วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

เพื่อนสนิท โดย "นรา"


ผมชอบคิดเรื่องงานขณะนั่งรถเมล์ ทำไปทำมาก็เคยชินติดเป็นนิสัย รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่า วันใดที่ไม่ได้พึ่งพาอาศัยรถเมล์เป็นออฟฟิศเคลื่อนที่แล้วล่ะก็ ผมมักจะเกิดอาการสมองลีบตีบตื้อทื่อตัน ความคิดไม่ไหล ไอเดียไม่แล่นขึ้นมาดื้อ ๆ

เรื่องต่อไปนี้ก็เช่นกัน มันหล่นใส่หัวผมโครมเบ้อเริ่ม ระหว่างนั่งอยู่บนรถเมล์สาย 117 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

บ้านผมอยู่คนละโลเกชั่นกับบริเวณที่รถเมล์สาย 117 แล่นผ่านนะครับ นอกจากเหตุผลเรื่องเส้นทางอ้อมโลก ได้บรรยากาศของการเดินทางไกลแบบไม่ต้องลี้ภัยแล้ว ผมยังติดนิสัยชอบถอดรหัสตัวเลขต่าง ๆ เป็นสำเนียงกวางตุ้ง เช่น 577 เท่ากับ “อึ๋มชัดชัด”, หนึ่งร้อยเก้าสิบหกเท่ากับ “ยัดปากเก๋าสับหลก”, 1585 เท่ากับ “ยัดอึ๋มปัดอึ๋ม” ฯ

ด้วยเหตุนี้ พอรถเมล์สาย “ยัดยัดชัด” มาจอดเทียบที่ป้าย ผมจึงสรุปกับตัวเองว่า ไปคันนี้แหละ

“ยัดยัดชัด” ซึ่งมีผู้โดยสารว่างโล่งโหรงเหรงไม่สมกับสำเนียงกวางตุ้ง นำพาผมฝ่าการจราจรติดขัดและฝนตกพรำ ๆ ตลอดเส้นทาง ผ่านละแวกสุทธิสาร

บ้านเพื่อนผมคนหนึ่งอยู่แถวนั้น ระหว่างทางผมจึงด้อม ๆ มองหา เผื่อจะได้เจอะเจอในระยะห่าง ๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ได้เห็นหลังคาบ้านพอให้ชื่นใจ แต่อาจเป็นด้วยเวลาดึกเกินไป ผมจึงหาไม่เจอ เพราะทุกครัวเรือนล้วนปิดประตูดับไฟมืด ดูเหมือน ๆ กันไปหมด จนสังเกตไม่ถนัดแยกแยะไม่ถูก

เพื่อนคนนี้คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียน และเป็นผู้หญิง เพื่อความสะดวกในการเรียกขาน ผมขออนุญาตตั้งชื่อเล่นสมมติให้เธอว่า “ดากานดากานดา” ก็แล้วกันนะครับ
จริง ๆ แล้วก็อยากเรียกสั้น ๆ ว่า ดากานดา แต่เกรงจะก่อให้เกิดความสับสน เนื่องจากพ้องพานตรงกับชื่อตัวละครในหนังเรื่อง “เพื่อนสนิท”

เพื่อนของผมจึงต้องกลายเป็น “ดากานดากานดา” (ซึ่งมีนัยยะว่า “เพื่อนสนิทกว่า” แอบแฝงอยู่ด้วย)

ผ่านละแวกนี้ทีไร ผมก็มักจะนึกถึง “ดากานดากานดา” (เขียนแล้วก็เริ่มเหนื่อยและท้อนะครับ) และเรื่องราวอีก “ซ้ามหลกเก๋า” (369) ประการเกี่ยวกับตัวเธอ
ถ้านับเอาความสัมพันธ์ถึงขั้นสามารถวิ่งไล่เตะกันได้โดยไม่โกรธ (หมายถึงเธอวิ่งไล่เตะผมฝ่ายเดียว แล้วตัวเธอเองไม่โกรธนะครับ) มาเป็นค่ามาตรฐานตัวเปรียบเทียบ ก็ถือได้ว่าผมกับ “ดากานดากานดา” (เฮ้อ! สงสัยผมจะตั้งชื่อผิด) นั้นสนิทกัน

“ดากานดากานดา” (เลิกสงสัยแล้ว) เป็นคนเรียนเก่ง นิสัยดี (ยกเว้นตอนวิ่งไล่เตะผม) คุยสนุก ร่าเริง มีอารมณ์ขัน ปัญญาไว ไหวพริบดี และหน้าตาน่ารัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาหัวเราะ

ผมยังไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนหัวเราะได้อร่อยเหาะแบบทุ่มทั้งใจถวายชีวิต แล้วยังคงความดูดีมีเสน่ห์เอาไว้ได้เทียบเท่ากับ “ดากานดากานดา” เลย (ถึงตรงนี้ผมปลงตกกับชื่อที่ตั้งแล้วครับ)

มีกองเชียร์ (หรืออีกนัยหนึ่ง “บ่างช่างยุ”) พยายามหนุนส่งจับคู่ให้ผมกับเธอเป็นแฟนกัน แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะฝ่ายหนึ่งมุ่งมั่นอยู่กับการวิ่งไล่เตะ อีกฝ่ายหนึ่งก็มัวแต่หนี (ผมเริ่มเข้าใจหัวอกของการเกิดมาเป็นลูกฟุตบอลตอนนั้นเอง)

เหตุผลก็คือ ผมกับเธอรู้สึกตรงกันว่า ระหว่างเราสองคน เคมีมันไม่ได้ ไม่เกิดปฏิกิริยาสายฟ้าฟาด ปราศจากจิตพิศวาสซึ่งกันและกัน จะมองมุมไหนมุมใดก็หาความโรแมนติคไม่เจอโดยสิ้นเชิง

ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเวลาสามปีที่คบหาเป็นเพื่อนกัน ผมก็มัวแต่ไปพลาดรักโดนสาวอื่น ๆ หักอกครั้งแล้วครั้งเล่า จนไม่ทันได้มีเวลามาพินิจพิจารณาคิดจีบเพื่อนใกล้ตัว ทำให้สูญเสียโอกาสได้พูดอะไรเท่ ๆ ประมาณว่า “ดากานดากานดา ชั้นรักแกว่ะ”

เรื่องที่ปรากฎเป็นจริงก็คือ ผมมักจะอกหักระทมซมซานกลับคืนสู่บ้านนา มาให้คุณ “ดากานดากานดา” ของผมเย้ยหยันซ้ำเติมอยู่ร่ำไป พอโดนล้อเลียนหนัก ๆ ผมก็มักจะทำตาแดง ๆ เหมือนจะร้องไห้

ถึงตอนนั้น “ดากานดากานดา” ก็จะเปลี่ยนท่าทีมาเป็นปลอบโยนให้กำลังใจผมว่า “อกหักแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ประเดี๋ยวก็อกหักใหม่ได้อีก”

มีหนุ่ม ๆ มารุมจีบ “ดากานดากานดา” ของผมเยอะเชียว แต่เธอก็ไม่ได้มีใจโน้มเอียงให้ใครเป็นพิเศษ โดนหยอดด้วยคำหวาน ๆ เธอก็หัวเราะ ได้รับคำชวนให้ไปดูหนังด้วยกันเธอก็หัวเราะ มีคนมอบดอกกุหลาบพร้อมการ์ดในวันวาเลนไทน์เธอก็หัวเราะ

วันหนึ่งผมรำคาญหนัก ๆ เข้า เลยถาม “ดากานดากานดา” ตรง ๆ ว่า “ชีวิตเธอมันรันทดนักหรือไงวะ ถึงได้หัวเราะทั้งวัน”

“ดากานดากานดา” ฟังแล้ว ก็นั่งหัวเราะท้องคัดท้องแข็งราวกับเสียสติ

ที่แน่ ๆ กลวิธีใช้เสียงหัวเราะเป็นเกราะป้องกันตัวของ “ดากานดากานดา” ไม่เป็นผล ก็คนมันยิ่งหัวเราะ ยิ่งน่ารักนี่ครับ แฟนคลับของเธอจึงมีแต่เพิ่ม ไม่มีลด

ผมก็เลยต้องรับเป็นบอดี้ การ์ด (หรือ “ก้างขวางคอ”) เพิ่มขึ้นอีกตำแหน่ง เพราะบ้านอยู่แถวห้วยขวาง บ้านเธออยู่สุทธิสาร สามารถใช้เส้นทางกลับบ้านเดียวกัน

ผมนั้นไม่เคยเต็มใจ ไม่เคยนึกยินดี ที่จะต้องกลับบ้านพร้อม “ดากานดากานดา” เลยนะครับ นอกจากทางจะอ้อมเสียเวลา และโดนแฟนคลับของเธอหมั่นไส้ฟรี ๆ แล้ว ภารกิจดังกล่าวยังแย่งชิงเวลาส่วนตัวของผมที่จะไปอกหักครั้งล่าสุดอีกต่างหาก

ผมได้ใช้วิธีอารยะขัดขืนทุกวิถีทาง ตั้งแต่มาตรการเบาะ ๆ แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไปจนถึงขั้นล้อชื่อพ่อชื่อแม่เธอ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะโดนท่าไม้ตายที่ว่า “ถ้าไม่อยากกลับด้วยกันก็ไม่ต้องฝืน ไม่เป็นไร ชั้นเข้าใจดี ชั้นกลับบ้านเองคนเดียวก็ได้ แต่จำใส่กะโหลกไปจนวันตายเลยนะว่า ไม่ต้องมาเคารพนับถือชั้นเป็นเพื่อนอีก”

