วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 1, 2009

กลิ่นหอมของบ้านเกิด โดย "นรา"


ชายชราผู้หนึ่ง สูญเสียแทบทุกสิ่งในชีวิต ครอบครัวและหมู่บ้านพังพินาศย่อยยับ ผู้คนที่เคยรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขา ล้วนล้มหายตายจากไปหมดสิ้น เหลือเพียงตัวแกโดยลำพัง

ผู้เฒ่าหมดสิ้นแรงใจและความกระตือรือล้นที่จะมีชีวิตต่อไป แต่เหตุผลประการเดียวที่ทำให้แกยังคงยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ทรุดล้มลงก็คือ หลานสาวซึ่งเป็นเด็กทารกวัยหกสัปดาห์

เขาบอกกล่าวกับตนเองว่า จะต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อปกป้องดูแลและทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้แก่ยายหนูจนกว่าแกจะเติบใหญ่

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ชายชราจึงยินยอมอพยพลี้ภัย ละทิ้งแผ่นดินถิ่นเกิด เดินทางรอนแรมไปกับเรือข้ามน้ำข้ามทะเลสู่โลกใหม่ที่เขาไม่รู้จักโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งกระเป๋าหนังใบเล็กๆ และหลานสาวที่กอดกระชับไว้แนบอกภายในกระเป๋าหนัง มีสมบัติล้ำค่าเท่าที่ยังเหลืออยู่ของท่านผู้เฒ่า เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ตัว, ภาพตัวเขาเมื่อครั้งวัยหนุ่มถ่ายคู่กับภรรยาผู้ล่วงลับไปเนิ่นนาน และถุงผ้าใบเล็กบรรจุดินหนึ่งกำมือ-เป็นดินจากบ้านเกิดที่กำลังจะพรากจากกันตลอดกาล

ทั้งหมดนี้คือ จุดเริ่มต้นของนิยายอันยอดเยี่ยมเรื่อง “ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” (La petite fille de Monsieur Linh) เขียนโดยฟิลิปป์ คลอเดล (สำนวนแปลภาษาไทยโดยวิภาดา กิตติโกวิท)

นี่เป็นนิยายที่เพียงได้อ่านหน้าแรก ผ่านตาข้อความแค่ไม่กี่บรรทัด ผมก็ “ตกหลุมรัก” ไปเรียบร้อยแล้ว มันมีความเศร้าหม่นปะปนกับความงามอันละเมียดละไม รวมทั้งลีลาการเขียน สำนวนภาษา ตลอดจนวิธีเปรียบเปรยลึกซึ้งคมคายในแบบที่ผมชื่นชอบประทับใจนะครับ

เป็นรูปแบบลีลาการเขียนที่ผมอยากจะเรียกว่า ซ่อนบทกวีไว้ในนิยาย

ตัวอย่างเช่น “...เขายืนอยู่ที่ท้ายเรือ มองไปยังบ้านเมืองของตัวเอง บ้านเมืองของบรรพบุรุษและญาติมิตร ซึ่งตายจากไปนั้นค่อยๆ ห่างไกล รางเลือน ขณะที่ทารกในอ้อมแขนหลับสนิท ภาพบ้านเกิดถอยห่าง ห่างออกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นจุดเล็กๆ เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ยืนมองภาพนั้นที่ค่อยๆ เลือนหายจนลับสายตา ณ แนวขอบฟ้า เขายืนอยู่เช่นนั้นนานนับชั่วโมง แม้ลมจะพัดแรงมากจนทำให้เขาซวดเซโงนเงนราวหุ่นกระบอก”

“...ชายชราเดินไปที่หน้าต่าง สายลมไม่ได้ทำให้ต้นไม้ใหญ่เอนไหวอีกแล้ว ราตรีถูกห้อมล้อมอยู่ในเมืองแห่งแสงไฟนับพันๆ ที่สว่างไสว ว่ากันว่าดวงดาวร่วงลงบนปฐพีและหาทางที่จะหนีกลับขึ้นสู่ฟากฟ้าใหม่ แต่ไม่อาจทำได้ เราไม่เคยสามารถหวนกลับไปหาสิ่งที่สูญเสียไปแล้วนั้นได้อีก เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์คิดดังนี้”

“ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” ดำเนินไปในบรรยากาศและอารมณ์ห่อหุ้มเช่นนี้ตลอดทั้งเรื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพรรณนาสาธยายถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร มากกว่ามุ่งเน้นไปที่พล็อตหรือเค้าโครงเหตุการณ์ (ซึ่งเรียบง่ายเหลือเกิน)

เรื่องราวใจความหลักๆ กล่าวถึง การที่คุณปู่พลัดถิ่น ต้องเผชิญความแปลกแยกในสภาพแวดล้อมใหม่ ผู้คนใช้ภาษาที่แตกต่าง จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารทำความเข้าใจ มิหนำซ้ำในหมู่เหล่าคนอพยพด้วยกัน ก็มองชายชราเหมือนตัวประหลาดที่น่าขบขัน

ควบคู่ไปกับการแปลกแยกไม่ลงรอยต่อดินแดนใหม่ ผู้เฒ่าก็มักจะนำเอาสิ่งที่ปรากฎเบื้องหน้าในปัจจุบัน มาเทียบเคียงกับชีวิตความเป็นอยู่เมื่อครั้งอดีต ด้วยอารมณ์โหยหาถวิลถึง

ความรู้สึกแรกสุดของเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ เมื่อเรือเทียบท่าสู่ที่หมายปลายทางในการอพยพก็คือ “เขาสูดกลิ่นอายของประเทศใหม่ แต่ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย มันไม่มีกลิ่น นี่คือบ้านเมืองที่ไม่มีกลิ่น”

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากในนิยายเรื่องนี้ก็คือ การเล่าด้วยลักษณะบอกกล่าวน้อยนิดแฝงไว้ด้วยความคลุมเครือ ทว่ากินใจความกว้างไพศาล

ตลอดทั้งเรื่องนั้น คุณฟิลิปป์ คลอเดล ไม่ได้ระบุเจาะจงออกมาชัดๆ ตรงๆ สักครั้งเลยนะครับว่า เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์มาจากประเทศอะไร และระหกระเหินมาสู่ประเทศอะไร แต่ผู้อ่านก็สามารถทราบได้ไม่ยาก จากรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็นเวียดนามและฝรั่งเศส (ถึงตรงนี้ผมแอบคิดเรื่อยเปื่อยเฉไฉออกนอกเรื่องเล็กน้อยว่า ดินแดนที่คุณปู่แกรู้สึกว่าไม่มีกลิ่น คือประเทศที่เราๆ ท่านๆ นิยมเรียกกันด้วยสมญาว่า “เมืองน้ำหอม” คิดแล้วก็รู้สึกว่ามันมีนัยยะประชดประชันอยู่ลึกๆ โดยที่คนเขียน อาจไม่มีเจตนาให้เป็นเช่นนั้นก็ได้นะครับ)
มีการบอกเล่าอ้อมๆ ทำนองนี้อยู่แพรวพราวเต็มไปหมด และทำได้น่าทึ่งมาก เพราะถ้าบอกน้อยเกินไป ก็อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ไม่ถี่ถ้วน กระทั่งอาจกลายเป็นสับสนงุนงง และอ่านยากโดยใช่เหตุ ขณะเดียวกันถ้าเปิดเผยเยอะไป ก็อาจแห้งแล้งแข็งทื่อ ขาดชั้นเชิงความแนบเนียน

ความคลุมเครือในนิยายเรื่องนี้ นำเสนอได้อย่างเหมาะเจาะพอดี ให้ความรู้สึกเหมือนถนนหนทาง ตึกรามบ้านเรือน ปกคลุมด้วยหมอกจางๆ เต็มไปด้วยบรรยากาศกึ่งจริงกึ่งฝัน สอดคล้องกับลีลาละเมียดทางด้านภาษา และอารมณ์สวยเศร้าที่มีอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ

เรารู้ว่าเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์เป็นคนเวียดนาม ด้วยคำบอกเล่าผ่าน ๆ แค่ไม่กี่ประโยค เกี่ยวกับแผ่นดินถิ่นเกิดของผู้เฒ่าที่ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เพราะพิษภัยสงคราม จนผู้คนต้องอพยพหลบหนีลอยเรือเคว้งคว้างไปตายเอาดาบหน้า
เรารู้ว่าเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์เดินทางมาสู่ฝรั่งเศส ด้วยรายละเอียดน้อยนิด ในเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่ง

หลังจากถูกจัดแจงให้อยู่ในหอพักสำหรับผู้ลี้ภัย เวลาหลายวันผ่านไป โดยที่ผู้เฒ่าปักหลักเอาแต่กอดหลานสาวอยู่บนเตียงไม่ยอมไปไหน จนกระทั่งหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นล่าม ต้องอธิบายโน้มน้าวให้ชายชราออกไปเดินเล่นสัมผัสอากาศแดดลมภายนอกเสียบ้าง (เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ยินยอมทำตาม ด้วยเหตุผลว่า “การออกไปเดินเล่นจะดีต่อสุขภาพของหลานสาวตัวน้อย”)

เช้าวันหนึ่ง ผู้เฒ่าจึงสวมเสื้อผ้าแทบทุกชุดที่มีอยู่เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น โอบอุ้มหลานสาวออกไปเดินเล่น และด้วยความเกรงว่าจะพลัดหลงกลับที่พักไม่ถูก แกจึงเดินอยู่บนทางเท้าเดิม โดยไม่ยอมข้ามถนน กระทั่งวนผ่านที่พักหลายต่อหลายรอบ ก่อนจะหยุดพักเหนื่อยบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามกับสวนสาธารณะ

ที่นั่น เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ได้พบกับชายร่างใหญ่ชื่อเมอร์สิเยอร์บาร์ก ทั้งสองพูดคนละภาษา แต่กลับสามารถสื่อสารทำความเข้าใจกันด้วยรอยยิ้ม, สายตา, และการเอื้อมมือสัมผัส

นับจากนั้นมา ทุกๆ วันบนมานั่งฝั่งตรงข้ามสวนสาธารณะ จะปรากฎภาพที่คุ้นตา ผู้ชายสองคนที่รูปลักษณ์แตกต่างตรงข้ามอย่างยิ่งนั่งเคียงข้างกัน โดยมีเด็กหญิงตัวน้อยๆ อยู่ในอ้อมกอดของชายชรา

มิตรภาพที่งอกงามขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เฒ่าเริ่มรู้สึกว่าดินแดนใหม่ ไม่โหดร้ายเปล่าเปลี่ยวจนเกินไป ยังมีด้านที่อบอุ่น มีสายใยบางอย่างให้รู้สึกผูกพัน

