วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

นิทานข้างผนัง (ตอนจบ):ภาพที่เกินมา โดย "นรา"












ตะวันคล้อยต่ำสาดสีหมากสุก ลมโกรกจากป่าผ่านมาสู่ทุ่ง จำเรียงนั่งเหม่อลอยอยู่หน้ากระท่อม นับแต่พ่อแผ้วผัวรัก รับอาสาพระครูสังเขียนภาพมารประจญในโบสถ์ ล่วงถึงบัดนี้ก็เจ็ดเดือนเข้าให้แล้ว

เห็นหลังคาโบสถ์อยู่ลิบ ๆ สุดตา รู้แน่ว่าเจ้าแผ้วอยู่ ณ ที่นั้น แต่ก็ไม่อาจเยี่ยมสู่พบปะ ที่ใกล้เพียงตาแลเห็น ก็กลายเสมือนดั่งไกลสุดตา เลือนรางประหนึ่งเป็นเพียงเงาจาง ๆ ของความฝันอันคลุมเครือ

คล้อยหลังจากพรากกันเพียงมินาน จำเรียงก็พบว่าตัวเจ้านั้นตั้งท้อง จึงรีบตรงไปทำบุญที่วัด บอกกล่าวให้พระครูขรัวเฒ่ารู้ข่าว หวังว่าท่านจะเล่าต่อให้เจ้าแผ้วที่กักตัวเองเขียนรูปในโบสถ์ได้รู้ แลเมื่อมันรู้ การที่ยังคั่งค้างอยู่ ก็จักเร่งมือให้แล้วเสร็จในเร็ววัน

นับแต่นั้นสืบมา ทุกย่ำค่ำจำเรียงก็จับจ้องมองไปยังทิศที่ตั้งของโบสถ์ ชะเง้อชะแง้แลหาว่าเมื่อไร ผัวรักจึงจะกลับ

จำเรียงมิได้ฉุกใจคิดเลยสักนิดว่า พระครูสังเก็บงำข่าวที่มันตั้งท้องไว้มิดชิด มิได้บอกกล่าวให้แผ้วล่วงรู้

๑๐
เป็นเพลาข้างขึ้น เดือนเด่นจันทร์ลอย ทั่วหมู่บ้านแลคล้ายกำลังหลับ ไร้สุ้มเสียงผู้คน มีเพียงแมลงกลางคืนกรีดร้องระงม แว่วมาจากตรงนั้น ตรงนี้ อื้ออึงสลับกันไป

แต่พระครูสังยังมิอาจข่มตาหลับ ขรัวเฒ่าเฝ้าคิดตรองไม่ตกว่าควรทำกระไรดี จะแจ้งข่าวให้แผ้วรู้ว่าเมียมันท้อง ก็เกรงทำร้ายเจ้าหนุ่มให้สมาธิแตกซ่าน เป็นภัยแก่มันยิ่งนัก ครั้นจะนิ่งเฉยอมพะนำ ก็ผิดบาปทั้งละเมิดศีลมุสาโป้ปด บอกกล่าวความจริงไม่หมด คล้ายดั่งท่านเป็นใจรู้เห็น พรากผัวเมียจากกัน

ครั้นแล้วท่านพระครูก็พอจะคิดอ่านหาหนทางคลี่คลาย จึงมุ่งตรงไปยังโบสถ์กลางวิกาล

“แผ้วเอ๊ย หลับรึยัง?” พระครูสังเคาะประตูเรียกขาน
“ยังขอรับ” เสียงขานรับจากเจ้าแผ้วดังลอดประตูออกมา
“ข้ามีเรื่องจะหารือกับเอ็ง” ขรัวเฒ่ากล่าวช้า ๆ ชัดถ้อยชัดความ
“การอันใดขอรับ หลงพ่อ” เสียงเจ้าหนุ่มเจือความสงสัยอยู่ในที
“เอ็งเลิกเขียนผนังโบสถ์ กลับบ้านกลับช่องเสีย ปล่อยทิ้งไว้หยั่งงั้นแหละ” ท่านพระครูเอ่ยด้วยความห่วงใย
“มีเหตุอันใดรึขอรับ” เสียงนั้นฉงนใจแลร้อนรนจนจับความชัดถนัดหู
“ข้าคิด ๆ ดูแล้ว มันเสี่ยงเกินไป” ขรัวเฒ่าแถลงไขพร้อมทั้งถอนหายใจเฮือกใหญ่
“พระคุณท่าน กระผมหาได้เกรงอันใดไม่ แลพร้อมสละตนเองทุกสิ่ง เพื่อกิจอันเป็นพุทธบูชา” น้ำเสียงเจ้าหนุ่มหนักแน่นดื้อดึง คล้ายปิดกั้นช่องทางมิให้สิ่งใดเล็ดรอดมาโยกคลอนการปลงใจของมัน

