วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เราพบกันเพราะหนังสือ โดย 'นรา'


อยู่ดีไม่ว่าดี จู่ ๆ ผมก็นึกอุตริ สร้างความยุ่งยากให้แก่ตนเอง ตามประสาคนกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ

ผมยื่นโจทย์ตั้งเงื่อนไขว่า จะเขียนแนะนำหนังสือเรื่อง ‘เราพบกันเพราะหนังสือ’ ของบินหลา สันกาลาคีรี

โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามเด็ดขาดไม่ให้พูดถึงเนื้อหาภายในว่าเกี่ยวกับอะไร

ไม่ได้พยายามจะพิสูจน์อะไรหรอกนะครับ แค่ยืนยันว่าผมเป็นพวกสติไม่เรียบร้อยเท่านั้นเอง

ระหว่างผมกับบินหลา เราพบกันเพราะหนังสือ- - ที่เขาเป็นคนเขียน ส่วนผมเป็นคนอ่าน เป็นเช่นนี้อยู่นานร่วม ๆ สิบปี

จนเมื่อปีกลายนี้เอง ผมกับเขาก็ได้เจอหน้าค่าตา คุยกัน รู้จักกัน มีโอกาสทำงานชิ้นหนึ่งด้วยกัน และกลายมาเป็นเพื่อนกัน

เขากับผมมีรสนิยมอย่างหนึ่งตรงกัน คือ เราต่างล้วนเป็นเด็กแนว...โบราณทั้งคู่

บินหลาแม่นยำในวรรณคดี หลงใหลประวัติศาสตร์ จดจำเนื้อความในพงศาวดารได้ขึ้นใจชนิดเล่าเนื้อความเหตุการณ์ปากเปล่าได้สบาย ๆ (แต่เรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน เขาขี้ลืมสุดขีด จนผมคิดว่า สามารถนำมาเขียนเป็นนิยายหนา ๆ ได้หนึ่งเรื่อง) ล่าสุดเขาพัฒนาฝีมือและแรงงานถึงขั้น ศึกษาการอ่านศิลาจารึกด้วยตนเอง

ส่วนผมเพิ่งมาบ้าดูจิตรกรรมฝาผนังได้ปีกว่า ๆ และพลอยทำให้ต้องเริ่มต้นอ่านตำรับตำราและเอกสารย้อนยุค จนท้ายที่สุด ผมก็แทบว่าจะคลานตามกันมาทางด้านการอ่านแนวทางเดียวกับเขาในระยะห่าง ๆ

บินหลาแนะนำให้ผมรู้จักกับหนังสือชุดสำคัญคือ ประชุมพงศาวดาร (มีทั้งหมด 50 เล่ม) ซึ่งเป็นคลังความรู้ขนาดใหญ่มหาศาล และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการทำงานของผม รวมทั้งยินดีแปลงร่างเป็นพี่ศิราณี ให้ผมแบกปัญหาไปปรึกษาถามไถ่อยู่เนือง ๆ ว่า หนังสือเล่มนี้ดีไหม แล้วเล่มนั้นเป็นยังไงบ้าง

วันดีคืนดีบินหลาก็มีของกำนัล เป็นหนังสือเล่มกะทัดรัด เช่น อักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล และสัพะ พะจะนะ พาสา ไท ของชอง-บาตีสต์ ปาเลอกัว (รวมกันแล้วน้ำหนักน่าจะตกประมาณ 3 กิโลกรัม) มอบให้ผมแบกกลับบ้านไปอ่านเล่น

นาทีนั้น ผมแทบอยากจะลงมือเขียนหนังสือชื่อ ‘หลังแอ่น’ ออกมาวางคู่ขนาบกับ ‘หลังอาน’ ของเขา

ครึ่งปีมานี้ บินหลาชวนผมเดินทางอยู่บ่อยครั้ง เขาเป็นคนขับ ผมเป็นผู้โดยสาร

เขาเป็นยอดนักขับรถสมกับชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนคือ ‘บินทีละหลา’ ระยะทางที่ใครและใครใช้เวลา 5 ชั่วโมง บินหลาทำเวลาราว ๆ 7 ชั่วโมงเป็นอย่างเร็วสุด นอกจากจะยึดหลักขับรถแบบปลอดภัยไว้ก่อน ควบคู่ไปกับมุ่งสู่จุดหมายปลายทางแล้ว สองข้างทาง...เป็นอีกสิ่งที่เขาใส่ใจคำนึงถึง

ต้นปีที่ผ่านมา บินหลา, พี่เรืองรอง รุ่งรัศมี, เป็นหนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์, เต้-ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ และผม (กับตุ๊กตาสมีพูห์ชื่อเด็กชายพี่หมี)เดินทางจากเชียงใหม่ไปน่าน เขาหยิบแผนที่ออกมา พลางตัดสินใจไตร่ตรองว่า จาก 3 เส้นทางที่มีอยู่ ควรจะเลือกมุ่งไปสายไหน

ครับ บินหลาเลือกเส้นที่อ้อม กินระยะทาง เปลืองเวลามากสุด และให้เหตุผลว่า ถ้าจะไปทางที่สั้นกระชับ รวดเร็ว นั่งรถทัวร์เอาก็ได้ ไม่ต้องขับรถไปเองหรอก

เหลืออีก 2 เส้นทาง คือ ไปทางอำเภอเชียงม่วน กับไปทางอำเภอเชียงคำ เขาบอกกับผมว่า

“ไปทางเชียงม่วน ชื่อก็บอกอยู่ทนโท่ว่าม่วน พวกเราสนุกแน่ ๆ แต่เส้นนี้ผมเคยไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมว่าไปทางเชียงคำดีกว่า เดี๋ยวเราค่อย ๆ คลำ ๆ หาทางให้มันม่วนขึ้นมาทีหลังก็แล้วกัน”

อันที่จริงเส้นทางเชียงใหม่สู่น่าน ผ่านทางอำเภอเชียงคำนั้น ถ้าขับรถทำเวลาจริง ๆ ล้อหมุนออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ก็สามารถถึงน่านได้ในตอนค่ำ แต่คุณบินหลาของผมแกไปได้ไกลสุดแค่ครึ่งทาง คือ จอดป้ายแค่อำเภอเชียงคำ

ไม่ใช่เพราะบินหลาบินช้าเป็นเหตุหรอกนะครับ แต่ทั้งแก๊งมีส่วนร่วมรับผิดชอบร่วมกันหมด เราเจอต้นไม้ออกดอกริมถนน ก็จอดแวะ เจอวิวข้างทางสวยหน่อยก็ร้องตะโกน เฮ้ย!! จอด จอด

คราวหนึ่งรถวิ่งผ่านถนนสายยาว สองข้างทางมีต้นเหลืองอินเดีย ออกดอกบานสะพรั่งละลานตา

บินหลาไม่เพียงแค่จอดแวะชื่นชม แต่ยังเกิดไอเดียบรรเจิด ให้ชาวคณะโพสต์ท่าถ่ายรูป เดินเข้าแถวเรียงเดี่ยวข้ามถนนเลียนแบบปกแผ่นเสียงอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles

พูดง่าย ๆ ว่า เวลาเดินทางกับบินหลา เขาใช้สิทธิและข้อได้เปรียบทุกอย่างที่การเดินทางโดยรถทัวร์ไม่อาจกระทำได้โดยครบถ้วน

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ที่นกนักเขียนตัวนี้ จะใช้เวลาบินบนหลังพวงมาลัยรถกระบะคู่ชีพ จากเชียงใหม่ไปขอนแก่น 4 คืน 5 วัน กว่าจะถึงที่หมาย

ในบทสนทนาระหว่างทางบนรถรวมแล้วหลายร้อยชั่วโมง ผมรู้สึกเหมือนเข้าชั้นเรียนหลากวิชากับครูบินหลา ทั้งโบราณคดี, ประวัติศาสตร์, ศิลปะ, การเขียนหนังสือ เรื่อยไปจนถึงการทำตัวมีสาระควบคู่กับไร้สาระ

โดยอายุและความอาวุโส ผมกับบินหลาน่าจะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน (เราต่างอุบไต๋ไม่ยอมบ่งบอกและไม่เคยมีใครเอ่ยถามวันเดือนปีเกิดของอีกฝ่าย) เชือดเฉือนกันไม่ลงว่าใครควรเป็นพี่ ใครควรเป็นน้อง แต่โดยอายุงานและความจัดเจน ผมยอมรับแบบไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่า เขาแก่วัดเกินผมไปร่วม ๆ สิบพรรษา

ใครที่เคยไปเที่ยวอยุธยา โดยมีบินหลาเป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ ย่อมเป็นพยานให้ผมได้ในความเหนือชั้นกว่าไกด์ทั่วไปอยู่หลายขุม

เขาพาลูกทัวร์ดำดิ่งย้อนหลังไปเห็นอดีตโลดเต้นมีชีวิต ด้วยจังหวะลีลาเหนือคาดหมายตลอดทุกระยะ และปิดท้ายด้วยการอธิบายฉากสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ 1 บนเจดีย์ภูเขาทองอันสูงลิบลิ่ว พร้อมกับแจกแจงให้เห็นว่า เหตุเกิดตรงจุดใดบ้างที่อยู่เบื้องล่าง

จนเมื่อเรื่องเล่ามาถึงคำพูดสุดท้าย ผมแอบเห็นว่า ผู้ฟังหลายท่านน้ำตาซึม ทุกคนเงียบอึ้งสะเทือนใจ

ในความเป็นเพื่อน ผมมีโอกาสดีเพิ่มขึ้น จนได้เห็นว่า ก่อนรับงานทำนองนี้แต่ละครั้ง เขาออกสำรวจอยุธยาล่วงหน้าเพื่อสอบทานเตรียมความพร้อมไม่น้อยกว่า 4-5 หน เข้าห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์ เพื่อย้ำความแม่นยำถูกต้องของข้อมูล และผุดความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับลีลาการนำเสนอให้น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา

ละเอียด พิถีพิถัน ถึงขนาดคำนวณว่า บริเวณใด เวลาใด ผู้ฟังเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจากอากาศอบอ้าวสู่ขีดสูงสุด เขาวางแผนจัดเตรียมน้ำมะพร้าวเย็นชื่นใจไว้บริการแบบถูกที่ ถูกเวลา และไม่มีใครคาดคิด

กระทั่งว่า พรุ่งนี้จะถึงวันเดินทาง ความคิดและการเรียกร้องสูงกับงานที่ได้รับมอบหมายก็ยังไม่เคยหยุดนิ่ง

ผมเห็นตัวอย่างการทำงานในลักษณะเอาจริงเอาจังทำนองนี้ของบินหลาอีก 2 ครั้ง

คราวแรกเป็นการขึ้นเวทีพูดคุยเกี่ยวกับการทำหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เขาบ่ายเบี่ยงเรื่อยมาว่า ขอเป็นเพียงแค่ผู้ฟัง แต่เมื่อได้รับคำยืนยันว่าต้องขึ้นเวที

สองชั่วโมงถัดจากนั้น เขานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ กำหนดวางเค้าโครงว่าจะสนทนาอย่างไร รื้อค้นหนังสือต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ตระเตรียมอุปกรณ์

นั้นเป็นการอภิปรายที่ดีที่สุดคราวหนึ่งเท่าที่ผมเคยพบ ในแง่ของการโน้มน้าวให้ผู้ฟังรู้สึกซาบซึ้งจับใจ

อีกวาระ เป็นการพูดในกิจกรรมออกค่ายของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน หัวข้อว่าด้วยการเขียน

ค่ำคืนก่อนหน้า บินหลาระบุขอให้ครูจัดหา กระป๋องนมเจาะรู น้ำผลไม้หลากสี และสารพัดสิ่งของจุกจิก ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะนำมาใช้ประกอบการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเขียนหนังสือได้อย่างไร?

และเหมือนเดิม เขานั่งขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างเคร่งเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานหลายชั่วโมง โดยไม่พูดคุยกับใคร

เมื่อเขายืนอยู่ต่อหน้าผู้ฟังในเช้าวันต่อมา มันเป็นการบรรยายเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ที่เปรียบได้กับโชว์ชั้นดี ราวกับยอดมายากลร่ายเวทมนตร์สะกดผู้ฟัง

ล่าสุด เขาเพิ่งเล่าให้ผมฟังเมื่อวันเสาร์ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ ร้านกาแฟในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ

ในค่ายนักเขียนเมื่อไม่นาน บินหลาอธิบายถึงเรื่องความสำคัญของการขัดเกลางานเขียน เสร็จแล้วก็ทิ้งช่วงให้เวลาแต่ละคนลงมือสะสางแก้ไขผลงานของตนเอง

ระหว่างนั้น บินหลาผู้ซึ่งเลี้ยงหนวดไว้เหนือริมฝีปากมาหลายสัปดาห์จนดกเฟิ้ม ก็หลบฉากไปโกนมันทิ้งจนเกลี้ยงหมดจด

กลับมาอีกครั้ง เขากล่าวกับผู้ฟังว่า “การขัดเกลางานเขียนก็คล้าย ๆ การโกนหนวด มันทำให้หน้าตารูปโฉมหรือเรื่องที่เขียน เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...ในทางที่ดีขึ้น”

หมัดเด็ดดอกนั้น น็อคผู้ฟังจนหงาย และใครต่อใครคงยากที่จะลืมได้ลง

ในวงสนทนาระหว่างมื้ออาหารคราวหนึ่ง ผมเคยเอ่ยด้วยความสงสัยว่า “ถามจริง ๆ เถอะ ตั้งแต่รู้จักกันมา ผมไม่เคยเห็นคุณลงมือเขียนหนังสือเลย คุณเอาเวลาตอนไหนมาทำงานเยอะแยะมากมาย (วะ)”

บินหลายิ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ และตอบง่าย ๆ ว่า “ตอนเช้า”

เทียบกับนักเขียนด้วยกันหรือเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ที่รู้จักแล้ว ผมจัดได้ว่าเป็นพวกตื่นเช้าพอสมควร (ประมาณ 6 โมงกว่า ๆ) แต่บินหลานั้นเท่าที่ผมทราบ ตื่นสายสุดแถว ๆ ตี 5 และนั่นเป็นเวลาที่เขาออกบินท่องทะยานในโลกของการเขียน

มีภาษิตฝรั่งกล่าวไว้ว่า “นกที่ตื่นเช้าย่อมได้หนอนเป็นอาหาร”

บินหลาคือนกตัวนั้น...ตื่นเช้า ทำงานหนัก และทำให้งานทุกชิ้นมีน้ำหนัก

ขณะที่ผมเป็นนกอีกตัว...ตื่นเช้าเพื่อจะนั่งสะลึมสะลืองัวเงีย ทำงานเบา และทำให้งานทุกชิ้นกลายเป็นเรื่องหนักใจ (ผมถือคติว่า “หนอนที่ตื่นเช้าย่อมกลายเป็นอาหารของนก”)

ตอนที่ยังไม่รู้จักบินหลา ผมอ่านงานของเขาด้วยความรู้สึกว่า เขียนเก่งเหลือเกิน

เมื่อรู้จักคบหาเป็นเพื่อนกันแล้ว ความรู้สึกที่ผมได้รับจากการอ่านหนังสือที่เขาเขียน ไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกนะครับ ยังชื่นชมเท่า ๆ เดิม

แค่บวกเพิ่มมาอีกอย่างคือ ผมเข้าใจถึงที่มาที่ไปว่า ทำไมบินหลาจึงทำงานออกมาได้ในคุณภาพอย่างที่ปรากฏ

ตอนไม่รู้จักกัน ผมเห็นอยู่แล้วว่า เขามีเทคนิค ชั้นเชิง ลีลาแพรวพราว แต่ในความเป็นเพื่อน ผมเห็นว่า เขาซ้อมหนัก มุ่งมั่น และอ่านเกมล่วงหน้ามากกว่าปกติทั่วไปถึงสองชั้นสามชั้นอยู่ตลอดเวลา

บินหลาบอกผมถึงหลักการง่าย ๆ เกี่ยวกับการเขียนหนังสืออยู่ 3 ข้อ ซึ่งเขาเรียนรู้จากการอ่านผลงานยิ่งใหญ่ชื่อ ‘ศิลปะคืออะไร?’ ของลีโอ ตอลสตอย

เขาเปิดเผยเคล็ดวิชานี้ให้กับผมโดยไม่ปิดบังอำพรางว่า เมื่อจะลงมือเขียน ให้ตั้งคำถามว่า จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรให้มีคุณค่าน่าสนใจ? จะเขียนมันอย่างไรให้น่าอ่าน? และทั้งสองข้อนั้นบวกรวมกันแล้ว มีอะไรเป็นความใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน?

‘เราพบกันเพราะหนังสือ’ มีหลัก 3 ข้อในการเขียนที่เขาเล่าให้ผมฟัง, มีผลสืบเนื่องจากการใช้ชีวิตในแบบของเขา, และมีทุกสิ่งทั้งหมดที่ผมเล่ามาแฝงอยู่ในนั้นครบถ้วน

มันแตกต่างจากที่ผมพบเจอเขาในชีวิตจริงอยู่นิดเดียว...นิดเดียวจริง ๆ

ตอนเป็นตัวหนังสือเป็นข้อเขียนในเล่ม บินหลาโกนหนวดมาแล้วเรียบร้อย

ชกข้ามรุ่น โดย 'นรา'


ถ้าเปรียบการอ่านหนังสือเหมือนขึ้นเวทีชกมวย ผมมีโอกาสแบกน้ำหนักชกข้ามรุ่น ปะหมัดประลองฝีมือกับนิยายเรื่อง East of Eden ของจอห์น สไตน์เบ็คมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง

ผลการชกนั้น ทุกไฟต์ผมไม่เคยยืนต้านได้ครบยก เผชิญหน้ากันไม่ทันไร ผมก็โดนสอยร่วงหลับกลางอากาศ ถูกหามลงจากเวทีในสภาพบอบช้ำเละเทะ

พูดง่าย ๆ คือ ผมไม่เคยอ่านนิยายเรื่องนี้จนจบ และถอดใจยอมแพ้กลางคันอยู่เป็นประจำ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา แต่ที่บ่อยครั้งสุดคือ อ่านไม่ผ่านจุดบริเวณสำคัญ กระทั่งสมาธิแตกซ่าน ไม่เข้าใจ

แต่การอ่านมีเงื่อนไขดีกว่าต่อยมวยอยู่บ้าง ตรงที่เมื่อแพ้แล้ว ใช้เวลาพักฟื้นฝึกซ้อมเรียกความฟิตอีกไม่นาน ก็สามารถหวนย้อนกลับไปแก้มือได้อีก โดยไม่ถือว่า ที่เคยพ่ายแพ้มา เป็นการหมดสภาพหรือเสียมวย

และสามารถอ่านไปโดนน็อคไป โดยไม่เกิดผลร้ายข้างเคียงเหมือนอย่างนักมวยเกิดอาการเมาหมัด

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ว่างหรือสบโอกาสเหมาะคราวใด ผมก็มักจะขึ้นเวทีไปให้ลุงจอห์น สไตน์เบ็ค แกถลุงเล่นแบบมวยคนละชั้น กระดูกคนละเบอร์

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมนึกฮึกเหิมอย่างไรก็ไม่ทราบ จึงท้าชกกับ East of Eden อีกแบบไม่เจียมสังขาร ไม่ประมาณฝีมือ

ยกแรก ผมตีวนวงนอกแบบไม่ผลีผลาม ผู้เฒ่านักเขียนปล่อยหมัดแย็บเบา ๆ เป็นการรบกวน ด้วยการพรรณนาถึงทัศนียภาพของหุบเขาสลีนัส แวลลีย์ เนิบช้าใจเย็น

เป็นลีลาง่าย ๆ แต่ถี่ถ้วนรัดกุม เห็นภาพแจ่มชัด ตั้งแต่ต้นไม้ใบหญ้า พืชไร่ ผืนดิน และลมฟ้าอากาศ

