ชวนกันดูอย่างขำ ๆ แล้วก็จากไป
เจอบ่อยเข้า ผมก็ร่ำ ๆ ว่า แทบจะลุกขึ้นมาสาธิตวิธีการทำนายผลบอลโลกครั้งต่อไป ให้เป็นที่ประจักษ์ฮือฮาในความแม่นยำบ้าง
ทันใดนั้นเอง ผมก็คิดแผนชั่วขึ้นมาได้ลาง ๆ
แผนนั้นง่าย ๆ ครับ คือ คิดว่า Facebook น่าจะเป็นตัวเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างผมกับผู้อ่าน, เพื่อนฝูง และคนที่เคารพนับถือจำนวนมาก
คล้าย ๆ เป็นที่แถลงข่าว แลกเปลี่ยนสอบถามข้อมูล ทักทายสารทุกข์สุกดิบ
รวมทั้งใช้เป็นที่แจ้งเหตุเกี่ยวกับความคืบหน้าต่าง ๆ ในการอัพเดตบล็อก ประกาศสถานการณ์ทั้งฉุกเฉินและเฉื่อยชา ราชการทั้งหลายประดามีของตัวผมเอง
ประโยชน์การใช้สอยคร่าว ๆ กว้าง ๆ ของ Facebook ตามความเข้าใจผม น่าจะและคงจะอยู่ตรงแถว ๆ นี้
ในข้อมูลส่วนตัวของผม มีช่องให้กรอกว่า เข้ามาเพื่อจุดมุ่งหมายความประสงค์ใด? ระหว่างหาเพื่อน และอีกสองสามอย่าง
ผมระบุไปว่า เครือข่าย
จะเป็นเครือข่ายขึ้นมาได้ จำนวนนั้นต้องเยอะ เพราะเหตุนี้เอง หลายวันที่ผ่านมา ผมจึงก้มหน้าก้มตา ค้นหาเพื่อนใน Facebook อย่างคร่ำเคร่ง
ผมเขียนถึงเรื่องนี้ลงในบล็อก ก็เพื่อจะบอกกล่าวเล่าสู่ให้มิตรรักแฟนเพลงที่ติดตามอ่าน (และรอจนลืมว่า เมื่อไหร่มันจะอัพเดตบล็อก) ได้ทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารใน Facebook เพิ่มขึ้นอีกช่องทาง ซึ่งน่าจะสะดวกคล่องตัวยิ่งกว่า
ขณะเดียวกัน ผมก็พยายามจะป่าวประกาศใน Facebook เพื่อเชื้อเชิญให้ญาติโยมทางนั้น ได้รับทราบเกี่ยวกับความคืบหน้าของบล็อก
พูดตามตรงก็เหมือน ผมกำลังโฆษณาขายของนะครับ และผมก็เชื่อว่าผมทำอย่างนั้นจริง ๆ แบบไม่มีอะไรต้องแก้ตัว
ชื่อที่ผมใช้ใน Facebook คือ จ้อย นรา
ผมรับ add ด้วยความเต็มใจนะครับ และขอถือโอกาสขอบคุณทุกท่านที่นับผมเป็นเพื่อน (ทั้งในตอนนี้และอนาคตข้างหน้า)
มีเรื่องจะชี้แจงอย่างเดียวคือ ระหว่างนี้ผมยังเงอะงะมะงุมมะงาหรา (เชื่อหรือยังครับว่าผม in trend มาก ขนาดศัพท์ที่ใช้ยังอยู่แถว ๆ วรรณคดีเรื่อง ‘อิเหนา’เลย คำนี้แปลเป็นสำนวนไอทีได้ว่า random) และกำลังอยู่ในขั้นตอนเรียนรู้การใช้งาน จึงเป็นไปได้มากเหลือเกินว่า เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว ผมอาจจะวางตัวนิ่งเฉย ไม่ได้ทักทายพูดคุยสุงสิงกับใคร
ไม่ได้หยิ่งหรอกนะครับ เป็นเรื่องของมือใหม่ อ่อนหัด ขาดประสบการณ์ ซื่อใส ไร้เดียงสา ล้วน ๆ เลย
วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
เราพบกันเพราะหนังสือ โดย 'นรา'
อยู่ดีไม่ว่าดี จู่ ๆ ผมก็นึกอุตริ สร้างความยุ่งยากให้แก่ตนเอง ตามประสาคนกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ
ผมยื่นโจทย์ตั้งเงื่อนไขว่า จะเขียนแนะนำหนังสือเรื่อง ‘เราพบกันเพราะหนังสือ’ ของบินหลา สันกาลาคีรี
โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามเด็ดขาดไม่ให้พูดถึงเนื้อหาภายในว่าเกี่ยวกับอะไร