และกลิ่นบุหรี่ที่เมอร์สิเยอร์บาร์กสูบตลอดเวลาแบบมวนต่อมวน ทำให้คุณปู่ผู้ไกลบ้าน สามารถสัมผัสได้เป็นครั้งแรกว่า “ควันบุหรี่ของชายที่อยู่ที่หอพักนั้นน่ากลัว แต่ของเมอร์สิเยอร์บาร์กคนนี้ต่างออกไป กลิ่นของมันหอม เป็นกลิ่นหอมกลิ่นแรกที่บ้านเมืองใหม่นี้ให้แก่เขา และกลิ่นหอมนี้ทำให้เขาคิดถึงกลิ่นกล้องยาสูบที่ผู้ชายในหมู่บ้านสูบกันยามเย็น”

หลังจากนั้น เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์ก็ออกปากขอบุหรี่จากเจ้าหน้าที่วันละหนึ่งซอง เพื่อนำมามอบเป็นของขวัญให้แก่เพื่อนใหม่ รวมทั้งสอบถามจากล่ามว่า “สวัสดี” ในภาษาของประเทศนี้พูดอย่างไร ผู้เฒ่าทบทวนซ้ำๆ หลายเที่ยว หลับตาเพื่อตั้งใจจดจำ

“วันหนึ่งล่วงไป ที่ไกลออกไป ดวงตะวันเหมือนจะตกลงไปอย่างรุนแรงบนท้องฟ้า เขาต้องกลับแล้ว ชายร่างใหญ่ไม่มา เมอร์สิเยอร์หลิ่นห์จากไปพร้อมซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อ และคำว่าบงชูร์ในปากที่ไม่ได้พูดออกมา”

เรารู้ว่าผู้เฒ่าเดินทางมาสู่ฝรั่งเศส ก็จากรายละเอียดตรงนี้นี่เอง

มิตรภาพระหว่างชายต่างสัญชาติทั้งสอง ยังมีแง่มุมอื่นๆ นอกเหนือจากที่ผมหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังอีกมาก และเต็มไปด้วยความซาบซึ้งจับอกจับใจอย่างยิ่ง

ผมเข้าใจเป็นการส่วนตัวนะครับว่า แก่นเรื่องของ “ซองดิว หลานสาวเมอร์สิเยอร์หลิ่นห์” มุ่งสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ทุกข์สุขที่อยู่เบื้องลึกในใจของคนพลัดถิ่น, มิตรภาพอันสวยงามไร้พรมแดนใดๆ มากีดขวางกางกั้น, ความหวังในการดำรงชีวิต ฯลฯ

แต่ในอีกมุมหนึ่งนิยายเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามแบบอ้อมๆ แทนที่จะแสดงผ่านภาพความเสียหายใหญ่โต กลับขมวดรวมมาเล่าผ่านจุดเล็กๆ คือตัวละครอย่างผู้เฒ่าหลิ่นห์

พูดง่ายๆ คือ เฉพาะแค่โศกนาฏกรรมที่กระทบสู่ชีวิตของชายชรา ยังหมองหม่นรันทดเข้าขั้นชวนให้ใจสลายถึงเพียงนี้ ภาพใหญ่โดยรวมทั้งหมดของผู้คนทั้งประเทศ ก็ยิ่งเป็นความสูญเสียย่อยยับ จนแทบไม่กล้าจินตนาการนึกถึงว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงไร

นิยายเรื่องนี้จบลงด้วยอารมณ์ทั้งสวยและเศร้า พร้อมๆ กับมีความลับบางอย่างที่เปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด (ขอแนะนำว่า เพื่ออรรถรสที่ถึงพร้อม ไม่ควรอ่านข้อความโปรยตรงปกหลังก่อน)

ผมบอกได้เพียงแค่ว่า ผมอ่านนิยายเรื่องนี้จบลงแล้วไม่ได้ร้องไห้เสียน้ำตา แต่เกิดอาการ “ฝนตกหนักในใจ”

จนถึงขณะที่เขียนอยู่นี้ ฝนก็ยังไม่ยอมหยุดตก

(เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 29 กันยายน 2551)

วันอังคาร, สิงหาคม 11, 2009

เหตุผลที่ควรเดินช้า โดย "นรา"


ช่วงสัปดาห์กว่า ๆ ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ดูหนังเก่าและใหม่อย่างละหนึ่งเรื่อง คือ Tokyo Tower และ Click

Tokyo Tower เป็นหนังประเภทที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าพล็อต มีเค้าโครงเบาบาง เน้นการบอกเล่ารายละเอียดกระจัดกระจาย ไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน เรื่องคร่าวร่าว ๆ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกครอบคลุมช่วงเวลาหลายสิบปี

ใจความหลักของหนังก็คือ การแสดงให้เห็นชีวิตช่วงวัยรุ่นของฝ่ายลูก ซึ่งเกิดเหตุก้าวถลำพลาดพลั้งเพราะสิ่งเย้ายวนต่าง ๆ จนเกือบจะล้มเหลวเรียนไม่จบ แต่ก็รอดพ้นมาได้อย่างฉิวเฉียด ด้วยความรักอันไร้ขีดจำกัดของแม่ และมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว ประกอบอาชีพการงานมั่นคง จนกระทั่งสามารถกลับมาเป็นฝ่ายดูแลแม่ผู้แก่เฒ่า (และล้มป่วยด้วยโรคร้าย)

จุดเด่นก็คือ มันเป็นหนังชีวิตที่เรียบง่ายเหลือเกิน แม้จะเต็มไปด้วยเหตุการณ์มากมาย ซึ่งสามารถบีบคั้นฟูมฟายเร้าอารมณ์ได้สบาย ๆ ทว่าคนทำหนังกลับหลีกเลี่ยงเสนอแบบผ่าน ๆ ปล่อยให้เรื่องราวค่อย ๆ บดขยี้สร้างความสะเทือนใจทีละน้อยอย่างใจเย็น (ผมประทับใจกับฉากแม่ลูกเดินจูงมือกันข้ามถนนมากเป็นพิเศษ)
ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ อารมณ์เศร้าชนิด “เอาตาย” แบบ feel good

ดูจบแล้ว ผมแทบไม่ได้คิดถึง Tokyo Tower ในแง่มุมของการวิจารณ์เลย และแยกแยะไม่ถูกหรอกว่า หนังดีหรือไม่ดีอย่างไร รู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเองว่า อยากนั่งรถทัวร์เดินทางไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัดขึ้นมาฉับพลัน

ส่วนเรื่อง Click นั้นมาในทางตรงกันข้าม หน้าตาภายนอกเป็นหนังตลกเต็มตัว ว่าด้วยสถาปนิกหนุ่ม ซึ่งใฝ่ฝันอยากประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพการงาน จนกระทั่งยินยอมสละเวลาที่ควรจะมีให้แก่ “ครอบครัว”

วันหนึ่ง คุณพระเอกก็พบกับบุรุษลึกลับ และได้รับมอบรีโมทคอนโทรลสารพัดประโยชน์ ไม่เพียงแต่จะสามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้แบบเอนกประสงค์เท่านั้น ทว่าอุปกรณ์ดังกล่าวยังสามารถกำหนดความเป็นไปของชีวิตได้อีกด้วย เช่น ย้อนถอยกับไปดูเหตุการณ์ในอดีต, กดปุ่มปิดเสียงของคู่สนทนา, เร่งสปีดสถานการณ์ที่เชื่องช้าให้กระชับฉับไว, หยุดความเคลื่อนไหวรอบข้างชั่วขณะ ฯลฯ

นับจากนั้นสถาปนิกหนุ่มก็ใช้รีโมทคอนโทรลแบบไม่ยั้งมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ่มกลไกเกี่ยวกับการเร่งเหตุการณ์เคลื่อนไปสู่ข้างหน้าอย่างฉับไว (เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์น่าอึดอัดรำคาญใจ เช่น ขณะกำลังทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียงกับภรรยา, ช่วงอาบน้ำแต่งตัวยามเช้าก่อนไปทำงาน, ข้ามเหตุการณ์รถติดเสียเวลาบนท้องถนน ฯลฯ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เร่งรัดเวลาอันเนิ่นนานยืดยาวในการทำงาน เพื่อผ่านเลยไปสู่ความสำเร็จบั้นปลายในชั่วพริบตา

พูดง่าย ๆ ว่า เขาเร่งสปีดเพื่อหลีกเลี่ยงเว้นข้ามห้วงเหตุการณ์ที่มีปัญหา และใช้ความเร็วมาขจัดลบล้างเรื่องที่ต้องใช้เวลารอคอยล่าช้าไม่ทันใจ

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ ชายหนุ่มทำรายละเอียดต่าง ๆ ในช่วงเร่งรัดให้เวลาคืบหน้ารวดเร็ว ตกหล่นสูญหายไปเกือบหมด กระทั่งเหมือนกับชีวิตที่เคว้งคว้างว่างโหวง เหลือเพียงเหตุปัจจุบันเฉพาะหน้า ทว่าปราศจากเรื่องราวใด ๆ ในอดีตให้จดจำ

ย่ำแย่ร้ายกาจกว่านั้นก็คือ การกดปุ่มเร่งรัดเวลาบ่อยครั้ง ส่งผลให้เครื่องมือวิเศษสารพัดประโยชน์เกิดอาการรวน เร่งรวบเหตุการณ์ไปข้างหน้าอยู่บ่อยครั้ง จากชายหนุ่มกลายเป็นวัยกลางคน ล่วงเลยสู่ช่วงชราภาพโดยรวดเร็ว เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นานาสารพัด และล้วนแต่หนักไปในทางร้ายติดลบ (เช่น ภรรยาขอหย่าร้างชีวิตครอบครัวล้มเหลว ฯลฯ) ความสำเร็จหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ มีเพียงความก้าวหน้าในอาชีพการงานเท่านั้น (เมื่อตัดพ้อต่อว่าบุรุษลึกลับเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ ก็ได้รับคำตอบยืนยันว่า ก่อนจะมีรีโมท สถาปนิกหนุ่มก็ใช้ชีวิตเร่งรัดเช่นนี้อยู่ก่อนแล้ว)

