วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปัญหาหัวใจ โดย 'นรา'


เละเทะไม่เป็นท่าเลยนะครับ สำหรับการเขียนหนังสือของผมในระยะหนึ่งเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา เข้าสู่ภาวะฟอร์มตกและต่ำอย่างฉกาจฉกรรจ์ ยิ่งกว่าสภาพเศรษฐกิจดิ่งเหวของหลาย ๆ ประเทศรวมกันเสียอีก

ฟอร์มตกในที่นี้ สาธยายขยายความได้ว่า ผมยังเขียนหนังสือทุกวัน ใช้เวลาการทำงานเท่าเดิม แต่ผลลัพธ์กลับออกมาไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาย มีงานค้างคาเขียนไม่จบอยู่เยอะแยะมากมาย และงานที่เขียนเสร็จอีกหลายชิ้นมีคุณภาพไม่ดีอย่างเด่นชัด กระทั่งต้องปล่อยทิ้งไว้ รอการชำระสังคายนาทางวิชาการกันอีกยกใหญ่ในอนาคตข้างหน้า

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปอีกเรื่อย ๆ แล้วล่ะก็ มีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงลิ่วว่า ความเป็นนักเขียนของผมคงไม่แคล้ว จบเห่เอวังในสภาพน่าอนาถดูไม่จืด

ผมจึงแก้ปัญหา ด้วยการนอนหงายเหยียดยาวบนโซฟา เล่าปรับทุกข์ระบายความในใจ โดยมีเด็กชายพี่หมี ตุ๊กตาหมีติงต๊องพุงป่องสมองเล็ก ปลอมตัวเป็นจิตแพทย์นั่งฟังตาปริบ ๆ อยู่ข้าง ๆ เหมือนเดิม

จิตแพทย์ลูกหมีไม่ได้วินิจฉัยอาการของผมแต่อย่างไร มันนั่งหลับสัปหงกไปก่อนที่ผมจะเล่าจบ

พอผมเล่าจบ เด็กชายพี่หมีก็สะดุ้งตกใจตื่น เพื่อให้แลดูแนบเนียนเหมือนใส่ใจรับฟังอยู่ตลอดเวลา มันจึงผงกศีรษะกลม ๆ เหมือนมันบดในน้ำเกรวี่ พลางพูดว่า “อืมม์ สำคัญ นี่เป็นปัญหาสำคัญ”

ครั้นผมถามไปว่า “ปัญหาอะไรเหรอพี่หมี?”

ลูกหมีพุงป่องทำหน้าอิหลักอิเหลื่อเหมือนกินน้ำผึ้งรสบอระเพ็ด อึกอักอยู่พักหนึ่ง แล้วก็รีบตอบส่งเดชเพื่อเอาตัวรอดว่า “ปัญหาหัวใจ”

พลางปีนอุ้ยอ้ายขึ้นมาบนบ่า ตบหลังตบไหล่ผม พร้อมกับเอ่ยปลอบโยนเป็นปริศนาธรรมว่า “ไม่เป็นไรหรอก นายผิดพลาดมาถูกทางแล้ว ประเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง”

ปลอบเสร็จ เด็กชายพี่หมีก็ปีนทุลักทุเลลงไปนั่งทำหน้าเคร่งขรึม...เตรียมหลับต่อ ทิ้งให้ผมฉงนสงสัยเพิ่มขึ้นอีกข้อว่า “ปัญหาหัวใจอะไรวะ?”

อย่างไรก็ตาม ขณะเล่าอะไรต่อมิอะไรให้พ่อหมอจิตแพทย์ลูกหมีฟัง ตอนหนึ่งผมหลุดปากออกไปว่า “คุณหมอครับ ระยะหลัง ๆ ผมรู้สึกเหมือนสมาธิไม่ดีเวลาเขียนหนังสือ ความคิดไม่ไหล ไอเดียไม่แล่น วางแผนไม่รัดกุม ทุกอย่างติดขัดไปหมดนะครับ”