พระครูสังเกือบจะหลุดปากบอกข่าวเรื่องจำเรียง แต่ท่านก็หักห้ามตนเองไว้ทัน

“ลูกเอ๋ย เอ็งจะว่ากระไร หากข้าจะขอให้เอ็งเลิกเขียน ด้วยเหตุสำคัญที่มิอาจแพร่งพราย” ขรัวเฒ่าโน้มน้าวอีกครั้ง
“ไฉนหลงพ่อ จึงบอกให้ข้ารู้ไม่ได้” เจ้าแผ้วซักไซร้ไล่เรียง
นิ่งไปอึดใจ พระครูสังก็พูดอย่างปลง ๆ แลจนปัญญา “ก็เพราะข้ารู้ว่า ต่อให้บอกเล่าแล้ว เอ็งก็ไม่มีเปลี่ยนใจ”
“ข้าขอเถิดพระคุณท่าน ขอให้ข้าได้เขียนโบสถ์จนแล้วเสร็จ” เสียงของเจ้าหนุ่มเต็มไปด้วยความปรารถนาร้อนแรง จนใครที่ได้ยินได้ฟังก็หักใจขัดขืนความต้องการของมันไม่ลง

คืนนั้น พระครูสังกลับกุฏิสวดมนต์ภาวนา อาราธนาคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองให้เจ้าแผ้วแคล้วคลาดปลอดภัย

ขรัวเฒ่าสวดอยู่จนกระทั่งฟ้าสางสว่างแจ้ง หากใจนั้นสิกลับมิได้สงบลงเลยสักนิด

๑๑
นับแต่แผ้วเข้าโบสถ์เพื่อเขียนรูปมารประจญ พื้นผนังอันขาวโพลน ค่อย ๆ ปรากฎรูปแลเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมาทีละน้อย

บัดนี้เล่าก็เหลือเพียง ผนังข้างล่างทั้งสองฟาก ด้านขวานั้นกำหนดไว้ว่า จะเขียนกองทัพมารพร้อมอาวุธ เตรียมกลุ้มรุมทำร้ายพระพุทธองค์ ด้านซ้ายเล่าความถึงคราวเมื่อมวลมารทั้งปวงโดนน้ำท่วมจนแตกพ่ายโกลาหล

พระครูสังท่านกล่าวเตือนนักว่า ให้เว้นสองส่วนนี้เหลือไว้วาดท้ายสุด เนื่องด้วยกองทัพมารนั้น กอปรไปด้วยไพร่พลยักษ์สัตว์ร้าย ปะปนอยู่กับรูปคนต่างชาติ ฝรั่ง อังกฤษ วิลันดา โปรจุเกศ ยี่ปุ่น จีน จาม พม่า รามัญ มักกะสัน แขก ชวา ทมิฬ สิงหล

“จำไว้นะแผ้ว วาดคนก่อน ตามด้วยสัตว์ แล้วจึงค่อยวาดยักษ์แลภูติผีไว้รั้งท้าย? ของมันแรง อาถรรพ์มันเยอะ” แผ้วยังคงได้ยินเสียงท่านพระครูแว่วอยู่เต็มหู

๑๒
อุ้มท้องมาได้เก้าเดือน จำเรียงก็เจ็บเร่าทรมานด้วยใกล้คลอด คืนนั้นฟ้าคลุ้มพายุคลั่ง เสียงลมเสียงฝนสาดพัดปนเสียงร้องครวญครางเหมือนใจจะขาด...

พระครูสังให้รู้สึกใจคอมิสู้ดี ผลุดลุกผลุดนั่งกระสับกระส่าย ท้ายสุดก็รวมสติตั้งสมาธิ จุดธูปเทียนบูชาพระในกุฏิ บริกรรมสรรพคาถาอาคมใด ๆ ทั้งปวงที่ล่วงรู้ร่ำเรียนมา...