ถึงตรงนั้นคุณพระเอกของเราก็พบว่าตนเองโดดเดี่ยวไม่มีใคร และมีแต่อดีตไม่พึงปรารถนา (คือ เหตุชวนหงุดหงิดจนทำให้เขาต้องกดรีโมทเร่งสปีด) เต็มไปหมด
ที่สำคัญคือ เขาใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ กระทั่งพล่าผลาญเวลาสูญหายสิ้นเปลือง เป็นชีวิตที่กล่าวได้ว่ามีแต่เค้าโครงเรื่องย่อคร่าว ๆ ปราศจากรายละเอียด เป็นชีวิตที่บรรลุผลตามเป้าหมาย แต่ขาดไร้สิ่งที่เรียกกันว่า ทิวทัศน์ “ระหว่างทาง”

Click ใช้เรื่องราวแบบแฟนตาซีและนิทานสอนใจ มาเปรียบเปรยกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ของคนชั้นกลางในสังคมอเมริกัน ซึ่งบ้างานแบบไม่ลืมหูลืมตา กระทั่งทำลายสายใยผูกพันในครอบครัวล่มสลายพังพินาศ

ที่ผมนึกไม่ถึงก็คือ มันเป็นหนังตลกแค่ครึ่งเดียว เฉพาะช่วงสาธิตแสดงให้เห็นถึงลูกเล่นของรีโมทมหัศจรรย์ พ้นจากนั้นแล้วก็กล่าวได้ว่า เป็นหนังชีวิตสะเทือนอารมณ์ ฉายภาพด้านลบของวิถีความเป็นอยู่แบบทุนนิยม/วัตถุนิยมสุดขั้วได้น่าสะพรึงกลัวมาก

ฉากที่ชวนให้ใจสลายเป็นอย่างยิ่งคือ เมื่อคุณพระเอกเพิ่งทราบข่าวว่าพ่อของตนเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เขาพยายามกดปุ่มย้อนอดีตก็พบเพียงความว่างเปล่า (เนื่องจากตอนที่พ่อเสียชีวิต เขาไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย) สิ่งที่ทำได้มากสุด จึงเป็นแค่ย้อนกลับไปยังการพบปะกันครั้งสุดท้าย ซึ่งเขานั่งหมกมุ่นคร่ำเคร่งอยู่กับงานในออฟฟิศ พ่อผู้ชราภาพเข้ามาชักชวนไปหากิจกรรมผ่อนคลายหลังเลิกงาน แต่ฝ่ายลูกกลับตอบปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย (และไม่ยอมแม้แต่จะเสียเวลาชั่วครู่ เงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ) ที่เจ็บปวดสุด เขายังพูดจาไม่ยั้งคิดทำร้ายจิตใจผู้เฒ่าอย่างรุนแรงเกินให้อภัย

เมื่อย้อนหลังกลับไปดูอดีตที่ไม่อาจแก้ไข คุณพระเอกของเรา จึงทำได้มากสุดเพียงแค่ “หยุดความเคลื่อนไหว” ขณะที่พ่อกำลังเดินหันจากมาด้วยอาการใจสลาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะบอกกล่าวสารภาพความในใจว่า “พ่อครับ ผมรักพ่อ” ในวาระที่ทุกสิ่งทุกอย่าง “สายเกินไป”

แม้จะเป็นหนังที่นำเสนอด้วยอารมณ์และบรรยากาศห้อมล้อม ผิดแผกแตกต่างกันอยู่เยอะ แต่จุดร่วมประการหนึ่งที่ Tokyo Tower และ Click มีอยู่ตรงกันก็คือ ประเด็นว่าด้วยความรักความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก การชี้ชวนให้ผู้ชมหันมาตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของช่วงหนึ่งในชีวิต-ซึ่งไม่ยาวนานนัก-ที่มีอยู่ร่วมกัน (และควรจะใช้สอยมันอย่างคุ้มค่าเปี่ยมความหมาย)

ขอสารภาพว่า ผมดูแล้วน้ำตาร่วงทั้งสองเรื่อง และเมื่อนึกทบทวนความหลังอย่างตรงไปตรงมา ล้วนเคยก่อความผิดพลาดเช่นเดียวกับตัวละครในหนัง ทั้งการทำตัวเหลวไหลให้เป็นภาระหนักอกของพ่อแม่ และการเลือกวิถีชีวิตเร่งรีบ จนละทิ้งใส่ใจต่อสมาชิกในครอบครัวน้อยเกินไป

สมัยวัยรุ่นนั้น พฤติกรรมแบบไร้เดียงสาไม่เข้าใจโลกของผม ทำให้แม่ต้องกลัดกลุ้มเสียน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็พูดได้อีกเช่นกันว่า น้ำตาของแม่เป็นสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งให้ผมสามารถรอดพ้นจากการเสียผู้เสียคน กลับมาเกิดสติใช้ชีวิตอยู่บนหนทางที่ถูกที่ควร

คล้อยหลังจากนั้น ในการสนทนาหลายต่อหลายครั้ง แม่มักจะบอกกับผมอยู่เสมอว่า แค่เพียงไม่ต้องหวาดวิตกกังวลเรื่องลูกจะเดินผิดก้าวพลาด มีอาชีพการงานที่สุจริต และสามารถเลี้ยงดูตนเองได้โดยไม่เดือดร้อน นั่นถือได้ว่าเป็นความสุขสูงสุดของแม่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แม่จะไม่เคยพูดออกมาตรง ๆ แต่ผมเชื่อว่า กระทั่งทุกวันนี้ แม่ก็ยังไม่เคยเลิกหรือหยุดห่วงใยบรรดาลูก ๆ

เวลาอาจจะเคลื่อนผ่านไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้คนเราเกิดการเปลี่ยนสถานะจากวัยหนึ่งสู่อีกวัยหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่ในสายตาและมุมมองของผู้เป็นแม่ ลูกทุกคนยังคงเป็นเสมือนลูกนกหัดบิน ที่ต้องเฝ้ามองสอดส่องด้วยความระมัดระวังใส่ใจอยู่เสมอ

นอกเหนือจากการดูแลแม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ผมคิดว่าสิ่งสำคัญอีกประการที่ลูกทุกคนพึงกระทำก็คือ การเดินช้า ๆ บินช้า ๆ อย่างรอบคอบรัดกุม เพื่อให้แม่วิตกกังวลห่วงใยน้อยสุด

การเดินช้าหรือบินช้าในที่นี้ ผมหมายถึงทัศนคติต่อการทำงานและการใช้ชีวิต

ผมนั้นไม่ใช่คนบ้างาน ปราศจากเป้าหมายไกล ๆ หรือแผนการว่าจะต้องทำโน่นทำนี่ใหญ่โตให้สำเร็จภายในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้

เป้าหมายใกล้ตัวของผมจึงมีอยู่แค่ ทำงานเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด และทำอย่างเต็มที่ตามกำลังสติปัญญาจะเอื้ออำนวย แสวงหารายรับพอเหมาะสม ไม่เป็นหนี้ใคร มีเงินพอจับจ่ายใช้สอยเท่าที่จำเป็น เหลือเก็บออมไว้ส่วนหนึ่งสำหรับรับมือกับกรณีฉุกเฉิน

พ้นจากนี้แล้ว สิ่งสำคัญสูงสุดก็คือ การใช้เวลาดูแลทุกข์สุขซึ่งกันและกันกับคนรอบข้างที่รักใคร่ผูกพันเท่านั้นนะครับ

ส่วนความสำเร็จหรือชื่อเสียงลาภยศ ผมคิดว่าไม่จำเป็น ทุกสิ่งทุกอย่างมันจบลงตั้งแต่ผมทำงานเสร็จแล้ว ถ้างานออกมาเป็นที่พึงพอใจ มีประโยชน์ทางหนึ่งทางใดต่อผู้อ่านอยู่บ้าง นั่นนับเป็นความสำเร็จ ในทางตรงข้าม หากออกมาบกพร่อง ผมถือว่าเป็นความล้มเหลวสุดขีดที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงมิให้ผิดพลาดซ้ำสอง

เปรียบการใช้ชีวิตเหมือนการเดินทาง ผมให้น้ำหนักความสำคัญกับ “ระหว่างทาง” มากกว่า “เป้าหมาย” กล่าวคือ ที่สุดแล้วจะไปถึงไหนก็ไม่เป็นไร แต่เส้นทางหรือวิธีการนั้น ควรจะอยู่บนความถูกต้องดีงาม เป็นวิถีที่สามารถก้าวเดินด้วยความสุขสงบ

ผมเชื่อต่อไปอีกนิดว่า เส้นทางมุ่งสู่สรวงสวรรค์ ไม่น่าจะบรรลุถึงด้วยวิธีการเหยียบย่ำผู้อื่น แต่สมควรเป็นการประคับประคองช่วยเหลือหยิบยื่นน้ำใจไมตรีต่อกันและกันมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่ละท่านอาจจะคิดเห็นแตกต่างกันได้ และยิ่งไม่ควรมีการใช้ความเชื่อแบบหนึ่ง ไปตัดสินความเชื่อที่เห็นต่างไม่ตรงกันว่าเป็นสิ่งเลวร้าย

ผมเพียงแต่มั่นใจว่า แม่คงจะมีความสุขขึ้นมาสักเล็กน้อย ถ้ารู้ว่าการเดินช้า, ความเชื่อ และทัศนคติต่าง ๆ ของผมในปัจจุบัน จะทำให้แม่ลดทอนความกังวลห่วงใยต่อผมลงไปได้บ้าง

ผมเคยทำให้แม่เสียใจและร้องไห้มาแล้วบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจลบล้างไถ่ถอน แต่ข้อดีงามอย่างหนึ่งของชีวิตก็คือ ยังมีโอกาสอีกมากมายในการทำให้แม่เกิดรอยยิ้มอย่างมีความสุข

แม่ผมอ่านหนังสือไม่ออกนะครับ แต่ผมก็อยากจะเขียนถึงเรื่องเหล่านี้ เพื่อแม่และทุก ๆ คนที่เป็นแม่


(เขียนเมื่อ 3 พฤษภาคม 2551 เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน นำมาลงในบล็อกให้อ่านกันอีกครั้ง เนื่องในวาระวันแม่นะครับ)

คืนนั้นดวงจันทร์ส่องแสงเหมือนหยาดน้ำตา โดย "นรา"







ชื่อบทความชิ้นนี้ อาจชวนให้เข้าใจล่วงหน้าไขว้เขวอยู่สักหน่อยว่า คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องรักหวานขมสะเทือนอารมณ์

ไม่ใช่หรอกนะครับ แท้จริงแล้วผมนำมาจากประโยคหนึ่งที่ปรากฎในตอนท้าย ๆ ของนิยายเรื่อง Animal’s People (ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อ “เรียกผมว่า ไ...อ้สัตว์” สำนวนแปลโดยวิภาดา กิตติโกวิท) ซึ่งมีรายละเอียดเนื้อใน ห่างไกลจากเรื่องรักโรแมนติคอยู่เยอะทีเดียว