ที่แสบกว่านั้น “ดากานดากานดา” ออดอ้อนออเซาะสัญญากับผมในตอนแรกเริ่มว่า “น่า นะ ช่วยเป็นเพื่อนกลับบ้านด้วยกันหน่อย แค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นแหละ พอไม่มีใครมาตามตื๊อแล้ว เธอจะไสหัวไปไหนไกล ๆ ก็ไป น่า นะ คนดี๊ คนดี”

ผลลัพธ์หรือครับ จากที่ตกลงไว้ว่าอาทิตย์เดียว ผมต้องกลับบ้านหลังเลิกเรียน พร้อมยัยนี่ 3 ปีเต็ม ๆ แถมยังตกเป็นข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ (ไม่ได้ลือว่าเป็นแฟนกันหรอก แต่ลือว่า ผมลอกการบ้าน “ดากานดากานดา”ทุกวิชา ทั้งที่เรียนคนละแผนก)

ที่อภัยให้แทบจะไม่ได้เลยก็คือ “ดากานดากานดา” มักตำหนิติเตียนหญิงสาวทุกคนที่ผมแอบชอบ คนนี้แต่งตัวแต่งหน้าจัด, คนนั้นท่าทางหยิ่ง ๆ เป็นไฮโซ, คนโน้นเซ็กซี่เกินเหตุ, คนนู้นเพอร์เฟ็คแต่ระบบเสียงอู้อี้ขึ้นจมูก บางคนที่ไม่รู้จะตั้งแง่ติอะไร เธอก็ยังอุตส่าห์หาเรื่องค่อนแคะจนได้ว่า “สวยโอเวอร์”

เจอะเจอเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่งผมอดรนทนไม่ไหว จึงถาม “ดากานดากานดา” ว่า “ที่รักครับ หึงเหรอจ๊ะ?”

เธอทำสีหน้าวางเฉยไม่ตอบอะไร แค่เอื้อมมือหยิบเครื่องคิดเลข (ของผม) ขว้างใส่โดนกบาลผมเต็ม ๆ อย่างแม่นยำ จากนั้นก็หัวเราะร่วนมีความสุข ตามประสาหญิงน่ารักผู้เหี้ยมโหด

กล่าวได้ว่า ตลอดช่วงเวลาสามปี ผมโดน “ดากานดากานดา” โขกสับทำร้ายร่างกาย เยอะพอ ๆ กับโดนหญิงอื่นทั้งหมดรวมกันหักอก

แต่ก็น่าแปลกนะครับว่า ยิ่งปะทะคารมถกเถียงกันบ่อยเท่าไร ยิ่งผ่านความสัมพันธ์ที่ดูเหมือน “ศัตรูในคราบของเพื่อน”มาโชกโชนเพียงไร เราสองคนก็ยิ่งสนิทสนมแน่นแฟ้นมากขึ้น จนวงการกองเชียร์และไทยมุง ต่างปักใจฟันธงว่า “นี่แหละเหวย เนื้อคู่บวกบุพเพสันนิวาสแถมด้วยพรหมลิขิตรวมกันแล้วคูณด้วยสาม” ทว่าจนแล้วจนรอดผมกับ “ดากานดากานดา” ก็ไม่เคยเป็นอื่นต่อกัน นอกจาก “เพื่อนสนิท”

มีเรื่องที่ชวนให้ผมรู้สึกซึ้งใจอยู่สองสามเหตุการณ์ ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อผมประสบอุบัติเหตุจากการเล่นฟุตบอล เดินเหินไม่ไหว ต้องหยุดเรียนไปหลายวัน “ดากานดากานดา” แวะเวียนมาเยี่ยมถึงบ้าน ซื้อผลไม้และขนมมาฝาก พร้อมทั้งช่วยอยู่ติวเข้มวิชาที่ผมขาดเรียน (ระหว่างนั้นคุณเธอก็กินผลไม้และขนมที่ซื้อมาจนหมด โดยไม่ยอมแบ่งผม)

อีกครั้งหนึ่ง ผมได้ F วิชาบัญชี ต้องลงเรียนใหม่ และทำท่าว่าจะไปไม่รอด จอดไม่ต้องแจวเหมือนเดิม ก็ได้คุณ “ดากานดากานดา” นี่แหละครับ ช่วยสั่งสอนชี้แนะนอกเวลาเรียน กระทั่งท้ายสุดก็สอบผ่านมาได้อย่างหวุดหวิดทุลักทุเล