ครบยกเซียนพนันออกราคา ให้สไตน์เบ็คเป็นต่อนิด ๆ แต่ผู้สันทัดกรณีเชื่อว่า แชมป์ยังออมฝีมือออมกำลัง เพื่อเลี้ยงคู่ต่อสู้ไว้ดูเล่น รอเชือดในยกถัด ๆ ไป

ยกที่สอง สไตน์เบ็คเริ่มรุกประชิด ออกหมัดขู่เป็นระยะ ๆ เขาสร้างตัวละครไซรัส ทรัสค์ พ่อจอมเฮี้ยบ กับลูกชายสองคนคือ แอดัมกับชาลส์

หมัดนี้ของยักษ์ใหญ่แห่งโลกวรรณกรรมวูบวาบน่ากลัว มันสาธยายถึงพื้นเพหนหลังของบรรดาตัวละครหลัก ๆ ความซับซ้อนในจิตใจ อันเป็นพื้นฐานไปสู่พฤติกรรมหนักหน่วงในบทต่อ ๆ มา

เขาทำให้ผมสับสนอยู่บ้าง เมื่อตัวละครเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับหุบเขาสลีนัส แวลลีย์ในบทแรก ๆ เลยสักนิด

ผมยังพอรับมือกับการจู่โจมต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แต่ทันใดนั้นเองก็เจอหมัดตรงแย็บสวนแหวกการ์ดที่ตั้งไว้รัดกุมจนหน้าหงาย สไตน์เบ็คใช้วิธีตัดสลับไปเล่าแนะนำตัวละครอื่นคือ แซมมวล แฮมิลตัน ราวกับกำลังจะเขียนนิยายอีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันเลย

ระฆังตีหมดยก พี่เลี้ยงผมแนะนำแก้ทางมวยว่า อย่าหลงไปตามกับดักของคู่ชก ถึงตอนนี้ ราคาต่อรองไม่ได้เล่นพนันว่าใครจะแพ้ใครจะชนะแล้ว แต่เดิมพันกันว่า ผู้ท้าชิงอย่างผมจะยืนระยะรอดจากการถูกน็อคได้ถึงยกไหน

ยกที่สาม สไตน์เบ็คเริ่มเครื่องร้อน ปล่อยหมัดสาวหมัดออกมาเป็นชุด ๆ เขาร่ายมนต์สะกด ด้วยการเทียบเคียงเรื่องราวความสัมพันธ์ทั้งรักระคนเกลียดชัง ระหว่างสองพี่น้อง แอดัมกับชาลส์ เทียบเคียงกับนิทานจากคัมภีร์ไบเบิล ว่าด้วยเรื่องเคนกับอเบล (สองพี่น้องมอบของขวัญให้แก่พระผู้เป็นเจ้า ทรงโปรดปรานในสิ่งที่อเบลสรรหามามากกว่า ด้วยอารมณ์ริษยาน้อยใจ เคนจึงฆ่าน้องชายโดยอารมณ์ชั่ววูบ และถูกพระเจ้าสาปให้ต้องร่อนเร่โดดเดี่ยวตามลำพังชั่วชีวิต พร้อมทั้งเครื่องหมายติดตัว ให้เป็นเป้าแห่งการเกลียดชังของผู้พบเห็น นับแต่นั้นมา มนุษย์ก็มีบาปกำเนิดติดตัว)

ผมผ่านยกที่สามมาได้เพราะระฆังช่วย โหนกแก้มเริ่มบวมช้ำ ตาของซ้ายเริ่มปิด มองเห็นทุกอย่างพร่าเลือน

ผมเชื่อว่า สไตน์เบ็คตั้งใจพิชิตศึกให้เด็ดขาดในยกที่สี่ เขารัวหมัดถี่ยิบ สร้างอีกตัวละครหนึ่งคือ แคธีหญิงสาวผู้มีเปลือกนอกสวยบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่จิตใจชั่วร้ายน่าสะพรึงกลัวอย่างไม่มีใดเปรียบ

ผมเคยเผชิญหน้ากับ ‘นังตัวร้าย’ ผ่านหนังและวรรณกรรมมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่เปรียบเทียบเคียงกัน ไม่เคยมีใครเลือดเย็นอำมหิตและเจ็บป่วยทางจิตเท่ากับแคธี

ยิ่งไปกว่านั้น สไตน์เบ็คยังทำให้สัตว์ประหลาดอย่างแคธี แลดูจริงและไม่แบน เต็มไปด้วยความซับซ้อนในใจ หนักแน่นน่าเชื่อถือ
และต่อยผมจนกระทั่ง ลงไปนอนกองให้กรรมการนับแปด เมื่อผู้อ่านรู้จักแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวละครนี้อย่างถี่ถ้วน แต่คงเป็นการบังอาจเหิมเกริมมากทีเดียว หากใครจะกล้าพูดว่า เข้าใจหรืออ่านออกว่า เนื้อแท้แล้วแคธีเป็นคนอย่างไร

พักยก พี่เลี้ยงเกลี้ยกล่อมให้ยอมแพ้ ผมหนื่อยและเจ็บเกินกว่าจะหลุดคำพูดใด ๆ ออกมา จึงได้แต่สั่นหน้าปฏิเสธ

ยกที่ห้า สถานการณ์ของผมนั้นยิ่งเลวร้ายและน่าสยดสยอง สไตน์เบ็คกระหน่ำผมไม่ยั้ง เหี้ยมเกรียม ดุดัน และปราศจากความปราณี เขาเล่าเรื่องการฆาตกรรม, การทรยศหักหลัง, พฤติกรรมต่ำช้าของแคธี, การแก้แค้นจากชายโฉดที่เล่นงานสาวสวยใจโหดตกอยู่ในอาการปางตาย แล้วผูกสถานการณ์ให้แคธีพบกับแอดัม หลอกให้เราเชื่อว่า สิ่งดีงามกำลังจะเกิด แต่แล้วกลับทิ้งท้ายชนิดช็อคความรู้สึกอย่างรุนแรง

แคธีเล่นบทตีสองหน้า ด้านหนึ่งเป็นหญิงสาวซื่อใสไร้เดียงสา อีกด้านหนึ่งเป็นบทนางมาร เธอหลับนอนกับชาลส์ผู้เป็นน้องชายของแอดัม (และเป็นไปได้ว่าทั้งคู่อาจมีลูกด้วยกัน) จากนั้นเมื่อตั้งท้องก็พยายามทำแท้งตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ และคลอดลูกเป็นฝาแฝด โดยไร้สัญชาติญาณความรักของเพศแม่

สไตน์เบ็ค ทิ้งหมัดเด็ด แล้วเดินหันหลังเข้ามุม โดยไม่จำเป็นต้องดูสภาพของคู่ชกอย่างผม แคธีใช้ปืนยิงแอดัม และทิ้งลูกทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าจากไปเป็นโสเภณีโดยเจตนา

ถึงตอนนี้ผมหูอื้อตาพร่า แทบไม่รู้ตัวว่ารอดพ้นมรสุมหมัดในยกที่แล้วมาได้ยังไง ผู้ชมจำนวนหนึ่งเริ่มตะโกนและบอกกล่าวต่อกันว่า นี่ไม่ใช่กีฬาชกมวยเสียแล้ว แต่เป็นการฆาตกรรมบนเวทีโดยแท้

แพทย์สนามขึ้นมาตรวจดูอาการของผม แล้วทำหน้าเคร่งเครียดกังวล ก่อนจะอนุญาตให้ชกต่อได้

ผมคิดว่า นาทีนั้น สายตาแข็งขันยืนยันว่าพร้อมสู้ คือ สิ่งเดียวที่ทำให้หมอใจอ่อน ยอมให้โอกาสสุดท้ายแก่ผม

ยกที่หก ท่าทีของสไตน์เบ็คเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม แทนที่จะบดขยี้ปิดเกม กลับทำตรงกันข้าม หลายครั้งหลายหน ผมคิดว่า ไม่ต้องโดนหมัดเต็ม ๆ หรอก แค่ลมที่เกิดจากการเงื้อเหวี่ยงออกหมัดวืดวาดเฉียดใกล้ ก็สามารถโค่นผมล้มลงได้ง่ายดาย

แต่แชมป์กลับใช้หมัดทั้งซ้ายทั้งขวา ทำทีเป็นต่อย ทว่าแท้จริงแล้วอุ้มประคองให้ผมทรงกายอยู่ได้ ลุงสไตน์เบ็ค เล่าถึงภาวะหดหู่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิตของแอดัมส์ และการเกิดใหม่ทางจิตวิญญาณอีกครั้ง โดยวิธีกระตุ้นเร้าแปลก ๆ จากเทวดาในร่างของชาวไร่อารมณ์ดีชื่อแซมมวล (ซึ่งเบื้องต้นดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย)

ช่วงหนึ่งที่ผมโผเข้าคลุกวงใน ใช้สองแขนโอบรัดคู่ต่อสู้ไว้แน่น และถือโอกาสทิ้งน้ำหนักพิงร่าง ผ่อนเรี่ยวแรงอ่อนล้าที่ปลายเท้า ลุงสไตน์เบ็คแกกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูว่า “ใจเย็นไว้ ไอ้ลูกชาย เอ็งอย่าเพิ่งล้ม”

คำกระซิบนั้น เล่าผ่านเหตุการณ์ถกสนทนาระหว่างสามตัวละครสำคัญ ย้อนกลับไปยังนิทานเรื่องเคนกับอเบล ในคำสาปของพระเจ้า

คัมภีร์หลายฉบับแปลความคำพูดหนึ่งไว้ไม่ตรงกัน

ตำราหนึ่งระบุว่า “เจ้าจงเอาชนะบาป” อีกตำราแย้งว่า “เจ้าต้องเอาชนะบาป”

อย่างแรกนั้นเหมือนคำมั่นสัญญา คลับคล้ายว่า ไปเผชิญหน้ากับมันแล้วมนุษย์จะเป็นฝ่ายชนะ ความหมายหลังนั้นเหมือนการออกคำสั่ง ว่ามนุษย์นั้นมีภารกิจหน้าที่ต้องต่อสู้กับความชั่วร้าย