นิยายยอดเยี่ยมเรื่องนี้ เชื่อมโยงอยู่กับเหตุโศกนาฎกรรมที่เคยเกิดขึ้นจริง ในเมืองโภปัล ประเทศอินเดียเมื่อปี 1984

กลางดึกคืนวันที่ 3 ธันวาคม ปีนั้น เกิดเหตุระเบิดในโรงงานผลิตยาฆ่าแมลงของบริษัทยูเนียนคาร์ไบด์ ส่งผลให้สารเคมีและก้าซพิษรั่วไหลแพร่กระจายไปทั่วเมืองโภปัล คร่าชีวิตชาวบ้านประมาณสองพันคนในทันที และล้มตายอีกราว ๆ สองหมื่นในเวลาต่อมา

กรณีดังกล่าว เรียกขานกันว่า “หายนะที่เมืองโภปัล” เป็นอุบัติเหตุเกี่ยวกับสารพิษที่รุนแรงสาหัสมากสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ที่น่าสะเทือนใจยิ่งก็คือ หลังจากค่ำคืนแห่งโศกนาฎกรรมผ่านพ้นไปแล้ว พิษร้ายยังแทรกซึมปนเปื้อนอยู่ในพื้นดินและน้ำดื่ม ส่งผลให้ชาวเมืองนับแสนคน ล้มป่วยและพิการ

เหตุดังกล่าวผ่านพ้นล่วงเลยมา 20 กว่าปีแล้ว ทว่าบริษัท ยูเนียนคาร์ไบด์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ได้หนีจากหายไปโดยไม่เหลียวแลรับผิดชอบ กระทั่งกลายเป็นคดีฟ้องร้องที่ยังคงยืดเยื้อคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน

เป็นการต่อสู้เพื่อทวงถามเรียกร้องความยุติธรรม ระหว่าง 2 ฝ่ายที่แตกต่างเหลื่อมล้ำกันสุดขั้ว ฝ่ายหนึ่งคือชาวบ้านผู้ยากไร้ขัดสน (แถมยังเจ็บป่วย) มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่เลวร้ายเสมือนดังพำนักอาศัยใน “นรกบนดิน” กับอีกฝ่ายคือ บริษัทยักษ์ใหญ่ทุนข้ามชาติที่มีพร้อมทั้งกำลังเงิน, อำนาจ, อิทธิพล และเครือข่ายกว้างขวางในการประชาสัมพันธ์สร้างภาพ รวมทั้งว่าจ้างทนายความเก่ง ๆ มาเล่นแง่ทางด้านตัวบทกฎหมาย

ยิ่งไปกว่านั้น ทางบริษัทยักษ์ใหญ่ ยังใช้เงื่อนไขทางด้าน “การลงทุน” ในอินเดีย เป็นกลไกสำคัญในการกดบีบข้าราชการและรัฐบาลอินเดีย กระทั่งเกิดอาการ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” เพิกเฉยมองข้ามความทุกข์ยากลำบากของชาวบ้าน และไม่ดำเนินไปตามครรลองอันถูกต้องถ่องแท้ของกระบวนการยุติธรรม

ผู้เขียนนิยายเรื่อง Animal’s People คือ อินทรา สิงห์เกิดในอินเดีย เติบโตที่บอมเบย์ เรียนจบปริญญาตรีทางด้านวรรณคดีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และเคยมีอาชีพเป็นก็อปปีไรเตอร์เขียนข้อความโฆษณาให้แก่เอเยนซีชื่อดังในอังกฤษ

ในปี 1994 เขาได้รับการไหว้วานร้องขอให้ช่วยรณรงค์ เพื่อระดมทุนก่อตั้งคลีนิครักษาฟรีให้แก่ชาวเมืองโภปัล จึงเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์เดอะ การ์เดียน กระทั่งได้รับการสนับสนุนท่วมท้นล้นหลามจากผู้อ่าน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นนำพาเขาเข้าไปสัมผัสรับรู้ปัญหาความทุก์ยากเดือดร้อนชนิดหยั่งลงสู่รากลึก

ถัดจากนั้นอินทรา สิงห์ก็ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ “หายนะที่เมืองโภปัล” อีกหลายต่อหลายครั้ง และมีบันทึกข้อมูลจำนวนหนึ่ง ซึ่งตระเตรียมใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับเขียนบทหนังเรื่อง Bhopal Express ในปี (เดิมหนังเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า Green Song)

นั่นคือ จุดเริ่มต้นสำหรับความคิดที่จะนำบันทึกข้อมูลดังกล่าว มาเขียนดัดแปลงเสียใหม่เป็นนิยายเกี่ยวกับโศกนาฎกรรมที่โภปาล

อินทรา สิงห์เริ่มลงมือเขียนนิยายในช่วงฤดูร้อนปี 2001 แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่น่าพึงพอใจนัก จนกระทั่งได้พบกับสองบุคคลที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

มีเพื่อนบางคนมาบอกเล่าให้เขาฟังถึง ชายหนุ่มพิการชื่อสุนิล กุมาร ซึ่งมีกระดูกหลังคดงอ จนต้องเดินสี่เท้า ถัดมาลูกสาวของอินทรา สิงห์เล่าให้ฟังว่า เธอไปพบแม่ชีชราชาวฝรั่งเศส ซึ่งหลงลืมภาษาอื่น ๆ หมดสิ้น จดจำได้เพียงแต่ภาษาฝรั่งเศสที่นางเคยพูดเมื่อครั้งวัยเด็ก

ทั้งสองกลายเป็นที่มาแรงบันดาลให้แก่ตัวละครสำคัญในนิยาย คือ ชานวร (อ่านว่า ชาน-นะ-วอน) และแม่ชีฟรองซี

เมื่อค้นพบตัวละครอย่างชานวร ก็เหมือนกับอินทรา สิงห์เล็งเห็นหนทางสว่างในการเขียนนิยายเรื่องนี้นะครับ คือ รู้ว่าจะบอกเล่าเรียงลำดับเหตุการณ์ เชื่อมโยงร้อยเรียงข้อมูลอันกระจัดกระจายให้เป็นเอกภาพกลมกลืนกันได้อย่างไร

อินทรา สิงห์ใช้เวลาเขียนเรื่อง Animal’s People อยู่ประมาณ 5 ปี จึงเสร็จสิ้นสมบูรณ์

ในนิยายเขาได้สร้างเมืองสมมติขึ้นมาชื่อเขาฟ์ปุระ (khaufpur) และไม่ระบุชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของโรงงานต้นเหตุสารพิษรั่ว แต่กล่าวถึงเพียงแค่ในนาม “กัมปานี” เหตุผลก็เพราะเขาไม่ต้องการให้ข้อเท็จจริงตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ มาเป็นกรอบจำกัดจินตนาการส่วนตัวในการเล่าเรื่อง

ที่สำคัญ เจตนาในการเขียนนิยายเรื่องนี้ของอินทรา สิงห์ (จากคำให้สัมภาษณ์โดยตัวเขาเอง) ต้องการบอกเล่าถึงชีวิตของผู้คน (ซึ่งมีนัยยะเชื่อมโยงพาดพิงไปถึงชาวเมืองโภปัล) สิ่งที่พวกเขารู้สึกนึกคิด ชะตากรรมทุกข์ยากที่พบเผชิญ สภาพความเป็นอยู่ ฯลฯ มากกว่าจะพูดถึงลำดับความเป็นมาเป็นไปต่าง ๆ ของเหตุการณ์ “หายนะที่เมืองโภปัล” โดยตรง (อันเป็นสิ่งที่ชาวโลกรับทราบกันดีอยู่แล้ว)

“เรียกผมว่า ไ...อ้ สัตว์” เป็นนิยายที่สามารถสะกดตรึงผู้อ่านตั้งแต่เริ่มเรื่อง โดยให้ตัวเอกบอกกล่าวทักทายกับผู้อ่านว่า “ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นมนุษย์...”

ขอสารภาพว่า เหตุผลเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้ผมเสี่ยงซื้อนิยายเรื่องนี้ โดยไม่ทราบอะไรมาก่อนเลย ก็เพราะวรรคทองนี้เอง กล่าวคือ ผมเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า ถ้าลำพังแค่ประโยคเริ่มต้นยังเฉียบคมถึงเพียงนี้ รายละเอียดอื่น ๆ ถัดมาก็น่าจะดีเยี่ยม (ผลปรากฎว่า ผมเดาถูกนะครับ)

เรื่องทั้งหมดเล่าผ่านมุมมองของชานวร โดยกำหนดให้เขาอัดเสียงคำพูดตนเองลงในเครื่องบันทึกเทป ตามคำขอร้องจากนักข่าวชาวตะวันตก (ซึ่งไม่ได้ปรากฎตัวมีบทบาทเลยตลอดทั้งเรื่อง)

ชานวรเกิดมาได้เพียงแค่ไม่กี่วัน ก็ประสบเหตุ “คืนนั้น” จนทำให้พ่อแม่ของเขาเสียชีวิต ส่วนทารกน้อยรอดตาย ได้รับการเลี้ยงดูและเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยแม่ชีฟรองซี (ซึ่งเคยพูดได้หลายภาษา แต่หลังจากโดนก้าซพิษเข้าไป ก็ลืมเลือนหมด สามารถสื่อสารได้แค่ภาษาฝรั่งเศส และเชื่อเป็นตุเป็นตะว่า ภาษาอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ไม่ใช่ภาษามนุษย์)

จนกระทั่งเมื่ออายุหกขวบ ชานวรก็เกิดอาการไข้ขึ้น ปวดร้าวไปทั้งตัว หลังจากนั้นโครงกระดูกบริเวณกลางหลังก็คดงอบิดเบี้ยว กระทั่งไม่อาจยืนตัวตรงและเดินสองเท้าได้เหมือนผู้คนอื่น ๆ ต้องใช้มือคืบคลานค้ำยันเหมือนสัตว์สี่เท้า

นั่นเป็นที่มาของชื่อชานวร (แปลว่า “สัตว์” ในต้นฉบับภาษาอังกฤษเรียกชื่อตัวละครว่า Animal) ซึ่งเกิดจากการเรียกขานด้วยน้ำเสียงล้อเลียนของคนรอบข้าง

ปมด้อยและความพิกลพิการดังกล่าว รวมทั้งสภาพจิตใจที่มีอาการวิกลจริตอยู่บ้าง ส่งผลให้ชานวร ขมขื่นคับแค้นและรู้สึกว่าตนเองผิดประหลาดไม่เข้าพวกกับผู้อื่น เขาจึงสร้างเกาะคุ้มกัน ด้วยการเลือกข้างยืนกรานที่จะเป็น “สัตว์” และปฏิเสธความเป็น “มนุษย์” (และมักจะหยิบยกมาเป็นเหตุผลข้ออ้างอย่างดื้อรั้นอยู่บ่อยครั้ง ในการไม่ยอมประพฤติตนตามกติกาของสังคมส่วนรวม)