ไม่ได้พยายามจะพิสูจน์อะไรหรอกนะครับ แค่ยืนยันว่าผมเป็นพวกสติไม่เรียบร้อยเท่านั้นเอง
ระหว่างผมกับบินหลา เราพบกันเพราะหนังสือ- - ที่เขาเป็นคนเขียน ส่วนผมเป็นคนอ่าน เป็นเช่นนี้อยู่นานร่วม ๆ สิบปี
จนเมื่อปีกลายนี้เอง ผมกับเขาก็ได้เจอหน้าค่าตา คุยกัน รู้จักกัน มีโอกาสทำงานชิ้นหนึ่งด้วยกัน และกลายมาเป็นเพื่อนกัน
เขากับผมมีรสนิยมอย่างหนึ่งตรงกัน คือ เราต่างล้วนเป็นเด็กแนว...โบราณทั้งคู่
บินหลาแม่นยำในวรรณคดี หลงใหลประวัติศาสตร์ จดจำเนื้อความในพงศาวดารได้ขึ้นใจชนิดเล่าเนื้อความเหตุการณ์ปากเปล่าได้สบาย ๆ (แต่เรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน เขาขี้ลืมสุดขีด จนผมคิดว่า สามารถนำมาเขียนเป็นนิยายหนา ๆ ได้หนึ่งเรื่อง) ล่าสุดเขาพัฒนาฝีมือและแรงงานถึงขั้น ศึกษาการอ่านศิลาจารึกด้วยตนเอง
ส่วนผมเพิ่งมาบ้าดูจิตรกรรมฝาผนังได้ปีกว่า ๆ และพลอยทำให้ต้องเริ่มต้นอ่านตำรับตำราและเอกสารย้อนยุค จนท้ายที่สุด ผมก็แทบว่าจะคลานตามกันมาทางด้านการอ่านแนวทางเดียวกับเขาในระยะห่าง ๆ
บินหลาแนะนำให้ผมรู้จักกับหนังสือชุดสำคัญคือ ประชุมพงศาวดาร (มีทั้งหมด 50 เล่ม) ซึ่งเป็นคลังความรู้ขนาดใหญ่มหาศาล และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการทำงานของผม รวมทั้งยินดีแปลงร่างเป็นพี่ศิราณี ให้ผมแบกปัญหาไปปรึกษาถามไถ่อยู่เนือง ๆ ว่า หนังสือเล่มนี้ดีไหม แล้วเล่มนั้นเป็นยังไงบ้าง
วันดีคืนดีบินหลาก็มีของกำนัล เป็นหนังสือเล่มกะทัดรัด เช่น อักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล และสัพะ พะจะนะ พาสา ไท ของชอง-บาตีสต์ ปาเลอกัว (รวมกันแล้วน้ำหนักน่าจะตกประมาณ 3 กิโลกรัม) มอบให้ผมแบกกลับบ้านไปอ่านเล่น
นาทีนั้น ผมแทบอยากจะลงมือเขียนหนังสือชื่อ ‘หลังแอ่น’ ออกมาวางคู่ขนาบกับ ‘หลังอาน’ ของเขา
ครึ่งปีมานี้ บินหลาชวนผมเดินทางอยู่บ่อยครั้ง เขาเป็นคนขับ ผมเป็นผู้โดยสาร
เขาเป็นยอดนักขับรถสมกับชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนคือ ‘บินทีละหลา’ ระยะทางที่ใครและใครใช้เวลา 5 ชั่วโมง บินหลาทำเวลาราว ๆ 7 ชั่วโมงเป็นอย่างเร็วสุด นอกจากจะยึดหลักขับรถแบบปลอดภัยไว้ก่อน ควบคู่ไปกับมุ่งสู่จุดหมายปลายทางแล้ว สองข้างทาง...เป็นอีกสิ่งที่เขาใส่ใจคำนึงถึง
ต้นปีที่ผ่านมา บินหลา, พี่เรืองรอง รุ่งรัศมี, เป็นหนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์, เต้-ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ และผม (กับตุ๊กตาสมีพูห์ชื่อเด็กชายพี่หมี)เดินทางจากเชียงใหม่ไปน่าน เขาหยิบแผนที่ออกมา พลางตัดสินใจไตร่ตรองว่า จาก 3 เส้นทางที่มีอยู่ ควรจะเลือกมุ่งไปสายไหน
ครับ บินหลาเลือกเส้นที่อ้อม กินระยะทาง เปลืองเวลามากสุด และให้เหตุผลว่า ถ้าจะไปทางที่สั้นกระชับ รวดเร็ว นั่งรถทัวร์เอาก็ได้ ไม่ต้องขับรถไปเองหรอก
