วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เหตุผลที่ควรเดินช้า โดย "นรา"


ช่วงสัปดาห์กว่า ๆ ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ดูหนังเก่าและใหม่อย่างละหนึ่งเรื่อง คือ Tokyo Tower และ Click

Tokyo Tower เป็นหนังประเภทที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าพล็อต มีเค้าโครงเบาบาง เน้นการบอกเล่ารายละเอียดกระจัดกระจาย ไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน เรื่องคร่าวร่าว ๆ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกครอบคลุมช่วงเวลาหลายสิบปี

ใจความหลักของหนังก็คือ การแสดงให้เห็นชีวิตช่วงวัยรุ่นของฝ่ายลูก ซึ่งเกิดเหตุก้าวถลำพลาดพลั้งเพราะสิ่งเย้ายวนต่าง ๆ จนเกือบจะล้มเหลวเรียนไม่จบ แต่ก็รอดพ้นมาได้อย่างฉิวเฉียด ด้วยความรักอันไร้ขีดจำกัดของแม่ และมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัว ประกอบอาชีพการงานมั่นคง จนกระทั่งสามารถกลับมาเป็นฝ่ายดูแลแม่ผู้แก่เฒ่า (และล้มป่วยด้วยโรคร้าย)

จุดเด่นก็คือ มันเป็นหนังชีวิตที่เรียบง่ายเหลือเกิน แม้จะเต็มไปด้วยเหตุการณ์มากมาย ซึ่งสามารถบีบคั้นฟูมฟายเร้าอารมณ์ได้สบาย ๆ ทว่าคนทำหนังกลับหลีกเลี่ยงเสนอแบบผ่าน ๆ ปล่อยให้เรื่องราวค่อย ๆ บดขยี้สร้างความสะเทือนใจทีละน้อยอย่างใจเย็น (ผมประทับใจกับฉากแม่ลูกเดินจูงมือกันข้ามถนนมากเป็นพิเศษ)
ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ อารมณ์เศร้าชนิด “เอาตาย” แบบ feel good

ดูจบแล้ว ผมแทบไม่ได้คิดถึง Tokyo Tower ในแง่มุมของการวิจารณ์เลย และแยกแยะไม่ถูกหรอกว่า หนังดีหรือไม่ดีอย่างไร รู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเองว่า อยากนั่งรถทัวร์เดินทางไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัดขึ้นมาฉับพลัน

ส่วนเรื่อง Click นั้นมาในทางตรงกันข้าม หน้าตาภายนอกเป็นหนังตลกเต็มตัว ว่าด้วยสถาปนิกหนุ่ม ซึ่งใฝ่ฝันอยากประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพการงาน จนกระทั่งยินยอมสละเวลาที่ควรจะมีให้แก่ “ครอบครัว”

วันหนึ่ง คุณพระเอกก็พบกับบุรุษลึกลับ และได้รับมอบรีโมทคอนโทรลสารพัดประโยชน์ ไม่เพียงแต่จะสามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้แบบเอนกประสงค์เท่านั้น ทว่าอุปกรณ์ดังกล่าวยังสามารถกำหนดความเป็นไปของชีวิตได้อีกด้วย เช่น ย้อนถอยกับไปดูเหตุการณ์ในอดีต, กดปุ่มปิดเสียงของคู่สนทนา, เร่งสปีดสถานการณ์ที่เชื่องช้าให้กระชับฉับไว, หยุดความเคลื่อนไหวรอบข้างชั่วขณะ ฯลฯ

นับจากนั้นสถาปนิกหนุ่มก็ใช้รีโมทคอนโทรลแบบไม่ยั้งมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ่มกลไกเกี่ยวกับการเร่งเหตุการณ์เคลื่อนไปสู่ข้างหน้าอย่างฉับไว (เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์น่าอึดอัดรำคาญใจ เช่น ขณะกำลังทะเลาะเบาะแว้งมีปากเสียงกับภรรยา, ช่วงอาบน้ำแต่งตัวยามเช้าก่อนไปทำงาน, ข้ามเหตุการณ์รถติดเสียเวลาบนท้องถนน ฯลฯ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เร่งรัดเวลาอันเนิ่นนานยืดยาวในการทำงาน เพื่อผ่านเลยไปสู่ความสำเร็จบั้นปลายในชั่วพริบตา

พูดง่าย ๆ ว่า เขาเร่งสปีดเพื่อหลีกเลี่ยงเว้นข้ามห้วงเหตุการณ์ที่มีปัญหา และใช้ความเร็วมาขจัดลบล้างเรื่องที่ต้องใช้เวลารอคอยล่าช้าไม่ทันใจ

