วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เจค็อบจอมโกหก โดย "นรา"


ต้องนับเป็นความโชคร้ายอย่างยิ่งของหนังเรื่อง Jakob the Liar ซึ่งประสบความล้มเหลวด้วยสาเหตุหลักคือ ออกฉายทีหลัง Life is Beautiful รวมทั้งมีจุดสำคัญละม้ายคล้ายคลึงมาก จนใคร ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะนำไปเทียบเคียงกัน และก็เป็นไปตามธรรมเนียม งานที่ออกฉายช้ากว่าย่อมเสียเปรียบทุกประตู

กรณีเช่นนี้คล้ายกับเมื่อครั้งที่ EDtv ของรอน เฮาเวิร์ดออกฉายหลัง The Truman Show ซึ่งถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว EDtv อาจไม่สนุกเท่า แต่ความเฉียบคมของประเด็นทางด้านเนื้อหาสาระ กล่าวได้ว่าไม่เป็นรอง หรืออาจจะลุ่มลึกกว่าเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม คุณภาพโดยรวมของ EDtv และ Jakob the Liar จัดว่าน่าพึงพอใจและดีเกินกว่าที่จะล้มคว่ำไม่เป็นท่า

ผมนั้นปรับตัวเตรียมใจก่อนดู Jakob the Liar แล้วว่า จะพยายามไม่นึกถึง Life is Beautiful รวมทั้งหักห้ามใจไม่นำไปเปรียบซึ่งกันและกัน เอาเข้าจริง ๆ ก็แทบไม่ต้องใช้ความพยายามเลย เพราะรายละเอียดต่าง ๆ ผิดแผกกันอยู่มาก จนเป็นคนละเรื่องอย่างเห็นได้ชัด

แรกสุดก็คือ บรรยากาศหรืออารมณ์หลัก ๆ Life is Beautiful นั้น มีลีลาพาฝันแบบเทพนิยาย แม้เรื่องจะขมวดทิ้งท้ายเศร้าหมอง แต่ตลอดทั้งเรื่องก็ดูอบอุ่น สดใส และเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน Jakob the Liar เริ่มต้นเหมือนจะเป็นเรื่องเล่าในแบบเดียวกัน ทว่าเมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปเป็นลำดับ เห็นได้ชัดว่าเกาะเกี่ยวกับความสมจริงมากกว่า บรรยากาศหม่นทึมกว่า และไม่เน้นอารมณ์ขันเป็นด้านหลัก

Jakob the Liar ดัดแปลงจากนิยายของยูเรค เบคเคอร์ ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี 1969 ฉะนั้นข้อสงสัยที่ว่าจะลอกเลียน Life is Beautiful จึงเป็นอันตกไป

หนังจับความเหตุการณ์ในปี 1944 ฉากหลังเป็นเมืองหนึ่งในโปแลนด์ (ไม่มีการระบุสถานที่แน่ชัด) ชาวยิวโดนพวกนาซีกักล้อมจำกัดบริเวณอยู่ในย่านเสื่อมโทรม โดนใช้แรงงานเยี่ยงทาสแลกกับการปันส่วนอาหารพอประทังชีวิต

เรื่องเริ่มต้นด้วยเสียงบรรยายของเจค็อบ เล่ามุขตลกเกี่ยวกับวันตายของฮิตเลอร์ พร้อมทั้งอธิบายว่า ในยามยากแค้นลำเค็ญเช่นนี้ อารมณ์ขันเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ชาวยิวดำรงชีวิตอยู่รอด

เจค็อบเป็นอดีตพ่อค้าขายแพนเค้ก เมื่อนาซีรุกรานเข้ายึดครองโปแลนด์ เขาก็ใช้ชีวิตเพื่อให้ผ่านพ้นไปวัน ๆ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ขยายลามกลายเป็นเรื่องใหญ่

เจค็อบวิ่งไล่คว้ากระดาษหนังสือพิมพ์แผ่นหนึ่ง ซึ่งลอยไปตกหน้าประตูรั้วลวดหนาม ทหารยามระบุว่าเขามีความผิดในข้อหา ออกมาเพ่นพ่านเกินเวลาเคอร์ฟิว เจค็อบโดนสั่งให้ข้ามฟากไปรายงานตัวรับโทษต่อนายทหารนาซี ในตึกกองบัญชาการนอกค่าย

ที่นั่นชายหนุ่มชาวยิว ได้ฟังข่าวสารจากวิทยุโดยไม่ตั้งใจ รายงานข่าวกล่าวว่า กองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบเข้ามาใกล้เพียงแค่ไม่กี่ร้อยไมล์