เหลืออีก 2 เส้นทาง คือ ไปทางอำเภอเชียงม่วน กับไปทางอำเภอเชียงคำ เขาบอกกับผมว่า
“ไปทางเชียงม่วน ชื่อก็บอกอยู่ทนโท่ว่าม่วน พวกเราสนุกแน่ ๆ แต่เส้นนี้ผมเคยไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมว่าไปทางเชียงคำดีกว่า เดี๋ยวเราค่อย ๆ คลำ ๆ หาทางให้มันม่วนขึ้นมาทีหลังก็แล้วกัน”
อันที่จริงเส้นทางเชียงใหม่สู่น่าน ผ่านทางอำเภอเชียงคำนั้น ถ้าขับรถทำเวลาจริง ๆ ล้อหมุนออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ก็สามารถถึงน่านได้ในตอนค่ำ แต่คุณบินหลาของผมแกไปได้ไกลสุดแค่ครึ่งทาง คือ จอดป้ายแค่อำเภอเชียงคำ
ไม่ใช่เพราะบินหลาบินช้าเป็นเหตุหรอกนะครับ แต่ทั้งแก๊งมีส่วนร่วมรับผิดชอบร่วมกันหมด เราเจอต้นไม้ออกดอกริมถนน ก็จอดแวะ เจอวิวข้างทางสวยหน่อยก็ร้องตะโกน เฮ้ย!! จอด จอด
คราวหนึ่งรถวิ่งผ่านถนนสายยาว สองข้างทางมีต้นเหลืองอินเดีย ออกดอกบานสะพรั่งละลานตา
บินหลาไม่เพียงแค่จอดแวะชื่นชม แต่ยังเกิดไอเดียบรรเจิด ให้ชาวคณะโพสต์ท่าถ่ายรูป เดินเข้าแถวเรียงเดี่ยวข้ามถนนเลียนแบบปกแผ่นเสียงอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles
พูดง่าย ๆ ว่า เวลาเดินทางกับบินหลา เขาใช้สิทธิและข้อได้เปรียบทุกอย่างที่การเดินทางโดยรถทัวร์ไม่อาจกระทำได้โดยครบถ้วน
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ที่นกนักเขียนตัวนี้ จะใช้เวลาบินบนหลังพวงมาลัยรถกระบะคู่ชีพ จากเชียงใหม่ไปขอนแก่น 4 คืน 5 วัน กว่าจะถึงที่หมาย
ในบทสนทนาระหว่างทางบนรถรวมแล้วหลายร้อยชั่วโมง ผมรู้สึกเหมือนเข้าชั้นเรียนหลากวิชากับครูบินหลา ทั้งโบราณคดี, ประวัติศาสตร์, ศิลปะ, การเขียนหนังสือ เรื่อยไปจนถึงการทำตัวมีสาระควบคู่กับไร้สาระ
โดยอายุและความอาวุโส ผมกับบินหลาน่าจะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน (เราต่างอุบไต๋ไม่ยอมบ่งบอกและไม่เคยมีใครเอ่ยถามวันเดือนปีเกิดของอีกฝ่าย) เชือดเฉือนกันไม่ลงว่าใครควรเป็นพี่ ใครควรเป็นน้อง แต่โดยอายุงานและความจัดเจน ผมยอมรับแบบไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่า เขาแก่วัดเกินผมไปร่วม ๆ สิบพรรษา
ใครที่เคยไปเที่ยวอยุธยา โดยมีบินหลาเป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ ย่อมเป็นพยานให้ผมได้ในความเหนือชั้นกว่าไกด์ทั่วไปอยู่หลายขุม
เขาพาลูกทัวร์ดำดิ่งย้อนหลังไปเห็นอดีตโลดเต้นมีชีวิต ด้วยจังหวะลีลาเหนือคาดหมายตลอดทุกระยะ และปิดท้ายด้วยการอธิบายฉากสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 บนเจดีย์ภูเขาทองอันสูงลิบลิ่ว พร้อมกับแจกแจงให้เห็นว่า เหตุเกิดตรงจุดใดบ้างที่อยู่เบื้องล่าง
จนเมื่อเรื่องเล่ามาถึงคำพูดสุดท้าย ผมแอบเห็นว่า ผู้ฟังหลายท่านน้ำตาซึม ทุกคนเงียบอึ้งสะเทือนใจ