ทบทวนดูแล้ว ผมก็พบว่านั่นคือ ต้นตอสาเหตุที่ทำให้ผมฟอร์มตก จนกระทั่งเขียนหนังสือได้เละเทะอิเหละเขละขละ

มีผลต่อเนื่องทางความรู้สึกอยู่อย่างหนึ่ง พอเขียนหนังสือไม่ได้ดังใจสักสองสามวันติดกัน สิ่งที่ติดตามมาคือ กลายเป็นความกดดันและสูญเสียความเชื่อมั่น

จากนั้นก็วนเวียนเป็นงูกลินหาง หรือเข้าข่ายทฤษฏีฝนตกเพราะกบมันร้อง กบมันร้องเพราะท้องมันปวด เนื่องจากกินข้าวดิบ เพราะฝนตก...

ปราศจากความมั่นใจเสียแล้ว การลงมือเขียนหนังสือแต่ละครั้ง ก็ไร้ซึ่งความคึกคักฮึกเหิม เขียนด้วยอาการลังเล กลัว ๆ และไม่ค่อยกล้า

ความกลัวที่เข้าครอบงำ ก็เลยยิ่งทำให้เนื้องานนั้นออกทะเลกู่ไม่กลับ ย้อนมาทบต้นเหมือนดอกเบี้ยเงินกู้ กลายเป็นความไม่เชื่อมั่นที่หนักหนารุนแรงกว่าเดิมเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

พูดได้ว่า แต่ละวัน ทุก ๆ เช้า ผมยังมีใจอยากจะเขียนหนังสือ อยากเขียนโน่นเขียนนี่ มีเรื่องอยากเล่าสู่กับผู้อ่านมากมายเต็มไปหมด แต่ที่ขาดหายไปคือ ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจที่จะลงมือเขียน

เป็นความอยากเขียนกับแรงกระตือลือล้นที่จะเขียนไม่ค่อยไปด้วยกันนะครับ ผมอยากเขียนเช่นเดียวกับอารมณ์ปรารถนาลม ๆ แล้ง ๆ ทั่วไป ค่อนข้างเพ้อฝันเลื่อนลอย และขาดแรงจูงใจที่จะนำไปสู่ภาวะจดจ่อคร่ำเคร่งเอาจริงเอาจัง

พูดอีกแบบหนึ่ง ตลอดเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา ขณะเขียนหนังสือผมไม่ค่อยรู้สึกสนุก และเมื่ออ่านทวนแต่ละเรื่องที่เขียนจบลง ผมก็พบว่าจืดชืดไม่เป็นรสซังกะตายพอ ๆ กัน

ถึงบรรทัดนี้ เด็กชายพี่หมีที่นอนหลับอุตุเป็นก้อนกลม ๆ อยู่ข้างจอคอมพิวเตอร์ ก็ละเมอพึมพำออกมาเบา ๆ ว่า “พี่หมีก็ไม่สนุกเหมือนกัน”

ถ้าจะถามตัวเองต่อไปในลักษณะสอบปากคำผู้ต้องหา คำถามนั้นคือ ทำไมผมจึงรู้สึกไม่สนุกระหว่างเขียน?

คำตอบก็น่าจะตรงตามที่จิตแพทย์กำมะลอเด็กชายพี่หมีวินิจฉัยเอาไว้ มันเป็นปัญหาหัวใจนะครับ

ผมเป็นคนเขียนหนังสือจำพวก เอนอิงพิงเหยียดอยู่แนบเนื่องกับการใช้ชีวิต

กล่าวคือ ในแต่ละวันใช้ชีวิตผ่านพบทำอะไรมาบ้าง สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ส่งผลใหญ่หลวงต่อการทำงานในเช้าวันถัดมา

ปี 2552 เป็นช่วงท็อปฟอร์มในการเขียนหนังสือของผม นั่นก็เพราะว่า แต่ละวันผมแทบจะไม่เคยทำอะไรวอกแวกเป็นอื่น ตื่นเช้า เขียนหนังสือ ออกจากบ้านเข้าห้องสมุด ค้นข้อมูลทำการบ้าน ตกเย็นก็เดินเล่น ดูพระอาทิตย์ตก, นั่งเรือด่วนดูวิวสองฝั่งแม่น้ำ หรือนั่งรถเมล์กลับบ้าน พร้อม ๆ กับทำในสิ่งที่เรียกว่า “เขียนหนังสือในหัว”

