วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วาดรูป โดย 'นรา'


เข้าสู่วงการเป็นมือใหม่ตระเวนฝึกสายตาดูจิตรกรรมฝาผนังได้ราว ๆ ครึ่งปี ผมก็เกิดความสนใจงอกเงย ‘บานปลาย’ อีกหลายแขนง อาทิเช่น เริ่มประทับใจลวดลายปูนปั้นตามโบราณสถานต่าง ๆ, หัดดูใบสีมา, ฟังดนตรีไทย, อ่านหนังสือจำพวกพงศาวดาร ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ฯลฯ

ล้วนแล้วแต่เป็นรสนิยมตามสมัยไม่ทัน ฝุ่นจับหนาเตอะทั้งสิ้น

แรกเริ่มก็เพื่อจะช่วยให้ดูจิตรกรรมฝาผนังเกิดอรรถรสอร่อยยิ่ง ๆ ขึ้น ต่อมาก็กลายเป็นความชอบความหลงใหลจริงจัง และติดงอมแงม รวมทั้งมีแนวโน้มว่าจะ ‘รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ กู่ไม่กลับ’ อยากรู้อะไรต่อมิอะไรแบบ ‘เจาะเวลาหาอดีต’ เพิ่มเติมตลอดเวลา

ผมก็เลยค้นพบตัวเองขนานใหญ่ว่า แท้ที่จริงแล้ว ผมมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น มีเชื้อไทยมุงผสมพันธุ์ปาปารัซซีอยู่ในสายเลือดอย่างเข้มข้น

เพียงแต่แปรความอยากรู้อยากเห็นนั้น เบนห่างจากเรื่องซุบซิบนินทา ข่าวลืออื้อฉาวคาวสวาท ฯ ไปสู่หัวข้อประเด็นอื่น ๆ ตามความสนใจส่วนตัว

พูดได้ว่า ในความเป็นเด็กเปรต (อ้วน ๆ) ผมมีวาสนาดีอยู่บ้างตรงที่ รักชอบสนใจหลายสิ่งในทางที่ถูกที่ควรดีงาม หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีรสนิยมไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเอง

ในบรรดาความสนใจ 353 สาขา 765 แขนงที่บวกเพิ่ม มีการวาดรูปรวมอยู่ด้วย

เริ่มต้นก็เจตนาจะสเก็ตช์ภาพคร่าว ๆ ว่า ผนังโบสถ์แต่ละแห่งที่ไปดูมา ด้านไหนวาดรูปอะไรบ้าง เหมือนเป็นบันทึกไว้กันลืม

ต่อมา ยิ่งผ่านตาภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทั้งในสถานที่จริง รูปประกอบตามตำรับตำรา และภาพที่ผมถ่ายแล้วนำมาอัดไว้ดูเล่น

ดูบ่อย ๆ เข้า นอกจากจะยิ่งหลงใหลดื่มด่ำแล้ว ผลข้างเคียงก็คือ อาการคันไม้คันมือยุบยิบ

ผมก็เลยซื้อปากกา ซื้อกระดาษ และลงมือหัดวาดรูปเป็นการเอิกเกริก

เล่าย้อนหลังไปอีกนิดราว ๆ เกือบจะชาติที่แล้ว สมัยผมยังเป็นเด็กนั้น กิจกรรมที่เรียกได้ว่าเข้าข่าย ‘มีใจรัก’ คือ การอ่านการ์ตูน (ซึ่งคลี่คลายเป็นชอบอ่านหนังสือในเวลาต่อมา) และการวาดรูป

ผมยังจำภาพแรกที่วาดได้ ตอนนั้นอายุประมาณ 6 ขวบ เย็นวันหนึ่งผมนั่งอ่านการ์ตูน เจอรูปหมูอ้วนตลก ๆ ตัวหนึ่ง ผมก็หยิบกระดาษมาวางทาบ ใช้ดินสอลอกลาย จนกระทั่งสำเร็จ

