วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

ฝึกวิชา โดย "นรา"


ตรงบริเวณใกล้ๆ ปากซอยสุขุมวิท 93 (ซึ่งบ้านผมอยู่ลึกเข้าไปในนั้น) มีสะพานลอยสำหรับคนข้ามถนน เหมือน ๆ กับที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่รูปร่างหน้าตาและประโยชน์ใช้สอย


อาจเป็นเพราะว่าแถบถิ่นละแวกนั้น ศูนย์รวมทางด้านเศรษฐกิจและการค้า ไปกระจุกตัวอยู่ที่บริเวณตลาดบางจาก สะพานลอยคนข้ามดังกล่าว จึงค่อนข้างว่างโล่ง ไม่ค่อยมีแผงลอยมาวางสินค้าบนพื้นให้เป็นที่เกะกะกีดขวางคนเดินผ่านไปมา

เพราะความที่ไม่ค่อยมีใครนิยมมายึดหัวหาดทำการค้ามากนัก เมื่อปรากฎขึ้นสักรายสองรอย ผมก็เลยสามารถสังเกตจดจำได้ถนัด

ส่วนใหญ่ก็มักจะวางขายอุปกรณ์จุกจิกเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ นาน ๆ ครั้งก็มีแผงขายเสื้อผ้าสุภาพสตรี และวันดีคืนดีก็มีพ่อค้าขายแผ่นวีซีดีผี, เทปคาสเซ็ทท์มือสองเก่าเก็บย้อนยุคแบบเอาไว้ฟังเพื่อระลึกชาติ, ที่น่าทึ่งมากก็คือ บางครั้งก็มีหนังโป๊คลิปฉาวต่าง ๆ วางจำหน่าย ฯลฯ

พ้นจากผู้ประกอบการเหล่านี้แล้ว นาน ๆ ครั้งยิ่งกว่านั้น ก็มีขอทานแวะเวียนมาปักหลักอยู่บ้าง มีวณิพกพเนจรมาดีดพิณขับกล่อมผู้สัญจรผ่านไปมา (ผมเคยหยุดยืนฟังอยู่ประมาณ 15 นาที พบว่าลุงแกบรรเลงอยู่เพลงเดียวซ้ำไปซ้ำมา)

ดู ๆ แล้วก็เป็นเหตุการณ์ปกติธรรมดา ดังเช่นสะพานลอยทั่วไป ไม่มีอะไรหวือหวาโลดโผนเป็นพิเศษนะครับ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมก็ได้เจอะเจอกับท่านจอมยุทธ์นิรนาม ผู้ไร้ร่องรอยความเป็นมา ซ่อนงำประกายอย่างมิดชิด

เขาเป็นชายหนุ่มอายุอานามน่าจะใกล้ ๆ สามสิบ ผิวขาว หน้าตาสะอาดสะอ้าน ไว้หนวดเรียวยาวเหนือริมฝีปาก แต่งกายเหมือนนักกีฬา สวมรองเท้าผ้าใบแบรนด์เนมยี่ห้อดังและแพง

เป็นรูปลักษณ์ที่ท่านสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ตามสวนสาธารณะต่าง ๆ หรือห้างสรรพสินค้าหรูหรา

ผมพบคุณพี่เขาที่สะพานลอยแห่งนี้ ในวันซึ่งมีพ่อค้าแม่ค้ามาใช้เพื่อทำธุรกิจสองสามราย และขอทานแม่ลูกหนึ่งราย

เขานั่งอยู่ถัดจากแผงลอยเจ้าหนึ่งไปไม่ไกลนัก เห็นผ่าน ๆ วูบแรก ทุกคนน่าจะเข้าใจตรงกันว่าเป็นขอทาน เพราะเขานั่งขัดสมาธิ วางมือทั้งสองบนหัวเข่า มีแก้วเปล่าหนึ่งใบ และขวดน้ำอยู่ข้าง ๆ

ในแก้วเปล่านั้น ไม่มีน้ำสักหยด และไม่มีเศษตังค์เลยแม้แต่สลึงเดียว

ถึงตรงนี้ ผมก็แอบเย้ยหยันในใจว่า ควรอยู่หร็อกที่จะไม่มีใครให้ทาน เพราะพี่แกดูภูมิฐานมีชาติตระกูลเกินกว่าจะกระตุ้นต่อมสงสารเมตตาแก่ผู้พบเห็น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเหลือบตามองอย่างละเอียดถี่ถ้วน เบื้องหน้าของชายหนุ่มคนนั้น มีแผ่นกระดาษแข็งวางอยู่ และเขียนข้อความสั้น ๆ