ลุงสไตน์เบ็คแกให้ตัวละครทุ่มเถียงว่า แท้จริงแล้วที่ถูกต้อง พระเจ้าตรัสไว้อย่างไร จนกระทั่งค้นพบอีกความหมายหนึ่งแปลไว้ว่า “เจ้าน่าจะเอาชนะบาป”

มันไม่ใช่ทั้งคำมั่นสัญญา และไม่ใช่ทั้งคำสั่ง แต่เป็น ‘ทางเลือก’

ตรงนี้แหละครับที่เป็นหัวใจของเรื่องราวทั้งหมดในอภิมหานิยาย East of Eden ซึ่งสะท้อนถึงความดีและความเลวที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน และมนุษย์นั้นยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ผ่านยุคสมัยความผันผวนครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่ถูกทำลายย่อยยับไปเสียก่อน ก็เพราะว่ามนุษย์นั้นมีทางเลือกว่า จะทำความดี (หรือไม่ทำ) เพื่อต่อสู้เอาชนะบาป แม้ว่าจะหนักหนาสาหัสยากเย็น แต่มนุษย์ก็มีสิทธิและทางเลือกนั้นอย่างเต็มเปี่ยม

ช่วงพักยก ร่างกายผมเหมือนได้รับการฟื้นฟู ถึงตรงนี้ผมมั่นใจแล้วว่าสามารถยืนได้ครบยก ลุงสไตน์เบ็คแกใจดีเกินกว่าจะน็อคผม
ยกที่เจ็ด แปด เก้า สิบ ลุงสไตน์เบ็คต่อยแบบชกโชว์ ด้วยท่าทีผ่อนคลาย บางขณะก็อวดลวดลายเย้าหยอก บางทีก็โชว์ฟุตเวิร์คพลิ้วไหวแบบมวยเหนือชั้น บางจังหวะก็บุกประชิดเข้ามาเพื่อเทศนาสั่งสอน พอเห็นผู้ชมเริ่มเบื่อเพราะเกมการชกคลายความดุดัน ก็สลับฉากด้วยการออกหมัดงาม ๆ อย่างจัง ๆ เรียกเสียงฮือฮา

เรื่องราวถัดจากนั้น มีทั้งความเศร้าที่งดงาม การตอกย้ำแนวคิดแก่นเรื่องอย่างหนักแน่น การผูกวางเค้าโครง คล้าย ๆ จะย่ำซ้ำรอยเดิม แต่แล้วก็คลี่คลายหาทางออกเบนไปอีกทางอย่างน่าทึ่ง

มีสำนวนภาษาเฉียบแหลมคมคาย มีอารมณ์ขันแบบช่างเหน็บแนมเสียดสี มีเรื่องหักเหลี่ยมหักหลังชิงไหวชิงพริบ มีเรื่องรักจับจิตจับใจแพรวพราวอยู่แทบทุกหน้ากระดาษ รวมทั้งตัวละครรุ่นลูกเปี่ยมเสน่ห์อย่างคู่ฝาแฝด แคลกับเอร็อน

รายแรกนั้นมีเสน่ห์ขโมยหัวใจผู้อ่านไปจนหมด ส่วนคนหลังมีเสน่ห์ดึงดูดตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง

ในยกที่สิบนั้นเอง ลุงสไตน์เบ็คก็แสดงความเป็นมืออาชีพ ซัดผมจนน่วมอย่างไม่ปราณี ด้วยหมัดชุดที่กระหน่ำมาอย่างไม่ยั้งและไม่นับจำนวน มันนำไปสู่บทสรุปที่เข้มข้น สะเทือนอารมณ์ และน่าตระหนกตกใจ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นบทส่งท้ายที่โดยเหตุการณ์แล้ว มืดหม่นหดหู่สิ้นหวัง

แต่แชมป์ก็ยังคงเป็นแชมป์ผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน พร้อม ๆ กับที่บดขยี้ทำร้ายความรู้สึกของผู้อ่านแบบเหี้ยมเกรียม นิยายเรื่องนี้ก็ลงเอยด้วยแสงสว่างแห่งความหวัง

และพร้อม ๆ กับที่ผู้อ่านอาจต้องเสียน้ำตาสะเทือนใจ บรรทัดท้าย ๆ ก็หยิบยื่นถ้อยคำสั้น ๆ ที่ผันเปลี่ยนเป็นอารมณ์ปิติสุข เกิดรอยยิ้ม และสั่นคลอนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างรุนแรง

การชกสิ้นสุดลง ผมยืนครบยก และแพ้คะแนนขาดลอยหลุดลุ่ย บอบช้ำเจ็บหนักไปอีกนาน

แต่ผมก็คิดว่า ในการชกทั้งสิบยก ผ่านการโดนอัดด้วยหมัดแย็ป หมัดฮุค หมัออัปเปอร์คัท เข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ในร่างกาย ตลอดทั้ง 900 กว่าหน้ากระดาษนั้น ลุงสไตน์เบ็คไม่ได้ทำให้คู่ชกเจ็บตัวฟรี ๆ หรอกนะครับ

มีบทเรียนอันล้ำค่าและยิ่งใหญ่ ทั้งทัศนคติในการมองโลก แง่คิดคติธรรม และความงาม มากพอที่จะทำให้ผู้อ่านแข็งแรงและเติบโตผิดแผกจากเดิม

ผมไม่บังอาจกล้าใช้คำว่า เป็นนิยายที่อ่านแล้วเปลี่ยนชีวิตหรอกนะครับ

แต่ผมมั่นใจอย่างหนึ่งว่า ขึ้นเวทีชกครั้งต่อไป บทเรียนที่ได้รับจาก East of Eden จะช่วยให้ผมต่อยดีขึ้น และแพ้ยากกว่าที่ผ่าน ๆ มา

นี่เป็นหนึ่งในน้อยครั้งของชีวิต ที่ผมขึ้นเวทีชกผ่านการอ่าน แล้วแพ้ยับเยินแต่รู้สึกบรมสุขเหลือเกิน

กลับมาแล้ว (จริง ๆ?) โดย 'นรา'


ผมไม่เคยผิดนัดกับผู้อ่านเนิ่นนานกระจุยกระจายและเสียสุนัขถึงเพียงนี้มาก่อนเลยนะครับ

หลังจากสัญญาตกปากรับคำไว้หนักแน่นมั่นเหมาะ ผมก็ล่องหนหายเข้ากลีบเมฆไปหลายกลีบ แทบว่าจะหาทางกลับไม่เจอ

แจกแจงสาเหตุความนัยทั้งหมดได้สั้น ๆ แค่ว่า ผม ‘หลงทาง’

คือ เพลิดเพลินเลยเถิดไปกับการเดินสายเที่ยววัดดูโบราณสถานแบบติดพันและบานปลาย


เดิมทีผมสนใจแบบมีกรอบกำหนดแน่ชัดว่า จะเลือกดูเฉพาะจิตรกรรมฝาผนัง

แต่ต่อมาไม่นาน ผมพบว่า เพื่อจะให้เข้าถึงซาบซึ้งจริง ๆ ผมควรจะขยายขอบเขตความสนใจไปสู่ศิลปะไทยแขนงอื่น ๆ ด้วย

เริ่มทดลองตระเวนดูลวดลายปูนปั้น, พระพุทธรูป, โครงสร้างของโบสถ์วิหาร, เจดีย์, สีมา, หน้าบัน, พระปรางค์, ธรรมาสน์เทศน์ ฯลฯ

ระยะแรกผมคิดว่า เหล่านี้คงเป็นแค่ส่วนเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ ทว่ารู้ตัวอีกที เหมือนลงทะเบียนเรียนเพิ่มอีกหลายวิชาไปเรียบร้อยแล้ว

กล่าวคือ พอดูไปได้สักพัก ก็เกิดอาการหมกมุ่นหลงใหล เข้าขั้นติดงอมแงม

ชีวิตยุ่งเหยิงอยู่แล้วของผมจึงปั่นป่วนทวีคูณ ด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้น แต่มีเวลาเท่าเดิม มิหนำซ้ำยังมีจำนวนงานที่ต้องทำมากขึ้นอีกเล็กน้อย แถมท้ายด้วยภาระต้องขัดเกลาต้นฉบับสำหรับเตรียมรวมเล่มอีก 2 โครงการ


นี่ยังไม่นับกิจธุระทั้งเรื่องปลีกย่อยและเรื่องสำคัญเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวในบางขณะ ซึ่งดึงเอาเวลาไปเยอะพอสมควร


อย่าว่าแต่ความฝันอยากจะเขียนเรื่องสั้นหรือนิยาย ที่ต้องมีอันชะงักหยุดนิ่งไม่คืบหน้าไปไหนเลยนะครับ ลำพังแค่คอลัมน์ประจำที่รับผิดชอบอยู่ ผมก็ผ่านมาได้อย่างหวุดหวิดจวนเจียนเต็มที ในสภาพร่อแร่รุ่งริ่ง


พูดได้อีกแบบเหมือนกันว่า ครึ่งปีมานี้ ผมทำตัวขยันสุดเมื่อเทียบกับตลอดชีวิตที่ผ่านมา


แปลกและเหลือเชื่อตรงที่ ยิ่งขยันเท่าไร กลับยิ่งไม่อาจปลีกตัวมาทำตามสัญญา จนบางทีก็รู้สึกว่า เหมือนเวลาในชีวิตขาดหายไปดื้อ ๆ วันละห้า-หกชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ


ผมตื่นช่วงระหว่าง หกโมงถึงเจ็ดโมงเช้า ทุกวัน


ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จสรรพ ก็ต้มน้ำชงกาแฟ และเริ่มลงมือเขียนหนังสือ


วันจันทร์ พุธ ศุกร์ ผมใช้เวลาเขียนไม่นาน เต็มที่มากสุดก็แค่ 2 ชั่วโมง จากนั้นก็รีบออกจากบ้าน เดินทางเข้าออฟฟิศ

ออฟฟิศของผมมีอยู่ 3 แห่ง คือ หอสมุดกลาง จุฬา, ธรรมศาสตร์ และศิลปากร

จะเข้าออฟฟิศไหน ขึ้นอยู่กับความจำเป็นเร่งด่วนในการค้นข้อมูลขณะนั้น แต่ละแห่งมีจุดเด่นส่วนดีแตกต่างกันอยู่