เจค็อบได้รับการยกโทษไม่เอาผิด แต่ปัญหาก็คือ เขากลับเข้าบริเวณปิดล้อมไม่ทันกำหนดเวลา ขณะกำลังหาลู่ทาง ก็พบกับเด็กหญิงชาวยิวที่หลบหนีจากรถไฟซึ่งมุ่งหน้าไปสู่ค่ายกักกัน ด้วยความที่ยายหนูตัวเล็ก ๆ ช่วยชีวิตเขาไว้ จนสามารถกลับมายังบริเวณบ้านอย่างปลอดภัย เจค็อบจึงตอบแทนด้วยการเลี้ยงดู และซ่อนตัวเธอไว้ในห้องเล็ก ๆ ใต้หลังคา
ชีวิตของชาวยิวในชุมชนแห่งนั้น น่าจะดำเนินไปตามปกติ คนที่ทนการทารุณกรรมไม่ไหว มีทางเลือกอยู่ 2 อย่าง ถ้าไม่หลบหนี (ซึ่งมีโอกาสรอดเพียงน้อยนิด) ก็รีบชิงฆ่าตัวตายด้วยความสิ้นหวัง

เพื่อนสนิทของเจค็อบ 2 คน ตัดสินใจทำเช่นที่ว่า แต่ก็ได้รับการยับยั้ง พร้อมทั้งบอกเล่าข่าวเกี่ยวกับกองทัพรัสเซีย ซึ่งกลายเป็นความหวัง สร้างขวัญและกำลังใจอย่างวิเศษ เมื่อโดนซักไซ้ไล่เรียงว่ารู้ข่าวจากไหน เจค็อบตอบสั้น ๆ โดยไม่มีโอกาสอธิบายเพิ่มเติมว่า รู้จากข่าวในวิทยุ

และแล้วข่าวร่ำลือเกี่ยวกับการที่เจค็อบซุกซ่อนวิทยุไว้ฟังข่าวในบ้าน ก็แพร่ลามลุกกระจายไปทั่ว เขากลายเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่ชาวยิว ยิ่งพยายามแก้ตัว ผู้คนก็ยิ่งเชื่อมั่นหนักขึ้นอีกว่า เจค็อบมีวิทยุอยู่จริง ท้ายสุดเขาก็ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในสภาพตกกระไดพลอยโจน ต้องสวมรอยเป็นคนโกหก คอยกุข่าวหลอก ๆ ขึ้นมาปลอบประโลมใจพรรคพวกชาวยิว

เรื่องราวถัดจากนั้น ดำเนินไปในลักษณะเหมือนคนเดินไต่เส้นลวด เจค็อบต้องผ่านภาวะคับขันครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งจากความครุ่นคำนึงกังขาของชาวยิว การเอาตัวรอดจากฝ่ายนาซี ตลอดจนการต่อสู้ระหว่างคุณธรรมในใจกับการโกหก

บทสรุปทิ้งท้ายของหนังจบลงอย่างซาบซึ้ง ข่าวสารปลอม ๆ ของเจค็อบ กลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ช่วยให้ชาวยิวหลายคนหยัดยืนมีชีวิตอยู่รอด จนกระทั่งสงครามยุติลง ทำให้ชาวยิวบางคนที่เคยดำรงอยู่แบบตัวใครตัวมัน มีโอกาสได้เสียสละเพื่อผู้อื่น ช่วยเหลือประคับประคองกันฟันฝ่าวิกฤติ และคนเล็ก ๆ ที่ดูไม่มีความหมายอย่างเจค็อบ ก็ได้ประกอบวีรกรรมยิ่งใหญ่ โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ตั้งใจและไม่คาดคิดมาก่อน

สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนใคร ๆ จะเข้าใจผิดกันมากก็คือ หน้าตาภายนอกของ Jakob the Liar ชวนให้คาดเดาไปว่า เป็นงานสะท้อนภาพชีวิตชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในลักษณะเคลือบอารมณ์ขันเช่นเดียวกับ Life is Beautiful ทว่าแท้จริงแล้วงานชิ้นนี้จัดเป็นหนังชีวิตเข้มข้นมากกว่า

แต่ที่ตรงกันไม่ผิดเพี้ยน ได้แก่ สาระสำคัญว่าด้วยการมองโลกในแง่ดี ใช้การโกหกด้วยเจตนาดี เพื่อสร้างความหวัง หยิบยื่นกำลังใจให้แก่ผู้อื่น และยึดมั่นเกาะกุมเพื่อความอยู่รอด