หลังจากจบหลักสูตรปวช. ผมเรียนต่อ ส่วน “ดากานดากานดา” สอบบรรจุเข้าหน่วยงานที่ร่ำลือกันว่า “ยาก” และ “หิน” สาหัสได้สำเร็จ เส้นทางโคจรระหว่างเธอกับผมจึงค่อย ๆ เคลื่อนห่างจากกัน

“ดากานดากานดา” เป็นเพื่อนคนเดียว ที่ยังคงเขียนจดหมายมาเล่าทุกข์สุขต่าง ๆ โดยไม่ขาดการติดต่อ (ตอนนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีอีเมล ไม่มีโทรศัพท์มือถือนะครับ) ก่อนเรียนจบเธอมอบรูปถ่ายให้ผมหนึ่งใบ และเขียนไว้ที่ด้านหลังว่า “ให้เก็บเอาไว้บูชา ห้ามส่งไปลงคอลัมน์-มาลัยเสี่ยงรัก-ของลุงหนวดเด็ดขาด ไม่งั้นตาย!!!”

ในจดหมายทุกฉบับ “ดากานดากานดา” มักจะหาเหตุเอ่ยพาดพิงถึงรูปถ่ายใบนั้นอยู่เสมอ ๆ เช่น “รู้มั้ย ตอนนี้ชั้นสวยกว่าในรูปเยอะเลย”, “เธอตาสว่างเห็นสัจธรรมรึยังว่า ชั้นน่ารักกว่าผู้หญิงทุกคนที่เธอเคยจีบ ไม่เชื่อหยิบรูปที่ชั้นให้ไปขึ้นมาดูเดี๋ยวนี้”, “เห็นนางสาวไทยปีนี้แล้ว ชั้นคิดถึงรูปที่ให้เธอไปจังเลย” ฯลฯ

ผมกับ “ดากานดากานดา” เขียนจดหมายไปมาหาสู่กันได้ราว ๆ ปีเศษ ๆ จากนั้นผมก็ย้ายบ้าน และเกิดความผิดพลาดในระหว่างเก็บข้าวของขนย้าย ผมทำที่อยู่ของเธอในสมุดเฟรนด์ชิพหาย (ฟังดูหยาบเหมือนกันนะครับ) รวมถึงจดหมายฉบับก่อน ๆ ทั้งหมด และรูปถ่ายที่เธอมอบให้

นับตั้งแต่นั้นมา ผมกับเธอก็ขาดการติดต่อ คาดเดาได้ว่าระยะแรก ๆ เธอคงจะเขียนจดหมายถึงผมโดยส่งไปที่บ้านเก่า และปราศจากการตอบกลับ นานวันเข้าเธอก็คงปลงตกกับการ “หายไร้ร่องรอย” ของผม

ผมได้เจอ “ดากานดากานดา” อีกเพียงแค่ครั้งเดียวในหลายปีต่อมา ที่งานแต่งของเพื่อนอีกคน เธอยังคงเป็นหญิงสาวหน้าตาน่ารัก เบิกบาน ยิ้มเก่ง หัวเราะเก่ง และปากร้ายใจดีเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน

หลังจากดุด่าอบรมผม โทษฐานที่ย้ายบ้านแล้วขาดการติดต่อเสร็จสรรพ รวมทั้งทักทายไถ่ถามทุกข์สุขต่าง ๆ แล้ว เธอแนะนำให้ผมได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแฟนเธอ

จวบจนปัจจุบัน ผมไม่เคยเขียนจดหมายถึงเธออีก ไม่มีโอกาสพบปะเจอะเจอกันอีก และยิ่งไม่รู้ถึงความเป็นไปต่าง ๆ ในชีวิต

ผมได้แต่หวังและวาดภาพขึ้นมาเอาเองว่า เธอคงจะมีความสุขกับครอบครัว หน้าที่การงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระเอกของเธอ

เรื่องนี้ผมเป็นแค่เพื่อนนางเอกนะครับ และเขียนขึ้นด้วยอารมณ์คิดถึงเพื่อนล้วน ๆ เลย





(เขียนเมื่อ 13 กันยายน 2551 และเผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ" ผู้จัดการรายวัน)

2 ความคิดเห็น:

soundsyndrome กล่าวว่า...

อา .. ดากานดาดากานดา .. ผมเขียนแค่ครั้งเดียวก็เหนื่อยแล้วครับ พี่ซัดไปซะหลายเลย ฮ่าๆๆ

เรื่องราวน่ารักดีครับ :D เสียดาย ผมไม่ค่อยได้มีเรื่องแบบนี้ตอนวัยเด็กเท่าไหร่ เพราะติดว่าเนิร์ดมาก .. T T

เรียนต่อต่างประเทศ กล่าวว่า...

ขอบใจจ้า สำหรับบทความ