ตอนอยู่ในระยะห่างประมาณสามสี่เมตร ผมก็เดาเล่น ๆ ในใจว่า คงเป็นคำบรรยายสรรพคุณตกทุกข์ได้ยาก เพื่อโน้มน้าวให้ผู้มีจิตศรัทธาช่วยทำบุญทำทาน ประมาณว่า มาจากต่างจังหวัด หลงทาง ปราศจากญาติมิตรที่พึ่งในยามยาก จึงขอเศษตังค์เพื่อเดินทางกลับบ้าน หรืออะไรที่อ่านแล้วรันทดสลดเศร้ายิ่งกว่านั้น

พอเห็นข้อความจะแจ้งเด่นชัด ผมก็พบว่าเดาผิดกระจุยกระจาย มิหนำซ้ำยังแทบจะหงายหลังอีกต่างหาก ข้อความนั้นสั้นกระชับรวบรัดแค่ว่า “กำลังฝึกวิชา”

ผมเดินผ่านไป พร้อมกับโดนปริศนามหากาฬติดหัวติดตัว กระทั่งนั่งรถเมล์เลยพ้นมาหลายป้าย ก็ยังขบคิดตีความไม่ออกว่า พี่เขาตั้งใจจะขอทานแนวใหม่ หรือว่ามีวิชาวิทยายุทธอันล้ำลึก ที่ต้องฝึกฝนด้วยกรรมวิธีพิศดารเช่นนี้

ที่สำคัญ ถ้าเป็นการฝึกวิชาจริง ๆ ผมก็อยากรู้ขึ้นมาจับใจว่า เป็นศาสตร์ความรู้แขนงใด

ยิ่งคิดผมก็ยิ่งคาดเดา ตั้งสมมติฐานต่าง ๆ อาจเป็นไปได้ว่า คุณพี่เขาเป็นอภิมหาเศรษฐี ลงทุนมาฝึกสมาธิเคียงข้างผู้ทุกข์ยาก สังเกตชีวิตระดับล่าง ทำตัวติดดิน หรืออีกทฤษฏีที่ค่อนข้างเลว คือ ผมคิดเหมารวมแบบคนใจร้ายว่า สงสัยคุณพี่จะสติไม่ดี

วันต่อมา ขณะเดินข้ามสะพานลอย ผมก็เจอคุณพี่นั่งฝึกวิชาอีกเหมือนเดิม แตกต่างเพียงแค่ว่า เสื้อผ้านั้นเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ (แต่ยังเป็นเครื่องแบบนักกีฬา) พิจารณาดูแล้ว เสื้อผ้าของคุณพี่เขาสะอาดสะอ้านดูดีกว่าผมเสียอีก

เขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ด้วยท่วงทีเคร่งขรึม ไม่พูดไม่จาและไม่สบตากับใคร เจอะเจอเข้าเช่นนี้ ผมเริ่มโน้มเอียงเชื่อไปแล้วว่า คุณพี่เขาไม่ใช่ขอทานแน่นอน

ถ้าเป็นขอทานจริง คุณพี่เขาก็เป็นขอทานที่ดูดีมีระดับมากสุด เท่าที่ผมเคยเจอะเจอมาในชีวิตล่ะครับ

ผมอยากจะยืนสังเกตการณ์ให้นานกว่านี้ แต่เกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาท รวมทั้งอาจรบกวนการฝึกวิชาของพี่เขา ประเดี๋ยวเกิดเหตุ “ธาตุไฟแตก” แบบในนิยายจีนกำลังภายในขึ้นมา จะวุ่นวายกันไปใหญ่ และจะทำให้ผมต้องกลายเป็นคนบาปหนักอีกต่างหาก

ผมจึงเดินผ่านไป พร้อม ๆ กับครุ่นคิดคาดเดาจนมึนตึ้บและหัวหงอกไปอีกหลายเส้นผม

ประมาณสามสี่วันถัดมา ผมก็ยังเจอคุณพี่นั่งอยู่ตรงสะพานลอยแห่งนั้นเช่นเดิม (และเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมทุกวัน

ทุกครั้งที่พบเห็น ผมนั้นร่ำ ๆ ว่าจะเข้าไปนั่งลงตรงเบื้องหน้า และถามไถ่ให้หายติดค้างข้องใจว่า “ประทานโทษครับพี่ น้องใคร่ทราบอย่างยิ่งว่า พี่กำลังฝึกวิชาอะไร?”