จริง ๆ แล้วลอกทั้งดุ้นนะครับ ไม่ได้วาดเอง แต่สำหรับผมในตอนนั้น นั่นคือ การค้นพบครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่มากในแวดวงศิลปะ ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่า การวาด อยู่ด้วย

ผมหลงใหลได้ปลื้มภาคภูมิใจกับภาพที่ลอกมาอยู่หลายสัปดาห์ พกพาติดตัวเที่ยวอวดใครต่อใคร แลกกับคำชมว่าเป็นศิลปินอัจฉริยะรุ่นเยาว์

จนวันหนึ่ง พี่ชายผมคงจะหมั่นไส้และเหลืออด จึงเฉลยความจริงว่า การใช้กระดาษวางทาบแล้วลอกลายตาม ไม่นับว่าเป็นการวาด ผิดกติกา ขี้โกง และไม่ใช่ฝีมืออันแท้จริง

โลกทั้งใบของผมพังทลายลงในชั่วกระพริบตา เหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่เพิ่งรู้ความจริงว่า ‘เหาะไม่ได้’ การลอยตัวโลดโผนที่ผ่าน ๆ มานั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่เซถลาลื่นหกล้ม

พลันที่พบว่า ผมไม่มี ‘พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่’ และเป็นเพียงหนูน้อยธรรมดาสามัญดาษดื่นพื้นฐานเช่นเดียวกับเด็กอื่น ๆ

ผมก็หัดบินทันที ด้วยการหยิบเอารูปหมูอ้วนตลก ๆ ตัวนั้นมาเป็นนายแบบ แล้วตั้งหน้าตั้งตาวาดมันอย่างคร่ำเคร่ง

ไม่เคยมีภาพไหนดีเท่ากับที่ลอกมาเลย หมูอ้วนตลก ๆ รุ่นต่อมา ล้วนโย้เย้เฉไฉบิดเบี้ยว บางภาพก็เหมือนหมาผอม ๆ บางภาพก็คล้ายแมวป่วยเป็นโรคท้องเดิน

อย่างไรก็ตาม ถึงผมจะไม่อาจเป็นซูเปอร์ฮีโรที่บินได้ แต่ผมก็กลายเป็นเด็กมือบอน ชอบวาดและขีดเขียนไปเรียบร้อยแล้ว

ผมก็วาดอะไรต่อมิอะไรก๊อกแก๊กเรื่อยมา จนเริ่มพัฒนาฝีมือและแรงงานอยู่ในขั้นพอดูได้

มาหายห่างร้างเลิกวางมือตอนสมัยเรียนมัธยม เหตุผลแท้จริงนั้นผมเลือน ๆ ไปแล้ว ถ้าจะให้คาดเดาสันนิษฐาน ทฤษฏีที่มีแนวโน้มความเป็นไปได้มากสุด (เมื่อประเมินจากซาก, หลักฐาน และร่องรอยทางโบราณคดีส่วนตัว) น่าจะสืบเนื่องจากว่า ผมติดหญิง มีความรัก และ...อกหักตามระเบียบ

เรื่องนี้ นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ ยังไม่ปลงใจเชื่อเด็ดขาด และรอการค้นพบปรากฏหลักฐานข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เสมอ

ผมมาจับปากกาดินสอเพื่อวาดรูปอีกครั้ง ช่วงแตกเนื้อหนุ่มเปรี้ยงปร้างเป็นวัยรุ่น คราวนี้มีเหตุผลแน่ชัดว่า มุ่งมั่นวาดรูปเพื่ออวดหญิงจีบหญิง จนประสบความสำเร็จเกินคาด

เกินคาด...นี้หมายถึง อกหักผิดหวังกระจุยกระจายเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง

มานึกทบทวนย้อนหลังแล้วก็สมควรอยู่ สาวที่ไหนจะมาชอบล่ะครับ มัวแต่ตะบี้ตะบันวาดรูปการ์ตูนให้อยู่นั่นแหละ แต่ไม่เคยชวนไปดูหนัง ไม่เคยชวนไปกินข้าว ไม่เคยชวนไปออกเดท ไม่เคยพูดจาอะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘จีบ’

ให้ผมในอายุปัจจุบัน ย้อนเวลากลับไปยังอดีตหน่อยไม่ได้ รับรองหวานเลี่ยนเอียนกึ๋ยส์ อ้วกแตกกันระนาวเลยทีเดียว

ผมอกหักจนวาดรูปอยู่ในเกณฑ์ดี ทว่าพ้นจากเป้าหมายวาดให้สาว ๆ แตกตื่นฮือฮาแล้ว ก็ไม่เคยมีเป้าหมายอื่นใด ไม่เคยฝันใฝ่อยากเป็นศิลปิน ไม่อยากรังสรรค์งานศิลป์ไว้จรรโลงโลก

วาดเพราะวาดได้ และชอบเท่านั้นเอง

พ้นจากช่วงระยะวาดเพื่อแสวงหา (แฟน) แล้ว ผมก็ฝึกมือต่อเนื่องเรื่อยมาอีกหลายปี จนรู้ถ่องแท้แก่ใจว่า อยากร่ำเรียนทางด้านนี้ให้เป็นกิจจะลักษณะ

ถึงตอนนั้นก็ช้าเกินไป ผมจวนเจียนจะจบระดับปวส. ใกล้เวลาต้องออกหางานทำเต็มที

ผมมาเลิกหยุดวาดรูปเด็ดขาดจริง ๆ ตอนอายุยี่สิบต้น ๆ เมื่อเพื่อนไม่สนิทผู้หวังดีแบบประสงค์ร้ายคนหนึ่ง ออกความเห็นต่อหน้าธารกำนัลจำนวนมากว่า รูปที่ผมวาด ดูผิวเผินก็สวยดีอยู่หร็อก แต่จริง ๆ แล้ววาดมั่ว และใช้ความมั่วมากลบเกลื่อนพื้นฐานฝีมือที่ไม่แน่น

เป็นความเห็นที่ทำให้ผมทั้งเจ็บทั้งอาย และก็จริงเสียด้วย ตรงที่ว่า ผมวาดมั่ว เนื่องจากเรียนฝึกเองดุ่ย ๆ ตามลำพัง ไม่เคยรู้หลักวิชาใด ๆ

ผมในเวลานั้นไม่รู้เลยว่า หากฝึกมือต่อไปตามวิธีของตนเอง ประสบการณ์, ความคิดอ่าน การลองผิดลองถูก จะค่อย ๆ ขัดเกลาความมั่วให้หมดไป และสามารถบ่มเพาะสร้างฝีมืออันจัดเจนขึ้นมาได้

ผมเป็นมนุษย์พันธุ์ไม่เชื่อมั่นในตนเองเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว เจอะเจอความเห็นเชิงลบของเพื่อนเข้าไป ก็ยิ่งจบเห่

อีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งมีน้ำหนักมากพอ ๆ กัน นั่นคือ ระหว่างที่สนใจหลงใหลการขีดเขียนวาดรูป ผมก็แวะไปดูนิทรรศการศิลปะต่าง ๆ ตามหอศิลป์หลายแห่ง รวมทั้งโฉบไปป้วนเปี้ยนแถว ๆ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ด้วยความอยากเรียนที่นั่นเป็นอย่างยิ่ง)

ตรงนี้ทำให้ผมได้เห็นฝีมือของคนหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และพอนำมาเปรียบกันแล้ว ผมก็นึกท้อถอดใจ เพราะรู้ตัวว่า ฝีมือห่างกันหลายล้านปีแสง

ผมมองตัวเองคนที่เป็นเด็กหนุ่มในอดีตแล้วก็เห็นใจต่อความไร้เดียงสาของเขานะครับ ควบคู่กันนั้นผมก็ขอบคุณที่เขาเป็นอย่างที่เป็นอยู่ จนเกิดกลายเป็นผมในปัจจุบัน

เรื่องหันหลังให้กับการวาดรูป เป็นกรณีอกหักในด้านการใช้ชีวิตครั้งใหญ่สุดของผม เป็นเรื่องเศร้าเสียดายที่ไม่เคยเลือนหาย แต่แง่ดีงามนั้นมีอยู่คือ ส่งผลให้ผมเลือกเดินมาอีกทาง...เป็นคนเขียนหนังสือ