ความไม่ปกติของชานวรนี่แหละครับ คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คำบอกเล่าต่าง ๆ ที่ปรากฎในนิยายเรื่องนี้ “พิสดาร” และเต็มไปด้วยรสชาติหลากหลายชวนอ่าน ทั้งตลกขบขัน ช่างเหน็บแนม เย้ยหยัน ละเมียดละเอียดอ่อน ก้าวร้าวหยาบคาย มีลีลางดงามเหมือนบทกวี ดิบเถื่อนสากกร้านชวนพะอืดพะอม ความเข้มข้นสมจริง รวมไปถึงบรรยากาศในเชิงอุปมาอุปมัยจนเหนือจริง (เช่น การที่เขาได้ยินเสียงต่าง ๆ มากมายในหัวพูดคุยกันเอง หรือแม้กระทั่งสามารถคุยกับซากทารกสองหัวที่ดองน้ำยาในขวดโหล)

นิยายเรื่องนี้ ไม่ได้มีพล็อตหรือเค้าโครงหวือหวา แต่ในรายละเอียดที่บอกเล่าอย่างลื่นไหลฉวัดเฉวียน มันเป็นเรื่องว่าด้วยมุมมองของสัตว์ (ชานวร) ซึ่งมีต่อผู้คนหลากหลายชีวิตที่ห้อมล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวเขา, ว่าด้วยผู้คนจำนวนหนึ่ง ที่มีเปลือกนอกและสภาพความเป็นอยู่อัปลักษณ์ทุเรศนัยน์ตา แต่เปี่ยมด้วยจิตใจสวยงาม, ว่าด้วยมนุษยธรรมอันซาบซึ้งน่าประทับใจบนชะตากรรมรันทดหดหู่, ว่าด้วยตัวละครที่เป็นสัตว์ทางกายภาพ แต่มีจิตใจเป็นมนุษยที่แท้ไม่ด้อยไปกว่าใคร, ว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างความดีกับความเลว, ว่าด้วยศรัทธามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว บนสภาพความเป็นจริงที่แทบไม่เหลืออะไรให้หวังหรือยึดเหนี่ยว, ว่าด้วยสวรรค์บนดินที่กลายเป็นนรกเพียงชั่วข้ามคืน และนรกอันยาวนานที่มีมุมหนึ่งของสรวงสวรรค์แฝงซ่อนอยู่

เหนือสิ่งอื่นใดคือ การที่ชานวรใช้วิธีเยาะเย้ยตอบโต้ทุกข์ยากโศกนาฎกรรมของตนเอง ด้วยอารมณ์ขันอันชาญฉลาดคมคาย

บางรายละเอียดในนิยายเรื่องนี้ โหดร้ายทารุณและเศร้าสลดหดหู่ทำร้ายจิตใจ เกินกว่าที่ผมจะกล้าใช้คำว่า “สนุก” แต่โดยรวมแล้วผมสรุปได้ว่า Animal’s People เป็นนิยายที่เขียนได้อย่างมีชีวิตชีวา ชนิดหยิบอ่านแล้ววางไม่ลง นี่เป็นโศกนาฏกรรมที่บอกเล่าอย่างรื่นรมย์หรรษา และทำให้อ่านจบลงด้วยรอยยิ้มเปื้อนหยดน้ำตา

โดยเฉพาะช่วงสองสามบทท้าย ๆ (ประมาณ 70 หน้ากระดาษ) อินทรา สิงห์ เขียนได้ประณีตวิจิตรทรงพลังอย่างยิ่ง และเล่นงานจู่โจมกระหน่ำโบยตีอารมณ์ของผู้อ่านหนักหน่วง ทั้งตื่นเต้นระทึกใจ, ทั้งโศกสลดจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่, ทั้งสยดสยองน่ากลัวราวกับฝันร้าย

ที่สำคัญมันนำเสนอบทสรุปในแบบไม่เป็นสูตรสำเร็จ ไม่ได้จบอย่างสุขสดชื่นสมหวัง หรือจบแบบโศกนาฎกรรมทำร้ายจิตใจ แต่เป็นการลงเอยที่เปี่ยมความหวัง งดงาม ก่อเกิดศรัทธาต่อการมีชีวิตและความเป็นมนุษย์อย่างแรงกล้า เป็นการจบโดยปล่อยให้เหตุการณ์ต่าง ๆ และตัวละคร ยังคงมีชีวิตโลดแล่นอยู่ในใจของผู้อ่าน

นี่คือ นิยายที่น่าประทับใจมากสุดอีกเรื่องหนึ่งในชีวิตการอ่านของผม






(เขียนเมื่อ 2 สิงหาคม 2551 ตีพิมพ์และเผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในการเพยแพร่คราวนี้ คงไว้ตามเดิมทุกอย่าง ไม่ได้แก้ไขขัดเกลาใด ๆ แต่อยากจะยืนยันอีกครั้งว่า เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมมาก และขอแนะนำอย่างออกนอกหน้า

พร้อม ๆ กันนี้ ก็ต้องขออภัยสำหรับการหายหัวหายตัวหายหน้าหายตาไปหลายเดือน ช่วงที่ผ่านมา ผมออกไปใช้ชีวิตโลดโผนผจญภัย ทำให้เกิดความอัตคัดขาดแคลนเวลาสำหรับดูแลบล็อก ตอนนี้ราชการบ้านเมืองก็คลี่คลายไปเยอะแล้ว คงจะกลับสู่ภาวะปกติ และเจอะเจอกันบ่อยขึ้นในเร็ววันนี้นะครับ)

วันเสาร์, พฤษภาคม 30, 2009

นิทานข้างผนัง (ตอนจบ):ภาพที่เกินมา โดย "นรา"












ตะวันคล้อยต่ำสาดสีหมากสุก ลมโกรกจากป่าผ่านมาสู่ทุ่ง จำเรียงนั่งเหม่อลอยอยู่หน้ากระท่อม นับแต่พ่อแผ้วผัวรัก รับอาสาพระครูสังเขียนภาพมารประจญในโบสถ์ ล่วงถึงบัดนี้ก็เจ็ดเดือนเข้าให้แล้ว

เห็นหลังคาโบสถ์อยู่ลิบ ๆ สุดตา รู้แน่ว่าเจ้าแผ้วอยู่ ณ ที่นั้น แต่ก็ไม่อาจเยี่ยมสู่พบปะ ที่ใกล้เพียงตาแลเห็น ก็กลายเสมือนดั่งไกลสุดตา เลือนรางประหนึ่งเป็นเพียงเงาจาง ๆ ของความฝันอันคลุมเครือ

คล้อยหลังจากพรากกันเพียงมินาน จำเรียงก็พบว่าตัวเจ้านั้นตั้งท้อง จึงรีบตรงไปทำบุญที่วัด บอกกล่าวให้พระครูขรัวเฒ่ารู้ข่าว หวังว่าท่านจะเล่าต่อให้เจ้าแผ้วที่กักตัวเองเขียนรูปในโบสถ์ได้รู้ แลเมื่อมันรู้ การที่ยังคั่งค้างอยู่ ก็จักเร่งมือให้แล้วเสร็จในเร็ววัน

นับแต่นั้นสืบมา ทุกย่ำค่ำจำเรียงก็จับจ้องมองไปยังทิศที่ตั้งของโบสถ์ ชะเง้อชะแง้แลหาว่าเมื่อไร ผัวรักจึงจะกลับ

จำเรียงมิได้ฉุกใจคิดเลยสักนิดว่า พระครูสังเก็บงำข่าวที่มันตั้งท้องไว้มิดชิด มิได้บอกกล่าวให้แผ้วล่วงรู้

๑๐
เป็นเพลาข้างขึ้น เดือนเด่นจันทร์ลอย ทั่วหมู่บ้านแลคล้ายกำลังหลับ ไร้สุ้มเสียงผู้คน มีเพียงแมลงกลางคืนกรีดร้องระงม แว่วมาจากตรงนั้น ตรงนี้ อื้ออึงสลับกันไป

แต่พระครูสังยังมิอาจข่มตาหลับ ขรัวเฒ่าเฝ้าคิดตรองไม่ตกว่าควรทำกระไรดี จะแจ้งข่าวให้แผ้วรู้ว่าเมียมันท้อง ก็เกรงทำร้ายเจ้าหนุ่มให้สมาธิแตกซ่าน เป็นภัยแก่มันยิ่งนัก ครั้นจะนิ่งเฉยอมพะนำ ก็ผิดบาปทั้งละเมิดศีลมุสาโป้ปด บอกกล่าวความจริงไม่หมด คล้ายดั่งท่านเป็นใจรู้เห็น พรากผัวเมียจากกัน

ครั้นแล้วท่านพระครูก็พอจะคิดอ่านหาหนทางคลี่คลาย จึงมุ่งตรงไปยังโบสถ์กลางวิกาล

“แผ้วเอ๊ย หลับรึยัง?” พระครูสังเคาะประตูเรียกขาน
“ยังขอรับ” เสียงขานรับจากเจ้าแผ้วดังลอดประตูออกมา
“ข้ามีเรื่องจะหารือกับเอ็ง” ขรัวเฒ่ากล่าวช้า ๆ ชัดถ้อยชัดความ
“การอันใดขอรับ หลงพ่อ” เสียงเจ้าหนุ่มเจือความสงสัยอยู่ในที
“เอ็งเลิกเขียนผนังโบสถ์ กลับบ้านกลับช่องเสีย ปล่อยทิ้งไว้หยั่งงั้นแหละ” ท่านพระครูเอ่ยด้วยความห่วงใย
“มีเหตุอันใดรึขอรับ” เสียงนั้นฉงนใจแลร้อนรนจนจับความชัดถนัดหู
“ข้าคิด ๆ ดูแล้ว มันเสี่ยงเกินไป” ขรัวเฒ่าแถลงไขพร้อมทั้งถอนหายใจเฮือกใหญ่
“พระคุณท่าน กระผมหาได้เกรงอันใดไม่ แลพร้อมสละตนเองทุกสิ่ง เพื่อกิจอันเป็นพุทธบูชา” น้ำเสียงเจ้าหนุ่มหนักแน่นดื้อดึง คล้ายปิดกั้นช่องทางมิให้สิ่งใดเล็ดรอดมาโยกคลอนการปลงใจของมัน