แง่มุมปลีกย่อยอย่างหนึ่งที่คมคายมาก คือ การเทียบเคียงเจค็อบกับบรรดาประกาศก (Prophet) ในประวัติศาสตร์ของชนชาติยิว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า ทำหน้าที่ถ่ายทอดในสิ่งที่พระเจ้าต้องการ

ในความหมายที่ครอบคลุม "ประกาศก" หมายถึง ผู้ถ่ายทอดสาสน์จากพระเจ้าทั้งที่เกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

บทบาทลวงโลกของเจค็อบในด้านหนึ่ง ก็เป็นไปในลักษณะนี้

ที่ผมชอบมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในฉากเริ่มต้น เจค็อบวิ่งไล่คว้ากระดาษหนังสือพิมพ์อย่างเอาเป็นเอาตาย และมีกลิ่นอายพาฝันเป็นแฟนตาซีเหนือจริงอยู่นิด ๆ หนังใส่ภาพดังกล่าวเข้ามาโดยปราศจากคำอธิบาย แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อย ๆ คนดูก็เข้าใจได้ทันทีว่า กระดาษหนังสือพิมพ์แผ่นนั้นกับข่าวในวิทยุเป็นสิ่งเดียวกัน มันบอกเล่าข่าวสารซึ่งอาจจะเป็นหนทางสว่างให้แก่ชีวิตที่มืดมิดอับจนของชาวยิว (ทำให้ภาพกระดาษหนังสือพิมพ์พัดปลิวไปตามลมนั้น แลดูเหมือนสิ่งมหัศจรรย์หรือปาฏิหาริย์จากฟากฟ้า)

Jakob the Liar เป็นงานที่โรบิน วิลเลียมส์ตั้งใจและทุ่มเทอย่างมาก นอกจากจะรับบทนำแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างอีกด้วย การแสดงของเขาอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับงานช่วงหลัง ๆ ไม่เค้นอารมณ์ฟูมฟายจนเกินเลย ดูนิ่ง สงบ และเป็นปุถุชน แต่ก็มีจุดด้อยตรงที่อุตส่าห์แทรกใส่ฉากเจค็อบแกล้งอ่านข่าวจากวิทยุ ซึ่งเปิดโอกาสให้โรบิน วิลเลียมส์โชว์ความสามารถในเชิงตลก และการเลียนเสียงคนดังตามที่เขาถนัด แม้จะไม่บกพร่องร้ายแรง แต่ก็ทำให้บุคลิกของตัวละครซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญอย่างเจค็อบดูแกว่งไกวกลายเป็นดาราดังชื่อโรบิน วิลเลียมส์ไปชั่วขณะ

กระนั้นข้อบกพร่องดังกล่าวรวมทั้งช่วงที่เด็กหญิงหลบหนีจากรถไฟ ซึ่งดูง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ ก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพโดยรวมของหนังเสียหายมากนัก

แม้จะมี Life is Beautiful โดดเด่นยึดครองพื้นที่ในใจของผมส่วนหนึ่ง แต่ผมก็ชอบ Jakob the Liar มาก ๆ เช่นกัน




(บทความชิ้นนี้ เขียนไว้นานแล้วประมาณ 7-8 ปี ถ้าจำไม่ผิดน่าจะตีพิมพ์ในนิตยสาร Cinemag ในการเผยแพร่คราวนี้ ผมแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนเล็กน้อย และตัดทอนเนื้อความที่รกรุงรังออกไป รวมทั้งเปลี่ยนชื่อเรื่องเสียใหม่)

2 ความคิดเห็น:

Somboon กล่าวว่า...

อ่านใน manager.co.th แล้วว่าจะโพสอะไรลงไป แต่เกรงใจ ไม่ดีแน่ เลยมาที่นี่ดีกว่า

อ่านแล้วน่ะ...อืม ว่ากลัวเขียนไม่ออก

ก็ในเมื่อพี่คิดอะไรอยู่ ก็เขียนตามที่คิดก็ดีน่ะ

นึกภาพตาม ถ้านราเขียนการเมือง อะไรจะเกิดขึ้น????
มุมมอง จากต่างสาขาอาชีพ มันก็มีมิติของมัน
น่าสนใจ น่าสนใจ

แหบ

แนนซี่ คุ๊กกี้มั้ยยะ กล่าวว่า...

เพิ่งดูเรื่องนี้จบค่ะ
เราชอบมากที่สุดในบรรดาหนังสงครามโลกที่ดู
หาบทความอ่านยากมากๆ 😭