แต่เห็นคุณพี่เขากำลังดื่มด่ำซาบซึ้งอยู่กับการนั่งเพ่งทำสมาธิแล้ว ผมก็ต้องล้มเลิกความคิดดังกล่าวไปทุกครั้ง ตลอดชีวิตผมเคยทำอะไรผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์มาเยอะ แต่จะให้ผมเสี่ยงต่อการเป็น “มารผจญ” ก็ออกจะเกินไปหน่อย

ผมก็เลยได้แต่พกพาความสงสัยเก็บไว้อยู่เรื่อยมา และคาดว่าเมื่อคุณพี่เขาฝึกวิชาสำเร็จเมื่อไร ก็อาจจะเผยแสดงให้ชาวโลกได้ประจักษ์รับรู้โดยทั่วกัน

ทว่าหลังจากนั้น คุณพี่เขาก็ไม่มาปรากฎตัวบนสะพานลอยอีกเลย เป็นไปได้ว่า ในที่สุดเขาก็ฝึกสุดยอดวิชาที่หายสาบสูญไปหลายร้อยปีได้สำเร็จ คิดแล้วผมก็แอบอนุโมทนาและดีใจกับคุณพี่เขาอยู่ลึก ๆ

อีกประมาณหนึ่งอาทิตย์ถัดมา ขณะเดินหาของกินในตลาดบางจากละแวกใกล้บ้าน ผมก็เดินสวนกับคุณพี่เขา ซึ่งยังคงท่าทางเงียบขรึมเหมือนเดิม แต่สีหน้าดูอิ่มเอิบมีสง่าราศี ตามประสาคนเพิ่งฝึกยอดวิชามาหมาด ๆ (จะเป็นเพราะอุปาทานหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ผมรู้สึกว่าเขาดูดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย)

ผมตรงดิ่งเข้าไปหาทันที ตั้งใจจะสอบถามให้หายสงสัย แต่พลันที่เดินเข้าใกล้ เขาก็เดินเบี่ยงตัวหลบผ่านผมไปอย่างรวดเร็ว

เป็นอันว่าผมได้ทราบเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่า พี่เขามีวิชาตัวเบาเคลื่อนย้ายร่างในชั่วพริบตา

ผมมายืนดักรอตรงที่เก่าเวลาเดิมอีกหลายวัน กะว่าต่อให้ต้องตะครุบตัวล็อคคอก็จะทำ คุ้มครับ ถ้าจะได้พูดคุยกับท่านจอมยุทธ เพื่อสอบถามถึงเคล็ดลับสุดยอดวิชา

แต่วันแล้ววันเล่าก็ผ่านไป โดยผมไม่เคยมีโอกาสได้พบเห็นคุณพี่ท่านนี้อีกเลย จนถึงปัจจุบันเหตุการณ์ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ผมจึงปลงตกและทำการสรุปปิดคดีว่า พี่เขาฝึกวิชาจนหายตัวได้นะครับ

อาจมีท่านผู้อ่านสงสัยว่า ผมเขียนมาถึงบรรทัดนี้ ทำไมจึงยังไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องหนังเลย

ถัดจากนี้ไปจนจบบทความ ก็ไม่มีเรื่องหนังหรอกนะครับ เพราะผมกำลังอยู่ในช่วงฝึกวิชา

ผมเขียนข้อความเลียนแบบคุณพี่ที่ว่า “กำลังฝึกวิชา” ลงในกระดาษแข็งแผ่นเท่านามบัตร พกติดตัวตลอดเวลา เจอะใครมาซักถามว่า หมู่นี้เป็นไง ทำอะไรอยู่เหรอ สบายดีหรือเปล่า ผมก็จะนิ่งขรึมไม่พูดไม่จาอะไร และหยิบแผ่นกระดาษยื่นให้อ่านแทนคำตอบ

การฝึกวิชาทำให้ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผมดูหนังน้อยมาก เนื่องจากต้องออกไปใช้ชีวิตโลดโผนผจญภัยนอกบ้านเกือบทุกวัน

พอจะเล่าสู่กันฟังได้ดังนี้ครับ ผมกำลังเป็นโรคเบื่อการดูหนังอย่างรุนแรง และรู้สึกว่าขาดแคลนความรู้ ทำตัวหยุดนิ่งมานาน