พระครูสังเกือบจะหลุดปากบอกข่าวเรื่องจำเรียง แต่ท่านก็หักห้ามตนเองไว้ทัน

“ลูกเอ๋ย เอ็งจะว่ากระไร หากข้าจะขอให้เอ็งเลิกเขียน ด้วยเหตุสำคัญที่มิอาจแพร่งพราย” ขรัวเฒ่าโน้มน้าวอีกครั้ง
“ไฉนหลงพ่อ จึงบอกให้ข้ารู้ไม่ได้” เจ้าแผ้วซักไซร้ไล่เรียง
นิ่งไปอึดใจ พระครูสังก็พูดอย่างปลง ๆ แลจนปัญญา “ก็เพราะข้ารู้ว่า ต่อให้บอกเล่าแล้ว เอ็งก็ไม่มีเปลี่ยนใจ”
“ข้าขอเถิดพระคุณท่าน ขอให้ข้าได้เขียนโบสถ์จนแล้วเสร็จ” เสียงของเจ้าหนุ่มเต็มไปด้วยความปรารถนาร้อนแรง จนใครที่ได้ยินได้ฟังก็หักใจขัดขืนความต้องการของมันไม่ลง

คืนนั้น พระครูสังกลับกุฏิสวดมนต์ภาวนา อาราธนาคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองให้เจ้าแผ้วแคล้วคลาดปลอดภัย

ขรัวเฒ่าสวดอยู่จนกระทั่งฟ้าสางสว่างแจ้ง หากใจนั้นสิกลับมิได้สงบลงเลยสักนิด

๑๑
นับแต่แผ้วเข้าโบสถ์เพื่อเขียนรูปมารประจญ พื้นผนังอันขาวโพลน ค่อย ๆ ปรากฎรูปแลเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาทีละน้อย

บัดนี้เล่าก็เหลือเพียง ผนังข้างล่างทั้งสองฟาก ด้านขวานั้นกำหนดไว้ว่า จะเขียนกองทัพมารพร้อมอาวุธ เตรียมกลุ้มรุมทำร้ายพระพุทธองค์ ด้านซ้ายเล่าความถึงคราวเมื่อมวลมารทั้งปวงโดนน้ำท่วมจนแตกพ่ายโกลาหล

พระครูสังท่านกล่าวเตือนนักว่า ให้เว้นสองส่วนนี้เหลือไว้วาดท้ายสุด เนื่องด้วยกองทัพมารนั้น กอปรไปด้วยไพร่พลยักษ์สัตว์ร้าย ปะปนอยู่กับรูปคนต่างชาติ ฝรั่ง อังกฤษ วิลันดา โปรจุเกศ ยี่ปุ่น จีน จาม พม่า รามัญ มักกะสัน แขก ชวา ทมิฬ สิงหล

“จำไว้นะแผ้ว วาดคนก่อน ตามด้วยสัตว์ แล้วจึงค่อยวาดยักษ์แลภูติผีไว้รั้งท้าย? ของมันแรง อาถรรพ์มันเยอะ” แผ้วยังคงได้ยินเสียงท่านพระครูแว่วอยู่เต็มหู

๑๒
อุ้มท้องมาได้เก้าเดือน จำเรียงก็เจ็บเร่าทรมานด้วยใกล้คลอด คืนนั้นฟ้าคลุ้มพายุคลั่ง เสียงลมเสียงฝนสาดพัดปนเสียงร้องครวญครางเหมือนใจจะขาด...

พระครูสังให้รู้สึกใจคอมิสู้ดี ผลุดลุกผลุดนั่งกระสับกระส่าย ท้ายสุดก็รวมสติตั้งสมาธิ จุดธูปเทียนบูชาพระในกุฏิ บริกรรมสรรพคาถาอาคมใด ๆ ทั้งปวงที่ล่วงรู้ร่ำเรียนมา...

๑๓
ลมโหมกระหน่ำกระแทกกระทั้นประตูโบสถ์ คล้ายมีมือเขย่าโยกคลอน เม็ดฝนหนาหนักตกต้องหลังคา ราวจะกดทับให้ยุบยวบทลายลง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบผ่านช่องเล็ก ๆ ที่แง้มไว้เข้ามาภายใน เป็นเส้นขาวคมเจิดจ้ากรีดตาแลเชือดเฉือนใจให้ผู้พบเห็นรู้สึกไหวสะท้าน

แผ้วเร่งมือสะบัดพู่กัน เหลือรูปยักษ์อีกเพียงไม่กี่ตนเท่านั้น การอันเหนื่อยยากพากเพียรมาเนิ่นนานก็จะแล้วเสร็จ

เจ้าหนุ่มคร่ำเคร่งจดจ่อแต่ผนังเบื้องหน้า ประหนึ่งตัดขาดตนเองจากโลกภายนอก ประจงทุ่มฝีมือวาดหน้ายักษ์ให้ดุร้ายน่าเกรงขาม เส้นลายพู่กันสะบัดเป็นเขี้ยวโง้งโค้งแวววับ เหมือนจะอ้างับโฉบกัดทุกมือที่เอื้อมใกล้

เสียงฟ้าร้องครวญมา วูบหนึ่ง แผ้วรู้สึกเหมือนเสียงนั้นคำรามจากปากยักษ์ เจ้าหนุ่มสะดุ้งตกใจ ฟ้าแลบสว่างเข้ามาในโบสถ์

พลันนั้นเอง พื้นผนังที่สายตาของแผ้วมองเห็น ก็เต้นไหวโลดแล่นได้ หมู่มารฉวยคว้าอาวุธหันจากเดิมที่พุ่งตรงไปยังรูปพระพุทธองค์ มุ่งตรงมายังชายหนุ่ม

แผ้วผงะตกใจกระถดตัวถอยหลัง มารตนหนึ่งเงื้อหอกฟาดแทงเข้าใส่ เจ้าหนุ่มหงายหลังหลบ กระทั่งหัวฟาดกับฐานด้านหลังขององค์พระประธาน

คล้ายดั่งองค์พระแผ่บารมีเข้าช่วยให้แผ้วเรียกสติ ระลึกถึงพระขึ้นมา ใจหนุ่มก็ค่อย ๆ สงบลง หลับตาเพ่งภาวนาสำรวมสมาธิ

เมื่อลืมตาอีกครั้ง พื้นผนังก็กลับกลายสู่สภาพดังเดิม เหมือนเช่นที่แผ้วได้วาดไว้

เจ้าหนุ่มไม่รั้งรอ รีบเร่งมือเขียนผนังเป็นการใหญ่

เหลืออีกเพียงแค่รูปเดียว เป็นหน้ายักษ์เบื้องซ้ายพระราหูตรงกึ่งกลางด้านล่าง

จะด้วยใจอันเร่งร้อน หมายให้เสร็จสิ้นโดยไว กระทั่งนำไปสู่จิตว้าวุ่น ฤาเป็นอาถรรพ์ชั่วร้ายอันเกิดจากฤทธิ์ยักษ์ ก็สุดที่ผู้ใดจะล่วงรู้

มีเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง ทว่าแผ้วกลับได้ยินเป็นเสียงใครบางคนร้องเอ่ยเรียกชื่อมัน

ใครบางคนนั้นคือ จำเรียง

แล้วน้ำท่วมกองทัพมารจนแตกพ่าย ก็แปรเปลี่ยนอีกครา กระแสธารโถมท่วมเข้าใส่ชายหนุ่ม พร้อมทั้งคน ผี ปีศาจที่มีชีวิตหลุดโผนจากผนังจนแออัดกันแน่นไปทั่วโบสถ์...

๑๔
ควบคู่กับเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง จำเรียงตะโกนเรียกสุดเสียง “พี่แผ้ว!!!”

๑๕
เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง ทำให้พระครูสังสะดุ้งเฮือกใหญ่ เทียนเล่มน้อยในกุฎิดับมืดไปนานแล้ว

ขรัวเฒ่าตระนักรู้ในบัดดลว่า บางสิ่งบางอย่างได้ยุติลง

ที่ท่านพระครูยังไม่อาจหยั่งรู้ ก็มีเพียงว่า มันจบลงในทางร้ายหรือทางดี...

๑๖
ประตูโบสถ์เปิดกว้างอยู่ก่อนแล้ว คราวเมื่อพระครูสังฝ่าฝนไปถึง ไม่มีผู้ใดอยู่ในนั้น คบไฟตรงผนังหลังองค์พระประธานยังโชนแสงกระพริบเต้นตามจังหวะของลมฝน

ขรัวเฒ่าเขม้นมองเพ่งไปที่ผนัง เจ้าแผ้วเขียนเสร็จสิ้นแล้วจริง ๆ ดังที่ท่านคาดเดา

“เออหนอ งามนัก สมดังที่ข้าเชื่อฝีมือมัน” พระครูสังรำพึงรำพันอยู่ในใจ พร้อมทั้งไล่สายตาไปตามลำดับ จากบนสู่ล่าง จากขวาไปซ้าย ล้วนงามหมดจดครบถ้วนกระบวนความ พระพุทธองค์ทรงสงบสง่างามเปี่ยมบารมี นางธรณีรึก็โค้งหวานอ่อนช้อย กองทัพมารซีกขวาแลดูดุดันฮึกหาญ ครั้นเมื่อแตกทัพแพ้พ่ายก็วุ่นวายโกลาหลมิเป็นส่ำ

ไล่สายตาไปเรื่อย ๆ พระครูสังก็รู้สึกเหมือนใจจะหยุดเต้น ตามองจ้องเขม็งไปที่ผนัง

ตรงเบื้องหลังของไพร่พลมารตนหนึ่ง ซึ่งแหงนหน้าเอื้อมสองมือเกาะคว้ากระเบนดำ เป็นพื้นที่อันควรจะว่างเปล่าปราศจากรูปใด ๆ กลับเขียนใบหน้าหนึ่งทิ้งไว้เสมือนดังว่าเกินมา

เป็นใบหน้าชายหนุ่มหล่อเหลาคมสัน แววตาเหมือนซ่อนความเศร้าเร้นลึกบางอย่างไว้ท่วมท้น

“แผ้ว!” ขรัวเฒ่าอุทานออกมาเบา ๆ

พระครูสังครุ่นคิด การนี้อาจเป็นได้ว่า เจ้าแผ้วมันเขียนรูปตัวเองทิ้งไว้บนผนัง เมื่อแล้วเสร็จ มันคงดีอกดีใจรีบกลับบ้านไปหาจำเรียง

กระนั้นขรัวเฒ่าก็ปลงใจเชื่อความคิดนี้ไม่ลง คนสุขุมรัดกุมเยี่ยงมัน ย่อมไม่พรวดพราดจากไป ทิ้งประตูโบสถ์เปิดไว้เช่นที่เห็น ฤามันจะถูกอาถรรพ์ชั่วร้ายฉกตัวเข้าไปอยู่ในรูปเขียน

“เหลวไหลพิลึกล่ะ” พระครูสังก่นตำหนิตนเอง กระนั้นท่านก็รู้อยู่เต็มอกว่า ตลอดชีวิตที่เหลือ ย่อมไม่อาจสลัดความคิดนี้ทิ้งไปได้เลย

ขรัวเฒ่าหยิบพู่กันบนพื้น ค่อย ๆ วาดแก้ไขใบหน้านั้นให้ผิดแปลกไปจากเดิม เติมจมูกให้งอนโค้งละม้ายคล้ายพวกแขกฝรั่ง...