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ ชายหนุ่มทำรายละเอียดต่าง ๆ ในช่วงเร่งรัดให้เวลาคืบหน้ารวดเร็ว ตกหล่นสูญหายไปเกือบหมด กระทั่งเหมือนกับชีวิตที่เคว้งคว้างว่างโหวง เหลือเพียงเหตุปัจจุบันเฉพาะหน้า ทว่าปราศจากเรื่องราวใด ๆ ในอดีตให้จดจำ

ย่ำแย่ร้ายกาจกว่านั้นก็คือ การกดปุ่มเร่งรัดเวลาบ่อยครั้ง ส่งผลให้เครื่องมือวิเศษสารพัดประโยชน์เกิดอาการรวน เร่งรวบเหตุการณ์ไปข้างหน้าอยู่บ่อยครั้ง จากชายหนุ่มกลายเป็นวัยกลางคน ล่วงเลยสู่ช่วงชราภาพโดยรวดเร็ว เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ นานาสารพัด และล้วนแต่หนักไปในทางร้ายติดลบ (เช่น ภรรยาขอหย่าร้างชีวิตครอบครัวล้มเหลว ฯลฯ) ความสำเร็จหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ มีเพียงความก้าวหน้าในอาชีพการงานเท่านั้น (เมื่อตัดพ้อต่อว่าบุรุษลึกลับเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ ก็ได้รับคำตอบยืนยันว่า ก่อนจะมีรีโมท สถาปนิกหนุ่มก็ใช้ชีวิตเร่งรัดเช่นนี้อยู่ก่อนแล้ว)

ถึงตรงนั้นคุณพระเอกของเราก็พบว่าตนเองโดดเดี่ยวไม่มีใคร และมีแต่อดีตไม่พึงปรารถนา (คือ เหตุชวนหงุดหงิดจนทำให้เขาต้องกดรีโมทเร่งสปีด) เต็มไปหมด
ที่สำคัญคือ เขาใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ กระทั่งพล่าผลาญเวลาสูญหายสิ้นเปลือง เป็นชีวิตที่กล่าวได้ว่ามีแต่เค้าโครงเรื่องย่อคร่าว ๆ ปราศจากรายละเอียด เป็นชีวิตที่บรรลุผลตามเป้าหมาย แต่ขาดไร้สิ่งที่เรียกกันว่า ทิวทัศน์ “ระหว่างทาง”

Click ใช้เรื่องราวแบบแฟนตาซีและนิทานสอนใจ มาเปรียบเปรยกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ของคนชั้นกลางในสังคมอเมริกัน ซึ่งบ้างานแบบไม่ลืมหูลืมตา กระทั่งทำลายสายใยผูกพันในครอบครัวล่มสลายพังพินาศ

ที่ผมนึกไม่ถึงก็คือ มันเป็นหนังตลกแค่ครึ่งเดียว เฉพาะช่วงสาธิตแสดงให้เห็นถึงลูกเล่นของรีโมทมหัศจรรย์ พ้นจากนั้นแล้วก็กล่าวได้ว่า เป็นหนังชีวิตสะเทือนอารมณ์ ฉายภาพด้านลบของวิถีความเป็นอยู่แบบทุนนิยม/วัตถุนิยมสุดขั้วได้น่าสะพรึงกลัวมาก

ฉากที่ชวนให้ใจสลายเป็นอย่างยิ่งคือ เมื่อคุณพระเอกเพิ่งทราบข่าวว่าพ่อของตนเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เขาพยายามกดปุ่มย้อนอดีตก็พบเพียงความว่างเปล่า (เนื่องจากตอนที่พ่อเสียชีวิต เขาไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย) สิ่งที่ทำได้มากสุด จึงเป็นแค่ย้อนกลับไปยังการพบปะกันครั้งสุดท้าย ซึ่งเขานั่งหมกมุ่นคร่ำเคร่งอยู่กับงานในออฟฟิศ พ่อผู้ชราภาพเข้ามาชักชวนไปหากิจกรรมผ่อนคลายหลังเลิกงาน แต่ฝ่ายลูกกลับตอบปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย (และไม่ยอมแม้แต่จะเสียเวลาชั่วครู่ เงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ) ที่เจ็บปวดสุด เขายังพูดจาไม่ยั้งคิดทำร้ายจิตใจผู้เฒ่าอย่างรุนแรงเกินให้อภัย