๑๓
ลมโหมกระหน่ำกระแทกกระทั้นประตูโบสถ์ คล้ายมีมือเขย่าโยกคลอน เม็ดฝนหนาหนักตกต้องหลังคา ราวจะกดทับให้ยุบยวบทลายลง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบผ่านช่องเล็ก ๆ ที่แง้มไว้เข้ามาภายใน เป็นเส้นขาวคมเจิดจ้ากรีดตาแลเชือดเฉือนใจให้ผู้พบเห็นรู้สึกไหวสะท้าน

แผ้วเร่งมือสะบัดพู่กัน เหลือรูปยักษ์อีกเพียงไม่กี่ตนเท่านั้น การอันเหนื่อยยากพากเพียรมาเนิ่นนานก็จะแล้วเสร็จ

เจ้าหนุ่มคร่ำเคร่งจดจ่อแต่ผนังเบื้องหน้า ประหนึ่งตัดขาดตนเองจากโลกภายนอก ประจงทุ่มฝีมือวาดหน้ายักษ์ให้ดุร้ายน่าเกรงขาม เส้นลายพู่กันสะบัดเป็นเขี้ยวโง้งโค้งแวววับ เหมือนจะอ้างับโฉบกัดทุกมือที่เอื้อมใกล้

เสียงฟ้าร้องครวญมา วูบหนึ่ง แผ้วรู้สึกเหมือนเสียงนั้นคำรามจากปากยักษ์ เจ้าหนุ่มสะดุ้งตกใจ ฟ้าแลบสว่างเข้ามาในโบสถ์

พลันนั้นเอง พื้นผนังที่สายตาของแผ้วมองเห็น ก็เต้นไหวโลดแล่นได้ หมู่มารฉวยคว้าอาวุธหันจากเดิมที่พุ่งตรงไปยังรูปพระพุทธองค์ มุ่งตรงมายังชายหนุ่ม

แผ้วผงะตกใจกระถดตัวถอยหลัง มารตนหนึ่งเงื้อหอกฟาดแทงเข้าใส่ เจ้าหนุ่มหงายหลังหลบ กระทั่งหัวฟาดกับฐานด้านหลังขององค์พระประธาน

คล้ายดั่งองค์พระแผ่บารมีเข้าช่วยให้แผ้วเรียกสติ ระลึกถึงพระขึ้นมา ใจหนุ่มก็ค่อย ๆ สงบลง หลับตาเพ่งภาวนาสำรวมสมาธิ

เมื่อลืมตาอีกครั้ง พื้นผนังก็กลับกลายสู่สภาพดังเดิม เหมือนเช่นที่แผ้วได้วาดไว้

เจ้าหนุ่มไม่รั้งรอ รีบเร่งมือเขียนผนังเป็นการใหญ่

เหลืออีกเพียงแค่รูปเดียว เป็นหน้ายักษ์เบื้องซ้ายพระราหูตรงกึ่งกลางด้านล่าง

จะด้วยใจอันเร่งร้อน หมายให้เสร็จสิ้นโดยไว กระทั่งนำไปสู่จิตว้าวุ่น ฤาเป็นอาถรรพ์ชั่วร้ายอันเกิดจากฤทธิ์ยักษ์ ก็สุดที่ผู้ใดจะล่วงรู้

มีเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง ทว่าแผ้วกลับได้ยินเป็นเสียงใครบางคนร้องเอ่ยเรียกชื่อมัน

ใครบางคนนั้นคือ จำเรียง

แล้วน้ำท่วมกองทัพมารจนแตกพ่าย ก็แปรเปลี่ยนอีกครา กระแสธารโถมท่วมเข้าใส่ชายหนุ่ม พร้อมทั้งคน ผี ปีศาจที่มีชีวิตหลุดโผนจากผนังจนแออัดกันแน่นไปทั่วโบสถ์...

๑๔
ควบคู่กับเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง จำเรียงตะโกนเรียกสุดเสียง “พี่แผ้ว!!!”

๑๕
เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง ทำให้พระครูสังสะดุ้งเฮือกใหญ่ เทียนเล่มน้อยในกุฎิดับมืดไปนานแล้ว

ขรัวเฒ่าตระนักรู้ในบัดดลว่า บางสิ่งบางอย่างได้ยุติลง

ที่ท่านพระครูยังไม่อาจหยั่งรู้ ก็มีเพียงว่า มันจบลงในทางร้ายหรือทางดี...

๑๖
ประตูโบสถ์เปิดกว้างอยู่ก่อนแล้ว คราวเมื่อพระครูสังฝ่าฝนไปถึง ไม่มีผู้ใดอยู่ในนั้น คบไฟตรงผนังหลังองค์พระประธานยังโชนแสงกระพริบเต้นตามจังหวะของลมฝน