พ้นจากกิจวัตรปกติเหล่านี้ ผมก็เดินทางไปดูจิตรกรรมฝาผนังตามวัด หรือไม่ก็เที่ยวชมโบราณสถานต่าง ๆ

ทั้งหมดนี้วนเวียนเกี่ยวโยงกับการเขียนหนังสือ และเป็นไปอย่างหมกมุ่นหลงใหล ขนาดยามหลับ ผมก็ยังฝันว่าเขียนหนังสือหรือไปดูจิตรกรรมฝาผนัง

เหมือนนักกีฬาที่ฟิตซ้อมมาดี สภาพร่างกายสมบูรณ์ พอลงสนาม จะทำอะไรก็ได้ดังใจถูกต้องคล่องแคล่วไปหมด

การเขียนหนังสือนี่ก็เช่นกัน เขียนโดยมีประเด็นต่าง ๆ ร้อยเรียง มีเค้าโครงต้น กลาง ปลาย ชัดเจนอยู่ก่อนแล้วในหัว เวลาลงมือทำงานจริง ย่อมไหลแล่นราบรื่น

อันที่จริง ช่วงเดือนกว่า ๆ ที่ฟอร์มตกฮวบฮาบ ผมก็ยัง “เขียนหนังสือในหัว” ล่วงหน้า ก่อนลงมือจริงทุกครั้ง แตกต่างแค่ว่า เป็นสเก็ตช์หยาบ ๆ คร่าว ๆ ไม่ละเอียดถี่ถ้วน และยังไม่ชัดเจนเพียงพอเหมือนที่เคยเป็นมา

เป็นเค้าโครงกว้าง ๆ เลือนรางอยู่สักหน่อย มีเรื่อง มีประเด็นที่จะเขียน แต่ขาดรายละเอียดระหว่างทาง

สภาพฟิตซ้อมมาไม่เต็มที่เช่นนี้ ส่งผลให้ผมเจอปัญหาสำคัญ คือ ในทุกครั้งการเขียน มักมีความคิดเฉพาะหน้า ผุดปรากฏขึ้นอยู่เป็นระยะ ๆ

ถ้าคิดล่วงหน้ามาดีและรัดกุม จะช่วยได้มากในการรับมือกับสิ่งที่งอกเพิ่มกะทันหันขณะเขียน รู้ว่าแวบหนึ่งของบางสิ่งบางอย่างที่โผล่พรวดแทรกเข้ามา ดีพอที่จะเติมเพิ่มเข้าไปหรือควรตัดทิ้งข้ามผ่าน

แต่ในสภาพไม่ฟิต คิดมาไม่กระจ่าง เจอะเจอไอเดียปุบปับฉับพลัน ผมมักจะเอาไม่อยู่รับมือไม่ไหว ลงท้ายกลายเป็นเฉไฉ โดนความคิดใหม่นั้น ลากจูงไปเข้ารกเข้าพง และต่อไม่ติดกับประเด็นที่กำหนดตั้งวางไว้ในใจก่อนหน้า

บางทีประเด็นเดิมกับรายละเอียดเฉพาะหน้า ก็ขัดแย้งกันจนกลายเป็นทางแยกที่เลือกไม่ถูก ว่าจะมุ่งต่อไปในทิศไหน

งานเขียนตลอดหนึ่งเดือนกว่า ๆ ของผม ส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะนี้ ขึ้นต้นไว้อย่างหนึ่ง ลงเอยกลายเป็นอีกอย่าง และบ่อยครั้ง ‘ออกทะเล’ จนหารันเวย์ลงจอดไม่เจอ

ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการ ‘เขียนหนังสือในหัว’ ไม่เพียงพอ และเกี่ยวโยงกับ ‘ปัญหาหัวใจ’ อย่างเต็ม ๆ จัง ๆ