ในละครชีวิต บางทีเราก็ไม่สมหวังกับสิ่งที่รักและอยากเป็นมากสุดหรอกนะครับ นางเอกหรือคู่แท้บุพเพสันนิวาสแต่ชาติปางก่อน อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่ง

พูดได้ว่า ท้ายสุดแล้วทั้งโชคชะตาและการเลือกตัดสินใจของผมเอง ได้ประกอบรวมกัน จนนำพาผมมาสู่การเป็นนักเขียนสาขาใฝ่รู้ แต่เกียจคร้าน

เล่ากระโดดจากอดีตกลับมาสู่ปัจจุบัน วาระแรก ๆ ที่หวนคืนเวทีวาดรูปอีกครั้ง ผมพบว่า มือไม้สายตาไม่อยู่ในโอวาท สนิมจับเกาะแน่น เส้นสายแข็งทื่อ สัดส่วนรูปทรงผิดพลาดฉกาจฉกรรจ์

หากเทียบว่าผมในวัยรุ่นวาดรูปมั่ว ๆ แล้วล่ะก็ ผลงานในปัจจุบันก็เข้าข่าย ‘ก่อการร้าย’ ทางด้านวิชาวาดเขียนเลยนะครับ

เละเทะดูไม่จืด และล้าหลังถดถอยจนน่าตกใจ

กระนั้นก็ตาม ‘ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ’ ของผม มีจุดมุ่งหมายที่เติบโตทางความคิดขึ้น ไม่ได้เจตนาจะวาดอวดให้ใครอื่นมาดูมาชื่นชม ไม่ได้หวังผลลัพธ์ว่าฝีมือจะต้องเลอเลิศ

แค่วาดเพื่อตอบสนองความชอบและใจรักตามลำพัง

เล่นโวหารสำนวนสักหน่อยก็ต้องบอกว่า ไม่ได้วาดเพื่อหวังให้รูปออกมาสวย แต่วาดเพื่อจะดูรูปผลงานของศิลปินอื่น ๆ ให้ซาบซึ้งเข้าใจดียิ่งขึ้น

กล่าวคือ ใช้ความอ่อนด้อยบกพร่องของตนเอง เป็นเครื่องมือค้นหาความดีงามคุณค่าวิเศษในผลงานชั้นเยี่ยมของผู้อื่น

ผมกลับมาหัดวาดรูปอีกครั้ง ช่วงเวลาเดียวกับที่เขียนเรื่องอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ นั้นทำให้ผมได้รับเคล็ดวิชาสำคัญ นั่นคือ วาดโดยไม่กลัวว่าจะออกมาเสีย ออกมาแย่ ผิดตรงไหน ก็สามารถวาดใหม่แก้ไขได้ เท่าที่ใจต้องการ

หลักยึดนี้ใช้ได้ครอบคลุมถึงการทำงานเขียนหนังสือ, ทุกวิชาชีพ และการดำเนินชีวิต คล้าย ๆ กับที่’รงค์ วงษ์สวรรค์กล่าวไว้ว่า ‘ฆ่างาน ก่อนที่งานจะฆ่าเรา’

งานที่ต้องฆ่ากำจัด เปรียบแล้วก็เหมือนรูปที่วาดผิด หรือฝีมือยังไม่ดีพอนะครับ

ผ่านมา 7-8 เดือน โดยการหาเวลาเก็บเล็กผสมน้อยซ้อมมือทุกวัน ผมคิดว่ารูปที่วาดระยะหลัง ๆ กระเตื้องขึ้นในทางบวก

ถึงตรงนี้ผมรู้ซึ้งแล้วว่า ตลอดประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา หากผมวาดต่อเนื่องโดยไม่ทิ้งขว้าง ป่านนี้ฝีมือก็คงมีการ ‘ยกระดับ’ อยู่บ้างเหมือนกัน