ขรัวเฒ่าเขม้นมองเพ่งไปที่ผนัง เจ้าแผ้วเขียนเสร็จสิ้นแล้วจริง ๆ ดังที่ท่านคาดเดา

“เออหนอ งามนัก สมดังที่ข้าเชื่อฝีมือมัน” พระครูสังรำพึงรำพันอยู่ในใจ พร้อมทั้งไล่สายตาไปตามลำดับ จากบนสู่ล่าง จากขวาไปซ้าย ล้วนงามหมดจดครบถ้วนกระบวนความ พระพุทธองค์ทรงสงบสง่างามเปี่ยมบารมี นางธรณีรึก็โค้งหวานอ่อนช้อย กองทัพมารซีกขวาแลดูดุดันฮึกหาญ ครั้นเมื่อแตกทัพแพ้พ่ายก็วุ่นวายโกลาหลมิเป็นส่ำ

ไล่สายตาไปเรื่อย ๆ พระครูสังก็รู้สึกเหมือนใจจะหยุดเต้น ตามองจ้องเขม็งไปที่ผนัง

ตรงเบื้องหลังของไพร่พลมารตนหนึ่ง ซึ่งแหงนหน้าเอื้อมสองมือเกาะคว้ากระเบนดำ เป็นพื้นที่อันควรจะว่างเปล่าปราศจากรูปใด ๆ กลับเขียนใบหน้าหนึ่งทิ้งไว้เสมือนดังว่าเกินมา

เป็นใบหน้าชายหนุ่มหล่อเหลาคมสัน แววตาเหมือนซ่อนความเศร้าเร้นลึกบางอย่างไว้ท่วมท้น

“แผ้ว!” ขรัวเฒ่าอุทานออกมาเบา ๆ

พระครูสังครุ่นคิด การนี้อาจเป็นได้ว่า เจ้าแผ้วมันเขียนรูปตัวเองทิ้งไว้บนผนัง เมื่อแล้วเสร็จ มันคงดีอกดีใจรีบกลับบ้านไปหาจำเรียง

กระนั้นขรัวเฒ่าก็ปลงใจเชื่อความคิดนี้ไม่ลง คนสุขุมรัดกุมเยี่ยงมัน ย่อมไม่พรวดพราดจากไป ทิ้งประตูโบสถ์เปิดไว้เช่นที่เห็น ฤามันจะถูกอาถรรพ์ชั่วร้ายฉกตัวเข้าไปอยู่ในรูปเขียน

“เหลวไหลพิลึกล่ะ” พระครูสังก่นตำหนิตนเอง กระนั้นท่านก็รู้อยู่เต็มอกว่า ตลอดชีวิตที่เหลือ ย่อมไม่อาจสลัดความคิดนี้ทิ้งไปได้เลย

ขรัวเฒ่าหยิบพู่กันบนพื้น ค่อย ๆ วาดแก้ไขใบหน้านั้นให้ผิดแปลกไปจากเดิม เติมจมูกให้งอนโค้งละม้ายคล้ายพวกแขกฝรั่ง...

๑๗
พ้นจากค่ำคืนพายุฝนนั้นแล้ว ผนังโบสถ์วัดเกาะที่เหลือคั่งค้าง บรรดาช่างเขียนก็ระดมกันลงแรงต่อไป กระทั่งสำเร็จลุล่วงครบถ้วน

ทั่วทั้งท่าราบ แลบ้านย่านอื่นใกล้เคียง ไม่มีผู้ใดพบเห็นแผ้วอีกเลย กระทั่งว่าเกณฑ์ผู้คนงมค้นหาในลำน้ำเพชรละแวกนั้น ก็ไม่พบศพหรือร่องรอยใด ๆ

นานวันเข้า เหตุเมื่อเจ้าแผ้วหายตัวลี้ลับ ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความรับรู้ของผู้คน

ยกเว้นเพียงจำเรียง

๑๘
จำเรียงคลอดลูกกลางดึกคืนนั้น เมื่ออยู่ไฟจนแข็งแรงเดินเหินได้ดังเดิมแล้ว เจ้าก็อุ้มลูกอ่อนตรงไปที่โบสถ์ แลกลับมาบ้านด้วยอาการร่ำไห้เจียนจะขาดใจ

นับแต่นั้นมา จำเรียงมักจะอุ้มลูกไปดูรูปเขียนฝีมือเจ้าแผ้วที่โบสถ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ร่ำลือกันทั่วทั้งบางว่า อีจำเรียงมันตัดอาลัยผัวไม่ลง บ้างก็ว่ามันเสียสติกำเริบรักจนเกินเยียวยา

มีเพียงพระครูสังเท่านั้น ที่พอจะระแคะระคายเดาความเป็นไปต่าง ๆ ออก

๑๙
ตรงโบสถ์ วัดเกาะ หลังองค์พระประธาน จำเรียงมองดูรูปที่พระครูสังได้มาเขียนเติมไว้ เป็นใบหน้าที่เจ้าไม่คุ้นเคยมาก่อน