‘ปัญหาหัวใจ’ นั้น หมายความว่า ระยะหลัง ผมทุ่มเทใส่ใจให้กับการเขียนหนังสือน้อยไปหน่อย

แรกเริ่มมันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวหรอกนะครับ แต่นานวันเข้า ‘ความใส่ใจ’ อันย่อหย่อนบกพร่อง ก็พัฒนาแพร่ลามบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ

รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็น ‘ไม่ใส่ใจ’ เกือบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเรียบร้อยแล้ว

ตอนที่เพิ่งเริ่มเล่น facebook ใหม่ ๆ และติดงอมแงมชนิดลืมกินลืมนอน ตอนนั้นผมรู้ตัวตลอด รู้ว่าแต่ละวันจะต้องโดนแย่งชิงเวลาการทำงาน เพื่อไปเพลิดเพลินกับการเข้าสังคมในโลกเสมือนจริงวันละหลาย ๆ ชั่วโมง

การระวังป้องกัน สำหรับทำงานเขียน จึงยังมีอยู่และการ์ดไม่ตก กระทั่งผ่านวาระนั้นมาได้ โดยไม่บอบช้ำบุบสลาย ไม่ก่อเกิดกลายเป็น ‘ปัญหาหัวใจ’

ผมมาพลาดพลั้งเสียที เมื่อเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ เริ่มหวนกลับมาหมกมุ่นหลงใหลการวาดรูปอีกครั้ง หลังจากทิ้งห่างวางมือไปร่วม ๆ ยี่สิบปี

นี้เป็นผลโยงใยต่อเนื่องมาจากการดูจิตรกรรมฝาผนังนะครับ

ดูบ่อย ๆ ผ่านตามาก ๆ ก็นึกครึ้มอยากขีดเขียนเล่น ๆ บ้าง แต่ที่ผมนึกไม่ถึงก็คือ การวาดอะไรก๊อก ๆ แก๊ก ๆ จะส่งผลให้ผมย้อนมาดูจิตรกรรมฝาผนังที่เคยผ่านตา สวยและเข้าถึงดื่มด่ำได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ผมก็เริ่มวาดเล่นเป็นการใหญ่ แล้วก็ได้รับบทเรียนต่อมาคือ การดูจิตรกรรมฝาผนังควบคู่กับฝึกมือไปด้วย ช่วยให้ย้อนกลับมาดูศิลปะตะวันตก ด้วยความตื่นตาตื่นใจมากขึ้นไม่แพ้กัน

ไวรัสโรค Art Addict เล่นงานผมงอมแงมตอนนี้นี่เอง

ถึงตรงนี้ไม่ใช่แค่หลงใหลจิตรกรรมฝาผนังและศิลปะไทยเพียงแขนงเดียว แต่ชอบไปหมดแทบครบทุกสกุลช่าง (ยกเว้นศิลปะร่วมสมัยมาก ๆ จำพวก Installation หรือ Modern Art รสจัด ๆ ซึ่งยังเกินปัญญาความเข้าใจของผม)

กิ่งก้านสาขาหนึ่งของศิลปะตะวันตกที่ผมหลงใหลมากคือ งานในสกุลอิมเพรสชั่นนิสม์ อันที่จริงก็ชอบและหลงรักมานานแล้ว แต่ข้อจำกัดเรื่อง ขาดทุนทรัพย์จะเดินทางไปชื่นชมดูของจริง (รวมทั้งหน้าตาโหดติดลบขอวีซ่ายากลำบาก) ช่วยระงับดับความฟุ้งซ่านไว้ได้เยอะ

จนกระทั่งอาการของโรคกำเริบ คราวนี้รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ นอกจากผมจะกัดฟันทุบกระปุก ซื้อหนังสือเล่มหนา ๆ มาชื่นชมดูรูปภาพให้หนำใจแล้ว ผมยังเข้าเว็บไซต์หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อ save รูปที่ชอบ มาดูให้ดับกระหายคลายอยาก