ในความเป็นเพื่อน ผมมีโอกาสดีเพิ่มขึ้น จนได้เห็นว่า ก่อนรับงานทำนองนี้แต่ละครั้ง เขาออกสำรวจอยุธยาล่วงหน้าเพื่อสอบทานเตรียมความพร้อมไม่น้อยกว่า 4-5 หน เข้าห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์ เพื่อย้ำความแม่นยำถูกต้องของข้อมูล และผุดความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับลีลาการนำเสนอให้น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา
ละเอียด พิถีพิถัน ถึงขนาดคำนวณว่า บริเวณใด เวลาใด ผู้ฟังเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจากอากาศอบอ้าวสู่ขีดสูงสุด เขาวางแผนจัดเตรียมน้ำมะพร้าวเย็นชื่นใจไว้บริการแบบถูกที่ ถูกเวลา และไม่มีใครคาดคิด
กระทั่งว่า พรุ่งนี้จะถึงวันเดินทาง ความคิดและการเรียกร้องสูงกับงานที่ได้รับมอบหมายก็ยังไม่เคยหยุดนิ่ง
ผมเห็นตัวอย่างการทำงานในลักษณะเอาจริงเอาจังทำนองนี้ของบินหลาอีก 2 ครั้ง
คราวแรกเป็นการขึ้นเวทีพูดคุยเกี่ยวกับการทำหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เขาบ่ายเบี่ยงเรื่อยมาว่า ขอเป็นเพียงแค่ผู้ฟัง แต่เมื่อได้รับคำยืนยันว่าต้องขึ้นเวที
สองชั่วโมงถัดจากนั้น เขานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ กำหนดวางเค้าโครงว่าจะสนทนาอย่างไร รื้อค้นหนังสือต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ตระเตรียมอุปกรณ์
นั้นเป็นการอภิปรายที่ดีที่สุดคราวหนึ่งเท่าที่ผมเคยพบ ในแง่ของการโน้มน้าวให้ผู้ฟังรู้สึกซาบซึ้งจับใจ
อีกวาระ เป็นการพูดในกิจกรรมออกค่ายของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน หัวข้อว่าด้วยการเขียน
ค่ำคืนก่อนหน้า บินหลาระบุขอให้ครูจัดหา กระป๋องนมเจาะรู น้ำผลไม้หลากสี และสารพัดสิ่งของจุกจิก ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะนำมาใช้ประกอบการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเขียนหนังสือได้อย่างไร?
และเหมือนเดิม เขานั่งขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างเคร่งเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานหลายชั่วโมง โดยไม่พูดคุยกับใคร
เมื่อเขายืนอยู่ต่อหน้าผู้ฟังในเช้าวันต่อมา มันเป็นการบรรยายเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ที่เปรียบได้กับโชว์ชั้นดี ราวกับยอดมายากลร่ายเวทมนตร์สะกดผู้ฟัง
ล่าสุด เขาเพิ่งเล่าให้ผมฟังเมื่อวันเสาร์ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ ร้านกาแฟในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
ในค่ายนักเขียนเมื่อไม่นาน บินหลาอธิบายถึงเรื่องความสำคัญของการขัดเกลางานเขียน เสร็จแล้วก็ทิ้งช่วงให้เวลาแต่ละคนลงมือสะสางแก้ไขผลงานของตนเอง
ระหว่างนั้น บินหลาผู้ซึ่งเลี้ยงหนวดไว้เหนือริมฝีปากมาหลายสัปดาห์จนดกเฟิ้ม ก็หลบฉากไปโกนมันทิ้งจนเกลี้ยงหมดจด