ผมประจำการอยู่ที่ออฟฟิศ จนกระทั่งใกล้เวลาปิด เฉลี่ยแล้วก็ราว ๆ ทุ่มครึ่งถึงสองทุ่ม ถึงบ้านก็หมดแรง ล้มพับ หลับสนิท กรนสนั่น ฝันสนุก

ระหว่างอยู่ออฟฟิศ ผมไม่ได้เขียนหนังสือเลยสักตัว แต่ใช้เวลาให้หมดไปกับการถ่ายเอกสาร และสำรวจรื้อค้นหนังสือต่าง ๆ เป็นงานหลัก

อานิสงส์ผลบุญจากการเข้าห้องสมุด ส่งผลให้ผมเลิกเชื่อมั่นศรัทธาในการหาข้อมูลจากเว็บไซต์โดยเด็ดขาด

นี้หมายถึงเฉพาะข้อมูลในพากย์ภาษาไทยนะครับ ส่วนข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นอีกกรณี แต่งานของผมในระยะหลังเกี่ยวโยงกับข้อมูลไทยล้วน ๆ

ข้อมูลในเว็บกับหนังสือเป็นเล่ม ๆ มีความละเอียดถี่ถ้วน (และถูกต้องแม่นยำ) แตกต่างกันเป็นคนละโลกเลยทีเดียว

รายได้ทั้งหมดของผม หกสิบเปอร์เซ็นต์หมดไปกับค่าถ่ายเอกสาร บ่อยครั้งที่คำนวณแบบหักลบกำไรขาดทุนแล้ว

งานหลายชิ้น มีต้นทุนสูงกว่าค่าเรื่องที่ได้รับ แบบเทียบกันไม่ได้

แต่ผมคิดเสมอว่า ได้กำไร คือ ได้ทั้งงานที่พึงพอใจ, ได้เรียนรู้เพิ่มเติม และได้หนังสือดี ๆ เป็นโบนัสแถมพก

ส่วนวันอังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ เป็นเวลาทำงานเขียนแบบเต็ม ๆ

เต็ม ๆ ในที่นี้ หมายถึงเขียนตั้งแต่เริ่มตื่นนอน ไปสิ้นสุดยุติประมาณเที่ยง

เคยพยายามฝืนทำให้นานกว่านี้ แต่หมดสภาพ มึนตึ้บ ปวดหัว คิดอะไรไม่ออก และอ่อนล้าสุดขีด

ร่างกายอนุญาตให้เขียนได้ไม่เกินวันละหกชั่วโมงเท่านั้นนะครับ

หลังเที่ยงเป็นต้นไป คือ ช่วงขัดเกลาแก้ไขต้นฉบับ

ผมไม่ได้แก้งานโดยนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ใช้วิธีเดินเล่นหรือนอนเล่น นึกทบทวนถึงข้อเขียนที่เพิ่งเสร็จ ค้นหาจุดอ่อนรอยโหว่ และพยายามขัดเกลาขั้นแรกในความคิด ก่อนจะลงมือจริงในเช้าวันต่อไป (ส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วง 1 ชั่วโมง ก่อนไปห้องสมุด)

แดดร่มลมตกในแต่ละวัน เป็นเวลาสำหรับการอ่าน

พูดได้ว่า ปีนี้ชีวิตการเป็นนักอ่านของผม เละแหลกละเอียดยิ่งกว่าที่ผ่าน ๆ มา

ผมอ่านงานจำพวกวรรณกรรมได้น้อยมาก สมองมันไม่ค่อยรับ ที่อ่านได้หนักเอียงไปทางเรื่องประวัติศาสตร์และโบราณคดีเสียมากกว่า

แต่เรื่องที่ผมสนใจ ล้วนมีเนื้อหาจริงจัง อ่านยาก ความคืบหน้าในการอ่านจึงขยับเคลื่อนค่อนข้างล่าช้า

สวนทางกลับจำนวนหนังสือที่ต้องอ่าน ซึ่งงอกเงยทวีเพิ่มอย่างรวดเร็วและมากมาย

ถึงตอนนี้ ตัวเลขจำนวนหนังสือที่ต้องอ่าน น่าตกใจและน่าหนักใจนะครับ ประมาณหนึ่งพันเล่ม

และพร้อมจะพุ่งพรวดพราดเป็นพันห้าร้อยเล่ม ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ผมอ่านจบจริง ๆ เพียงแค่ 20-30 เล่มเท่านั้นเอง ใกล้เคียงกับเป้าหมายเหลือเกิน

ระยะหกเดือนที่ผ่านมาของผม อยู่ในร่องรอยตารางการใช้ชีวิตทำนองนี้ มีเว้นบ้างบางขณะที่เดินทางไปเปิดหูเปิดตา ดูรูปเขียนตามวัด ส่วนใหญ่เป็นต่างจังหวัด

จนถึงขณะนี้ รูปแบบการใช้ชีวิตและทำงานของผมยังคงขรุขระไม่ลงตัว ต้องค่อย ๆ คลายปมยุ่งเหยิง สะสางปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ไม่หยุดหย่อน

ปัญหาสำคัญก็คือ นิสัยจอมโปรเจกต์ พร้อมที่จะผุดงอกโครงการอะไรต่อมิอะไรอยู่ตลอด และลงมือปฏิบัติจริงได้ไม่ทัน ถูกความคิดตะกละทิ้งห่างไกลออกไปทุกที

การงานที่คั่งค้าง ทั้งโครงการระยะสั้นระยะยาว ทั้งงานที่เขียนค้าง งานที่เขียนเสร็จแล้ว (ทว่ายังไม่ได้ชำระสังคายนาให้เป็นที่พึงพอใจ) และงานที่กำหนดวางเค้าโครงเสร็จ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ

หยิบทั้งหมดออกมาวางกองรวมกัน อาจเทียบได้กับห้องหับที่มีข้าวของสัมภาระรกรุงรังเลยทีเดียว

พูดอีกแบบ หากเปรียบงานเหล่านี้เป็นหนี้สิ้น สภาพของผมก็ร่ำ ๆ ว่าใกล้จะโดนฟ้องล้มละลาย

แค่เล่าสู่กันฟังคล้าย ๆ จะบ่นนะครับ แต่แท้จริงแล้ว ผมยืนยันได้ว่า เหตุการณ์โกลาหลที่เกิดขึ้น เป็นช่วงหนึ่งในชีวิตที่ผมมีความสุข

เวลามันมักจะสั้นและผ่านไปเร็วเสมอ

สำหรับผมแล้ว เร็วชิบเป๋งเลย เหมือนแค่กระพริบตา หกเดือนก็ผ่านพ้นไป

ผมกลับมาแล้วนะครับ ครั้งนี้กลับมาจริง ๆ กลับมาแบบไม่กล้าสัญญิงสัญญาอะไรกันอีก

สัญญาไว้แต่ทำไม่ได้จริงครั้งที่แล้ว สอนให้ผมรู้ว่า อย่าเที่ยวได้พร่ำพูดคุยโม้แทนการทำงาน แต่ควรให้งานนั้นอธิบายทุก ๆ อย่างแทนตัวเรา

จบแบบมีคติธรรมด้วยแฮะ!

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

รายงานตัว ‘ว่าหายหัวไปไหนมา’ โดย "นรา"


ปี 2552 ที่ผ่านมา ผมหายหัวหายตัวไปเกือบทั้งปี ด้วยสารพัดเหตุผล

แรกสุดเป็นเพราะผมตระเวนดูจิตรกรรมฝาผนัง ใช้ชีวิตแบบ ‘หันหน้าเข้าหาวัด’ เป็นชายสามสิบสามโบสถ์ เพลิดเพลินไปหน่อย

ถัดมา เครื่องคอมพิวเตอร์คู่ทุกข์คู่ยากของผม ชื่อคุณ “พิมพ์ดีด” ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคชรา ออกอาการรวน ทำท่าไม่ค่อยจะดี และอาการของมันก็หนักหนาสาหัสมากขึ้นตามลำดับ

จนวันหนึ่ง ผมก็ตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่เป็นโน้ตบุ๊ค ไว้ใช้ราชการสำรอง

เท่านั้นเอง คุณพิมพ์ดีด มันก็ร้องลั่นว่า “ใช่ซี้”ประชดชีวิต ตัดพ้อ น้อยใจ แล้วก็ดับสนิท ตายจากกันเป็นการถาวร

ทิ้งผมกับคุณ “ปุยนุ่น” (คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ซึ่งหนักชิบเป๋งเลย) เผชิญชีวิตกันตามยถากรรม

ปุยนุ่นนั้นยังอ่อนต่อโลก จึงมีปัญหาเชื่อมต่อินเตอร์เน็ตไม่ได้ เวลาจะส่งงานส่งต้นฉบับแต่ละครั้ง ผมจึงมีสภาพเหมือนลงจากดอยแวะเข้าเมือง ไปทำกิจธุระ

นั่นเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมฉกฉวยมาใช้เป็นข้ออ้างบังหน้าแทนคำว่า ‘ขี้เกียจ’ จนกระทั่งไม่สามารถอัพเดตบล็อกได้ถี่บ่อย

หรือพูดให้ตรงกว่านั้น คือ ปล่อยบล็อกทิ้งไว้ฝุ่นจับเหมือนบ้านร้าง

อย่างไรก็ตาม เหตุผลใหญ่สุดคือ ชีวิตผมเกิดเหตุยุ่งเหยิงอีรุงตุงนุง จนหลายครั้งตกอยู่ในสภาพ ‘โงหัวไม่ขึ้น’

มีทั้งเรื่องรับนิมนต์ออกไปพบผู้คนและงานอื่น ๆ นอกเหนือจากราชการประจำ, การย้ายออฟฟิศใหม่ จากเดิมที่เคยปักหลักเขียนหนังสืออยู่บ้าน ผมเปลี่ยนมาเป็นเขียนหนังสือในห้องสมุด