จริง ๆ แล้วผมก็ยังเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรอยู่ตลอดเวลานะครับ เพียงแต่เป็นความรู้ด้านอื่น ๆ ที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรื่องหนังสักเท่าไร หนักไปทางติวเข้มฝึกตัวเองเพื่อหัดเขียนบทความทั่ว ๆ ไป, เรื่องสั้น และนิยายเสียมากกว่า

ผมมีคอลัมน์ไม่เกี่ยวกับหนังในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เขียนเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง ด้วยความไม่ชำนาญเพียงพอ ความถี่เช่นนี้จึงทำให้เป็นงานยากสำหรับผมในการนึกหาประเด็น รวมถึงขั้นตอนลงมือเขียน

เท่าที่ผ่านมาได้เกือบหนึ่งปี ผมเอาตัวรอดแบบหวุดหวิดฉิวเฉียดมาทุกสัปดาห์ ในการตอบคำถามตัวเองว่า “อาทิตย์นี้จะเขียนเรื่องอะไร?”

ผมก็เลยคิดว่า ถึงเวลาที่ผมจะต้องออกไปใช้ชีวิตให้ต่างจากเดิมเสียบ้าง ด้วยการหาโอกาสเดินทางเพื่อเปิดหูเปิดตาดูโลกให้เยอะขึ้น

ผลก็คือ ตอนนี้ผมกลายเป็นโรคบ้าดูจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอารามต่าง ๆ เข้าขั้นขึ้นสมอง จนกระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ “กำลังฝึกวิชา” อย่างหมกมุ่นลุ่มหลง ซึ่งกระทบต่องานเขียนหลัก ๆ อยู่พอสมควร และคงต้องปรับตัวแบ่งเวลากันขนานใหญ่อีกสักพัก กว่าทุกอย่างจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยดังเดิม

ผมไม่รู้หรอกนะครับว่า จะฝึกสำเร็จหรือล้มเหลว จะต้องใช้เวลาเนิ่นนานแค่ไหน ฝึกเสร็จแล้วจะนำมาใช้ประโยชน์กับการงานได้อย่างไร?

ที่แน่ ๆ วิชาที่ผมฝึก ไม่ได้มุ่งจะนำมาใช้กับการเขียนวิจารณ์หนังแต่อย่างไร เป็นการฝึกเพื่อใช้ชีวิตให้คุ้มและใช้ชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิมเท่านั้นเอง

สถานการณ์ล่าสุดนั้น ยังไม่มีวี่แววว่าจะฝึกสำเร็จหรอกนะครับ มิหนำซ้ำยังบานปลายไปอีกหลายแขนงสาขา จนอาการเตลิดเพลิดเพลินเข้าขั้นน่าเป็นห่วง

อย่างไรก็ตาม ยืนยันได้ว่า ระหว่าง "กำลังฝึกวิชา" อยู่นี้ ผมสนุกและมีความสุขล้นเหลือ เมื่อได้เจอะเจอสิ่งใหม่ ๆ (แต่เป็นเรื่อง "ของเก่า") ที่ผมรักชอบ


แทนส.ค.ส. สำหรับปีใหม่นี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านคงจะค้นพบ “วิชา” อันเป็นความรักชอบที่จะฝึกโดยทั่วกัน




(เขียนเมื่อ 13 ธันวาคม 2551 เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ Play Time นิตยสาร Filmmax มีการแทรกเพิ่มเติมข้อความอีกพอสมควรในการเผยแพร่ครั้งนี้)

5 ความคิดเห็น:

เรียนต่อต่างประเทศ กล่าวว่า...

ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูล

กาแล กล่าวว่า...

เพิ่งได้เจอคนใกล้บ้านเรือนเคียงก็...คุณนราเอง

เจอเหมือนกันคะ ...งง...มากๆเลย
ถ้าคุณนราได้คำตอบจากท่านจอมยุทธ์ผู้นั้นช่วยบอกด้วยน๊ะคะ
อยากทราบเหมือนกัน

ขอบคุณคะ

renton กล่าวว่า...

...แวะมาอ่าน...

แล้วจะมาบ่อยๆ ค่ะ ^^

mango กล่าวว่า...

อยากลอง "ฝึกวิชา" ดูมั่งจัง ^^

เข้ามารายงานตัว ว่าเป็นแฟนหนังสือของคุณนราค่ะ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

"เป็นการฝึกเพื่อใช้ชีวิตให้คุ้ม+ใช้ชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม"


เพื่อยืนยันว่า ไม่ได้แอบคิดแบบนี้คนเดียว