กลับมาอีกครั้ง เขากล่าวกับผู้ฟังว่า “การขัดเกลางานเขียนก็คล้าย ๆ การโกนหนวด มันทำให้หน้าตารูปโฉมหรือเรื่องที่เขียน เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...ในทางที่ดีขึ้น”
หมัดเด็ดดอกนั้น น็อคผู้ฟังจนหงาย และใครต่อใครคงยากที่จะลืมได้ลง
ในวงสนทนาระหว่างมื้ออาหารคราวหนึ่ง ผมเคยเอ่ยด้วยความสงสัยว่า “ถามจริง ๆ เถอะ ตั้งแต่รู้จักกันมา ผมไม่เคยเห็นคุณลงมือเขียนหนังสือเลย คุณเอาเวลาตอนไหนมาทำงานเยอะแยะมากมาย (วะ)”
บินหลายิ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ และตอบง่าย ๆ ว่า “ตอนเช้า”
เทียบกับนักเขียนด้วยกันหรือเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ที่รู้จักแล้ว ผมจัดได้ว่าเป็นพวกตื่นเช้าพอสมควร (ประมาณ 6 โมงกว่า ๆ) แต่บินหลานั้นเท่าที่ผมทราบ ตื่นสายสุดแถว ๆ ตี 5 และนั่นเป็นเวลาที่เขาออกบินท่องทะยานในโลกของการเขียน
มีภาษิตฝรั่งกล่าวไว้ว่า “นกที่ตื่นเช้าย่อมได้หนอนเป็นอาหาร”
บินหลาคือนกตัวนั้น...ตื่นเช้า ทำงานหนัก และทำให้งานทุกชิ้นมีน้ำหนัก
ขณะที่ผมเป็นนกอีกตัว...ตื่นเช้าเพื่อจะนั่งสะลึมสะลืองัวเงีย ทำงานเบา และทำให้งานทุกชิ้นกลายเป็นเรื่องหนักใจ (ผมถือคติว่า “หนอนที่ตื่นเช้าย่อมกลายเป็นอาหารของนก”)
ตอนที่ยังไม่รู้จักบินหลา ผมอ่านงานของเขาด้วยความรู้สึกว่า เขียนเก่งเหลือเกิน
เมื่อรู้จักคบหาเป็นเพื่อนกันแล้ว ความรู้สึกที่ผมได้รับจากการอ่านหนังสือที่เขาเขียน ไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกนะครับ ยังชื่นชมเท่า ๆ เดิม
แค่บวกเพิ่มมาอีกอย่างคือ ผมเข้าใจถึงที่มาที่ไปว่า ทำไมบินหลาจึงทำงานออกมาได้ในคุณภาพอย่างที่ปรากฏ
ตอนไม่รู้จักกัน ผมเห็นอยู่แล้วว่า เขามีเทคนิค ชั้นเชิง ลีลาแพรวพราว แต่ในความเป็นเพื่อน ผมเห็นว่า เขาซ้อมหนัก มุ่งมั่น และอ่านเกมล่วงหน้ามากกว่าปกติทั่วไปถึงสองชั้นสามชั้นอยู่ตลอดเวลา
บินหลาบอกผมถึงหลักการง่าย ๆ เกี่ยวกับการเขียนหนังสืออยู่ 3 ข้อ ซึ่งเขาเรียนรู้จากการอ่านผลงานยิ่งใหญ่ชื่อ ‘ศิลปะคืออะไร?’ ของลีโอ ตอลสตอย
เขาเปิดเผยเคล็ดวิชานี้ให้กับผมโดยไม่ปิดบังอำพรางว่า เมื่อจะลงมือเขียน ให้ตั้งคำถามว่า จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรให้มีคุณค่าน่าสนใจ? จะเขียนมันอย่างไรให้น่าอ่าน? และทั้งสองข้อนั้นบวกรวมกันแล้ว มีอะไรเป็นความใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน?
‘เราพบกันเพราะหนังสือ’ มีหลัก 3 ข้อในการเขียนที่เขาเล่าให้ผมฟัง, มีผลสืบเนื่องจากการใช้ชีวิตในแบบของเขา, และมีทุกสิ่งทั้งหมดที่ผมเล่ามาแฝงอยู่ในนั้นครบถ้วน
มันแตกต่างจากที่ผมพบเจอเขาในชีวิตจริงอยู่นิดเดียว...นิดเดียวจริง ๆ
ตอนเป็นตัวหนังสือเป็นข้อเขียนในเล่ม บินหลาโกนหนวดมาแล้วเรียบร้อย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