รวมทั้งเหตุการณ์ ‘งานเข้า’ ใหญ่ ๆ 2 จ๊อบ

งานแรกคือ การทำหนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ อาว์ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ร่วมกับบินหลา สันกาลาคีรี, วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และธวัชชัย พัฒนาภรณ์

งานถัดมาคือ เย็นวันหนึ่ง คุณวรพจน์แกคุยกับผมในร้านกาแฟ ตรงหน้าวัดธาตุทอง

ตามประสาคนขรึม ไม่ช่างพูดช่างเจรจา เขากับผมคุยกันตั้งแต่ราว ๆ ห้าโมงเย็นจนถึงสามทุ่มครึ่ง

คุยกันจนร้านกาแฟปิด พนักงานเก็บของ ปิดร้าน ดับไฟ กลับบ้านไปแล้ว ผมสองคนก็ยังคุยกันต่อตรงที่เดิม ท่ามกลางความมืดตึ้ดตื๋ออีกนาน

หัวข้อประเด็นนั้นมีสารพัด ตั้งแต่แง่มุมหยุมหยิมปลีกย่อยอย่างสภาพดินฟ้าอากาศ ไปจนถึงเรื่องการใช้ชีวิต

ท่ามกลางประเด็นอันหลากหลาย เรื่องหลักประจำเย็นวันนั้นก็คือ เรื่องของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์

มันเริ่มตรงที่ผมเกริ่นไม่จริงจังนักว่า อยากเขียนบทความเกี่ยวกับอาจารย์เฟื้อ

อาจารย์เฟื้อเป็นไอดอล เป็นฮีโร่ของผมนะครับ ยิ่งเมื่อมาหลงใหลดูจิตรกรรมฝาผนังด้วยแล้ว ผมก็ยิ่งเกิดศรัทธาชื่นชมในชีวิตและงานของบรมครูท่านนี้เพิ่มพูนกว่าเดิม

ผลก็คือ วรพจน์ค่อย ๆ ตะล่อมโน้มน้าวเกลี้ยกล่อมผมอย่างแนบเนียน

มารู้ตัวอีกที วันรุ่งขึ้น ผมก็เริ่มลงมือเขียนถึงอาจารย์เฟื้อ

จากแผนเดิมที่กำหนดไว้ว่า จะขึ้นโครงด้วยวัดระฆังเป็นหลัก แล้วสอดแทรกเกร็ดชีวิตอาจารย์เฟื้อลงไปในเรื่องราวเหล่านั้น

กลับกลายเป็นว่า ผมเขียนถึงอาจารย์เฟื้อเป็นหลัก โดยมีเรื่องราวเกี่ยวกับวัดระฆังเป็นส่วนเสริมบทแทรก

บานปลายนะครับ จากเดิมที่คิดว่าจะเขียนเรื่องอาจารย์เฟื้อประมาณ 2-3 ตอนจบ เป้าหมายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นซีรีส์ยาวเหยียดราว ๆ 20 ตอนจบ

ล่าสุดผ่าน 20 ตอนไปเรียบร้อยแล้ว และต้องขยายขอบเขตเป็น 30 ตอน (โดยหวังว่าจะจบ)

งานเขียนเกี่ยวกับอาจารย์เฟื้อ กลายเป็นอีกปัจจัยหลัก ทำให้ผม ‘โงหัวไม่ขึ้น’ อย่างแท้จริง

เริ่มต้นผมคิดว่าไม่น่าจะยาก แค่ตะลุยเข้าห้องสมุดค้นข้อมูล นั่งอ่าน แล้วลงมือเรียบเรียงเขียนขึ้นใหม่

ผมมาเจอปัญหา หลังจากลงมือเขียนบทแรก ๆ ไปแล้ว

ปัญหาแรกคือ ข้อมูลนั้นมีอยู่ และพบเจอเป็นจำนวนพอสมควร แต่ที่คุณภาพเข้าขั้นใช้อ้างอิงได้ มีไม่เยอะนัก (ส่วนใหญ่จะให้ข้อมูลและเรื่องราวซ้ำ ๆ กัน)

ปัญหาต่อมา บุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์เฟื้อ ส่วนหนึ่งล่วงลับดับจากไปแล้ว หลายท่านที่ยังอยู่ก็มีอายุอานามสูงวัย

การไปขอพบพูดคุยสัมภาษณ์ เพื่อสืบเสาะข้อมูลนั้นอยู่ในวิสัยที่ทำได้

แต่หมายความว่า ผมต้องมีเวลาปลอดโปร่งโล่ง ๆ อีกหลายเดือน สำหรับเตรียมความพร้อม

ข้อยุ่งยากก็คือ ผมเริ่มต้นเขียนไปแล้ว จากนั้นข้อมูลต่าง ๆ จึงค่อยทยอยตามมาทีหลัง

เหมือนละครโทรทัศน์ที่ถ่ายทำไป ออกอากาศไปนะครับ

สถานการณ์จึงเป็นไปในรูปของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (บางวาระก็ค่อนข้างฉุกละหุกจวนเจียน) แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
การสัมภาษณ์เพิ่มเติม จึงไม่สามารถที่จะทำได้ เนื่องจากเวลาเป็นเงื่อนไขเร่งรัด

พ้นจากนี้แล้ว ผมยังสร้างความยุ่งยากให้แก่ตนเอง ด้วยการกำหนดให้บทความแต่ละชิ้น มีลักษณะจบในตอน ผู้อ่านสามารถเริ่มอ่านตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องไล่เรียงหรือติดตามตั้งแต่ต้น ก็อ่านรู้เรื่อง

ขณะเดียวกัน เนื้อหาของแต่ละบทแต่ละตอน จำเป็นต้องเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกัน

เท่านั้นยังไม่พอ ผมเขียนงานชุดนี้ โดยรู้จุดอ่อนข้อจำกัดว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ใช้ เป็นข้อมูลชั้นสองชั้นสาม คือ บอกเล่ากันมาหลายทอด และขาดแคลนข้อมูลชั้นต้น

การบ้านใหญ่ก็คือ จะทำอย่างไรให้ข้อเขียนเกิดความแตกต่างจากส่วนใหญ่ที่เคยมีมา และน่าสนใจ

ทางแก้ได้แก่ การเดินทางในลักษณะ ‘ตามรอยอาจารย์เฟื้อ’ ไปยังโบราณสถานหลายแห่ง ซึ่งอาจารย์เคยออกสำรวจ และทำงานสำคัญ ทั้งการคัดลอกภาพและอนุรักษ์

นั่นส่งผลโยงใย ทำให้ผมต้องออกเดินทางไปหลายจังหวัด (จริง ๆ แล้วก็อยากตามรอยอาจารย์เฟื้อไปอินเดียและอิตาลีด้วยเหมือนกัน แต่ไม่มีปัญญาและขาดทุนทรัพย์)

ผมก็เลยใช้ชีวิตแบบชีพจรลงเท้า เดินทางถี่บ่อยเฉลี่ยประมาณ 10 วันต่อ 1 ทริป

นึกทบทวนย้อนหลังดูแล้ว ผมก็ต้องรำพึงรำพันว่า เดชะบุญ คุณพระช่วย ที่เอาตัวรอดมาได้ยังไงก็ไม่รู้ สำหรับการเขียนต้นฉบับส่งตามที่ต่าง ๆ ได้เกือบครบถ้วนไม่ตกหล่น (ยกเว้นการอัพเดตบล็อก และหายหน้าจากนิตยสารสีสันไปหลายเดือนต่อเนื่องกัน)

นอกจากเดินทางภายในประเทศแล้ว จู่ ๆ ผมก็เจอส้มหล่นตกใส่หัวลงมาทั้งเข่ง ได้เที่ยวเมืองนอกฟรี ๆ

อาจฟังดูน่าหมั่นไส้และเหมือนอวดโม้สักหน่อยนะครับ ผมไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์มา

แต่ก็พูดได้อีกเหมือนกันว่า เป็นการเที่ยวแบบเข้าข่ายทุกขลาภ และต้องจ่ายราคาชดใช้อยู่พอสมควร คือ เต็มไปด้วยความวิตกกังวลก่อนออกเดินทาง, หืดจับกับการเตรียมงานเขียนล่วงหน้าให้ทันเวลา รวมถึงเบียดเบียนรายได้อันจำกัด สำหรับค่าใช้จ่ายงอกเงยในการไปเที่ยว (โดยเฉพาะอุปกรณ์กันหนาวสารพัดชนิด)

พูดง่าย ๆ ผมได้ไปเที่ยว ในช่วงเวลาที่นอกจากจะจำเป็นต้องปักหลักสะสางงานคั่งค้างจำนวนมาก และก็เคลียร์ได้แค่บางส่วน ไม่ลุล่วงทั้งหมดแล้ว รายจ่ายยุบยับทั้งการซื้อ ‘ปุยนุ่น’ คอมพิวเตอร์ใหม่, ค่าซีร็อกซ์ถ่ายเอกสารข้อมูลสำหรับเมกะโปรเจคท์อีก 5 ปีข้างหน้า, ค่าครองชีพที่สูงขึ้น, ภาระจับจ่ายใช้สอยภายในครอบครัว ฯลฯ ก็ทำให้ผมไปเที่ยวแบบสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจ

ได้ไปเที่ยวประเทศแพง ๆ ตอนที่ยากจนสุดขีด นับได้ว่าเป็นความทุกข์แอบแฝงที่มาพร้อม ๆ กับบุญหล่นทับเหมือนกันนะขอรับ

กลับมาแล้ว ผมก็เจองานคั่งค้างเป็นกองพะเนิน ซึ่งยิ่งยากลำบากกว่าเดิม เพราะอารมณ์ความรู้สึก ยังตื่นเต้นฝังใจกับประสบการณ์ใหม่ที่เพิ่งเจอะเจอมาสด ๆ หนาว ๆ

นี่ยังไม่นับรวม ‘งานเข้า’ เพิ่มอีกหนึ่งโปรเจกต์ คือ การลงมือเขียนถึงเรื่องที่ไปเที่ยวเมืองนอกมา

อย่างหลังนี่เกิดขึ้นเพราะความแค้น และต้องการขจัดปมด้อย

ตลอดการเที่ยวสวิส ผมเหมือนแค่ได้ไปเห็นเท่านั้น แต่ไม่รู้อะไรเลย

ไม่รู้กระทั่งว่า ตรงบริเวณที่ไปยืนถ่ายรูปเป็นวรรคเป็นเวรนั้น บางแห่งคือที่ไหน? สำคัญอย่างไร? มีความเป็นมาอย่างไรบ้าง?