อิทธิฤทธิ์ของงานศิลปะนั้นมีพิษสงแรงกล้านะครับ ผ่านการดูเฉย ๆ ไประยะหนึ่ง ผลงานอมตะเหล่านี้ก็จุดไฟให้ผมอยากวาดแบบนี้ได้บ้างจังเลย

นอกจากเสาะแสวงหาภาพงานศิลปะชั้นครูของไทยและเทศมาดู ผมก็เริ่มลงมือวาดเลียนแบบทำตาม

ยิ่งวาดก็ยิ่งพบความห่างชั้น ฝีมือห่างไกลกับต้นแบบ ชนิดกลับชาติมาเกิดใหม่อีกหลายชาติ ก็ไม่มีทางเฉียดเข้าใกล้

ขณะเดียวกัน ผมก็พบว่า ยิ่งวาดถี่บ่อยต่อเนื่อง ฝีมือของผมดีขึ้นตามลำดับ บางภาพที่ไม่เคยมีปัญญาหรือกล้าวาดมาก่อน ก็เริ่มทำได้เพิ่มขึ้นทีละนิด

ความคึกคักฮึกเหิม ความมั่นอกมั่นใจที่เคยเกิดในการเขียนหนังสือ เปลี่ยนย้ายถ่ายโอนมาลงที่การวาดรูปเล่น ๆ เกือบหมด

ที่สำคัญ ผมดันมีความคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นคุณหรือเป็นโทษก็ไม่รู้ นั่นคือ ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะวาดรูปให้ดีขึ้นคล่องขึ้น

เป็นความคิดที่รู้ซึ้งแก่ใจว่า อยู่ในวิสัยที่ทำได้และเป็นไปได้แน่นอน บนเงื่อนไขเดียวคือ ผมต้องฝึกปรืออย่างต่อเนื่องเอาจริงเอาจัง

เหตุประมาทเลินเล่อชะล่าใจน่าจะอยู่บริเวณแถว ๆ นี้ ผมเชื่อว่า ผมเขียนหนังสือมาเกินกว่า 20 ปี จนเกิดความคุ้นชินชำนาญและ ‘อยู่ตัว’พอสมควร สามารถทอดระยะห่างว่างเว้นไปได้หลาย ๆ วัน แล้วกลับมาเร่งฟอร์มเรียกความฟิตได้ในเวลาไม่นานนัก

ตรงข้ามกับการวาดรูป ซึ่งจำเป็นต้องวาดต่อเนื่องติด ๆ กันหลายวัน จึงจะกระเตื้อง และเพียงแค่เว้นวรรคไปวันเดียว ทุกอย่างก็กลับไปเหลือศูนย์ ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

อัตราส่วนในการใช้เวลาแต่ละวัน สำหรับเขียนหนังสือ,วาดรูป และการอ่าน ยังเท่า ๆ กันอยู่ แต่น้ำหนักความทุ่มเทใส่ใจนั้นเปลี่ยนไปอย่างเด่นชัด

ความคิด, ความรื่นรมย์ และเชื้อไฟขยันของผม (อย่างหลังนี่มีน้อยเหลือเกิน) ล้วนรุมสุมอยู่ที่การวาดรูป ส่วนการเขียนและอ่าน กลายเป็นงานอดิเรกอันดับรอง ๆ ลงมา

โรค Art Addict จึงนำไปสู่โรค Arthoholic ด้วยประการฉะนี้

หนึ่งเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา ผมวาดรูปดีขึ้น แต่เขียนหนังสือแย่ลง ค่อย ๆ สวนทางกันทีละนิด จนกระทั่งโจ่งแจ้งชัดเจน

ผมเริ่มรู้ตัวตอนที่ฟอร์มตกในการเขียนหนังสือเกิดขึ้นได้สักพัก แต่ยังติดประมาท คิดว่า ‘รับมือและจัดการได้’ ทว่าเมื่อเวลาเคลื่อนผ่านจากปฏิทินไป ทุก ๆ วันกลับกลายเป็นว่า สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม

ท้ายที่สุดก็เข้าขั้นวิกฤติ

กระนั้น การวาดรูปก็ช่วยผมได้อย่างหนึ่ง คือ ภาวะฉุกเฉินในการเขียนหนังสือ ไม่ใช่เรื่องน่าตระหนกอกสั่นขวัญเสีย และเป็น ‘ปัญหาหัวใจ’ ที่แก้ไขเยียวยาได้

ใด ๆ ก็ตามในชีวิต ซึ่งขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติของผมเองเพียงลำพัง เช่น ทำตัวขยัน, ลดความอ้วน, ศึกษาหาความรู้ประดับสติปัญญา, สร้างงานเขียนที่มีคุณภาพแล้วใจ ฯลฯ ผมคิดว่าสามารถสะสางคลี่คลายได้หมด...ถ้าผมมีใจใฝ่ดีคิดจะทำจริง ๆ

เรื่องที่จำต้องเกี่ยวพันกับผู้อื่นต่างหากนะครับ ที่แก้ยากซับซ้อนกว่า และบางทีอาจกระทำได้ไม่สำเร็จ

ผมเชื่ออย่างนี้ครับว่า ยกตัวอย่างจากการวาดรูปเป็นตัวตั้ง ซึ่งผมไม่เคยร่ำเรียนติวเข้มตัวเองทางด้านนี้มาก่อน การวาดเล่นแบบเอาจริงในช่วงเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา ยังเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ว่า ‘ดีขึ้น’ ผิดหูผิดตา (ผมควรรีบบอกไว้ด้วยว่า เป็นการ ‘ดีขึ้น’ จากจุดต่ำสุดขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น ทางข้างหน้ายังต้องฝึกและวาดกันอีกมหาศาล)

ถ้าการวาดรูปยังเป็นไปในรูปนี้ การเขียนหนังสือซึ่งเป็นเรื่องคุ้นมือ และผ่านการฝึกมือฝึกคิดมาต่อเนื่องเกินกว่าครึ่งค่อนชีวิต หากผม ‘เอาจริง’ และกลับมา ‘ใส่ใจ’ อย่างเข้มข้น ผมก็น่าจะบูรณปฏิสังขรณ์ฝีมือแรงงานของตัวเองกลับคืนมา กระทั่งสามารถยกระดับพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นกว่าเดิม

‘ปัญหาหัวใจ’ ของผม ในรักสามเส้าระหว่างการเขียนและการวาด สามารถแก้ได้และไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเลือก ทุกอย่างทั้งหมดยังสามารถดำเนินไปเคียงคู่กันอย่างสงบสุข แค่เพียงผมจัดสรรแบ่งเวลาให้เหมาะเจาะลงตัว และเกียจคร้านน้อยกว่าที่เป็นอยู่อีกสักนิด

เขียน ๆ ไปแล้ว ก็เหมือนวางกับดักตัวเอง เป็นท่าบังคับให้ต้องลงเอยทิ้งท้ายว่า ปัญหาหัวใจเรื่องความรักแก้ยากกว่าเยอะเลยครับ

สาบานสด ๆ ร้อน ๆ ก็ได้ว่า ข้อเขียนชิ้นนี้ไม่มีนัยยะแอบแฝงพาดพิงไปถึงเรื่องความรักกับหญิงสาวคนไหนทั้งสิ้น

ถ้าหากผมโกหกแล้วล่ะก็ ขอให้เด็กชายพี่หมีตกน้ำป๋อมแป๋มเหมือนในภาพที่เห็น

กลอนมันพาไปเท่านั้นเอง

3 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ขอให้การเขียนกลับมาท็อปฟอร์ม...ดังเดิม
รออ่านๆ นะ :))

พัชร กล่าวว่า...

รวมถึงต้องแบ่งเวลาไปเล่น Bejeweled ด้วยป่าวเอ่ย

joon pa กล่าวว่า...

ขออนุญาตฝากลิงค์นะคะ
คาสิโนออนไลน์ ที่ปลอดภัย โอนเงินรวดเร็ว มั่นคง ถ่ายทอดสดจากสถานที่จริง
บริการรวดเร็ว ประทับใจ 24 ชม. ที่นี่เลยค่ะ
https://www.111player.com