คล้าย ๆ การเขียนหนังสือ ผมเริ่มจากเตาะแตะแบบเด็กหัดเดิน พลาดพลั้งเกิดแผลใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ อาศัยการค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนเรียนรู้ จนผ่านวันเวลาต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง ก็ก่อรูปเกิดร่างเป็นทักษะฝีมือที่พอจะไปวัดไปวาตอนสาย ๆ ได้

เรื่องกลับมาหัดวาดรูป เปรียบแล้วก็คล้ายผมพบเจอความฝันชิ้นหนึ่งซึ่งหล่นอยู่กลางทาง และหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่น

ทำยังไงก็ไม่มีวันใหม่สะอาดแวววาวไปถึงปลายทางที่เคยหวังไว้หรอกนะครับ แต่มันยังคงเป็นความฝันเดิมที่ผมเคยมี และผมดีใจที่ตอนนี้ฝันนั้นอยู่ในมือ

เหลือแต่เรื่องความรักนี่แหละที่ยังต้องเหนื่อยกันต่อไป ผมเพิ่งค้นพบตัวเองว่า นอกจากจะไม่หล่อ จน เกเร และลงพุงแล้ว ผมยังจู้จี้จุกจิกช่างเลือกและใฝ่สูงไม่ค่อยเจียมตัวอย่างแรง

สวยน่ารักระดับน้องแพนเค้ก ยังโดนผมปฏิเสธตัดสัมพันธ์มาแล้วนักต่อนัก ด้วยคำพูดเด็ดขาดเหี้ยมเกรียมว่า “ระหว่างเราสองคน ต่างฝ่ายต่างไปตามทางของตัวเองดีกว่านะครับ”

เป็นการพูดออกไป โดยที่สาวเจ้าแต่ละคนยังไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักผม

ผมพูดพึมพำของผมคนเดียว อีตอนเดินเฉียดสวนกันในระยะห่างห้าเมตร

พูดเสร็จแล้ว นักหักอกหญิงอย่างผม ก็น้ำตาซึม สงสารและทุเรศตัวเองชิบเป๋งเลย

4 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ผมว่าชีวิตพี่ยังดีกว่าผมเยอะ
เคยเรียนวิชาวาดการ์ตูน
และผลงานชิ้นสุดท้ายของคาบวิชา
คือ การได้วาดการ์ตูนหน้าสาวที่ตัวเองแอบชอบ
ซึ่งเป็นจังหวะที่สาวเจ้าเอง ก็กระดีํกระดากอยู่ไม่น้อย
แต่ทว่า เวลาเดินเร็วหรือเราอาจเจอกันช้าไป
เธอปีสี่ ผมก็ปีสี่
เพิ่งเป็นจังหวะ ที่ผมได้เพ่งมองทางสายตา
สาวที่ตัวเองแอบชอบอยู่เต็มรัก
เกรดเอวิชานี้ ยังไม่ทำให้หัวใจพองโตเท่ากับ
สิบนาทีที่ร่างลายเส้นบนหน้าบานๆกินพื้นที่เอสี่
เสียเกือบเต็มกระดาษ รู้แล้วละว่า
ทำไมโมนาลิซา ถึงมีรอยยิ้มที่มุมปาก
อาจจะไม่ใช้มุมยิ้มจากเจ้าหล่อน
แต่เกิดจากอารมณ์มันพาไปของผุ้วาด
บัดนี้ เธออยู่แห่งหนnext station ไหนไม่ทราบ
แต่ผมยังจำภาพนั้นได้จับใจเลยทีเดียว

พูดแล้วอ๊ายอาย จังวุ้ย!!

chanpanakrit

kon klang klang กล่าวว่า...

เหมือนกันเลยค่ะ ที่ว่า "วาดเพราะวาดได้ และชอบเท่านั้นเอง"
Keep on Drawing นะคะ

Soundsyndrome กล่าวว่า...

มาอย่างสวย จบอย่างโหดเลยครับพี่ ^^;;

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เป็นคนที่ชอบทิ้งผู้หญิงไปก่อนจริงๆด้วยสิน่ะ
ร้ายกาจมากกก