หากแต่เมื่อเห็นคราวใดจำเรียงก็อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้

หญิงสาวก่นเฝ้าแต่บอกกล่าวกับตัวเองว่า แววตาพี่แผ้วนั้นเหมือนผู้ชายในรูปมิมีผิดเพี้ยน




(นิทานข้างผนังตอนต้น เขียนเมื่อ 11 เมษายน 2552 ตอนจบเขียนเมื่อ 18 เมษายน 2552 เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ "เป็ดย่างนอกเครื่องแบบ" หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ ภาพวาดทั้งหมดและสถานที่นั้นมีอยู่จริง ส่วนตัวบุคคลและเหตุการณ์เป็นเรื่องแต่ง)











3 ความคิดเห็น:

rain is sky กล่าวว่า...

พี่จ้อยคร้าบบบ รบกวนถามเรื่องหนัง Departures หน่อยคร้าบบบ คือมันติดใจสงสัยตอนที่เขาทั้งสองกินไข่ปลากัน ในซับภาษาไทยขึ้นว่า เป็นไข่ปลาปักเป้า จริงๆแล้วมันเป็นไข่ปลาปักเป้าจริงๆหรือครับ เพราะที่สืบค้นข้อมูลมาทางข้อมูลบอกว่าในตัวปลาปักเป้าเนี่ย ไข่ปลามีพิษเป็นอันดับสองรองลงมาจากหนังปลาเลย
ขอข้อมูลด้วยครับ ขอบคุณครับ

น้ำหวาน กล่าวว่า...

คุณพี่นรา ความคลั่งไคล้ในจิตรกรรมฝาผนังของพี่ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเพิ่มเสน่ห์ในตัวพี่เป็นอย่างมากเลย รู้ตัวป่าวเนี่ย 555
หวานอ่านงานเขียนของพี่และมานานพอควร ถือว่าแอบรักผลงานของพี่อยู่ฝ่ายเดียวก็ว่าได้ ฮิ ฮิ
ก่อนที่ความเห็นจะออกไปในเชิงโลกียะ ชวนเข้าใจผิดมากไปกว่านี้ ก็จะเริ่มขอแสดงความรู้สึกทึ่งในความขยันขวนขวายในสิ่งที่พี่รักและชอบ ขอให้คงไว้ซึ่งการแสดงออกนี้ต่อไปนะคะ จะรอผลงานนิยายของพี่ในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่ถ้าไม่ไหวจิงๆก็ไม่เป็นไร ไม่กดดันกันนะ
พี่นราเคยเขียนแนะนำหนังสือของ โอสึอิจิ หวานได้ลองหามาอานแล้วรู้สึกรักมากมาย จึงคิดว่าพี่นรา สามารถใช้พี่เป็นมารตรฐานของสิ่งบันเทิงต่างๆได้
และเมื่อพี่ก้าวย่างสู่วงการศิลปะไทย ก็มิวายที่หวานจะเคลิ้มตาม จนไปเปิดดูรูปจิตรกรรมฝาผนังในหนังสือ แต่ค้นพบว่ายังไม่อินนัก ซึ่งไม่แปลก เพราะต้องบ่มเพาะอะไรอีกเยอะกว่าจะเข้าถึง
อย่างไรเสีย ขอเป็นหนึ่งพลังใจให้พี่เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อฯนะคะ หวานก็แตะๆอยู่ในวงการเขียนหนังสือเหมือนกัน แต่เป็นแบบพวกปลายแถวตกขอบไปเลย 55
วันดีคืนดี ถ้าเจอพี่ที่โรงหนังหรือที่ไหน ขอเข้าไปขอลายเซ็นนะค้า แล้วจะเขียนมาหนุนหลังใหม่นะ ไปล่ะ!

ฟ้าใส สิริ กล่าวว่า...

สวัสดีจ้า
ฉันมีหนังสือเกี่ยวกับ วัตถุเล่าเรื่องจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และภาพจิตรกรรมจาก กลุ่มจิตรกรรมติดที่ อยู่บ้างเล็กน้อย เธออยากดูไหม บ้านเราอยู่ใกล้กันด้วย เธออยู่ซอย ๙๓ ฉันอยู่ สุขุมวิท ๖๒ แยก ๑ เราใช้ตลาดบางจากร่วมกันด้วยนะ ถ้าเผื่อเธอสนใจอยากดูหนังสือ เธอก็นัดฉันได้นะ ฉันอยากเอาหนังสือไปให้เธอดูหละ เธอติดต่อฉันได้นะจ๊ะ ที่ fahsci_siri@yahoo.com ฉันชื่อ ฝ้าย จ้า