๑๗
พ้นจากค่ำคืนพายุฝนนั้นแล้ว ผนังโบสถ์วัดเกาะที่เหลือคั่งค้าง บรรดาช่างเขียนก็ระดมกันลงแรงต่อไป กระทั่งสำเร็จลุล่วงครบถ้วน

ทั่วทั้งท่าราบ แลบ้านย่านอื่นใกล้เคียง ไม่มีผู้ใดพบเห็นแผ้วอีกเลย กระทั่งว่าเกณฑ์ผู้คนงมค้นหาในลำน้ำเพชรละแวกนั้น ก็ไม่พบศพหรือร่องรอยใด ๆ

นานวันเข้า เหตุเมื่อเจ้าแผ้วหายตัวลี้ลับ ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความรับรู้ของผู้คน

ยกเว้นเพียงจำเรียง

๑๘
จำเรียงคลอดลูกกลางดึกคืนนั้น เมื่ออยู่ไฟจนแข็งแรงเดินเหินได้ดังเดิมแล้ว เจ้าก็อุ้มลูกอ่อนตรงไปที่โบสถ์ แลกลับมาบ้านด้วยอาการร่ำไห้เจียนจะขาดใจ

นับแต่นั้นมา จำเรียงมักจะอุ้มลูกไปดูรูปเขียนฝีมือเจ้าแผ้วที่โบสถ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ร่ำลือกันทั่วทั้งบางว่า อีจำเรียงมันตัดอาลัยผัวไม่ลง บ้างก็ว่ามันเสียสติกำเริบรักจนเกินเยียวยา

มีเพียงพระครูสังเท่านั้น ที่พอจะระแคะระคายเดาความเป็นไปต่าง ๆ ออก

๑๙
ตรงโบสถ์ วัดเกาะ หลังองค์พระประธาน จำเรียงมองดูรูปที่พระครูสังได้มาเขียนเติมไว้ เป็นใบหน้าที่เจ้าไม่คุ้นเคยมาก่อน

หากแต่เมื่อเห็นคราวใดจำเรียงก็อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้

หญิงสาวก่นเฝ้าแต่บอกกล่าวกับตัวเองว่า แววตาพี่แผ้วนั้นเหมือนผู้ชายในรูปมิมีผิดเพี้ยน




(นิทานข้างผนังตอนต้น เขียนเมื่อ 11 เมษายน 2552 ตอนจบเขียนเมื่อ 18 เมษายน 2552 เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ" หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ ภาพวาดทั้งหมดและสถานที่นั้นมีอยู่จริง ส่วนตัวบุคคลและเหตุการณ์เป็นเรื่องแต่ง)











นิทานข้างผนัง (ตอนต้น):ภาพที่หายไป โดย "นรา"








ลุศักราช ๑๐๙๗ ตรงกับพุทธศักราช ๒๒๗๘ ปีเถาะ ปีที่สี่ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่สาม (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ณ วัดเกาะ ท่าราบ เมืองพริบพรี (เพชรบุรี) เหล่าครูช่างทั้งหลายผ่านการคร่ำเคร่งเขียนภาพผนัง ทิศเบื้องขวามือองค์พระประธาน มานานแรมปี จนกระทั่งแล้วเสร็จ

เหลืออีกสามด้านที่ยังมิได้วาด คือ ผนังสกัดด้านตรงข้าม ด้านหลัง และซ้ายมือขององค์พระประธาน
คล้ายกับว่า ช่างทั้งหลายจะคลายความอั้นใจที่สุมแน่นอยู่เต็มอก ด้วยต่างก็นึกสงสัยมิวายเสมอมาว่า เหตุอันใดเล่า พระครูสัง หัวหน้าครูช่าง จึงมีคำสั่งผิดประหลาด จัดแจงให้เขียนภาพยมกปาฏิหาริย์ แยกแบ่งเป็นสองห้อง ทั้งที่แต่เดิมพื้นผนังก็มีไม่เพียงพอ

ก็แล้วรูปเสด็จโปรดพุทธมารดากับรูปมหาปรินิพพานนั้นเล่า จักแก้ไขเช่นไร เขียนไว้ที่ไหน หรือปล่อยให้ขาดค้างไม่ครบถ้วน

มิใยที่เหล่าช่างจะซักไซร้ไล่ความ พระครูสัง ขรัวเฒ่าหัวหน้าครูช่าง ก็เก็บปากเก็บคำงำนิ่ง ไม่ยอมแย้มความแพร่งพรายให้ใครรู้ ว่าได้ซ่อนทีเด็ดทีขาดอันใดเอาไว้
มากสุดที่ท่านจะกล่าว ก็มีเพียง “เอาไว้ถึงเวลาแล้วก็จะได้เห็นกันเอง”

“ตราบใดที่ยังไม่ล่วงรู้ ข้าย่อมไม่มีวันแล้วใจ” ฉไกรช่างหนุ่ม โพล่งขึ้นเสมือนกล่าวความในใจแทนช่างทั้งปวง
“เอาเถอะ ที่ไม่รู้ก็จะได้รู้กันสักที ผนังแปก็เขียนกันสิ้นถ้วนแล้ว ดูทีรึว่า ด้านหุ้มกลองหน้าโบสถ์ที่ปล่อยว่างอยู่ ขรัวเฒ่าจะให้เขียนรูปอะไร”
“ก็คงไม่แคล้ว รูปมารประจญตามขนบ นั่นแหละ”
“ถ้าง่ายเยี่ยงนั้นก็ดีสิ เอ็งอย่าลืมว่า พระครูสังท่านคิดแผลงไม่เหมือนใคร”
“อ๋าย! จะเป็นอื่นได้ยังไง ถ้าไม่เขียนมารประจญแล้ว ก็นอกลู่ผิดครูเท่านั้นเอง”
“บ๊ะ ก็แล้วที่เอ็ง ข้าและหลวงพี่ทั้งหลาย เขียน ๆ กันมาตามคำสั่งพระครู ไม่ผ่าเหล่าผ่ากอหรอกเรอะ”
“ป่วยการจะเดาสุ่มเถียงกันเอง มิสู้ไปเล่าแจ้งเรียนให้พระคุณท่านทราบ จักได้สอบถามให้รู้ชัด”

ครูช่างทั้งหลายจึงยกขบวนกันไปเฝ้าท่านพระครูที่กุฏิ


“พระคุณท่านขอรับ บัดนี้ผนังทั้งเจ็ดห้องก็ได้เขียนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว” ครูช่างคนหนึ่งบอกเล่ารายงาน
“เออดี” ขรัวเฒ่าสดับแล้ว ก็เปรยยิ้ม ๆ ด้วยความพึงพอใจ
“เอ้อ...” ครูช่างคนเดิม มีท่าทีอึกอักและอึดอัด
“เอ้า มีอะไรก็ว่ามา”
“คะ..คือ...คือว่า...”
“บ๊ะ ก็ว่ามาสิ เอ้ออ้าบ้าใบ้อยู่หยั่งงี้ แล้วข้าจะรู้แจ้งในความได้ยังไง” ท่านพระครูแกล้งเอ็ดเบา ๆ ด้วยยังอารมณ์ดีอยู่
“หมดแล้วนะขอรับ หมดแล้ว” ครูช่าง
“อะไรหมดวะ?”
“ผนังนะสิขอรับ เขียนจนหมดเกลี้ยง ไม่มีห้องเหลือ แต่ยังเขียนไม่ครบ” ฉไกรช่างหนุ่ม โพล่งขึ้นด้วยใจคอมุทะลุตามเคย
“อือ ก็ดีแล้วนี่”
“พระคุณท่าน พวกข้าสงสัยว่า รูปเสด็จโปรดพุทธมารดา รูปมหาปรินิพพาน จะให้ทำยังไง”
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ผนังสกัดด้านหน้าโบสถ์ ข้าจะสำแดงเอง”


รุ่งเช้าถัดมา ช่างทั้งปวงก็ตรงมายังโบสถ์ เพื่อหวังจะยลพระครูสังสำแดงฝีมือเป็นขวัญตา หากแต่เมื่อลุถึงที่หมาย พลันพบว่า ประตูแง้มไว้พอให้ลมถ่ายเท แต่คล้องโซ่จากด้านใน มิให้ใครอื่นล่วงล้ำกล้ำกราย

พระครูสังปิดโบสถ์จุดเทียนเขียนรูปตามลำพัง ตั้งแต่เช้าจรดคร่ำ ไม่ยินยอมอนุญาตให้ผู้ใดล่วงผ่านเข้ามา แลฉันเพลแค่เพียงมื้อเดียว โดยมีเด็กวัดยกถาดสำรับวางไว้หน้าประตูโบสถ์

“ข้าเห็นแต่มือหลงพ่อ เอื้อมมาหยิบถาด แล้วก็ปิดประตู ท่านฉันเสร็จก็เปิดแง้ม ยื่นถาดวางไว้ที่เดิม” เด็กวัดเล่าความตามที่ตัวเห็น เมื่อถูกซักไซร้ไล่เลียงว่า รูปเขียนในโบสถ์มีเค้าลางเช่นไร

จนฝนเหือดฟ้า น้ำทรงทุ่งเดือน ๑๒ ล่วงพ้นเดือนอ้าย เดือนยี่ แล้วก็สิ้นหนาว เข้าสู่ฤดูแล้ง วันแล้ววันเล่า เหล่าสงฆ์และฆราวาส ทั่วทั้งท่าราบแลถิ่นย่านอื่นไกลใกล้เคียง ล้วนร่ำลือกันว่า พระครูสังขรัวเฒ่า ขังตนเองเขียนรูป ไม่ออกสมาคมกับผู้คน กระทั่งพระเณรในวัดก็มิอาจลงโบสถ์ทำวัตรเช้า-เย็น