สำหรับลูกอีช่างสงสัยอย่างผม การไปดูไปเยือนแบบไม่รู้อะไรเลย เป็นเรื่องค้างคาใจและ ‘เสียเที่ยว’มาก

ผมก็เลยตั้งใจว่า จะเขียนหนังสือสักเล่มเกี่ยวกับสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อแก้โง่ให้กับตัวเอง

เป็นโครงการระยะยาวนะครับ ต้องใช้เวลาทำการบ้านเพิ่มเติม ไล่เรียงลำดับความคิด และลงมือเขียนอีกนาน

จะออกมาดีหรือไม่ดี ผมเองก็ไม่รู้ แต่มั่นใจว่า จะเป็นหนังสือเล่มหนาหลายร้อยหน้า ทั้ง ๆ ที่ไปเที่ยวมาแค่ 4 คืน 5 วัน (ไม่นับตอนนั่งเครื่องบินไป-กลับ)

เรื่องเที่ยวมาหนึ่ง แล้วเล่าได้ถึงสิบ โปรดเชื่อเถิดครับว่า ผมเก่งและถนัดจังเลย

กระนั้นก็อย่าเพิ่งเชื่อผมเป็นอันขาดเชียว ว่าจะมีปัญญาเขียนได้สำเร็จจนจบ เรื่องเงื้อง่าตั้งท่าว่าจะทำอะไรต่อมิอะไร ลงท้ายแล้วได้แต่ตั้งท่าวางเฉย ปราศจากรูปธรรมใด ๆ เกิดขึ้น นับเป็นทักษะอีกด้านหนึ่ง ซึ่งผมสันทัดจัดเจนเช่นกัน

พ้นจากคำบอกเล่ารวบรัดว่า ผมหายหัวไปทำอะไรมาแล้ว สิ่งที่อยากบอกกล่าวก็คือ ผมจะทำอะไรต่อไป

ผมไม่ใช่คนจำพวกที่เชื่อในเรื่องโชคชะตาโหราศาสตร์นะครับ ทว่าช่วงเริ่มต้นปีใหม่ของแต่ละปี ผมจะมีความรู้สึกลางสังหรณ์ พอคาดคะเนได้คร่าว ๆ ว่า ปีนี้สถานการณ์ชีวิตส่วนตัวโดยรวมจะเป็นไปในทิศทางใด (เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ ความสืบเนื่องเกี่ยวโยงกับสิ่งที่ทำมาในปีก่อน)

ผมทำนายทายทักตัวเองว่า ปี 2553 จะเป็นปี ‘ทำงานหนัก’ สำหรับผม

ส่วนหนึ่งคือ ผมน่าจะมีงานรวมเล่มออกมามากกว่าปีอื่น ๆ นี่คือความต่อเนื่องจากสิ่งที่ลงพุงลงแรงทำมาตั้งแต่ปีกลาย

อีกส่วนหนึ่ง ผมกำลังวางแผนเปลี่ยนวิธีทำงาน

กล่าวคือ เท่าที่ผ่านมา งานส่วนใหญ่ของผม เป็นการเขียนคอลัมน์ ถึงกำหนดต้องส่ง จึงลงมือเขียน

ถัดจากนี้ไป ผมจะพยายามปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็น การลงมือทำงาน โดยกำหนดวางเค้าโครงล่วงหน้า แล้วเขียนให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน จึงค่อยส่งลงตีพิมพ์ทีหลัง

วิธีนี้ ผมเชื่อว่า จะช่วยให้ทำงานได้ต่อเนื่อง มีคุณภาพดียิ่งขึ้น (และขี้เกียจน้อยลง)

คำสัญญาอีกข้อก็คือ ผมจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟังในบล็อก เป็นประจำสม่ำเสมอกว่าเดิม อย่างน้อยก็อาทิตย์ละหนึ่งครั้ง

ข้อแตกต่างนั้นมีอยู่ว่า ที่ผ่าน ๆ มา ผมพึ่งพาอาศัยการนำงานเก่าตามที่ต่าง ๆ มาเผยแพร่ใหม่

ต่อแต่นี้ไป เนื้อหาหลัก ๆ ในบล็อกจะเป็นการเขียนแนะนำหนังสือที่ผมได้อ่านมาแล้วถูกใจนะครับ และบางครั้งอาจแทรกด้วยเรื่องโม้ ๆ ส่วนตัวบ้างเป็นการสลับฉาก

การป่าวประกาศ ณ ที่นี้ เป็นวิธีที่ผมใช้ ‘วางยา’ สร้างกับดักให้ตัวเอง เพื่อจะทำให้ปรากฏเป็นจริงได้ตามที่สัญญาไว้

เพราะถ้าหากประกาศแล้วทำไม่ได้ ผมจะเป็นฝ่าย ‘เสียสุนัข’ ไปโดยพลัน

ผมมีนิสัยด็อก ๆ บ๊อก ๆ ทำนองนี้ เป็นสันดานประจำตัวอยู่หลายข้อ ซึ่งยังพึงพอใจหวงแหนอยู่ และไม่อยากสูญเสียมันไป จำเป็นต้องถนอมรักษาไว้นาน ๆ

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลัง ตอนปลายเดือนมกราคมครับ ขอให้ญาติโยมมีความหวังเยอะ ๆ มีกำลังใจท่วมท้น และมีพลังในการทำงานอย่างเบิกบานโดยทั่วกัน

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กลิ่นหอมของบ้านเกิด โดย "นรา"


ชายชราผู้หนึ่ง สูญเสียแทบทุกสิ่งในชีวิต ครอบครัวและหมู่บ้านพังพินาศย่อยยับ ผู้คนที่เคยรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขา ล้วนล้มหายตายจากไปหมดสิ้น เหลือเพียงตัวแกโดยลำพัง

ผู้เฒ่าหมดสิ้นแรงใจและความกระตือรือล้นที่จะมีชีวิตต่อไป แต่เหตุผลประการเดียวที่ทำให้แกยังคงยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ทรุดล้มลงก็คือ หลานสาวซึ่งเป็นเด็กทารกวัยหกสัปดาห์

เขาบอกกล่าวกับตนเองว่า จะต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อปกป้องดูแลและทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้แก่ยายหนูจนกว่าแกจะเติบใหญ่

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ชายชราจึงยินยอมอพยพลี้ภัย ละทิ้งแผ่นดินถิ่นเกิด เดินทางรอนแรมไปกับเรือข้ามน้ำข้ามทะเลสู่โลกใหม่ที่เขาไม่รู้จักโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งกระเป๋าหนังใบเล็กๆ และหลานสาวที่กอดกระชับไว้แนบอกภายในกระเป๋าหนัง มีสมบัติล้ำค่าเท่าที่ยังเหลืออยู่ของท่านผู้เฒ่า เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ตัว, ภาพตัวเขาเมื่อครั้งวัยหนุ่มถ่ายคู่กับภรรยาผู้ล่วงลับไปเนิ่นนาน และถุงผ้าใบเล็กบรรจุดินหนึ่งกำมือ-เป็นดินจากบ้านเกิดที่กำลังจะพรากจากกันตลอดกาล

ทั้งหมดนี้คือ จุดเริ่มต้นของนิยายอันยอดเยี่ยมเรื่อง “ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” (La petite fille de Monsieur Linh) เขียนโดยฟิลิปป์ คลอเดล (สำนวนแปลภาษาไทยโดยวิภาดา กิตติโกวิท)

นี่เป็นนิยายที่เพียงได้อ่านหน้าแรก ผ่านตาข้อความแค่ไม่กี่บรรทัด ผมก็ “ตกหลุมรัก” ไปเรียบร้อยแล้ว มันมีความเศร้าหม่นปะปนกับความงามอันละเมียดละไม รวมทั้งลีลาการเขียน สำนวนภาษา ตลอดจนวิธีเปรียบเปรยลึกซึ้งคมคายในแบบที่ผมชื่นชอบประทับใจนะครับ

เป็นรูปแบบลีลาการเขียนที่ผมอยากจะเรียกว่า ซ่อนบทกวีไว้ในนิยาย

ตัวอย่างเช่น “...เขายืนอยู่ที่ท้ายเรือ มองไปยังบ้านเมืองของตัวเอง บ้านเมืองของบรรพบุรุษและญาติมิตร ซึ่งตายจากไปนั้นค่อยๆ ห่างไกล รางเลือน ขณะที่ทารกในอ้อมแขนหลับสนิท ภาพบ้านเกิดถอยห่าง ห่างออกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นจุดเล็กๆ เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ยืนมองภาพนั้นที่ค่อยๆ เลือนหายจนลับสายตา ณ แนวขอบฟ้า เขายืนอยู่เช่นนั้นนานนับชั่วโมง แม้ลมจะพัดแรงมากจนทำให้เขาซวดเซโงนเงนราวหุ่นกระบอก”

“...ชายชราเดินไปที่หน้าต่าง สายลมไม่ได้ทำให้ต้นไม้ใหญ่เอนไหวอีกแล้ว ราตรีถูกห้อมล้อมอยู่ในเมืองแห่งแสงไฟนับพันๆ ที่สว่างไสว ว่ากันว่าดวงดาวร่วงลงบนปฐพีและหาทางที่จะหนีกลับขึ้นสู่ฟากฟ้าใหม่ แต่ไม่อาจทำได้ เราไม่เคยสามารถหวนกลับไปหาสิ่งที่สูญเสียไปแล้วนั้นได้อีก เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์คิดดังนี้”

“ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” ดำเนินไปในบรรยากาศและอารมณ์ห่อหุ้มเช่นนี้ตลอดทั้งเรื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพรรณนาสาธยายถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร มากกว่ามุ่งเน้นไปที่พล็อตหรือเค้าโครงเหตุการณ์ (ซึ่งเรียบง่ายเหลือเกิน)