เมื่อย้อนหลังกลับไปดูอดีตที่ไม่อาจแก้ไข คุณพระเอกของเรา จึงทำได้มากสุดเพียงแค่ “หยุดความเคลื่อนไหว” ขณะที่พ่อกำลังเดินหันจากมาด้วยอาการใจสลาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะบอกกล่าวสารภาพความในใจว่า “พ่อครับ ผมรักพ่อ” ในวาระที่ทุกสิ่งทุกอย่าง “สายเกินไป”

แม้จะเป็นหนังที่นำเสนอด้วยอารมณ์และบรรยากาศห้อมล้อม ผิดแผกแตกต่างกันอยู่เยอะ แต่จุดร่วมประการหนึ่งที่ Tokyo Tower และ Click มีอยู่ตรงกันก็คือ ประเด็นว่าด้วยความรักความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก การชี้ชวนให้ผู้ชมหันมาตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของช่วงหนึ่งในชีวิต-ซึ่งไม่ยาวนานนัก-ที่มีอยู่ร่วมกัน (และควรจะใช้สอยมันอย่างคุ้มค่าเปี่ยมความหมาย)

ขอสารภาพว่า ผมดูแล้วน้ำตาร่วงทั้งสองเรื่อง และเมื่อนึกทบทวนความหลังอย่างตรงไปตรงมา ล้วนเคยก่อความผิดพลาดเช่นเดียวกับตัวละครในหนัง ทั้งการทำตัวเหลวไหลให้เป็นภาระหนักอกของพ่อแม่ และการเลือกวิถีชีวิตเร่งรีบ จนละทิ้งใส่ใจต่อสมาชิกในครอบครัวน้อยเกินไป

สมัยวัยรุ่นนั้น พฤติกรรมแบบไร้เดียงสาไม่เข้าใจโลกของผม ทำให้แม่ต้องกลัดกลุ้มเสียน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็พูดได้อีกเช่นกันว่า น้ำตาของแม่เป็นสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งให้ผมสามารถรอดพ้นจากการเสียผู้เสียคน กลับมาเกิดสติใช้ชีวิตอยู่บนหนทางที่ถูกที่ควร

คล้อยหลังจากนั้น ในการสนทนาหลายต่อหลายครั้ง แม่มักจะบอกกับผมอยู่เสมอว่า แค่เพียงไม่ต้องหวาดวิตกกังวลเรื่องลูกจะเดินผิดก้าวพลาด มีอาชีพการงานที่สุจริต และสามารถเลี้ยงดูตนเองได้โดยไม่เดือดร้อน นั่นถือได้ว่าเป็นความสุขสูงสุดของแม่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้แม่จะไม่เคยพูดออกมาตรง ๆ แต่ผมเชื่อว่า กระทั่งทุกวันนี้ แม่ก็ยังไม่เคยเลิกหรือหยุดห่วงใยบรรดาลูก ๆ

เวลาอาจจะเคลื่อนผ่านไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้คนเราเกิดการเปลี่ยนสถานะจากวัยหนึ่งสู่อีกวัยหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่ในสายตาและมุมมองของผู้เป็นแม่ ลูกทุกคนยังคงเป็นเสมือนลูกนกหัดบิน ที่ต้องเฝ้ามองสอดส่องด้วยความระมัดระวังใส่ใจอยู่เสมอ

นอกเหนือจากการดูแลแม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ผมคิดว่าสิ่งสำคัญอีกประการที่ลูกทุกคนพึงกระทำก็คือ การเดินช้า ๆ บินช้า ๆ อย่างรอบคอบรัดกุม เพื่อให้แม่วิตกกังวลห่วงใยน้อยสุด

การเดินช้าหรือบินช้าในที่นี้ ผมหมายถึงทัศนคติต่อการทำงานและการใช้ชีวิต

ผมนั้นไม่ใช่คนบ้างาน ปราศจากเป้าหมายไกล ๆ หรือแผนการว่าจะต้องทำโน่นทำนี่ใหญ่โตให้สำเร็จภายในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้

เป้าหมายใกล้ตัวของผมจึงมีอยู่แค่ ทำงานเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด และทำอย่างเต็มที่ตามกำลังสติปัญญาจะเอื้ออำนวย แสวงหารายรับพอเหมาะสม ไม่เป็นหนี้ใคร มีเงินพอจับจ่ายใช้สอยเท่าที่จำเป็น เหลือเก็บออมไว้ส่วนหนึ่งสำหรับรับมือกับกรณีฉุกเฉิน