ตราบดึกนั่นแล้ว พระครูสังจึงกลับสู่กุฏิเพื่อจำวัด ลงดาลลั่นกุญแจด้านนอกเอาไว้มิดชิด มิให้ใครแอบล่วงล้ำเข้าไปข้างในโบสถ์

ครูช่างทั้งหลาย ตลอดจนชาวบ้าน จึงได้แต่คะเนนึกตรึกตรองกันไปต่าง ๆ นานา บ้างใคร่รู้ว่า ขรัวเฒ่าจะเขียนรูปเสด็จกลับจากดาวดึงส์ รูปมหาปรินิพพานไว้ตรงไหน ด้วยคิดไม่ตกว่า รูปมารประจญตามขนบนั้น ดูยังไงก็ไม่เห็นทางที่จะแทรกลงไปได้

บ้างก็ใคร่อยากยลฝีมือของท่านครูว่าจะงามเพียงไร บ้างก็โจษจันกันว่า ท่านคงเขียนรูปศักดิ์สิทธิ์ บริกรรมคาถาอาคมไว้อักโข

กระนั้น พระครูสังก็ยังคงปิดโบสถ์เขียนรูปไม่สุงสิงกับผู้ใด นานวันเข้าก็กลายเป็นความเคยชิน ที่เคยแตกตื่นประหลาดใจ ก็ค่อย ๆ ปลงใจเห็นเป็นปกติ และค่อย ๆ เลือน ๆ กันไป


จะเว้นก็แต่ช่างทั้งเจ็ด ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ซึ่งยังพบปะชุมนุมกันอยู่เนือง ๆ ด้วยไม่อาจสลัดข้อสงสัยเกี่ยวกับท่านพระครูสัง จากแลกเปลี่ยนเนื้อความตามที่แต่ละคนนึกคะแน จากที่เถียงทะเลาะเบาะแว้ง ด้วยคิดไม่ลงรอยกัน จากที่เดาสุ่มกันไปต่าง ๆ นานา

นานวันเข้าทั้งเจ็ดก็หมดเรื่องพูด ได้แต่พากันมานั่งจับเจ่าเฝ้าคอย เลียบ ๆ เคียง ๆ อยู่หน้าโบสถ์ ยามเมื่อแต่ละคนมีเวลาว่าง

สิ่งที่ว่างเปล่ากว่านั้นคือ ในใจของแต่ละคน ซึ่งเฝ้าคอยขรัวเฒ่าเขียนผนัง โดยไม่เห็นปลายทางวี่แววว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไร...


“หลงพี่ หลงพี่ เป็นเรื่องแล้ว!!!” ไอ้แกละ เด็กวัด ระล่ำระลักหายใจหอบ ขณะมือก็เคาะประตูกุฏิเป็นระวิง
“อะไรของเอ็งว่ะ ไอ้แกละ เอ็ดตะโรลั่นไปหมด” หลวงพี่ป่านปราม พร้อม ๆ กับเยี่ยมหน้าโผล่พ้นบานประตู
“หลงตา... หลงตาสง...ที่อยู่ในโบสถ์ขอรับ... หลงพี่” เด็กวัดพูดพลางกระหืดกระหอบสะดุดติดขัด
“ขรัวพ่อท่านเป็นอะไร? บรรลัยแล้วสิ” หลวงพี่ป่านกล่าวแล้วก็จัดสบงจีวรทะมัดทะแมง เตรียมโผนลงจากกุฏิ
“ท่านไม่ได้เป็นอะไรหรอก หลงพี่ อย่าเพิ่งตกใจ” ไอ้แกละเริ่มพูดจาเป็นถ้อยเป็นคำ
“อุวะ แล้วทำไมเอ็งถึงรีบร้อนราวกับมีเรื่องคอขาดบาดตาย”หลวงพี่ตัดพ้อ
“ยิ่งกว่านั้นอีกหลงพี่ ท่านให้ข้ามาบอกทุกคนว่า อีกเจ็ดวันจะเขียนผนังเสร็จและเปิดโบสถ์ให้ญาติโยมได้ดู”
“เฮ้ย! จริงรึว่ะ” หลวงพี่ป่านอุทาน แล้วก็พรวดพราดลงจากกุฎิ ด้วยอารามรีบเร่งตื่นเต้นยิ่งกว่าเมื่อตอนที่ไอ้แกละตาลีตาเหลือกขึ้นมาบอกข่าวเสียอีก


นับจากวันที่พระครูสังปิดโบสถ์เขียนผนังเรื่อยมา ครูช่างหนุ่มชื่อแผ้ว เป็นผู้เดียวที่สงบปากสงบคำกว่าใครอื่น แม้ท่านพระครูและช่างอื่น ๆ ทั้งหก จะถกสนทนาทุ่มเทียงและสงสัยกันหนักหนาเพียงไร เจ้าหนุ่มก็ได้แต่ฟังด้วยท่าทีนิ่ง ๆ ไร้ปากไร้เสียง หากมีใครซักถาม ก็มักจะเออออขานรับสั้น ๆ ไปตามเรื่องตามราว ไม่สู้จะนิยมเถียงแย้งกับใคร

แต่คืนนี้มันกลับกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ พรุ่งนี้แล้วสินะที่จะสิ้นการรอคอย นึกขึ้นทีไรเจ้าแผ้วก็ใจเต้นแรง ทั้งที่สันดานเดิมมันเป็นคนนิ่งกุมสติได้ดี

เจ้าแผ้วพลิกตัวไปมา จนเมียที่นอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกตัวตื่น

“พี่แผ้ว นอนไม่หลับรึ? ” สาวเจ้าถามด้วยนึกฉงน
“ไม่มีอะไรหรอกจำเรียง ข้าคิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย” แผ้วกระซิบตอบอ่อนโยน
“เรื่องรูปเขียนของพระครูสังใช่มั้ยพี่” เจ้าตอบราวกับนั่งอยู่ในใจชายหนุ่ม
“พรึ่งนี้ก็ได้เห็นแล้ว พี่กระวนกระวายไปก็ป่วยการ” จำเรียงปลอบ

แผ้วพยักหน้ารับ แล้วพยายามข่มตาให้หลับ ชายหนุ่มมิได้อยากรู้ว่าท่านพระครูจะเขียนรูปอะไร? แค่รู้สึกสังหรณ์ใจว่า รูปนี้จะเปลี่ยนชีวิต

อยากเอ่ยบอกกล่าวให้จำเรียงล่วงรู้ แต่ก็ตัดใจไม่พูด ด้วยเกรงเจ้าจะเสียขวัญ

เสียงพึมพำจ้อกแจ้กดังลั่นไปทั่วทั้งโบสถ์ เมื่อทุกคนได้เห็นรูปเขียนบนผนัง

บ้างแปลกใจที่เห็นว่า ไม่ใช่รูปมารประจญ เหมือนดังเช่นที่เป็นขนบยึดถือกันมา แต่กลับเขียนรูปไตรภูมิ อันควรจะอยู่ข้างหลังองค์พระประธาน

บ้างผิดหวังที่เห็นว่า รูปไตรภูมิฝีมือพระครูสัง ผิดประหลาดกว่าที่เคยเห็นกันจนเจนตา ตามสมุดข่อย

บ้างก็ชื่นชมที่เห็นว่า ขรัวเฒ่าซ่อนเรื่องเสด็จโปรดพุทธมารดาและกลับจากดาวดึงส์ เอาไว้ในภาพไตรภูมิ และซ่อนเรื่องมหาปรินิพพานไว้ในรูปเขียนตอนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ทางด้านซ้ายตอนบนของผนัง

บ้างก็เก้อไป เพราะเที่ยวคุยขโมงโฉงเฉงล่วงหน้าว่า สวยหยั่งงั้น สวยหยั่งงี้ แต่ครั้นเมื่อเห็นกับตาตัวเอง กลับตรงกันข้าม จึงต้องทำทีเป็นชมแบบฝืนปาก

ฉไกรช่างหนุ่ม หลุดโพล่งตามวิสัยโผงผางว่า “ไม่เห็นสวยเลยขอรับ พระคุณท่าน”
พระครูสัง อ่านสังเกตแววตาของช่างทั้งเจ็ดทีละราย อย่างถี่ถ้วนเนิ่นนาน แล้วจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า
“ข้าตรองดูแล้วว่า ผนังด้านหลังองค์พระประธานจะให้ใครเป็นคนเขียน เจ้าแผ้วนั่งอยู่ก่อน ที่เหลือออกไปได้”


“แผ้ว ข้าเลือกเอ็งก็เพราะเอ็งเป็นคนเดียวที่สงบสุด” พระครูสังแจงเหตุผล
“ไฉนเป็นเช่นนั้นล่ะพระคุณท่าน” เจ้าแผ้วถามด้วยความใคร่รู้

พระครูสังหลับตาช้า ๆ
…ข้าอยากจะให้รูปเขียนพวกนี้ คงทนสืบไปชั่วกาลนาน ข้าจึงตั้งจิตอธิษฐานกับองค์พระประธาน คืนนั้นท่านมาเข้าฝัน บอกไว้ให้เขียนผนังต่าง ๆ ยังไงบ้าง มันกลับหัวกลับหางไปหมดนะลูกเอ๋ย
...แต่ความเป็นหนึ่งเดียวไม่เหมือนใคร จะทำให้งานพุทธบูชาเหล่านี้ไม่มีวันเสื่อมสลาย สืบไปภายหน้า ผู้คนก็ยังต้องกล่าวขานถึง
...เดิมนั้น โบราณท่านนิยมเขียนมารประจญไว้ฝั่งตรงข้ามพระประธาน รูปนี้มีภูติยักษ์อมนุษย์เต็มไปหมด ของจึงแรง ต้องให้พระท่านช่วยคุ้มครองและสะกดอาถรรพ์ชั่วร้าย ครั้นเมื่อรูปมารประจญต้องย้ายไปไว้หลังองค์พระ จึงยิ่งหนักหน่วงกว่าเดิม ต้องใช้คนจิตแข็งจริง ๆ

...ใจข้าน่ะอยากจะเขียนเอง แต่ก็หูตาฝ้าฟางเกินฝืน ข้าจึงปิดโบสถ์เขียนรูป เพื่อวัดใจพวกเอ็งว่า ใครจะนิ่งสุด
...แผ้ว ข้าถามเอ็งคำเดียว จะรับหรือไม่รับ?”
“กระผมเต็มใจขอรับ พระคุณท่าน” ชายหนุ่มตอบฉะฉาน
ฉับพลันนั้นเอง ขรัวเฒ่าก็สะท้านเยือกไปทั้งกาย คล้ายในใจถูกพายุฝนกระหน่ำสาดจนเปียกชุ่ม