เรื่องราวใจความหลักๆ กล่าวถึง การที่คุณปู่พลัดถิ่น ต้องเผชิญความแปลกแยกในสภาพแวดล้อมใหม่ ผู้คนใช้ภาษาที่แตกต่าง จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารทำความเข้าใจ มิหนำซ้ำในหมู่เหล่าคนอพยพด้วยกัน ก็มองชายชราเหมือนตัวประหลาดที่น่าขบขัน

ควบคู่ไปกับการแปลกแยกไม่ลงรอยต่อดินแดนใหม่ ผู้เฒ่าก็มักจะนำเอาสิ่งที่ปรากฎเบื้องหน้าในปัจจุบัน มาเทียบเคียงกับชีวิตความเป็นอยู่เมื่อครั้งอดีต ด้วยอารมณ์โหยหาถวิลถึง

ความรู้สึกแรกสุดของเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ เมื่อเรือเทียบท่าสู่ที่หมายปลายทางในการอพยพก็คือ “เขาสูดกลิ่นอายของประเทศใหม่ แต่ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย มันไม่มีกลิ่น นี่คือบ้านเมืองที่ไม่มีกลิ่น”

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากในนิยายเรื่องนี้ก็คือ การเล่าด้วยลักษณะบอกกล่าวน้อยนิดแฝงไว้ด้วยความคลุมเครือ ทว่ากินใจความกว้างไพศาล

ตลอดทั้งเรื่องนั้น คุณฟิลิปป์ คลอเดล ไม่ได้ระบุเจาะจงออกมาชัดๆ ตรงๆ สักครั้งเลยนะครับว่า เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์มาจากประเทศอะไร และระหกระเหินมาสู่ประเทศอะไร แต่ผู้อ่านก็สามารถทราบได้ไม่ยาก จากรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็นเวียดนามและฝรั่งเศส (ถึงตรงนี้ผมแอบคิดเรื่อยเปื่อยเฉไฉออกนอกเรื่องเล็กน้อยว่า ดินแดนที่คุณปู่แกรู้สึกว่าไม่มีกลิ่น คือประเทศที่เราๆ ท่านๆ นิยมเรียกกันด้วยสมญาว่า “เมืองน้ำหอม” คิดแล้วก็รู้สึกว่ามันมีนัยยะประชดประชันอยู่ลึกๆ โดยที่คนเขียน อาจไม่มีเจตนาให้เป็นเช่นนั้นก็ได้นะครับ)
มีการบอกเล่าอ้อมๆ ทำนองนี้อยู่แพรวพราวเต็มไปหมด และทำได้น่าทึ่งมาก เพราะถ้าบอกน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ไม่ถี่ถ้วน กระทั่งอาจกลายเป็นสับสนงุนงง และอ่านยากโดยใช่เหตุ ขณะเดียวกันถ้าเปิดเผยเยอะไป ก็อาจแห้งแล้งแข็งทื่อ ขาดชั้นเชิงความแนบเนียน

ความคลุมเครือในนิยายเรื่องนี้ นำเสนอได้อย่างเหมาะเจาะพอดี ให้ความรู้สึกเหมือนถนนหนทาง ตึกรามบ้านเรือน ปกคลุมด้วยหมอกจางๆ เต็มไปด้วยบรรยากาศกึ่งจริงกึ่งฝัน สอดคล้องกับลีลาละเมียดทางด้านภาษา และอารมณ์สวยเศร้าที่มีอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ

เรารู้ว่าเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์เป็นคนเวียดนาม ด้วยคำบอกเล่าผ่าน ๆ แค่ไม่กี่ประโยค เกี่ยวกับแผ่นดินถิ่นเกิดของผู้เฒ่าที่ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เพราะพิษภัยสงคราม จนผู้คนต้องอพยพหลบหนีลอยเรือเคว้งคว้างไปตายเอาดาบหน้า
เรารู้ว่าเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์เดินทางมาสู่ฝรั่งเศส ด้วยรายละเอียดน้อยนิด ในเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่ง

หลังจากถูกจัดแจงให้อยู่ในหอพักสำหรับผู้ลี้ภัย เวลาหลายวันผ่านไป โดยที่ผู้เฒ่าปักหลักเอาแต่กอดหลานสาวอยู่บนเตียงไม่ยอมไปไหน จนกระทั่งหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นล่าม ต้องอธิบายโน้มน้าวให้ชายชราออกไปเดินเล่นสัมผัสอากาศแดดลมภายนอกเสียบ้าง (เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ยินยอมทำตาม ด้วยเหตุผลว่า “การออกไปเดินเล่นจะดีต่อสุขภาพของหลานสาวตัวน้อย”)

เช้าวันหนึ่ง ผู้เฒ่าจึงสวมเสื้อผ้าแทบทุกชุดที่มีอยู่เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น โอบอุ้มหลานสาวออกไปเดินเล่น และด้วยความเกรงว่าจะพลัดหลงกลับที่พักไม่ถูก แกจึงเดินอยู่บนทางเท้าเดิม โดยไม่ยอมข้ามถนน กระทั่งวนผ่านที่พักหลายต่อหลายรอบ ก่อนจะหยุดพักเหนื่อยบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามกับสวนสาธารณะ

ที่นั่น เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ได้พบกับชายร่างใหญ่ชื่อเมอร์สิเยอร์บาร์ก ทั้งสองพูดคนละภาษา แต่กลับสามารถสื่อสารทำความเข้าใจกันด้วยรอยยิ้ม, สายตา, และการเอื้อมมือสัมผัส

นับจากนั้นมา ทุกๆ วันบนมานั่งฝั่งตรงข้ามสวนสาธารณะ จะปรากฎภาพที่คุ้นตา ผู้ชายสองคนที่รูปลักษณ์แตกต่างตรงข้ามอย่างยิ่งนั่งเคียงข้างกัน โดยมีเด็กหญิงตัวน้อยๆ อยู่ในอ้อมกอดของชายชรา

มิตรภาพที่งอกงามขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เฒ่าเริ่มรู้สึกว่าดินแดนใหม่ ไม่โหดร้ายเปล่าเปลี่ยวจนเกินไป ยังมีด้านที่อบอุ่น มีสายใยบางอย่างให้รู้สึกผูกพัน

และกลิ่นบุหรี่ที่เมอร์สิเยอร์บาร์กสูบตลอดเวลาแบบมวนต่อมวน ทำให้คุณปู่ผู้ไกลบ้าน สามารถสัมผัสได้เป็นครั้งแรกว่า “ควันบุหรี่ของชายที่อยู่ที่หอพักนั้นน่ากลัว แต่ของเมอร์สิเยอร์บาร์กคนนี้ต่างออกไป กลิ่นของมันหอม เป็นกลิ่นหอมกลิ่นแรกที่บ้านเมืองใหม่นี้ให้แก่เขา และกลิ่นหอมนี้ทำให้เขาคิดถึงกลิ่นกล้องยาสูบที่ผู้ชายในหมู่บ้านสูบกันยามเย็น”

หลังจากนั้น เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ก็ออกปากขอบุหรี่จากเจ้าหน้าที่วันละหนึ่งซอง เพื่อนำมามอบเป็นของขวัญให้แก่เพื่อนใหม่ รวมทั้งสอบถามจากล่ามว่า “สวัสดี” ในภาษาของประเทศนี้พูดอย่างไร ผู้เฒ่าทบทวนซ้ำๆ หลายเที่ยว หลับตาเพื่อตั้งใจจดจำ

“วันหนึ่งล่วงไป ที่ไกลออกไป ดวงตะวันเหมือนจะตกลงไปอย่างรุนแรงบนท้องฟ้า เขาต้องกลับแล้ว ชายร่างใหญ่ไม่มา เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์จากไปพร้อมซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อ และคำว่าบงชูร์ในปากที่ไม่ได้พูดออกมา”

เรารู้ว่าผู้เฒ่าเดินทางมาสู่ฝรั่งเศส ก็จากรายละเอียดตรงนี้นี่เอง

มิตรภาพระหว่างชายต่างสัญชาติทั้งสอง ยังมีแง่มุมอื่นๆ นอกเหนือจากที่ผมหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังอีกมาก และเต็มไปด้วยความซาบซึ้งจับอกจับใจอย่างยิ่ง

ผมเข้าใจเป็นการส่วนตัวนะครับว่า แก่นเรื่องของ “ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” มุ่งสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ทุกข์สุขที่อยู่เบื้องลึกในใจของคนพลัดถิ่น, มิตรภาพอันสวยงามไร้พรมแดนใดๆ มากีดขวางกางกั้น, ความหวังในการดำรงชีวิต ฯลฯ

แต่ในอีกมุมหนึ่งนิยายเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามแบบอ้อมๆ แทนที่จะแสดงผ่านภาพความเสียหายใหญ่โต กลับขมวดรวมมาเล่าผ่านจุดเล็กๆ คือตัวละครอย่างผู้เฒ่าหลิ่นห์

พูดง่ายๆ คือ เฉพาะแค่โศกนาฏกรรมที่กระทบสู่ชีวิตของชายชรา ยังหมองหม่นรันทดเข้าขั้นชวนให้ใจสลายถึงเพียงนี้ ภาพใหญ่โดยรวมทั้งหมดของผู้คนทั้งประเทศ ก็ยิ่งเป็นความสูญเสียย่อยยับ จนแทบไม่กล้าจินตนาการนึกถึงว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงไร

นิยายเรื่องนี้จบลงด้วยอารมณ์ทั้งสวยและเศร้า พร้อมๆ กับมีความลับบางอย่างที่เปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด (ขอแนะนำว่า เพื่ออรรถรสที่ถึงพร้อม ไม่ควรอ่านข้อความโปรยตรงปกหลังก่อน)

ผมบอกได้เพียงแค่ว่า ผมอ่านนิยายเรื่องนี้จบลงแล้วไม่ได้ร้องไห้เสียน้ำตา แต่เกิดอาการ “ฝนตกหนักในใจ”

จนถึงขณะที่เขียนอยู่นี้ ฝนก็ยังไม่ยอมหยุดตก

(เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 29 กันยายน 2551)