พ้นจากนี้แล้ว สิ่งสำคัญสูงสุดก็คือ การใช้เวลาดูแลทุกข์สุขซึ่งกันและกันกับคนรอบข้างที่รักใคร่ผูกพันเท่านั้นนะครับ

ส่วนความสำเร็จหรือชื่อเสียงลาภยศ ผมคิดว่าไม่จำเป็น ทุกสิ่งทุกอย่างมันจบลงตั้งแต่ผมทำงานเสร็จแล้ว ถ้างานออกมาเป็นที่พึงพอใจ มีประโยชน์ทางหนึ่งทางใดต่อผู้อ่านอยู่บ้าง นั่นนับเป็นความสำเร็จ ในทางตรงข้าม หากออกมาบกพร่อง ผมถือว่าเป็นความล้มเหลวสุดขีดที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงมิให้ผิดพลาดซ้ำสอง

เปรียบการใช้ชีวิตเหมือนการเดินทาง ผมให้น้ำหนักความสำคัญกับ “ระหว่างทาง” มากกว่า “เป้าหมาย” กล่าวคือ ที่สุดแล้วจะไปถึงไหนก็ไม่เป็นไร แต่เส้นทางหรือวิธีการนั้น ควรจะอยู่บนความถูกต้องดีงาม เป็นวิถีที่สามารถก้าวเดินด้วยความสุขสงบ

ผมเชื่อต่อไปอีกนิดว่า เส้นทางมุ่งสู่สรวงสวรรค์ ไม่น่าจะบรรลุถึงด้วยวิธีการเหยียบย่ำผู้อื่น แต่สมควรเป็นการประคับประคองช่วยเหลือหยิบยื่นน้ำใจไมตรีต่อกันและกันมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เรื่องความเชื่อส่วนบุคคล แต่ละท่านอาจจะคิดเห็นแตกต่างกันได้ และยิ่งไม่ควรมีการใช้ความเชื่อแบบหนึ่ง ไปตัดสินความเชื่อที่เห็นต่างไม่ตรงกันว่าเป็นสิ่งเลวร้าย

ผมเพียงแต่มั่นใจว่า แม่คงจะมีความสุขขึ้นมาสักเล็กน้อย ถ้ารู้ว่าการเดินช้า, ความเชื่อ และทัศนคติต่าง ๆ ของผมในปัจจุบัน จะทำให้แม่ลดทอนความกังวลห่วงใยต่อผมลงไปได้บ้าง

ผมเคยทำให้แม่เสียใจและร้องไห้มาแล้วบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ไม่อาจลบล้างไถ่ถอน แต่ข้อดีงามอย่างหนึ่งของชีวิตก็คือ ยังมีโอกาสอีกมากมายในการทำให้แม่เกิดรอยยิ้มอย่างมีความสุข

แม่ผมอ่านหนังสือไม่ออกนะครับ แต่ผมก็อยากจะเขียนถึงเรื่องเหล่านี้ เพื่อแม่และทุก ๆ คนที่เป็นแม่


(เขียนเมื่อ 3 พฤษภาคม 2551 เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน นำมาลงในบล็อกให้อ่านกันอีกครั้ง เนื่องในวาระวันแม่นะครับ)

3 ความคิดเห็น:

Soundsyndrome กล่าวว่า...

มาสารภาพว่าน้ำตาตกกับหนังเรื่อง Click เหมือนกันครับ (ค่อนข้างผิดไปจากที่ความคาดหวังต่อสิ่งที่จะได้จากหนังเรื่องนี้ไปเยอะเหมือนกัน แต่ก็ประทับใจเอามากๆอยู่ดีครับ) ส่วน Tokyo Tower นั้นยังไม่มีโอกาสได้ดูเลย

ดู Click จบแล้วอยากไปเจอหน้าพ่อเหลือเกินครับ ^^

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ได้แง่คิดในเรื่องมุมมองการใช้ชีวิต
....
ความสำเร็จ ชื่อเสียง เงินทอง
แต่ความสุขจริง ๆ นั้นอยู่ใกล้เราตลอดอยู่แล้ว

บทความนี้
ทำให้การเดินทางของชีวิตง่าย และสนุกขึ้นเยอะ

ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

joon pa กล่าวว่า...

ขออนุญาตฝากลิงค์นะคะ
ตอนนี้คุณสามารถเล่นเกมส์คาสิโนสุดโปรด ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ !
เกมส์คาสิโน แทงบาคาร่า, เล่นรูเล็ต , กำถั่ว และอื่นๆ อีกมากมาย ที่นี่เลยค่ะ
https://www.111player.com
ตอบลบ